- หน้าแรก
- พลิกวิกฤตไอดอลตกอับ สู่เศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งญี่ปุ่น
- บทที่ 70 - คุณยูกิโอะผู้เป๋าหนัก
บทที่ 70 - คุณยูกิโอะผู้เป๋าหนัก
บทที่ 70 - คุณยูกิโอะผู้เป๋าหนัก
บทที่ 70 - คุณยูกิโอะผู้เป๋าหนัก
★★★★★
หลังจากจบการสัมภาษณ์พิเศษกับหนังสือพิมพ์ซังเคชิมบุน แสงแดดนอกหน้าต่างก็เริ่มคล้อยต่ำลง เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงบ่ายแก่ๆ แล้ว
คิวงานต่อไปของฮานิว ฮิเดกิคือการไปพบกับทานากะ ยูกิโอะ เขาจึงโทรศัพท์ไปบอกอีจิมะ มิจิว่าจะไม่กลับเข้าออฟฟิศแล้ว จากนั้นก็ขับรถตรงดิ่งไปยังคฤหาสน์ตระกูลทานากะในเขตชินางาวะทันที
"ฮานิวคุงไม่ได้มาเยี่ยมฉันพักใหญ่เลยนะ" ทานากะ ยูกิโอะพูดแซวทันทีที่เห็นหน้า
"พอดีผมเพิ่งไปเที่ยวมาน่ะครับ นี่ของฝากสำหรับคุณยูกิโอะกับคุณนายทานากะครับ"
ฮานิว ฮิเดกิอธิบายพร้อมกับยื่นของฝากให้ มันคืองานฝีมือชิ้นเล็กๆ และชาเขียวขึ้นชื่อของท้องถิ่น ถึงแม้จะไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมาย แต่มันก็เป็นของที่เขาตั้งใจเลือกมาอย่างพิถีพิถัน
"ฮานิวคุงนี่มีน้ำใจจริงๆ เลยนะ"
ทานากะ ยูกิโอะรับของฝากมาพร้อมกับรอยยิ้มเบิกบาน ครอบครัวระดับเขาย่อมไม่ได้สนใจมูลค่าของสิ่งของอยู่แล้ว สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือความรู้สึกใส่ใจและไม่ลืมกันของเพื่อนฝูงต่างหาก
"ในเมื่อมาถึงนี่แล้ว ฮานิวคุงก็อยู่กินข้าวมื้อค่ำด้วยกันก่อนสิ กินเสร็จเดี๋ยวเราค่อยไปหาความสำราญกันต่อที่รปปงหงิ"
ทานากะ ยูกิโอะดึงแขนฮานิว ฮิเดกิเอาไว้ ท่าทางของเขาเหมือนคนที่เพิ่งจะได้เจอเพื่อนรู้ใจที่ห่างหายกันไปนาน
"ช่วงที่ผมไม่อยู่ คุณยูกิโอะไม่ได้ชวนคุณยานาอิไปเที่ยวด้วยกันเหรอครับ"
"อย่าพูดถึงเลย ตั้งแต่ฮานิวคุงออกไปเที่ยว ยานาอิคุงก็บินไปดูงานที่ต่างประเทศจนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย"
"อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง แต่เรื่องเที่ยวเอาไว้ก่อนดีกว่า เรามาคุยธุระสำคัญกันก่อนเถอะครับ"
"ธุระสำคัญอะไรเหรอ"
ตอนนี้ทั้งสองคนเดินเข้ามาถึงห้องรับแขกในบ้านแล้ว เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ฮานิว ฮิเดกิก็ไม่เห็นวี่แววของคุณนายทานากะ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "คุณนายทานากะไม่อยู่บ้านเหรอครับ"
"ที่โรงงานเสื้อผ้ามีเรื่องต้องจัดการนิดหน่อย วันนี้คุณแม่น่าจะไม่กลับบ้านหรอก ว่าแต่ธุระสำคัญที่ฮานิวคุงบอกเมื่อกี้ หมายถึงเรื่องของบริษัทเอเจนซีหรือเปล่า"
"ใช่ครับ"
จุดประสงค์ที่ฮานิว ฮิเดกิเดินทางมาในวันนี้ก็เพื่อมาหารือเรื่องการร่วมมือกับวอร์เนอร์ไพโอเนียร์ในการเซ็นสัญญากับนากาโมริ อากินะนั่นเอง
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรบกวนคุณแม่หรอก ฮานิวคุงคุยกับฉันได้เลย" ทานากะ ยูกิโอะตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ ทำท่าเหมือนคนที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮานิว ฮิเดกิก็มองทานากะ ยูกิโอะด้วยความประหลาดใจ "คุณนายทานากะยอมให้คุณยูกิโอะกลับมาดูแลเรื่องการลงทุนแล้วเหรอครับ"
เขาจำได้แม่นเลยว่าตั้งแต่บริษัทเก่าปิดตัวลง ทานากะ ยูกิโอะก็แทบจะถูกริบอำนาจทางการเงินไปจนหมดสิ้น แม้แต่กิจการโรงงานเสื้อผ้าของครอบครัวก็ยังไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยว
"คุณแม่บอกว่าเงินลงทุนรอบนี้ไม่ได้มากมายอะไร ก็เลยอยากให้ฉันคอยติดตามและเรียนรู้งานจากฮานิวคุงไปเรื่อยๆ ถึงจะขาดทุนไปก็ไม่เป็นไรหรอก"
"เดี๋ยวก่อนสิครับ ในฐานะนักลงทุน คุณยูกิโอะพูดจาเป็นลางไม่ดีแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย แล้วประโยคแบบนี้สมควรเอามาพูดให้คนที่คุณร่วมลงทุนด้วยฟังเหรอครับ"
ฮานิว ฮิเดกิรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจกับคำพูดของอีกฝ่ายเหลือเกิน อะไรคือขาดทุนก็ไม่เป็นไร ตกลงว่าคุณนายทานากะไม่ไว้ใจฝีมือเขา หรือว่าไม่ไว้ใจทานากะ ยูกิโอะลูกชายตัวเองกันแน่
อืม น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่านะ
"ฮ่าๆ ฮานิวคุงก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลสักหน่อย" ทานากะ ยูกิโอะทำหน้าตายไม่แยแสโลก
"ผมล่ะหมดคำจะพูดกับคุณยูกิโอะจริงๆ เอาเป็นว่าเรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า ผมตั้งใจจะให้บริษัทเอเจนซีของเราไปจับมือกับวอร์เนอร์ไพโอเนียร์เพื่อเซ็นสัญญากับผู้เข้าแข่งขันในรายการสตาร์ทันโจที่ชื่อนากาโมริ อากินะน่ะครับ"
พูดจบฮานิว ฮิเดกิก็อธิบายเพิ่มเติม
"เพื่อให้การร่วมมือครั้งนี้สำเร็จ ผมก็เลยตกลงยอมช่วยทางวอร์เนอร์ไพโอเนียร์แบกรับความเสี่ยงในการผลิตแผ่นเสียง โดยเราจะออกค่าใช้จ่ายในการทำเพลงและโปรโมตห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แลกกับส่วนแบ่งรายได้แค่สี่สิบเปอร์เซ็นต์ พร้อมกับสิทธิ์ในมาสเตอร์เพลงอีกห้าเปอร์เซ็นต์ครับ"
เมื่อทานากะ ยูกิโอะได้ฟังเงื่อนไข เขาก็ไม่ได้ดูเดือดร้อนใจกับเรื่องการแบกรับความเสี่ยงหรือการที่ต้องยอมรับส่วนแบ่งรายได้ที่น้อยลงเลยสักนิด สิ่งที่เขาสนใจกลับเป็นชื่อของนากาโมริ อากินะต่างหาก
"นากาโมริ อากินะงั้นเหรอ เหมือนฉันเคยได้ยินคุณแม่พูดถึงชื่อนี้อยู่เหมือนกันนะ คุณแม่ของฉันชอบดูรายการสตาร์ทันโจมากเลย แถมก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์โยมิอุริชิมบุนก็เพิ่งจะลงข่าวของเธอเพราะว่าเธอทำคะแนนได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของรายการด้วย"
พูดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ทานากะ ยูกิโอะก็หันมายิ้มกริ่มให้ฮานิว ฮิเดกิ
"พอพูดถึงเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์โยมิอุริชิมบุนก็เพิ่งจะลงข่าวซุบซิบว่าฮานิวคุงแอบหนีไปดูการแข่งขันเบสบอลที่โคชิเอ็งคนเดียว แถมยังเมาท์กันให้แซดว่าความรักของฮานิวคุงกับดาราสาวคนนั้นเริ่มจะระหองระแหงกันแล้วด้วยนะ"
"หนังสือพิมพ์โยมิอุริชิมบุนหันมาทำข่าวซุบซิบดาราตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย แล้วผมก็ไม่ได้ไปคนเดียวสักหน่อย ผมพาฮิเดโทชิกับยูอิไปด้วยต่างหาก" ฮานิว ฮิเดกิทำหน้าเซ็งสุดขีด
มิน่าล่ะตอนที่ให้สัมภาษณ์ นักข่าวโมริตะถึงได้บอกว่าเขาโดนปาปารัสซีถ่ายรูปไว้ได้ ตอนแรกเขาก็นึกว่าเป็นพวกนิตยสารกอสซิปหรือหนังสือพิมพ์หัวสีที่ไหนได้ ดันเป็นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่างโยมิอุริชิมบุนซะงั้น
"เรื่องที่จะไปร่วมมือกับวอร์เนอร์ไพโอเนียร์น่ะ ฮานิวคุงคิดว่าดีก็เอาตามนั้นเลย ความจริงฉันก็ค่อนข้างสนิทกับผู้บริหารของวอร์เนอร์ไพโอเนียร์อยู่หลายคนเหมือนกันนะ ถ้าฮานิวคุงคิดว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่เราต้องแบกรับมันสูงเกินไป เดี๋ยวฉันออกหน้าไปช่วยคุยให้ก็ได้นะ"
ทานากะ ยูกิโอะแสดงความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวฮานิว ฮิเดกิอย่างเต็มที่
"ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมไม่ปิดบังคุณยูกิโอะหรอกนะ ความจริงแล้วผมมองเห็นแววของเด็กที่ชื่อนากาโมริ อากินะคนนี้มากเลยล่ะ การที่เราได้มีส่วนร่วมลงทุนในการผลิตผลงานให้เธอถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเรามากเลยนะครับ" ฮานิว ฮิเดกิอธิบายเหตุผล
"ในเมื่อเป็นแบบนั้น แล้วทำไมเราไม่ขอเป็นฝ่ายลงทุนให้เยอะขึ้นกว่าเดิมล่ะ ถ้าเงินหมุนเวียนไม่พอ เดี๋ยวทางฝั่งบริษัทจัดการลงทุนของฉันสามารถปล่อยเงินกู้ให้ได้นะ"
พอฮานิว ฮิเดกิได้ยินแบบนี้ก็แอบทึ่งในใจ หมอนี่ความโลภมีมากกว่าเขาซะอีกนะเนี่ย
"ต่อให้เราทุ่มเงินลงทุนไปมากกว่านี้ เราก็ไม่มีทางได้สิทธิ์ในตัวผลงานเพิ่มขึ้นหรอกครับ แถมทางวอร์เนอร์ไพโอเนียร์ก็คงไม่ยอมเฉือนผลประโยชน์ให้เรามากไปกว่านี้แล้วด้วย"
นี่ถือว่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่บังเอิญไปเจอค่ายเพลงอย่างวอร์เนอร์ไพโอเนียร์ที่มีแต่ชื่อเสียงแต่ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรในวงการดนตรีญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก ขืนเปลี่ยนเป็นค่ายยักษ์ใหญ่อย่างโซนี่ ต่อให้คุณจะขนเงินไปประเคนพร้อมกับความจริงใจล้นเหลือแค่ไหน พวกเขาก็ไม่มีทางยอมแบ่งผลประโยชน์ให้เด็ดขาด
"ถ้าเป็นอย่างนั้นฮานิวคุงก็ลุยให้เต็มที่ไปเลย ส่วนเรื่องเงินทุนไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่เลยล่ะ"
ทานากะ ยูกิโอะทำท่าทางราวกับเศรษฐีผู้เป๋าหนัก เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับตัวเลขค่าใช้จ่ายในการปั้นไอดอลสักเท่าไหร่เลย
เมื่อได้รับการสนับสนุนจากทานากะ ยูกิโอะแบบนี้ การร่วมมือกับทางวอร์เนอร์ไพโอเนียร์ก็ถือว่าผ่านฉลุยโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ ขวางกั้นอีกต่อไป
ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องหาทางเซ็นสัญญากับนากาโมริ อากินะมาให้จงได้ ไม่อย่างนั้นแผนการที่อุตส่าห์วางมาทั้งหมดก็คงสูญเปล่า ตอนนี้เขาก็ทำได้แค่รอให้การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของรายการสตาร์ทันโจในเดือนพฤศจิกายนมาถึงเสียก่อน แล้วค่อยไปชูป้ายเสนอตัวเซ็นสัญญากับเธอ
คุยเรื่องงานสำคัญจบแล้ว เวลาหลังจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนหย่อนใจ
หลังจากทานมื้อค่ำที่บ้านของทานากะ ยูกิโอะเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองคนก็ตรงดิ่งไปยังสถานบันเทิงเจ้าประจำในย่านรปปงหงิเพื่อดื่มด่ำกับสีสันยามค่ำคืนอันแสนสุข
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาคิดไปเองหรือเปล่า แต่ฮานิว ฮิเดกิรู้สึกว่าคืนนี้บรรดาสาวๆ ในร้านดูจะต้อนรับขับสู้และกระตือรือร้นกับเขาเป็นพิเศษกว่าทุกครั้ง
"ฮานิวซังรู้ไหมคะ กว่าจะได้มานั่งปรนนิบัติฮานิวซังเนี่ย พวกผู้หญิงในร้านแข่งกันแทบตายเลยนะคะ"
ในขณะที่ฮานิว ฮิเดกิกำลังนั่งโอบซ้ายกอดขวาอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ พนักงานสาวนั่งดริ๊งก์คนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมาทำให้เขารู้สึกแปลกใจ
"เป็นเพราะผมหล่อขึ้นหรือเปล่าจ๊ะ" ฮานิว ฮิเดกิแกล้งทำทีเป็นหลงตัวเอง
"ฮานิวซังก็หล่อเหลามาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่คะ ไม่อย่างนั้นอายูมิจังจะหลงรักฮานิวซังได้ยังไงล่ะคะ"
พอพนักงานสาวพูดจบ อายูมิจังที่นั่งอยู่อีกฝั่งก็แกล้งทำท่าทางขวยเขินเอียงอายได้จังหวะพอดิบพอดี นี่มันเป็นวิชาปรนนิบัติที่สร้างความพึงพอใจให้กับอีโก้ของผู้ชายได้เป็นอย่างดีทีเดียว
จุ๊ๆ
ฮานิว ฮิเดกิแอบเดาะลิ้นอยู่ในใจ
พวกผู้หญิงที่ทำงานในไนต์คลับแบบนี้ต่างก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน เรื่องมารยาหญิงและทักษะการเอาอกเอาใจผู้ชายนี่ถือว่าอยู่ในระดับปรมาจารย์กันทั้งนั้น
จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้ชายทั่วไปถึงมักจะหลงเสน่ห์หัวปักหัวปำเวลาที่มาเที่ยวสถานที่แบบนี้ จนยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพียงเพื่อแลกกับรอยยิ้มของหญิงงาม
โชคดีที่ฮานิว ฮิเดกิไม่ใช่ไก่อ่อนเพิ่งหัดเที่ยวเหมือนตอนมาเยือนครั้งแรกอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขาผ่านสมรภูมิรักมาอย่างโชกโชน ประกอบกับการได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์กับแฟนสาวระดับสาวงามแห่งยุคโชวะมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขากลายเป็นเสือผู้หญิงตัวฉกาจที่ไม่มีทางหลงกลลูกไม้ตื้นๆ พวกนี้อีกต่อไปแล้ว
"จริงเหรอจ๊ะเนี่ย ขอผมพิสูจน์หน่อยสิว่าอายูมิจังหลงรักผมตรงไหนกันน้า"
พูดจบฮานิว ฮิเดกิกวาดสายตาสำรวจเรือนร่างของหญิงสาวไปมา โดยเน้นจ้องมองไปที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญเป็นพิเศษ
แน่นอนว่าพนักงานสาวที่ผ่านงานมาอย่างช่ำชองก็ไม่สะทกสะท้านกับสายตาแค่นี้หรอก เธอขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ แล้วคว้ามือของฮานิว ฮิเดกิไปทาบไว้ที่เนินอกของตัวเอง
"ฮานิวซังสัมผัสถึงความรักของฉันได้หรือยังคะ"
ฮานิว ฮิเดกิแกล้งทำคิ้วขมวด "เอ๋ สัมผัสได้แค่เสียงหัวใจเต้นเองนะ อย่างอื่นไม่เห็นรู้สึกเลย สงสัยจะวางมือผิดตำแหน่งมั้ง"
พอพูดจบมือของเขาก็ทำท่าจะเลื่อนสูงขึ้นไปอีก
ท่าทางมือไวใจเร็วของฮานิว ฮิเดกิทำเอาอายูมิจังต้องหัวเราะคิกคักแล้วขยับตัวหนีพร้อมกับร้องโวยวาย "ฮานิวซังนี่ร้ายกาจจริงๆ เลยนะคะ"
"อ้าว ก็เมื่อกี้อายูมิจังเป็นคนบอกให้ผมสัมผัสดูเองไม่ใช่เหรอ" ฮานิว ฮิเดกิแกล้งทำหน้าซื่อตาใส
"ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย ฮานิวซังพูดจาเหลวไหลแล้ว ตอนที่ฉันได้อ่านบทความวิจารณ์สังคมที่ฮานิวซังเขียน ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจมากๆ เลยนะคะ ไม่คิดเลยว่าฮานิวซังจะยอมออกมาเป็นกระบอกเสียงให้พวกผู้หญิงอย่างเรา แต่ไหงตัวจริงถึงได้กลายเป็นผู้ชายเจ้าเล่ห์แบบนี้ไปได้ล่ะคะเนี่ย"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ฮานิว ฮิเดกิก็ถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่สาวนั่งดริ๊งก์หันมาสนใจอ่านบทความวิจารณ์สังคมของหนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุนด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "พวกคุณเคยอ่านบทความของผมด้วยเหรอ"
"ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจหรอกค่ะ แต่พอมีคนบอกว่าฮานิวซังกำลังช่วยพูดแทนพวกผู้หญิง ฉันก็เลยลองไปหามาอ่านดู คนระดับฮานิวซังอุตส่าห์ยอมออกหน้าเป็นกระบอกเสียงแทนพวกผู้หญิงอย่างเรา พวกเราทุกคนก็เลยรู้สึกซาบซึ้งใจมากๆ เลยล่ะค่ะ"
ในที่สุดฮานิว ฮิเดกิก็ตาสว่างและเข้าใจแล้วว่าทำไมคืนนี้เขาถึงกลายเป็นหนุ่มฮอตที่ได้รับความนิยมจากบรรดาสาวๆ มากมายขนาดนี้
ใครจะไปคิดล่ะว่าบทความเรียกร้องสิทธิสตรีเพียงแค่บทความเดียว จะสามารถแผ่อิทธิพลมาถึงบรรดาสาวนั่งดริ๊งก์ในย่านเริงรมย์แบบนี้ได้ นี่เป็นผลลัพธ์ที่เขาเองก็คาดไม่ถึงเลยจริงๆ
[จบแล้ว]