เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 – เสือขาวตัวน้อย (II)

บทที่ 15 – เสือขาวตัวน้อย (II)

บทที่ 15 – เสือขาวตัวน้อย (II)


[แปลโดยแฟนเพจ BamแปลNiyay มาติดตามในแฟนเพจเพื่อติดตามข่าวสารได้นะ]

[Thai-novel ลงไวกว่าที่อื่นทุกที่]

[หลังแปลจบจะมีการแก้ไขคำอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง ถ้าอ่านแบบเถื่อนจะไม่มีการกลับมาแก้ให้นะครับ]

บทที่ 15 – เสือขาวตัวน้อย (II)

แสงสีเขียวจากอาคมสะกดแตะลงบนบ่าของฉู่เทียนเฟิงเป็นครั้งสุดท้าย บาดแผลดำคล้ำน่ากลัวที่เคยมีก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ผิวสีแทนของเขาที่ตอนนี้กลับมาแข็งแรงดี มีหยดน้ำใสเย็นจากสระเกาะพราวอยู่ ดูเต็มไปด้วยพลังชีวิตของคนหนุ่ม

เหมิงฉีสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะทรุดตัวลงกะทันหัน

“ระวัง!” ฉู่เทียนเฟิงทะยานขึ้นไปโดยไม่สนใจหยดน้ำเย็นยะเยือกที่เกาะอยู่บนร่างกาย เขาเอื้อมมือออกไปประคองร่างของเหมิงฉี ร่างเล็กบอบบางของหญิงสาวล้มลงในอ้อมแขนของเขา เส้นผมนุ่มสลวยสีดำขลับของนางปัดผ่านใบหน้าของเขา

หัวใจของฉู่เทียนเฟิงเต้นแรงขึ้น

เหมิงฉีผลักเขาออกและยืนขึ้นด้วยตัวเอง

“ข้าไม่เป็นไร”

นางส่ายหัว แม้ความเหนื่อยล้าจะเกือบทำให้นางหมดสติไป แต่ด้วยการเตรียมพร้อมมาอย่างดี ทำให้นางยังคงประคองสติไว้ได้อย่างดื้อรั้น

เหมิงฉีปฏิเสธความช่วยเหลือจากฉู่เทียนเฟิงอย่างหนักแน่นและนั่งลงขัดสมาธิ สองวันสองคืนมานี้ นางไม่เคยพักหรือหลับเลย นางใช้จิตวิญญาณของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมันแห้งเหือดแล้วรอจนกว่ามันจะฟื้นตัว กระบวนการที่น่าเบื่อนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ผลที่ได้รับก็มากมายมหาศาล

เหมิงฉีหยิบเม็ดโอสถจากกำไลเก็บของขึ้นมากิน พลังลมปราณไหลเวียนออกมาจากเส้นลมปราณของนางและเติมเต็มร่างกายอย่างรวดเร็ว สักพักนางก็ลืมตาขึ้น เหมิงฉียืนขึ้น ยืดเส้นยืดสายอย่างพึงพอใจ

“หือ?” นางกำลังจะกลับไปยังสำนัก แต่เมื่อหันกลับไป ก็พบกับดวงตาสีดำคู่หนึ่งโดยไม่คาดคิด

“เหตุใดท่านยังไม่ไปอีกเล่า?” นางมองไปที่ฉู่เทียนเฟิงซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว

ชายหนุ่มสวมอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว ใบหน้าที่ซีดเซียวเพราะพิษเมื่อครู่ก่อน บัดนี้กลับมาเป็นปกติ พลังบำเพ็ญเพียรพลังของเขาก็ฟื้นตัว และร่างกายของเขาดูแข็งแกร่งขึ้นมาก

“ข้า…” ฉู่เทียนเฟิงมีหลายสิ่งที่อยากจะพูด แต่ท่าทีของเหมิงฉีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านางไม่ได้คาดหวังคำตอบจากเขา

นางก้าวเท้าจากไปทันที “เช่นนั้นข้าขอตัวไปก่อน ลาก่อน”

ฉู่เทียนเฟิง “…”

“เหมิงฉี!” เขาเร่งตามไปทันที "ข้ามีเรื่องอยากจะบอกเจ้า"

“ทำไมเจ้าถึง...” เขามีคำถามมากมายที่จะถามและมีหลายสิ่งที่จะบอก แต่ฉู่เทียนเฟิงยังพูดไม่ทันจบประโยค ร่างระหงสองร่างก็เข้ามาใกล้จากระยะไกลและบินตรงไปหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว

“สหายเต๋าฉู่” หัวหน้าสำนักหุบเขาชิงเฟิงทักทายฉู่เทียนเฟิง

ลู่ชิงหรันเดินตามนางมา ดวงตาของหญิงสาวยังคงแดงก่ำ เมื่อนางมาถึง สายตาของนางก็จับจ้องไปที่ฉู่เทียนเฟิงทันที “เทียนเฟิง พิษของท่านหายดีแล้วงั้นหรือ?”

“อืม” เขาตอบเบา ๆ

“ข้าดีใจจริง ๆ” ลู่ชิงหรันยิ้ม นางเป็นหญิงสาวที่งดงาม และเมื่อนางยิ้ม แม้แต่บริเวณที่หนาวเย็นรอบบ่อเหมันต์ก็ดูเหมือนจะกลาเยป็นฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่น

“ศิษย์น้อง ขอบคุณเจ้ามาก” ลู่ชิงหรันกล่าวขอบคุณเหมิงฉี นางก้มศีรษะคำนับ “วันนั้นข้ากังวลเรื่องเทียนเฟิงมากเกินไป จึงกล่าวหาศิษย์น้องอย่างไม่ถูกต้อง ข้าหวังว่าศิษย์น้องจะไม่ถือโทษโกรธข้า”

“ศิษย์พี่หญิงไม่ต้องเกรงใจ” เหมิงฉีคำนับกลับ

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามชีวิตก่อนหน้านี้ของนาง เหตุการณ์ต่อไปควรจะเป็นการรุกรานของอาณาจักรมาร แต่เมื่อมีฉู่เทียนเฟิงอยู่ที่นี่ หุบเขาชิงเฟิงคงจะไม่ตกอยู่ในอันตราย ความวุ่นวายครั้งนี้ไม่น่าจะยาวนานนัก

เหมิงฉีตัดสินใจในใจอย่างเงียบ ๆ หลังจากหยุดยั้งการรุกรานจากอาณาจักรมารแล้ว หุบเขาชิงเฟิงจะผนวกรวมเข้ากับวังสวรรค์เฟินเทียน เมื่อถึงเวลานั้น เพื่อความปลอดภัยของสำนัก คนของหุบเขาชิงเฟิงทั้งหมดก็จะย้ายไปยังพื้นที่ใกล้กับวังสวรรค์เฟินเทียน ยกเว้นสมาชิกสำนักบางคนที่ไม่ต้องการย้ายไปไหน

หุบเขาชิงเฟิงเดิมตั้งอยู่ริมขอบแดนทิศบูรพาของสามภพ ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเขตแดนที่แยกดินแดนของมนุษย์ออกจากดินแดนของมาร ส่วนเมืองเฟิ่งเทียน มันคือที่ตั้งของวังสวรรค์เฟินเทียน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในทิศหรดีทั้งหมดของแดนบูรณา ทว่าบริเวณทิศหรดีนั้นก็ยังอยู่ใกล้กับชายแดนระหว่างแดนบูรณาและแดนประจิม

เหมิงฉีได้วางแผนไว้ นางต้องการเดินทางไกลไปทางทิศประจิมเพื่อไปยังเมืองเฟิงเทียน สำหรับผู้ฝึกตนในขั้นควบคุมพลังลมปราณ แม้ว่าจะใช้ข่ายอาคมเคลื่อนย้ายจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมือง มันก็ยังต้องใช้เวลาถึงยี่สิบวันกว่าจะไปถึง

ยิ่งกว่านั้น เส้นทางก็ไม่ปลอดภัย ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรปัจจุบันของเหมิงฉี การไปแดนทิศประจิมด้วยตัวคนเดียวคงเป็นเรื่องยาก แต่นางสามารถติดตามสมาชิกหุบเขาชิงเฟิงไปยังเมืองเฟิ่งเทียน แล้วจึงหาทางไปทางทิศประจิมต่อไปได้

ตกลง นางตัดสินใจแล้ว!

เหมิงฉีต้องการใช้เวลาที่เหลือทำบางสิ่งก่อนที่มารจะบุก นางตัดสินใจและคำนับหัวหน้าสำนัก “ท่านหัวหน้าสำนัก ศิษย์ยังมีภารกิจต้องทำ ข้าขอตัวไปก่อน”

เหมิงฉีพยักหน้าอย่างสุภาพให้ลู่ชิงหรัน จากนั้นก็หันหลังกลับและลงจากภูเขาไปอย่างรวดเร็ว นางไม่สนใจที่จะเข้าร่วมการสนทนาของทั้งสามคนอยู่แล้ว เพราะยังไงมันเสีย คงเป็นเพียงบทสนทนาหวานซึ้งระหว่างลู่ชิงหรันและฉู่เทียนเฟิง ที่รำลึกถึงประสบการณ์เฉียดตายของพวกเขา ทว่าเหมิงฉีไม่ได้สังเกตเลยว่าดวงตาของฉู่เทียนเฟิงได้เปลี่ยนไป

“ดูเหมือนศิษย์น้องเหมิงจะยังโกรธข้าอยู่” ลู่ชิงหรันถอนหายใจเบา ๆ จากนั้นก็พูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ก่อนหน้านี้ข้าทำเกินไป ข้าควรสอบถามสถานการณ์ก่อนที่จะกล่าวหานาง”

“อีกทั้งยังเป็นนางที่ช่วยให้ข้าฟื้นขึ้นมาอีก” ลู่ชิงหรันตัวสั่นเล็กน้อย พวกเขาอยู่ใกล้กับบ่อเหมันต์มากไป และระดับบ่มเพาะของนางยังอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน ดังนั้นนางจึงไม่อาจต้านทานความหนาวเย็นได้

ฉู่เทียนเฟิงดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องของลู่ชิงหรันเลย

“ข้าต้องติดต่อท่านอาจารย์ของข้าและขอให้ท่านอาจารย์พาคนมาที่นี่โดยเร็วที่สุด” เขามองดูร่างของเหมิงฉีที่กำลังเดินจากไปด้วยความกังวล “ข้ายังมีภารกิจต้องทำ ข้าขอตัวก่อน”

เขาเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ตามทิศทางที่เหมิงฉีเดินไป

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay , ลงแบบราคาถูกแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับ หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิก กระซิก ;-;

จบบทที่ บทที่ 15 – เสือขาวตัวน้อย (II)

คัดลอกลิงก์แล้ว