เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 หอคอยวีรบุรุษ! จุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่!

บทที่ 27 หอคอยวีรบุรุษ! จุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่!

บทที่ 27 หอคอยวีรบุรุษ! จุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่!


บทที่ 27 หอคอยวีรบุรุษ! จุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่!

การเรียกรวมพลฉุกเฉินครั้งที่สอง ความเร็วของทหารหญิงเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่าว่าเร็วขึ้นมาก

สองนาทีสี่สิบเอ็ดวินาที

เมื่อทหารหญิงคนสุดท้ายพุ่งออกจากอาคารหอพัก หลินจ้านก็กดหยุดนาฬิกาจับเวลา

"มีพัฒนาการ" เขาให้ความเห็นนิ่งๆ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียง

"แน่นอนว่ามันก็แค่ก้าวขึ้นมาเล็กน้อยจากกองขยะ ก็ยังเป็นขยะอยู่ดี"

สายตาของเขาจับจ้องไปที่หลิงเวยที่ยืนอยู่หน้าสุดของแถว

"หลิงเวย"

"ค่ะ!"

"ก้าวออกมา"

หลิงเวยก้าวเท้าออกมา ยืนตัวตรงแน่ว อุปกรณ์ครบถ้วน ใบหน้าไม่มีปฏิกิริยาอื่นใดส่วนเกิน

"คุณออกมาเป็นคนแรก ดีมาก" หลินจ้านพยักหน้า

"คุณสามารถกลับไปนอนก่อนได้"

พอคำนี้หลุดออกมา ในแถวก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที

มีรางวัลจริงๆ ด้วยเหรอ?

แต่หลิงเวยกลับไม่ขยับ เธอเพียงแค่จ้องมองหลินจ้านโดยไม่พูดอะไร

"ทำไม? ไม่อยากนอนเหรอ?" หลินจ้านเลิกคิ้ว

"หรือว่าอยากจะอยู่รับโทษพร้อมกับเพื่อนร่วมรบของคุณ?"

หลิงเวยยังคงเงียบ แต่ทางเลือกของเธอก็ชัดเจนแล้ว

"น่าสนใจ" หลินจ้านยิ้ม

"ตกลง งั้นก็กลับเข้าแถวไป"

เขาไม่มองหลิงเวยอีก สายตากวาดมองกลุ่มทหารหญิงที่แต่งกายไม่เรียบร้อยเหล่านั้นอีกครั้ง

"ดูพวกคุณแต่ละคนสิ ยืนบิดไปเบี้ยวมาแบบนี้ ผมยังไม่กล้าเรียกพวกคุณว่าทหารเลย เย่เซียวเหยา กระดุมเสื้อตัวบนติดผิดเม็ด เฉิงซิน รองเท้าข้างซ้ายใส่สลับไปข้างขวา"

"ตอนนี้ ทุกคนยืนตรง!"

"สควอท (ลุกนั่ง) หนึ่งร้อยครั้ง! ทำเสร็จแล้วกลับไปพักผ่อน วันนี้เอาแค่นี้ก่อน พวกผมก็จะนอนเหมือนกัน"

"พรุ่งนี้ถ้าผมยังเห็นใครแต่งกายทุเรศแบบนี้อีก ทั้งทีมต้องออกมายืนข้างนอกด้วยกันจนถึงเช้า"

หลังจากด่าจบ หลินจ้านก็โบกมืออีกครั้ง

"เริ่มสควอทได้!"

ทหารหญิงทั้งหลายต่างอึ้งไปอีกครั้ง

แค่... แค่สควอทหนึ่งร้อยครั้งเองเหรอ?

ก็จริง ไอ้คนบ้านี่ก็คงจะง่วงแล้วเหมือนกัน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมาแกล้งพวกเธอทั้งคืนหรอก

แม้ทหารหญิงจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็ยังกัดฟันเริ่มลุกนั่ง

หลงเสี่ยวเสวียนที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็ตะโกนเสียงดังว่า

"มีสมาธิหน่อย! ย่อลงไปให้สุด! นี่คือการฝึกพื้นฐาน! เพื่อชีวิตที่มีความสุขของพวกเธอในอนาคต พยายามเข้าสาวๆ!"

พอคำนี้หลุดออกมา ทหารหญิงหลายคนในแถวก็หน้าแดงวาบขึ้นมาทันที

หลินจ้านยิ้มอยู่ที่ด้านข้างพลางพูดเสริมว่า

"ที่รองหัวหน้าหลงพูดเนี่ย แม้จะฟังดูหยาบแต่มันคือเรื่องจริง! ถ้าแกนกลางลำตัวแข็งแรง เอวดีขาดี ต่อไปจะทำอะไรก็มีแรง! รับรองว่าพวกคุณทุกคนจะมีความสุข(ซิ่ง)…สมหวังแน่นอน!"

เขาจงใจเน้นเสียงคำว่า "ซิ่ง (-สื่อถึงความสุขสมทางเพศ)" หนักเป็นพิเศษ ทำให้ทหารหญิงพากันก่นด่าในใจอย่างเงียบเชียบอีกรอบ

แน่นอนว่าหลินจ้านไม่ได้ทำตัวเป็นไอ้หยาบคายเพื่อแค่จะลามกเท่านั้น

นี่คือการหลอมรวมการฝึกสร้างภูมิคุ้มกันความละอาย เข้าไปในการฝึกประจำวัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของพวกเธอเท่านั้นเอง

สิบนาทีต่อมา ทหารหญิงลากร่างกายที่เริ่มหนักอึ้ง กลับเข้าหอพักอีกครั้งพร้อมความระแวงและไม่สบายใจเต็มอก

ในที่สุดก็ได้นอนหลับอย่างสงบเสียที

ทว่าทหารหญิงที่มีประสบการณ์จากสองครั้งแรก ต่างก็ยังไม่กล้าวางใจ

ซืออวี่แม้จะบ่นพึมพำ แต่เธอก็พับชุดฝึกวางไว้อย่างเรียบร้อยที่หัวเตียง เพื่อให้สามารถสวมใส่ได้ทันที

เฉิงซินวางรองเท้าสองข้างไว้ตรงแน่ว แถมยังคลายเชือกรองเท้าไว้รอแล้วด้วย

ความตื่นตัวทางจิตวิญญาณ ในที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อความเหนื่อยล้าทางร่างกาย

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

ในหอพักมีเสียงกรนดังขึ้นอีกครั้ง

"ปรี๊ด—!!!"

ครั้งที่สาม เสียงนกหวีดรวมพลฉุกเฉิน!

"เชี่ย! มาอีกแล้ว!!"

"โดนหลอกแล้ว! ไอ้คนบ้านี่มันไม่ต้องหลับต้องนอนจริงๆ ใช่ไหม?!"

คราวนี้ ทหารหญิงแทบจะดีดตัวออกจากเตียงตามสัญชาตญาณ

ใส่เสื้อ หยิบอุปกรณ์ วิ่ง

กระบวนการทั้งหมดรวดเร็วกว่าครั้งไหนๆ

หนึ่งนาทีสามสิบวินาที!

เมื่อพวกเธอยืนจัดแถวอยู่ใต้ตึกด้วยอาการหอบเหนื่อย เงาร่างของหลินจ้านก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

เขาไม่พูดอะไร เพียงแค่เดินวนรอบแถวหนึ่งรอบ แล้วเดินมาหยุดที่หน้าแถว ก่อนจะเอ่ยปากอย่างช้าๆ

"ดีมาก ความเร็วเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆแล้ว"

"ดูท่าร่างกายของพวกคุณยังซ่อนศักยภาพไว้อีกเยอะ เพื่อเป็นรางวัลสำหรับพัฒนาการของคุณ..."

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ในขณะที่ทหารหญิงทุกคนคิดว่าเขากำลังจะประกาศบทลงโทษทางกายบางอย่าง เขากลับแสยะยิ้มออกมา

"ผมตัดสินใจว่า จะให้โอกาสพวกคุณกลับไปนอนอีกครั้งหนึ่ง"

ทหารหญิง: "......"

รู้สึกเหมือนมีเลือดอุดตันอยู่ที่ลำคอ

เห็นพวกกูเป็นลิงหรือไงวะ?!!

พวกเธอโกรธแต่ไม่กล้าพูด ได้แต่ลากสังขารที่แทบจะแยกส่วนกลับเข้าหอพักเป็นครั้งที่สาม

คราวนี้ไม่มีใครนอนหลับลงแล้ว

ทุกคนต่างลืมตาโพลง จ้องมองเพดานเขม็ง หูตั้งชันเหมือนกระต่าย รอคอยเสียงนกหวีดมรณะที่อาจจะดังขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

เวลาผ่านไปนาทีต่อนาที

สิบนาที

ยี่สิบนาที

ครึ่งชั่วโมง

ทว่าเสียงนกหวีดที่น่าตายนั้นกลับยังไม่ดังขึ้นเสียที

เส้นประสาทที่ขึงตึงท่ามกลางการรอคอยที่ยาวนาน ค่อยๆ ผ่อนคลายลง

ความง่วงจู่โจมเข้ามาอีกครั้งราวกับคลื่นยักษ์

ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว เปลือกตาเริ่มจะปิดเข้าหากัน

ทีละคนๆ ทหารหญิงตกเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

"ปรี๊ด—!!!"

ครั้งที่สี่!

ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง

"ปรี๊ด—!!!"

......

ขั้นตอนในแต่ละครั้งเหมือนกันเป๊ะทุกประการ

เป่านกหวีด รวมพล หลินจ้านปรากฏตัว วิจารณ์สองสามประโยค แล้วก็สลายตัว

จากความโกรธแค้นในช่วงแรก จนถึงความชาชินในช่วงกลาง และจนถึงความสิ้นหวังในที่สุด

จิตวิญญาณของทหารหญิงถูกบดขยี้ทีละน้อยด้วยการทรมานที่ไม่มีที่สิ้นสุดและดูเหมือนไร้ความหมายเช่นนี้

พวกเธอกลายเป็นหุ่นเชิดในมือของหลินจ้าน พอเสียงนกหวีดดังขึ้น ก็ต้องขยับตัวไปตามกลไก

...

ตีห้าตรง

เมื่อเสียงนกหวีดที่บาดลึกถึงวิญญาณดังขึ้น ทหารหญิงไม่จำเป็นต้องใช้สมองคิดอีกต่อไป

ร่างกายของพวกเธอเกิดความจำของกล้ามเนื้อไปเรียบร้อยแล้ว

หลังจากผ่านไปหนึ่งนาทียี่สิบวินาที เงาร่างทั้งสิบเจ็ดสายก็ยืนเรียงแถวอยู่ใต้ตึกราวกับซากศพเดินได้

แต่ละคนดวงตาเหม่อลอย ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผาก เบ้าตาลึกโบ๋ ขอบตาดำยิ่งกว่าหมีแพนด้า

หลินจ้านนำลูกน้องทั้งห้าคนที่ดูมีสมาธิจดจ่อปรากฏตัวต่อหน้าพวกเธอ

คราวนี้ บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่สดใสจนน่าหมั่นไส้

"สาวๆ อรุณสวัสดิ์นะ!"

ไม่มีใครตอบเขา

"เห็นพวกคุณแต่ละคนดูสดชื่นขนาดนี้ ดูท่าคงจะไม่สลึมสลือกันแล้วสินะ"

หลินจ้านตบมือ

"ในเมื่อเป็นแบบนี้ เราก็อย่าเสียเวลาเลย วันใหม่ต้องมีการเริ่มต้นใหม่"

"ทั้งหมดฟัง! กลับไปหยิบอุปกรณ์ของพวกคุณ! เป้าหมายคือสนามฝึก วิ่งวิบากห้ากิโลเมตรพร้อมอาวุธ เพื่อเป็นการวอร์มอัพร่างกาย!"

ทันทีที่คำนี้หลุดออกมา

บนใบหน้าที่ชาชินของเหล่าทหารหญิง ในที่สุดก็ปรากฏความเคลื่อนไหวบางอย่าง

มันคือปฏิกิริยาที่ผสมปนเปกันระหว่างความตกใจ ความโกรธ และความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด

"เชี่ย..."

ไม่รู้ว่าเป็นใครที่รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเค้นคำนี้ออกมาจากซอกฟัน

หลังจากนั้นคือเสียงบ่นพึมพำที่ดังขึ้นติดๆ กัน เป็นคำด่าที่กดไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ

ด่าไปถึงบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของหลินจ้าน

สูตรเดิม รสชาติที่คุ้นเคย

หลังจากถูกทรมานมาทั้งคืน จนสมรรถภาพทางกายและจิตใจเกือบจะพังทลาย ยังต้องมาวิ่งวิบากห้ากิโลเมตรพร้อมน้ำหนักบรรทุกสามสิบกิโลกรัมอีก

เมื่อพวกเธอกึ่งวิ่งกึ่งคลานจนครบระยะทาง เวลาหยุดอยู่ที่ยี่สิบเอ็ดนาทีสามสิบวินาที

สิ่งที่น่าสังเกตคือ จั๋วม่าที่ปกติจะมีสมรรถภาพทางกายอยู่ในกลุ่มหัวแถวมาตลอด คราวนี้อาจจะเป็นเพราะถูกยึดเหล้าไปเมื่อวาน เลยเกือบจะวิ่งแพ้เซี่ยโม่ที่อยู่รั้งท้ายสุด

เรื่องนี้ทำให้หลินจ้านแอบเดาะลิ้นในใจ

ยัยนี่ พอขาดเหล้าแล้วฝีมือตกฮวบเลยแฮะ

"เซี่ยโม่ ไม่ผ่านเกณฑ์"

เสียงของหลินจ้านดังขึ้น

"กฎเดิม คนเดียวทำผิด รับโทษทั้งทีม ตอนนี้เริ่มวิ่งรอบที่สองได้"

ความหวังพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

เมื่อพวกเธอลากขาที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ววิ่งกลับมาที่ฐานทัพอีกครั้ง ฟ้าก็สว่างโร่แล้ว

เวลาเช้าหกนาฬิกาสิบห้านาที

กลิ่นหอมของกับข้าวจากฝีมือหน่วยพลาธิการลอยมาจากทางโรงอาหาร กลิ่นหอมของโจ๊กที่เข้มข้นนั้น กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทับพวกเธอจนทรุด

หลายคนล้มพับลงกับพื้นโดยตรง แม้แต่แรงจะยืนก็ไม่มีเหลือแล้ว

ในโรงอาหาร หัวหน้าหน่วยเก่าหลิวไห่ซานกำลังนำลูกน้องทั้งสี่คนของเขาทำงานจนเหงื่อท่วมตัว

ในกระทะสนามใบใหญ่มีโจ๊กที่กำลังเดือด อีกกระทะหนึ่งกำลังนึ่งซาลาเปา...

พวกเขาทั้งห้าคนต้องรับผิดชอบอาหารของคนหลายสิบคน เห็นได้ชัดว่าเริ่มจะรับมือไม่ไหว

"หัวหน้า ลำบากหน่อยนะครับ"

หลินจ้านนำเหลยเหมิ่งและคนอื่นๆ เดินเข้ามา

"หัวหน้า วันนี้มื้อเช้ากินอะไรครับ? โจ๊กเนื้อกับซาลาเปาและไข่ต้มอีกล่ะสิ?" เหลยเหมิ่งเจ้าของฉายาคนฆ่าสัตว์ชะโงกหน้าไปดมที่กระทะ "กระเพาะผมเริ่มประท้วงแล้วเนี่ย มันจำเจเกินไป"

หลิวไห่ซานไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้ามอง เขาหยิบตะหลิวในมือทำท่าจะเคาะลงไปที่ตัวของเหลยเหมิ่ง

"มีให้กินก็ดีแค่ไหนแล้ว! ยังจะมาเลือกมากอีก? ถ้าบ่นว่าไม่อร่อย วันนี้ส่วนของนายไม่ต้องกิน!"

เหลยเหมิ่งหดคอทันที รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มประจบประแจง

"โธ่หัวหน้า! ผมล้อเล่นน่ะครับ! กับข้าวที่ท่านทำเนี่ยมันคืองานศิลปะ! ผมอยากจะกินทุกวัน อยากจะกินไปตลอดชีวิตเลย!"

จวงปู้ฝานที่อยู่ข้างๆ หัวเราะจนตัวสั่น

คงมีแค่พันจ่าเอกพิเศษท่านนี้เท่านั้นแหละ ที่จะปราบสัตว์ร้ายอย่างไอ้คนฆ่าสัตว์ตัวนี้ได้อยู่หมัด

หลินจ้านก็ยิ้มเช่นกัน เขาเดินไปข้างตัวหลิวไห่ซานแล้วยื่นบุหรี่ให้มวนหนึ่ง

"หัวหน้า อย่าไปถือสาไอ้พวกพรรค์นี้เลยครับ"

เขาช่วยจุดไฟให้หลิวไห่ซาน แล้วถึงค่อยเอ่ยปาก

"ท่านเองก็อย่าหักโหมเกินไป ผมทำรายงานส่งข้างบนไปเรียบร้อยแล้ว บ่ายวันนี้คนจากหน่วยทำอาหารของกรมจะถูกย้ายมาที่นี่แล้วครับ"

หลิวไห่ซานพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นกลุ่มสีขาว ใบหน้าที่มีรอยย่นดูผ่อนคลายลงมาก

"งั้นก็ดี จะได้พักกระดูกแก่ๆ ของฉันบ้าง"

"ไม่ใช่แค่หน่วยทำอาหารนะครับ"

หลินจ้านกวาดสายตามองไปรอบโรงอาหารที่เรียบง่ายนี้แล้วพูดต่อ

"หน่วยเสนารักษ์ก็จะย้ายมาด้วยกันวันนี้ แม้ในทีมเราจะมีด็อกเตอร์ทางการแพทย์อย่างฉู่เซียวเซียว แต่ก่อนอื่นเธอคือผู้เข้ารับการฝึก จะให้หวังพึ่งเธอคนเดียวทุกอย่างไม่ได้ สภาพร่างกายของสมาชิกในทีมต้องมีทีมแพทย์มืออาชีพคอยดูแลตลอดเวลา จะทิ้งบาดแผลลึกเอาไว้ไม่ได้เด็ดขาด"

คำพูดนี้ทำให้หลงเสี่ยวเสวียนและเหลยเหมิ่งที่อยู่ข้างๆ อึ้งไปเล็กน้อย

พวกเขาไม่คิดว่าหลินจ้านที่ใช้วิธีการบ้าบิ่นในการทรมานคนแบบนั้น จะคำนึงถึงรายละเอียดได้รอบคอบขนาดนี้

"ยังมีอีก"

หลินจ้านชะงักไป ดวงตาที่ลุ่มลึกนั้นฉายประกายบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก

"เมื่อวาน ผมถือโอกาสขอกองร้อยทหารช่างมาจากเสนาธิการด้วย"

"กองร้อยทหารช่าง?!" เสียงของเหลยเหมิ่งดังขึ้นมาทันที

"หัวหน้า จะเอากองร้อยทหารช่างมาทำไม? ที่นี่เราไม่ต้องกู้ระเบิดนี่!"

หลินจ้านไม่สนใจเขา เพียงแค่มองหลิวไห่ซานแล้วพูดทีละคำว่า

"ผมจะปรับปรุงฐานภูเขาเฟยหู่แห่งนี้ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ข้างในไปจนถึงข้างนอก"

"จะเปลี่ยนไม้ที่ผุพังเหล่านั้นเป็นเหล็กกล้าที่แข็งแกร่งที่สุด จะก่อกำแพงที่พังลงมาใหม่ จะปูยางพาราใหม่บนรันเวย์ที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้"

"ผมจะทำให้หอคอยวีรบุรุษที่เป็นพยานถึงประวัติศาสตร์ของเหล่าทหารพลร่มอย่างพวกเรา กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง"

คำพูดของเขาทำให้ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบลง

มือที่ถือบุหรี่ของหลิวไห่ซานสั่นไปเล็กน้อย

ดวงตาที่ฝ้าฟางของเขามีบางสิ่งบางอย่างไหววูบอยู่ข้างใน

หลินจ้านเดินไปที่ประตูโรงอาหาร มองไปยังหอคอยกระโดดร่มขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอย่างเงียบงันท่ามกลางแสงอรุณรุ่งและฐานทัพที่ทรุดโทรมแห่งนี้

"ผลงานชิ้นเอกที่ถูกทิ้งให้ฝุ่นจับ ไม่ควรถูกลืมไว้ในมุมมืด"

"ถึงเวลาที่ต้องปัดฝุ่น ขัดเงา และมอบสีสันใหม่ ชีวิตใหม่ให้กับมันแล้ว"

"ให้มันกลายเป็นตำนานบทใหม่เสียที"

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 27 หอคอยวีรบุรุษ! จุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่!

คัดลอกลิงก์แล้ว