- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อเข้าใช้ ราชวงศ์ของข้าไร้เทียมทาน
- บทที่ 100 - ยอดฝีมือระดับราชันศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนรกร้างตะวันออก หอเป็นตายปรากฏตัวที่ฉางหนิง
บทที่ 100 - ยอดฝีมือระดับราชันศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนรกร้างตะวันออก หอเป็นตายปรากฏตัวที่ฉางหนิง
บทที่ 100 - ยอดฝีมือระดับราชันศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนรกร้างตะวันออก หอเป็นตายปรากฏตัวที่ฉางหนิง
บทที่ 100 - ยอดฝีมือระดับราชันศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนรกร้างตะวันออก หอเป็นตายปรากฏตัวที่ฉางหนิง
สำนักหยินหยาง
แม้จะผ่านไปกว่าครึ่งค่อนวันแล้ว
แต่หลี่อวิ้นก็ยังไม่กลับมา บรรดาผู้อาวุโสก็ยังไม่มีใครกล้าออกไป ล้วนแต่รอคอยอยู่บนลานกว้าง
สตรีศักดิ์สิทธิ์เสวี่ยเยวี่ยที่ถูกทิ้งไว้ก็ถูกจับกุมตัว ให้นั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง
ไม่มีหลี่เฉียนสิงและซาปี้คอยคุ้มครอง นางที่มีระดับการบ่มเพาะเพียงระดับหลอมสุญตาก็ย่อมไม่อาจก่อคลื่นลมอะไรได้
ในตอนนี้ นางยังคิดไม่ตกว่าทำไมจู่ๆ สถานการณ์ถึงพลิกผันได้ขนาดนี้
มิติปริแตก หลี่อวิ้นปรากฏตัว
บรรดาผู้อาวุโสต่างหมอบราบกับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"ทุกอย่างให้เป็นไปตามเดิม" หลี่อวิ้นทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งก่อนจะสลายตัวไป
ไม่ได้ปรายตามองเสวี่ยเยวี่ยที่คุกเข่าอยู่ด้านข้างเลยแม้แต่น้อย
ต้าเฉียน พระราชวัง
"ประกาศเรียกตี้อู่ชางเซิงแห่งหอเจตจำนงสวรรค์เข้าเฝ้า"
สุรเสียงอันกึกก้องดังออกมาจากภายในพระราชวัง
เพียงไม่นาน ตี้อู่ชางเซิงก็ปรากฏตัวขึ้นภายในโถงพระราชวัง
"ถวายบังคมฝ่าบาท"
ตี้อู่ชางเซิงเดินเข้ามาพร้อมกับโค้งตัวทำความเคารพเล็กน้อย
"ตามสบาย รู้หรือไม่ว่าข้าเรียกเจ้ามาด้วยเหตุใด" หลี่อวิ้นเอ่ยถาม
ตี้อู่ชางเซิงชำเลืองมองหลี่อวิ้นแวบหนึ่ง ตอบกลับไปโดยไม่ต้องหยุดคิด
"ภายในรัฐเป่าโจว เกิดการปะทะกันของระดับศักดิ์สิทธิ์ ถึงขั้นมีราชันศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัว และบนตัวของฝ่าบาทก็มีกลิ่นอายของระดับศักดิ์สิทธิ์หลงเหลืออยู่เล็กน้อย เดาว่าฝ่าบาทคงจะเรียกกระหม่อมมาด้วยเหตุนี้กระมังพ่ะย่ะค่ะ"
"เจ้าไม่ต้องออกจากเมืองเฉียนตูก็สามารถรับรู้ถึงการปะทะกันของระดับศักดิ์สิทธิ์ในรัฐเป่าโจวได้เชียวหรือ" หลี่อวิ้นเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เขาจำได้ว่าตี้อู่ชางเซิงเคยบอกไว้ ในฐานะเจตจำนงสวรรค์ เขาสามารถรับรู้ความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในทวีปสี่ขั้วได้
ทว่าตอนนี้เขายังไม่ได้กุมอำนาจของเจตจำนงสวรรค์ แม้จะสามารถเข้าควบคุมดวงวิญญาณของคนธรรมดา แปลงกายเป็นสรรพสัตว์ได้
แต่สำหรับผู้ฝึกตนที่มีระดับการบ่มเพาะสูงนั้นกลับทำไม่ได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ที่ทะลวงเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์แล้ว
หากฝืนสอดแนม ก็อาจจะถูกพลังสะท้อนกลับได้
"ระดับศักดิ์สิทธิ์สามารถควบคุมกฎเกณฑ์ของฟ้าดินได้ ย่อมสามารถรับรู้ได้บ้างสักหนึ่งหรือสองส่วนพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่อวิ้นพยักหน้าชื่นชม
ดูท่าเจตจำนงสวรรค์นี้จะมีดีอยู่บ้างเหมือนกัน
"เจ้าเคยบอกว่าจุดสูงสุดของดินแดนรกร้างตะวันออกคือระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ พอจะสัมผัสได้หรือไม่ว่าปัจจุบันในดินแดนรกร้างตะวันออกมีระดับราชันศักดิ์สิทธิ์อยู่กี่คน" หลี่อวิ้นเอ่ยถามอีกครั้ง
เมื่อตี้อู่ชางเซิงได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้าเบาๆ
"กระหม่อมสามารถสัมผัสได้เพียงสิบสี่คนเท่านั้น แต่น่าจะมีมากกว่าสิบสี่คนพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่อวิ้นขมวดคิ้ว
"หมายความว่าอย่างไร ยังมีคนที่เจ้าก็ไม่สามารถสัมผัสได้อีกหรือ"
ตี้อู่ชางเซิงยิ้มเจื่อนๆ
"แม้ว่ากระหม่อมจะกลายเป็นเจตจำนงสวรรค์แล้ว ก็ใช่ว่าจะล่วงรู้ทุกสิ่งในทวีปสี่ขั้ว อย่างเช่นในปัจจุบัน ภายในดินแดนต้าเฉียนมีของวิเศษระดับเทวะดำรงอยู่ กระหม่อมสัมผัสได้เพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถหาตำแหน่งของมันพบได้พ่ะย่ะค่ะ"
"เช่นเดียวกัน ในดินแดนรกร้างตะวันออกก็เป็นเช่นเดียวกัน วิธีหลบเลี่ยงการรับรู้ของเจตจำนงสวรรค์มีอยู่หลายวิธี ยิ่งไปกว่านั้นกระหม่อมก็ยังไม่ได้เป็นเจตจำนงสวรรค์เลยด้วยซ้ำ"
หลี่อวิ้นพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
พูดไปแล้ว เจตจำนงสวรรค์ก็ใช่ว่าจะครอบคลุมไปเสียทุกเรื่อง พวกเขาก็มีวันดับสูญ และแน่นอนว่าต้องมีเรื่องที่ไม่ล่วงรู้เช่นกัน
ของวิเศษระดับเทวะภายในดินแดนต้าเฉียนที่เขาพูดถึง ก็น่าจะเป็นเจดีย์น้อยนั่นเอง
ภายในเจดีย์น้อยยังมีระดับราชันศักดิ์สิทธิ์อยู่อีกสองคน เขารู้เรื่องนี้ดี
ภายในดินแดนรกร้างตะวันออก ก็อาจจะมีวิธีที่คล้ายกับการหลบเลี่ยงการรับรู้ของเจตจำนงสวรรค์อยู่เช่นกัน
แน่นอนว่า ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับเทพอย่างแยกไม่ออก
มีเพียงระดับเหนือกว่าระดับเทวะเท่านั้นที่จะมีพลังอำนาจเช่นนี้
ในดินแดนรกร้างตะวันออก คาดว่าคงมีเพียงตำหนักสวรรค์ต้าหลัวอันลึกลับนั่นแล้ว
ทว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ ในดินแดนรกร้างตะวันออก นอกจากตำหนักสวรรค์ต้าหลัวแล้ว ก็มีขุมกำลังระดับสุดยอดเพียงสิบแห่ง แต่กลับมีระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ถึงสิบสี่คน
ดูท่าแต่ละแห่งจะซ่อนตัวกันได้ลึกทีเดียว
อีกสองเดือนให้หลัง ข้าจะไปเยือนดินแดนรกร้างตะวันออก ถึงตอนนั้นจะไปหยั่งเชิงดูเบื้องลึกเบื้องหลังของพวกเจ้าทีละแห่งเลย
จากการลงมือในครั้งนี้ ทำให้เขาตระหนักถึงความแข็งแกร่งของตนเองได้อย่างชัดเจน
แม้จะเป็นเพียงระดับหยั่งรู้มรรคาขั้นกลาง แต่พลังต่อสู้ที่แท้จริงของเขานั้นไม่น่าจะมีใครในระดับนักบุญเทียบได้
อย่างแรกเลยคือกายาศักดิ์สิทธิ์มรรคาของเขา ซึ่งช่วยเสริมพลังต่อสู้ได้อย่างมหาศาล
จุดเด่นที่สุดของระดับศักดิ์สิทธิ์เมื่อเทียบกับระดับมรรคา ก็คือความเข้าใจในกฎเกณฑ์
ก่อเกิดเป็นอาณาเขตเฉพาะตัว
ภายใต้ผลของพลังแห่งอาณาเขต ระดับมรรคาทั่วไปแทบจะไม่มีโอกาสตอบโต้เลย
ต่อให้มี พลังต่อสู้ก็ถูกลดทอนลงไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่งแล้ว
ส่วนความแข็งแกร่งของเจ้าของอาณาเขตก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
การเพิ่มขึ้นและลดลงเช่นนี้ จะไม่มีเหตุผลที่จะไม่ชนะได้อย่างไร
แต่ทว่ากายาศักดิ์สิทธิ์มรรคาของเขานั้น ไม่ได้รับผลกระทบจากกฎเกณฑ์ของฟ้าดินเลยแม้แต่น้อย
ถึงขั้นที่ว่าเขายังสามารถควบคุมกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย
หากคิดจะเอาชนะเขา ก็ต้องใช้ความสามารถที่แท้จริง บดขยี้เขาให้จงได้
แต่เขาไม่ได้มีเพียงกายาศักดิ์สิทธิ์มรรคาเท่านั้น
เคล็ดวิชาบ่มเพาะที่เขาฝึกฝนก็เป็นระดับสุดยอด วิชาศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นระดับสุดยอด อาวุธก็ยิ่งเป็นระดับสุดยอด
อย่าว่าแต่ในดินแดนรกร้างตะวันออกเลย แม้แต่ทั่วทั้งทวีปสี่ขั้ว ก็คาดว่าคงไม่มีขุมกำลังใดที่มีอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์มากมายเท่าเขาแล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาล้วนเป็นระดับสุดยอด ชดเชยข้อบกพร่องต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แถมยังมีวิชาหนึ่งปราณเปลี่ยนสามวิสุทธิ์ เพียงร่างเดียวก็มีพลังต่อสู้ระดับนักบุญ สี่คนรุมหนึ่ง จะปะทะกับระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ก็ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้
อีกสองเดือนให้หลัง อย่างไรเสียตนก็คงจะยกระดับขึ้นไปสู่ระดับหลอมรวมมรรคาได้ และหากโชคดี การจะก้าวหน้าไปอีกสักสองสามก้าวก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ถึงตอนนั้น จะไปกลัวระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ทำไม
ก็แค่ดูว่าจะทุบพวกมันยังไงก็เท่านั้น
ยังมีอู๋หมิงอีก สองเดือนทะลวงเข้าสู่ระดับนักบุญคงไม่มากเกินไปกระมัง
คนเดียวสู้กับนักบุญสักเจ็ดแปดคนคงไม่มากเกินไปกระมัง
แถมราชันศักดิ์สิทธิ์ให้เขาอีกคนเพื่อกระตุ้นศักยภาพก็คงไม่มากเกินไปกระมัง
สิ่งที่ต้าเฉียนกำลังขาดแคลนในตอนนี้ก็คือกำลังรบระดับกลางและระดับสูงในระดับมรรคานี่แหละ
คนเบื้องล่างเติบโตช้าเกินไป
น่าเสียดายที่ดินแดนลับกาลเวลาของตนแม้จะใช้งานอยู่ตลอด แต่การมุ่งมั่นบ่มเพาะเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจเพิ่มพูนระดับการบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็ว
ที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือ เขาไม่ได้ลงชื่อเข้าใช้ได้การ์ดตัวละครมานานมากแล้ว
ก็คงต้องรอดูกันไปว่าสองเดือนสุดท้ายนี้จะมีโชคเข้าข้างบ้างหรือไม่
จักรวรรดิฉางหนิง รัฐลิ่งโจว
ที่นี่มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐเป่าโจวของราชวงศ์หงอมตะ
ช่วงนี้มีองค์กรนักฆ่าแห่งหนึ่งจู่ๆ ก็สร้างชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาในรัฐลิ่งโจว
ต้นเหตุมาจากนายน้อยของตระกูลใหญ่ในเมืองจิ้นเฉิงไปฉุดคร่าหญิงสาวมา
และหลังจากที่ย่ำยีนางแล้ว ก็ไม่ได้ฆ่านาง แต่กลับโยนนางออกไปนอกจวน
หญิงสาวเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ไปลั่นกลองร้องทุกข์ในเมือง
หญิงสาวถูกพาตัวเข้าไปในจวนเจ้าเมือง ภายในนั้นเกิดอะไรขึ้นไม่มีใครล่วงรู้
ทว่าสิ่งที่ชาวเมืองรับรู้ก็คือ ในวันรุ่งขึ้น ครอบครัวของหญิงสาวผู้นั้นถูกฆ่าล้างโคตร
เมืองติดประกาศว่าเป็นฝีมือของนักโทษหลบหนีข้ามแดน ทางจวนเจ้าเมืองได้ทุ่มเทกำลังอย่างเต็มที่เพื่อตามล่าตัวคนร้ายแล้ว
แต่คนที่มีสายตาเฉียบแหลมย่อมมองออก
นักโทษหลบหนีบ้าบออะไรกัน
ก็แค่พวกโจรใจบาปที่แสร้งทำเป็นคนดีเท่านั้น
เรื่องทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ตั้งแต่นั้นมา ในเมืองจิ้นเฉิงก็มีหญิงสาวเสียสติเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
เดินเร่ร่อนไปตามตรอกซอกซอย เสื้อผ้าหลุดลุ่ย อดมื้อกินมื้อ
แม้ทุกคนจะรู้ความจริง แต่ก็ไม่มีใครกล้าช่วยเหลือ
โลกใบนี้ไม่เคยมีความยุติธรรม หรือความชอบธรรมใดๆ ทุกอย่างล้วนตัดสินกันด้วยความแข็งแกร่ง
พวกเขาก็แค่มีชีวิตอยู่เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น
จนกระทั่งในเมืองจิ้นเฉิงได้มีหญิงสาวรูปงามผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น
นางมอบหมั่นโถวให้หญิงสาวสติฟั่นเฟือนผู้นั้นหนึ่งลูก หญิงสาวสติฟั่นเฟือนก็ตอบแทนด้วยรอยยิ้ม
ในคืนนั้นเอง
ตระกูลใหญ่นั้นทั้งสามร้อยแปดสิบเจ็ดชีวิต ล้วนต้องตายอย่างอนาถ
ตลอดทั้งคืนกลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่น้อย
วันรุ่งขึ้น เจ้าเมืองจิ้นเฉิงก็มาที่เกิดเหตุด้วยตนเอง โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
เพราะน้องสาวแท้ๆ ของเขาก็สิ้นชีวิตในหายนะครั้งนี้ด้วย
คนของจวนเจ้าเมืองพบเทียบสีดำใบหนึ่งท่ามกลางกองเลือด
ขณะที่ทุกคนยังคงตกตะลึงและกำลังขบคิดถึงที่มาของเทียบสีดำใบนี้
เทียบสีดำอีกใบก็ค่อยๆ ร่อนลงมาจากท้องฟ้า ตกอยู่เบื้องบนศีรษะของเจ้าเมือง
เจ้าเมืองรับเทียบสีขาวไว้ในมือ บนนั้นมีชื่อของเขาเขียนอยู่ พร้อมกับตัวอักษร 'ตาย' ตัวใหญ่
ในขณะเดียวกัน แสงสว่างวาบก็แล่นเข้ามาในหัวของเขา
ของสิ่งนี้เขาคุ้นๆ อยู่นะ
เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
"ท... ท่านเจ้าเมือง"
"นี่มันเทียบ... เทียบเป็นตาย ของหอเป็นตายที่ส่งมาจากฝั่งราชวงศ์หงอมตะไม่ใช่หรือขอรับ"
คำพูดอันสั่นเทาของลูกน้องคนหนึ่ง ทำให้เขาพลันได้สติกลับมา
จากนั้นใบหน้าก็ซีดเผือด น่องขาสั่นพั่บๆ อย่างควบคุมไม่ได้
ริมฝีปากบนและล่างสั่นระริก
"ท... เทียบเป็นตายหรือ"