- หน้าแรก
- เปิดเรื่องมาก็ถูกทิ้งแต่กลับปลุกวิญญาณยุทธ์สิบอสูรคลั่งสะท้านภพ
- บทที่ 65 สวีเสี่ยวส่วง ตอนนี้ฉันน่ะโครตเจ๋งเลย!
บทที่ 65 สวีเสี่ยวส่วง ตอนนี้ฉันน่ะโครตเจ๋งเลย!
บทที่ 65 สวีเสี่ยวส่วง ตอนนี้ฉันน่ะโครตเจ๋งเลย!
ทันทีที่ได้รับแจ้งจากโอวเหล่ย สวีชิวกับหลินเจี้ยนก็ช่วยกันปลุกจ้าวกวงเคอที่สลบเหมือดให้ตื่นขึ้นมา ก่อนจะรีบบึ่งไปที่ตึกของทีมกระทิงคลั่ง
ตลอดทางที่ผ่านไป ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
พวกมนุษย์อสูรกำลังออกอาละวาดคลุ้มคลั่งอยู่ตามท้องถนน!
สมาชิกจากกลุ่มนักล่าทุกกลุ่มต่างพากันกรูออกมาเพื่อระงับเหตุจลาจล
ถึงอย่างนั้น เมืองชิงยวิ๋นก็ยังได้รับความเสียหายอย่างหนัก
"ไม่ต้องกลับมาที่ตึกแล้ว สมาชิกทีมกระทิงคลั่งทุกคน จงกำราบมนุษย์อสูรในพื้นที่ที่พวกนายอยู่ และช่วยพาชาวเมืองไปยังหลุมหลบภัยซะ!"
เสียงของโอวเหล่ยดังออกมาจากตราประจำตัว
ทั้งสามคนไม่รอช้า สปริงตัวเข้าใส่สถานการณ์ทันที
มนุษย์อสูรตนหนึ่งพุ่งออกมาจากข้างทาง แยกเขี้ยวเข้าใส่สวีชิว เขาไม่หลบไม่เลี่ยงแต่กลับตวัดหอกสวนเข้าที่ลำคอของมันจนดับดิ้นในท่าเดียว
พวกมนุษย์อสูรพวกนี้โดยทั่วไปไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่มันน่าปวดหัวตรงที่พวกมันมีจำนวนมหาศาล
"ไม่นึกเลยว่าจะมีมนุษย์อสูรแฝงตัวอยู่ในเมืองชิงยวิ๋นเยอะขนาดนี้ พวกมันไม่น่าจะหนีมาจากฐานทดลองนั่นหมดหรอก!"
"พวกมันต้องถูกสร้างขึ้นมาใหม่แน่ๆ!"
หลินเจี้ยนพูดขึ้นหลังจากฟันมนุษย์อสูรตัวหนึ่งขาดสะพายแล่ง
ปฏิบัติการกวาดล้างฐานทดลองครั้งก่อนพวกเขามั่นใจว่าทำได้เบ็ดเสร็จแทบไม่มีใครรอดออกไปได้ แต่ตอนนี้จำนวนมนุษย์อสูรกลับมีมากกว่าที่เคยถล่มไปครั้งก่อนเสียอีก แสดงว่าต้องมีการแอบสร้างพวกมันขึ้นมาเงียบๆ ในช่วงที่ผ่านมา
สวีชิวมองดูกองทัพมนุษย์อสูรแล้วขมวดคิ้วแน่น เขานึกถึงเสี่ยวส่วงที่อยู่บ้านคนเดียวจนอดห่วงไม่ได้
เขารีบกดโทรศัพท์หาเธอทันที
แต่ไม่มีคนรับสาย
นั่นยิ่งทำให้เขากระวนกระวายใจหนักกว่าเดิม
แม้เสี่ยวส่วงตอนนี้จะเป็นนักรบขั้นที่สองที่มีวิชาพอตัวแล้ว แต่ในสายตาเขา เธอก็ยังเป็นน้องสาวตัวน้อยที่ต้องคอยปกป้องอยู่ดี หลินเจี้ยนกับจ้าวกวงเคอที่ยืนข้างๆ สังเกตเห็นสีหน้าเขาออก
"สวีชิว นายไปหาเสี่ยวส่วงเถอะ แถวนี้มนุษย์อสูรไม่เยอะเท่าไหร่ พวกเราสองคนรับมือไหว" หลินเจี้ยนบอก
จ้าวกวงเคอที่ถือขวานเตรียมบวกเสริมขึ้นว่า "ช่วงนี้พวกเราไม่ได้ยอมโดนกัปตันซ้อมฟรีๆ นะเว้ย แค่ไอ้พวกนี้จิ๊บๆ น่า"
สวีชิวพยักหน้า "ระวังตัวกันด้วยนะ"
โดยไม่ลังเล เขารีบบิดมอเตอร์ไซค์มุ่งหน้ากลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของเขาทันที
ตลอดเส้นทางช่างโกลาหล
ดูเหมือนเมืองชิงยวิ๋นเกือบทั้งเมืองจะถูกโจมตี
สวีชิวรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำไมพวกมันถึงโผล่มาตอนนี้? แค่เพื่อทำลายล้างงั้นเหรอ? ไม่สิ มันต้องมีแผนที่ลึกซึ้งกว่านั้น
เขานึกไปถึงคนของลัทธิมารสวรรค์ที่สุสาน…
สวีชิวรีบโทรหาโอวเหล่ยแล้วสรุปเรื่องที่เจอ 'โยว' จากลัทธิมารให้ฟังอย่างรวดเร็ว
"กัปตันครับ ผมสงสัยว่าลัทธิมารสวรรค์อาจจะอยู่เบื้องหลังการจลาจลครั้งนี้" สวีชิวกล่าว
โอวเหล่ยรับฟังพลางครุ่นคิด "เข้าใจแล้ว นายทำภารกิจต่อไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะจับตาดูพวกลัทธิมารเอง"
หลังจากวางสาย…
โอวเหล่ยซัดมนุษย์อสูรที่พุ่งเข้ามาจนเละคามือ ก่อนจะกดเบอร์สายด่วน "เฮ้ ไอ้ไส้ศึก! ฉันต้องการข้อมูลการเคลื่อนไหวทั้งหมดของลัทธิมารสวรรค์ในช่วงนี้! การจลาจลในเมืองชิงยวิ๋นมีโอกาสสูงที่จะเป็นฝีมือพวกมัน หาเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันมาให้ได้ภายในหนึ่งชั่วโมง!"
ปลายสายลังเล "ชั่วโมงเดียวเหรอ? มันค่อนข้างยากนะ..."
"อย่ามาพล่าม! แกแฝงตัวอยู่ในลัทธิมารตั้งกี่ปี แอบกินแรงอยู่เฉยๆ หรือไง? ตอนนี้เมืองชิงยวิ๋นกำลังจะวอดวาย ถ้าแกหาคำตอบไม่ได้ เมืองนี้จบเห่แน่ และแกเองนั่นแหละที่จะต้องติดแหง็กอยู่ในลัทธิมารไปตลอดชีวิต!"
"เข้าใจแล้ว ฉันจะพยายามให้ถึงที่สุด"
"เร็วเข้า! ไม่อย่างนั้นถ้าฉันถล่มลัทธิมารทิ้งเมื่อไหร่ แกนั่นแหละจะเป็นศพสุดท้าย!"
ไส้ศึก: "…………"
…………
สวีชิวบิดรถมาถึงย่านที่พักอาศัยอย่างรวดเร็ว
เขายังไม่ทันถึงทางเข้าก็ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้าย
ประตูรั้วหมู่บ้านถูกปิดตาย มนุษย์อสูรที่มีเกล็ดคล้ายกิ้งก่าตัวหนึ่งกำลังพยายามพังประตูเข้าไป แต่มันถูกขัดขวางโดยกลุ่มคุณลุงกลุ่มหนึ่ง
คุณลุงบางคนถือมีดอีโต้ บางคนถือแป๊บเหล็ก แม้พวกเขาจะไม่ใช่คู่มือของมนุษย์กิ้งก่า แต่พวกเขาก็สู้ตายเพื่อปกป้องบ้านเกิด
เพราะข้างหลังพวกเขาก็คือครอบครัว!
"ข้าเคยเป็นสมาชิกกลุ่มนักล่ามาก่อนนะโว้ย! ถึงตอนนี้จะเกษียณแล้ว แต่ถ้าแกอยากจะเข้าไปล่ะก็ ต้องข้ามศพข้าไปก่อน!"
"อาซาง ลุยมัน!"
เหล่าคุณลุงพุ่งเข้าใส่คนละไม้คนละมือ
แต่มนุษย์อสูรไม่ได้มองพวกเขาอยู่ในสายตาเลย มันสะบัดหางทีเดียวพวกคุณลุงก็กระเด็นไปคนละทิศละทาง
"แม่่งเอ๊ย มนุษย์อสูรนี่มันแรงเยอะชะมัด!"
"ตอนหนุ่มๆ ข้ารับมือพร้อมกันสองตัวยังไหว แต่ตอนนี้สังขารมันไม่เที่ยงจริงๆ"
คุณลุงหลายคนหัวแตกเลือดอาบ
แต่พวกเขาก็ยังฝืนตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา
มนุษย์กิ้งก่าหรี่ตาลง ฉายแววตาอำมหิตและกระหายเลือด
"ไอ้พวกแก่หนังเหนียว อยากตายนักใช่ไหม!"
มันเลียกรงเล็บแล้วพุ่งเข้าใส่ หวังจะฉีกร่างคนตรงหน้าให้เป็นชิ้นๆ
ทว่าในวินาทีนั้นเอง
ร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากตึกข้างๆ พร้อมลูกเตะพายุหมุนเข้าเต็มรัก ซัดมนุษย์กิ้งก่าจนปลิวละลิ่ว
ร่างนั้นตีลังกากลางอากาศหลายตลบก่อนจะลงจอดบนพื้นอย่างมั่นคง ขาข้างหนึ่งเหยียดตรง แขนกางออก โพสต์ท่าอย่างสง่างาม!
นั่นคือ…
สวีเสี่ยวส่วง
เธอมองมนุษย์กิ้งก่าด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม “แค่เมนุษย์อสูรกระจอก ไม่ดูตาม้าตาเรือเลยนะว่าที่นี่ถิ่นใคร ยังกล้ามาซ่าแถวนี้อีก!”
“แกเป็นใคร?”
มนุษย์กิ้งก่าที่โดนเตะจนหัวโนมองสวีเสี่ยวส่วงด้วยความระแวง
“เป็นคำถามที่ดีมาก!”
“ฉันคือตัวแทนของความงามและสติปัญญา ความกล้าหาญและความยุติธรรม อัจฉริยะนักปรุงยา ลูกศิษย์สายตรงของกัปตันทีมกระทิงคลั่ง น้องสาวของนักรบที่เทพที่สุดในประวัติศาสตร์ ว่าที่ผู้นำแห่งดาวสีน้ำเงิน ผู้สืบทอดแห่งจักรพรรดินี…
ฉันชื่อ สวีเสี่ยวส่วง!”
มนุษย์อสูรถึงกับมึนตึ้บ ก่อนจะคำรามลั่นโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม “พล่ามเชี้ยไรของเธอ? ตายซะ!!”
มันพุ่งเข้าใส่อีกรอบ
สวีเสี่ยวส่วงแสยะยิ้ม "ไม่ยอมศิโรราบไม่พอ ยังกล้าบุกเข้ามาอีก! ความกล้าหานี่น่าชมเชยจริงๆ!"
พูดจบเธอก็พุ่งสวนออกไป โยกหลบการโจมตีอย่างพริ้วไหวแล้วประเคนลูกเตะเข้าที่ท้องจนมันปลิวไปอีกรอบ
จากนั้นเธอก็ไม่ปล่อยให้ตั้งตัว เธอพุ่งวับไปปรากฏตรงหน้ามันแล้วระดมฝ่ามือใส่ไม่ยั้งจนเห็นเป็นภาพติดตา!
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสี่ยวส่วงซัดเข้าเป้าไปกว่าสิบหมัด ก่อนจะก้าวถอยออกมานิ่งๆ เก็บมือตั้งตัวตรงแล้วเริ่มนับถอยหลัง "สาม, สอง, หนึ่ง... เรียบร้อย!"
มนุษย์กิ้งก่ากระอักเลือดออกมาคำโตก่อนจะล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังสนั่น!
เหล่าคุณลุงถึงกับอ้าปากค้าง
"เสี่ยวส่วงไปเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"เหลือเชื่อเลย! ล้มมนุษย์อสูรได้ในพริบตาเดียวเนี่ยนะ?"
"แล้วที่บอกว่าเป็น 'ลูกศิษย์กัปตัน' กับ 'ผู้สืบทอดจักรพรรดินี' อะไรนั่นน่ะมันคืออะไร? ฟังดูยิ่งใหญ่ชะมัด"
เสี่ยวส่วงมองดูผลงานตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ "ศึกแรกของสวีเสี่ยวส่วง ชนะใสๆ!"
จักรพรรดินีฉงเซียวบ่นอุบในห้วงวิญญาณ "แค่มนุษย์อสูรไม่ถึงขั้นที่สอง ถ้าแกเอาชนะไม่ได้ก็เสียหน้าข้าหมดสิ!"
"ฮิๆ ท่านอาจารย์จักรพรรดินีคะ ท่านว่าตอนนี้หนูจะสู้กับอสูรขั้นสามไหวไหม?" เสี่ยวส่วงถามขำๆ
"ไม่รับประกันว่าจะชนะชัวร์ แต่ส่วนใหญ่ไม่น่าจะแพ้"
"โห นี่ฉันเก่งขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"
เสี่ยวส่วงยิ่งยิ้มย่องเข้าไปใหญ่
จังหวะนั้นเอง สวีชิวก็ขี่รถมาถึงพอดี เขาเหลือบมองมนุษย์อสูรที่นอนกองอยู่บนพื้น ก่อนจะรีบลงจากรถมาดูน้องสาวด้วยความตื่นตระหนก
"เสี่ยวส่วง! เป็นอะไรไหม? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"
"สบายมากพี่จ๋า ตอนนี้น่ะ... น้องสาวพี่โครตเจ๋งเลยจะบอกให้!"
เสี่ยวส่วงพูดพลางเท้าสะเอวอย่างผู้ชนะ