เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 "คนรวยที่สุด" ที่ยากจนจนไม่สามารถซื้อหญ้าได้แม้แต่หญ้าเส้นเดียว (II)

บทที่ 30 "คนรวยที่สุด" ที่ยากจนจนไม่สามารถซื้อหญ้าได้แม้แต่หญ้าเส้นเดียว (II)

บทที่ 30 "คนรวยที่สุด" ที่ยากจนจนไม่สามารถซื้อหญ้าได้แม้แต่หญ้าเส้นเดียว (II)


[แปลโดยแฟนเพจ BamแปลNiyay มาติดตามในแฟนเพจเพื่อติดตามข่าวสารได้นะ]

[Thai-novel ลงไวกว่าที่อื่นทุกที่]

[หลังแปลจบจะมีการแก้ไขคำอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง ถ้าอ่านแบบเถื่อนจะไม่มีการกลับมาแก้ให้นะครับ]

บทที่ 30  "คนรวยที่สุด" ที่ยากจนจนไม่สามารถซื้อหญ้าได้แม้แต่หญ้าเส้นเดียว (II)

“ขอบคุณ ท่านสหายเต๋า” เหมิงฉีละสายตาและคารวะชายคนนั้นอีกครั้ง

“สหายเต๋าเองก็สุภาพเกินไปแล้ว”

ขณะที่พูดกัน ทั้งสองก็มาถึงประตูเมือง เมื่อยืนอยู่ที่นี่ เหมิงฉีสามารถรับรู้ถึงความกว้างใหญ่ของเมืองได้จริงๆ

“นอกจากนั้น...” ชายผู้บ่มเพาะกล่าว “ยังมีปริศนานับไม่ถ้วนในเหนือสวรรค์แห่งนี้ ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้มีถ้ำสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุดและคล้ายได้รับพรมากที่สุดในสามภพทั้งหมด แต่มันก็ยังไม่ได้มีการสำรวจอย่างเต็มที่ หากเจ้าผ่านการทดสอบได้ สหายเต๋าสามารถเข้าร่วมทีมสำรวจ ออกล่าสมบัติในดินแดนลับกับคนอื่น ๆ ได้”

ชายคนนั้นส่ายหัวด้วยความละอายเล็กน้อย “ทว่า มันจำเป็นต้องมีพลังมากพอที่จะเข้าร่วมเสียก่อน อย่างน้อยต้องอยู่ในขั้นตัดวิญญาณ จึงจะสามารถใช้วิญญาณที่แยกออกมาเพื่อเข้าสู่ดินแดนลับได้ ข้าเพิ่งฝ่าขั้นแก่นทองคำและเข้าสู่ขั้นก่อกำเนิด ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ”

ถ้าอย่างนั้น เหมิงฉีก็ยิ่งห่างไกลออกไปอีก! นางเคยได้ยินมาว่าแดนเหนือสวรรค์มีโอกาสที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้บ่มเพาะขั้นกำเนิดขึ้นไป ดูเหมือนว่าโอกาสที่ว่าจะหมายถึงดินแดนลับเหล่านั้นกระมัง

ซึ่งหากรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันแล้ว เจ้าของแดนเหนือสวรรค์อาจจะทรงพลังมากจริง ๆ เขาถึงขั้นทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ค้าขายเสรีที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผู้บ่มเพาะ แถมยังสามารถสร้างเมืองใหญ่เช่นนี้ แม้แต่เกาะลอยน้ำเจ็ดเกาะ เจ้าของแดนเหนือสวรรค์คงไม่ใช่คนเพียงผู้เดียว แต่อาจเป็นสำนักที่ทรงพลังมาก

เหมิงฉีมองไปที่ถนนสายหลักที่เป็นระเบียบเรียบร้อยภายใน นางรู้มาตลอดว่าสามภพนั้นกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ แม้กระทั่งก่อนที่นางจะเกิดใหม่ นางเคยเห็นเพียงมุมเล็กๆ ของโลกเท่านั้น ตอนนี้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้านางเหมือนดั่งยักษาลึกลับไม่มีผิด

เหมิงฉีอดถอนหายใจไม่ได้ ไม่น่าแปลกใจที่มันถูกเรียกว่า 'แดนเหนือสวรรค์' สถานที่แห่งนี้เป็นอีกโลกหนึ่งอย่างแท้จริง เหนือกว่าสามภพเสียอีก

“ถ้าสหายเต๋าไม่มีคำถามอื่น ข้าจะขอลาไปก่อน” ชายคนนั้นพูดกับเหมิงฉี

“เจ้าค่ะ” เหมิงฉีคำนับตอบ “ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำของท่านสหายเต๋า”

มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่หลายคน ณ ประตูเมือง ตามคำแนะนำของชายผู้บ่มเพาะชายคนเมื่อครู่ เหมิงฉีก้าวไปข้างหน้าและขอแผนที่เมือง เมืองใหญ่แห่งนี้มีร้านค้ามากมายนับไม่ถ้วน และชื่อของมันคือ 'เมืองเหนือสวรรค์' เมืองนี้แบ่งออกเป็นเก้าพื้นที่ ได้แก่ อาวุธ สิ่งประดิษฐ์ อาภรณ์คลุม ส่วนผสมการกลั่นต่างๆ สัตว์วิญญาณ คาถา... แน่นอนว่ายังมีพื้นที่ที่เชี่ยวชาญด้านการขายโอสถ พิษ และโอสถเม็ดกลั่น

นอกจากนี้ ส่วนกลางยังเป็นสถานที่สำหรับการค้าขายแบบเสรี หากผู้มาเยือนไม่ทราบวิธีจัดประเภทสินค้าของตนเอง หรืออาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร พวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนมันกับผู้อื่นในตลาดเสรีได้

หากใครต้องการไปที่เรือนประมูลใหญ่สามแห่งของสวรรค์ โลก และห้วงลึก พวกเขาสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเมืองได้โดยตรง ซึ่งก็จะแนะนำต่อให้พวกเขาไปพบเจ้าหน้าที่ประมูล จากนั้นผู้เชี่ยวชาญจะประเมินมูลค่าของสินค้าและตัดสินใจว่าจะยอมรับการประมูลหรือไม่ และจะส่งไปที่เรือนประมูลใด

เหมิงฉีทำตามคำแนะนำอื่นของชายคนนั้นและขอป้ายชื่อ ป้ายนี้มักจะไม่มีประโยชน์อันใดกับแดนเหนือสวรรค์ แต่สิ่งของที่ซื้อภายในแดนเหนือสวรรค์ไม่สามารถนำออกไปข้างนอกได้โดยตรง ดังนั้นมันจึงจำเป็นต้องมีป้ายชื่อ นางสามารถใช้มันเพื่อรับสินค้าที่นางซื้อได้ที่เมืองใหญ่ๆ ส่วนหินวิญญาณก็จ่ายตอนรับของด้วย แดนเหนือสวรรค์รับประกันความลับของผู้ใช้ แถมยังมีบริการจัดส่งที่รวดเร็วและปลอดภัยอีก

เหมิงฉีคิดและเขียนคำว่า 'เสี่ยวฉี' ลงบนป้ายชื่อ ตอนนี้นางมีหินวิญญาณระดับหกห้าก้อนและเป็นศิษย์ที่ร่ำรวยที่สุดในหุบเขาชิงเฟิงแล้ว ทว่า ตัวนางยังไม่ทราบราคาตลาดของสถานที่แห่งนี้

เหมิงฉีตรวจดูแผนที่และตัดสินใจไปที่บริเวณที่ขายส่วนผสมโอสถ เมืองนี้ใหญ่มาก แต่มีเขตแดนเคลื่อนย้ายมากมายนับไม่ถ้วนในทุกมุม เหมิงฉีทักทายเจ้าหน้าที่คนหนึ่งและก้าวเข้าไปในเขตแดนหนึ่ง จากนั้นนางก็ถูกเคลื่อนย้ายไปยังเขตตะวันออก

ก่อนที่นางจะก้าวเข้าไป กลิ่นโอสถหอมก็อบอวลไปทั่วรูจมูกของนางแล้ว นี่เป็นกลิ่นที่เหมิงฉีชอบที่สุดและอารมณ์ของนางก็ดีขึ้นมาก พื้นที่นี้โดยพื้นฐานแล้วขายส่วนผสมโอสถ พิษ และเม็ดโอสถกลั่นทุกชนิด เหมิงฉีนึกถึงเนื้อหาของแผ่นไม้ไผ่ที่ท่านผู้อาวุโสเหยียนมอบให้และก้าวเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่งแบบสุ่ม

“ยินดีต้อนรับ” ไม่มีแขกคนอื่นในร้าน มีเพียงชายร่างกำยำอยู่หลังโต๊ะ

“สหายเต๋าต้องการอะไรหรือ?” ชายคนนั้นทักทายด้วยรอยยิ้ม

“มีหญ้าอีกาเหมันต์ไหม?” เหมิงฉีถาม ตามที่บันทึกไว้ในแผ่นไม้ไผ่ หญ้าอีกาเหมันต์ทำให้เกิดแผลที่เลือดออกไม่หยุด ทิ้งรอยสีเงินไว้บนนั้น ทว่า เหมิงฉีไม่กล้าสรุปว่าเสือขาวตัวน้อยถูกพิษจากหญ้าอีกาเหมันต์ นางจึงวางแผนที่จะซื้อมันมาแล้วนำกลับไปตรวจสอบด้วยตนเอง

“มี” เจ้าของร้านถาม “ต้องการเท่าไหร่?”

“ราคาเท่าไหร่?” เหมิงฉีถามอีกครั้ง

“หินวิญญาณระดับหกยี่สิบก้อน” เจ้าของร้านตอบ

เหมิงฉี “?????”

ตามแผ่นไม้ไผ่ หญ้าอีกาเหมันต์เป็นสมุนไพรระดับหก เหมิงฉีเดาไว้แล้วว่ามันคงไม่ถูก แต่นางไม่คิดว่าศิษย์ที่รวยที่สุดในหุบเขาชิงเฟิงจะไม่สามารถซื้อได้แม้แต่เส้นเดียว และนั่นคงเป็นเพียงราคาของส่วนผสมอย่างเดียว ถ้าเหมิงฉีต้องการรักษาเสี่ยวฉีจริงๆ นางเกรงว่าแม้แต่หินวิญญาณระดับหกร้อยก้อนก็คงไม่พอ

นางไม่รู้สึกว่ามันแพงเกินไป และนางก็ไม่ได้วางแผนที่จะไม่ซื้อมัน เพียงแต่ในขณะนั้น เหมิงฉีรู้สึกเสียใจอย่างมากที่นางคิดราคาฉู่เทียนเฟิงเพียงสิบเท่าของราคารักษา…

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay , ลงแบบราคาถูกแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับ หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิก กระซิก ;-;

จบบทที่ บทที่ 30 "คนรวยที่สุด" ที่ยากจนจนไม่สามารถซื้อหญ้าได้แม้แต่หญ้าเส้นเดียว (II)

คัดลอกลิงก์แล้ว