- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- ตอนที่ 70 แพะรับบาป
ตอนที่ 70 แพะรับบาป
ตอนที่ 70 แพะรับบาป
ตอนที่ 70 แพะรับบาป
ข่าวคราวทยอยแจ้งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้าเหลียนเฉิงอวี้ก็ได้รับรายงานที่สอง
นั่นคือ พวกแรงงานที่กินยาละลายโลหิตเข้าไป ในที่สุดก็ล้มป่วยลงแล้ว! อันที่จริงเวลาที่พวกเขาเจ็บป่วยนั้นล่าช้ากว่าที่เหลียนเฉิงอวี้คาดการณ์ไว้มากทีเดียว
พวกเขาแต่ละคนร่างกายซูบซีด อ่อนเปลี้ยเพลียแรง แม้แต่ตอนไอออกมายังมีลิ่มเลือดติดออกมาด้วย
แรงงานที่ล้มป่วยเหล่านี้ แต่ละคนล้วนเป็นเสาหลักของครอบครัว เดิมทีพวกเขายังหวังว่าการไปเคี่ยวกรดูกอสูรรกร้างจะช่วยให้หาเสบียงมาเพิ่มได้บ้าง
ทว่าตอนนี้ ครอบครัวของพวกเขาแทบจะพังพินาศแล้ว!
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เพราะขาดแคลนเสบียง ทั่วทั้งเผ่าเหลียนมีคนจำนวนหนึ่งต้องตายไปเพราะความหิวโหยและความหนาวเหน็บ
พวกแรกที่อดตายล้วนเป็นคนแก่ ผู้พิการ และเด็กที่อ่อนแอ
ครอบครัวที่มีแรงงานยังพอประคองชีวิตไปได้บ้าง แต่ตอนนี้เมื่อแรงงานในบ้านสิ้นสภาพลง ชีวิตในวันหน้าแทบไม่อาจจินตนาการได้เลย!
ทว่าต่อเรื่องนี้ ทางระดับสูงของเผ่าเหลียนไม่ได้ออกมาปลอบโยนอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้แจกจ่ายเสบียงแม้แต่เมล็ดเดียวให้แก่แรงงานเหล่านี้ เพราะในมุมมองของเหลียนเฉิงอวี้ คนพวกนี้ทนได้อีกไม่นานก็ต้องตายไป ถือว่าหมดประโยชน์ในการใช้งานแล้ว
เสบียงที่เหลือเพียงน้อยนิดในเผ่า ต้องเก็บไว้เพื่อเกณฑ์แรงงานชุดใหม่มาเคี่ยวกรดูกอสูรรกร้างต่อ
แน่นอนว่าหลังจากเสียแรงงานที่มีร่างกายดีที่สุดไปหนึ่งชุด แรงงานชุดที่สองนี้คงไม่ได้ของดีเท่าไรนัก แต่มันจะสำคัญอะไร ในเมื่อกระดูกอสูรรกร้างใกล้จะเคี่ยวจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ระดับสูงของเผ่าเหลียนช่างเย็นชาและไร้หัวใจ แต่ชาวบ้านกลับถูกปิดหูปิดตา พวกเขาไม่รู้ความจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะมีอี้อวิ๋นมาเป็นแพะรับบาปในเรื่องนี้
บรรดาญาติของแรงงานที่สิ้นหวังพากันมาที่หน้าบ้านของผู้อาวุโสเผ่าเหลียนเพื่อขอเสบียงยังชีพ และยังต้องการดูว่าจะสามารถขอยาละลายโลหิตที่เคย "ช่วยชีวิต" ชายของพวกเขาไว้ก่อนหน้านี้ได้หรือไม่
แน่นอนว่าในสายตาของญาติเหล่านั้น มันคือ "ยาวิเศษ" ช่วยชีวิต
ทว่าต่อข้อเรียกร้องเหล่านี้ ระดับสูงของเผ่าเหลียนกลับเพิกเฉย ยาละลายโลหิตมีจำนวนจำกัด อีกทั้งมันต้องใช้การผลาญศักยภาพของชีวิตเพื่อให้เห็นผล จะสิ้นเปลืองไปกับคนที่พลังชีวิตใกล้จะดับสูญได้อย่างไร?
จ้าวเถี่ยจู้ในฐานะตัวแทน ยืนอยู่อย่างโอหังบนเวทีสูง มองดูญาติของแรงงานเบื้องล่างด้วยสายตาดูแคลน
เขาเคยเป็นหนึ่งในคนยากจนชั้นต่ำเช่นกัน แต่ตอนนี้จ้าวเถี่ยจู้รู้สึกว่าตนไม่ใช่สามัญชนอีกต่อไป เขาหลุดพ้นจากขอบเขตของคนยากไร้ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตคนละประเภทกับพวกมดปลวกชั้นต่ำเหล่านี้โดยสิ้นเชิง
ตอนนี้เขาเป็นลูกน้องของเหลียนเฉิงอวี้ เมื่อใดที่เหลียนเฉิงอวี้ได้เป็นนักรบแห่งอาณาจักรเทพไท่อา หรือแม้แต่ "เสาหลักของชาติ" ในตำนาน เมื่อนั้นเขาก็จะเป็นบ่าวรับใช้ของเสาหลักของชาติ!
บ่าวรับใช้ของเสาหลักของชาตินั้นเป็นแนวคิดเช่นไร? หน้าห้องเสนาบดียังเทียบเท่าขุนนางขั้นสาม จ้าวเถี่ยจู้ในวันหน้าย่อมต้องมีสามหาบสี่คอน มีชื่อเสียงเงินทองรุ่งโรจน์! จะมาปะปนกับพวกชาวนาที่หากินกับดินเหล่านี้ได้อย่างไร?
"หนวกหูจริง! หนวกหู! พวกเจ้าพวกชาวนาชั้นต่ำ ยังจะอยากได้ยาวิเศษมาช่วยชีวิตอีก พวกเจ้าคิดว่ายาวิเศษของเผ่านั้นนึกอยากจะมีเท่าไรก็มีได้หรือ? พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใดเพื่อหลอมยาวิเศษขึ้นมาหนึ่งเม็ด?"
จ้าวเถี่ยจู้มองดูกลุ่มสตรีและเด็กที่สวมเสื้อผ้าปะชุนอยู่เบื้องล่าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
ทว่าเมื่อเห็นพวกเขาถูกคำพูดของตนข่มขวัญจนนิ่งอึ้ง ในใจก็เกิดความพึงพอใจในฐานะผู้อยู่เหนือกว่าขึ้นมา "พูดอย่างไม่เกรงใจนะ ต่อให้เอาชีวิตชั้นต่ำของพวกเจ้ามารวมกันทั้งหมด ก็ยังแลกยาวิเศษไม่ได้แม้แต่สองเม็ด!"
"อยากได้เสบียง? อยากได้ยาวิเศษ? พวกเจ้าเลิกหวังเสียเถอะ!"
"เผ่าช่วยชีวิตชายของพวกเจ้าไว้ครั้งหนึ่งแล้ว ยังหวังจะให้ช่วยครั้งที่สองอีกหรือ? ชายของพวกเจ้าเป็นเพราะความประมาทเองจึงติดโรคระบาดจนล้มป่วยลง ไม่เกี่ยวกับทางเผ่าเลย ใครใช้ให้พวกเจ้าดวงกุดกันเล่า? หากจะโทษ ก็ไปโทษเจ้าเด็กที่ชื่ออี้อวิ๋นโน่นเถิด เป็นเพราะเขาป่วยแล้วเอามาแพร่ใส่พวกเจ้า เจ้าเดรัจฉานน้อยนั่น ตายไปแล้วยังจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นอีก!"
จ้าวเถี่ยจู้จงใจสุมไฟด้วยเจตนาร้าย
ในขณะนั้น ท่ามกลางฝูงชน เสียงที่แหลมคมก็ดังขึ้นทันที "ท่านทหารจ้าวพูดถูกแล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าตัวซวยอี้อวิ๋นนั่นเอง!"
นั่นคือเสียงของเหลียนชุ่ยฮวา นางแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนมาตลอด เพื่อรอเวลาชี้นำกระแสสังคมเช่นนี้
"ยังมีนังจิ้งจอกที่ชื่อเจียงเสี่ยวโหรวนั่นด้วย! ตอนนั้นเผ่าเหลียนของเรามีน้ำใจเมตตารับครอบครัวที่ตกทุกข์ได้ยากของพวกมันไว้ ให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่อยู่อาศัย แต่พวกมันนอกจากจะไม่กตัญญูแล้ว ยังนำภัยมาให้พวกเราอีก!"
"พี่น้องทั้งหลาย หากจะโทษก็ต้องโทษเจ้าตัวซวยสองคนนั่น!"
เหลียนชุ่ยฮวาตะโกนสุดเสียง ยามนี้ญาติของแรงงานกำลังอยู่ในภาวะสิ้นหวัง ย่อมไม่มีสติพอจะแยกแยะถูกผิดได้
ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงของเรื่องราวมันซับซ้อนเกินกว่าที่พวกเขาจะเข้าใจได้
"ตอนนี้นังเด็กชั้นต่ำเจียงเสี่ยวโหรวหนีไปแล้ว นางหนีความผิดไปแล้ว! พวกเราไปเผาบ้านของพวกมันทิ้งเสีย! ให้นางกลับมาก็ต้องหนาวตาย! อดตาย!"
"เผาบ้านพวกมันทิ้ง ยังช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ด้วย ไปเถิดพี่น้องทั้งหลาย!"
เหลียนชุ่ยฮวาถอดเสื้อป่านขาดๆ ของนางออก เหลือเพียงเสื้อบังทรงแล้วกระโดดขึ้นไปบนเวทีสูง โบกเสื้อไปมาอย่างแรงราวกับเป็นธงผืนเล็ก
คนเรามักมีนิสัยทำตามๆ กัน ย่อมถูกชักจูงได้ง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจของพวกเขาเชื่อจริงๆ ว่าอี้อวิ๋นผู้นั้นที่ทำให้เสาหลักของบ้านต้องล้มลง ทำให้พวกเขาในวันข้างหน้าไร้หนทางไป และอาจต้องหนาวตายหรืออดตาย
ภายใต้การยุยงอย่างจงใจของเหลียนชุ่ยฮวา ฝูงชนจึงพากันไปล้อมบ้านของเจียงเสี่ยวโหรวอีกครั้ง
คนเหล่านี้บ้างก็โกรธแค้นจริงๆ บ้างก็ทำตามคนอื่นอย่างมืดบอด บ้างก็รู้สึกไม่สบายใจ
แต่ผลลัพธ์ย่อมไม่เปลี่ยนแปลง คบเพลิงสิบกว่าอันถูกโยนเข้าไปในกระท่อมที่ทรุดโทรมและเต็มไปด้วยมูลวัวของเจียงเสี่ยวโหรว
เปลวเพลิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เสียงเปรี๊ยะปร๊ะดังขึ้นราวกับเสียงหัวเราะของปีศาจ ลิ้นไฟที่งดงามและน่าเกรงขามลามเลียท้องฟ้าอย่างย่ามใจ ควันดำพวยพุ่งขึ้นไป ย้อมท้องฟ้าทิศตะวันตกที่เดิมทีเคยเป็นสีรุ้งอันงดงามให้มืดมิดลง...
ในที่ไม่ไกลนัก เหลียนเฉิงอวี้มองดูภาพเหตุการณ์นี้ด้วยสีหน้าเย็นชา การเผาบ้านของเจียงเสี่ยวโหรวไม่ได้ช่วยให้เขาหายแค้นได้เลย หากหาตัวเจียงเสี่ยวโหรวพบจึงจะมีความหมาย
เขาเอ่ยกับจ้าวเถี่ยจู้ที่ตามหลังมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "สั่งลงไป อย่าให้กระทบต่อการเคี่ยวกระดูกอสูรรกร้าง นอกจากนี้ หากพวกเจ้าออกล่าสัตว์แล้วพบเจียงเสี่ยวโหรว ให้พานางมาหาข้าที่นี่ จะมีรางวัลใหญ่อย่างงาม!"
"ขอรับ นายท่านเหลียน รับรองว่าจะจัดการให้เรียบร้อยที่สุด!" จ้าวเถี่ยจู้รับคำสั่งแล้วจากไป
...