- หน้าแรก
- ข้าสร้างตระกูลเซียนขึ้นจากศูนย์
- ตอนที่ 179 รักแรกส่วนใหญ่มักขมขื่น(ฟรี)
ตอนที่ 179 รักแรกส่วนใหญ่มักขมขื่น(ฟรี)
ตอนที่ 179 รักแรกส่วนใหญ่มักขมขื่น(ฟรี)
ตอนที่ 179 รักแรกส่วนใหญ่มักขมขื่น
สัตว์พาหนะวิเศษเป็นของล้ำค่า ซ้ำยังเป็นพยัคฆ์วิเศษที่ดูน่าเกรงขามอีกด้วย
พวกเขาเห็นสวี่หมิงซูขี่พยัคฆ์ขาวมาตั้งแต่เด็ก จะบอกว่าไม่อิจฉาก็คงเป็นไปไม่ได้
มาตอนนี้ ตระกูลสวี่มีมรดกสืบทอดวิชาควบคุมสัตว์อสูรแล้ว ขอเพียงเรียนรู้วิธีลงอาคมผนึก ประกอบกับเป็นสัตว์ที่ตระกูลเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก การจะทำให้มันเชื่องและกลายเป็นสัตว์วิเศษของตัวเองก็เป็นเรื่องง่าย
"พี่ใหญ่ กระทั่งท่านก็ด้วยหรือ!" สวี่หมิงซูกล่าวอย่างหงุดหงิด
"ข้าทำไมรึ?" สวี่หมิงเวยลูบจมูก
"ท่านพ่อ ท่านอาสอง และท่านอาสามก็กำลังหมายตาลูกๆ ของเสี่ยวไป๋อยู่นะคะ แต่ตอนนี้มีแค่ตัวในอ้อมกอดข้ากับของท่านอาเท่านั้นที่เป็นสัตว์วิเศษมาแต่กำเนิด"
สวี่หมิงเวยมองตามไป แวบเดียวเขาก็ถูกใจลูกเสือดำในอ้อมกอดของสวี่หมิงซู
"หมิงซู เจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดเจ้าก็ไม่เลว ยกให้พี่เถอะ"
สวี่หมิงหยวนไม่พอใจขึ้นมาทันที "เดี๋ยวก่อนสิพี่ใหญ่ ของแบบนี้มันต้องมาก่อนได้ก่อนนะ"
"ข้าเป็นพี่ใหญ่ ข้าย่อมต้องได้เลือกก่อนสิ"
"ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าเป็นพี่รอง งั้นเสือลายขาวดำนั่นตกเป็นของข้าก็แล้วกัน"
"พวกท่าน..."
สวี่หมิงซูโกรธจนตัวสั่น ครู่ต่อมาจึงพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด "ช่างเถอะ ถือว่าให้กำไรพวกท่านก็แล้วกัน รอข้าเลี้ยงดูพวกมันอีกสักสองสามเดือน พวกท่านค่อยมาใหม่ ข้าจะสอนวิชาลงอาคมควบคุมวิญญาณให้พวกท่านก่อน"
"สมกับที่เป็นน้องสาวผู้รู้ความของข้าจริงๆ" สวี่หมิงเวยหัวเราะฮ่าๆ
"แล้วข้าล่ะ?" สวี่หมิงเสวียนชี้ตัวเอง
สวี่หมิงหยวนตบไหล่เขาแล้วเดินผ่านไป "ไปคอยกระตุ้นเสี่ยวไป๋หน่อย ให้มันขยันทำผลงาน เผื่อปีหน้าเจ้าจะได้กับเขาบ้างหรือไม่ก็รอลูกของพวกนกอินทรีเขียว"
"ข้ารอพวกนกอินทรีเขียวดีกว่า สัตว์วิเศษสายบินน่าจะเหมาะกับข้ามากกว่า" สวี่หมิงเสวียนเปลี่ยนเรื่องแล้วยิ้ม
ทุกคนต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
ครู่ต่อมา
สวี่หมิงซูก็กล่าวขึ้นว่า "พี่รอง เต๋อจิ้งใกล้จะคลอดแล้วใช่ไหมคะ?"
"ใช่แล้วล่ะ นับวันดูแล้วก็น่าจะเดือนหน้า" สวี่หมิงหยวนถอนใจกล่าว "เผลอแป๊บเดียว คนรุ่นหลังของตระกูลสวี่เราก็ค่อยๆ เติบโตและแตกกิ่งก้านสาขาออกไปแล้ว"
สวี่หมิงเวยพยักหน้าเบาๆ
สวี่หมิงเสวียนกล่าว "อีกสองปีก็จะเป็นตารุ่ย เต๋อเหิง และเต๋อจวินทั้งสามคนแล้ว พูดไปแล้ว ตระกูลสวี่ของเราถือว่าแต่งงานกันค่อนข้างช้าถ้าเทียบกับตระกูลอื่นๆ
ไม่ว่าหญิงหรือชาย อย่างน้อยต้องอายุเกินสิบแปดปีทั้งนั้น"
"กฎที่ท่านพ่อตั้งไว้ ย่อมมีเหตุผลของมัน" สวี่หมิงเวยกล่าว
เมื่อฟังเหล่าผู้อาวุโสสนทนากัน จิตใจของสวี่เต๋อหลิงก็ล่องลอย นางคิดในใจ "ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจแล้ว ลูกหลานตระกูลสวี่ทุกคนล้วนต้องกล้าที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า"
หลายวันต่อมา
ภูเขาด้านหลังตระกูลสวี่
"เต๋อหลิง เจ้าเรียกข้ามาหรือ?"
"พี่ซุ่นอัน" สวี่เต๋อหลิงได้ยินดังนั้นก็หันกลับไป จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขาและกล่าวว่า "ท่านยินดีแต่งเข้าตระกูลสวี่ของข้าหรือไม่"
"แต่งเข้าบ้านหญิง?" อูซุ่นอันขมวดคิ้วทันที
"ตระกูลสวี่ไม่มีทางให้ข้าแต่งออกไปแน่ ต่อให้ตระกูลอูของท่านจะพึ่งพาตระกูลสวี่อยู่ตอนนี้ ก็เป็นไปไม่ได้"
"นี่คือสิ่งที่ผู้นำตระกูลกล่าวไว้หรือ?"
"ข้ายังไม่ได้คุยเรื่องของเรากับท่านพ่อท่านแม่ นี่คือเงื่อนไขของท่านปู่ข้า ท่านอนุญาตให้ข้าคบหากับใครก็ได้ และจะไม่บังคับให้ข้าไปเป็นหมากในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูล แต่มีเงื่อนไขเดียวคือ อีกฝ่ายต้องแต่งเข้าตระกูลสวี่เท่านั้น"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อูซุ่นอันก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดตะกุกตะกัก "ข้า... ข้าเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลอูนะ... เต๋อหลิง เรื่องนี้ให้ข้าคิดดูก่อนเถอะ บางทีข้าอาจจะขอให้ท่านปู่ไปอ้อนวอนท่านผู้อาวุโสใหญ่ได้"
สวี่เต๋อหลิงส่ายหน้า "ไม่มีทางหรอก สิ่งที่ท่านปู่ข้าตัดสินใจไปแล้ว นอกเสียจากจะเป็นเรื่องความเป็นความตายของตระกูลสวี่ มิเช่นนั้นท่านจะไม่มีวันเปลี่ยนใจง่ายๆ"
"ให้ข้าคิดดูก่อนนะ"
"ตกลง สามวันให้หลัง เวลาเดิมและที่นี่ ข้าจะรอคำตอบจากท่าน"
สวี่เต๋อหลิงไม่ได้บอกว่าสวี่ชวนรับปากว่าหากทั้งสองแต่งงานกัน สามารถให้ลูกคนหนึ่งใช้แซ่อูเพื่อสืบทอดสายเลือดตระกูลอูได้
หากอูซุ่นอันรักนางจริง และยินดีแต่งเข้าตระกูลสวี่เพื่อตระกูลนาง
นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีให้เขา
หากเขาไม่ยินดี สวี่เต๋อหลิงก็ตั้งใจจะตัดใจ ปล่อยวางเรื่องความรัก และตั้งใจบำเพ็ญเพียรแต่เพียงอย่างเดียว ไม่คิดเรื่องอื่นอีก!
อูซุ่นอันรู้สึกว้าวุ่นใจอย่างมาก
เมื่อกลับมาถึงตระกูลอู
ยามค่ำคืน
อูหมิงเซิงกลับมา เห็นเขามีสภาพเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะถาม "เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงทำหน้าอมทุกข์แบบนั้น?"
"ท่านปู่" อูซุ่นอันลุกขึ้นยืนทำความเคารพ นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะกล่าวว่า "เต๋อหลิงบอกหลานว่า นางอยากให้หลานแต่งเข้าตระกูลสวี่ขอรับ"
อูหมิงเซิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว "เต๋อหลิงเป็นเด็กฉลาดเฉลียว ปู่เห็นแล้วก็เอ็นดู หากพวกเจ้าสองคนครองคู่กันได้ ปู่ย่อมต้องดีใจ
ทว่าปู่ก็มองออกว่า เต๋อหลิงนั้นไม่ธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอก นางมีความสำคัญต่อตระกูลสวี่มาก การที่ตระกูลไม่ยอมให้นางแต่งออกไปก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว"
"แต่ท่านปู่ ตอนนี้ตระกูลอูของเราก็พึ่งพิงตระกูลสวี่ และอาศัยอยู่ที่ถ้ำต้งซีเหมือนกัน แบบนี้ก็ไม่ได้หรือขอรับ?"
"หากเป็นสตรีคนอื่นของตระกูลสวี่อาจจะได้ แต่เต๋อหลิงคงไม่ได้"
"ทำไมล่ะขอรับ?" อูซุ่นอันไม่เข้าใจ
"เมื่อหลายเดือนก่อน ตอนที่ปู่อ่านคัมภีร์ในหอสมุด ปู่บังเอิญพบ 《เคล็ดวิชาพรางลมปราณ》 คัมภีร์นี้สามารถใช้ซ่อนเร้นระดับพลังได้ ปู่สงสัยว่าคนของตระกูลสวี่ส่วนใหญ่น่าจะซ่อนระดับพลังกันเอาไว้
เมื่อไม่นานมานี้ ปู่สังเกตเห็นว่าระดับพลังของเต๋อหลิงเหมือนจะทะลวงถึงระดับรวบรวมลมปราณขั้นห้าแล้ว แต่ถ้าหากว่านางซ่อนระดับพลังไว้ถึงสามขั้นล่ะ?"
"สามขั้นเลยหรือขอรับ?!" อูซุ่นอันอุทานด้วยความตกใจ "ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่... ระดับรวบรวมลมปราณขั้นแปดหรอกหรือ?"
"เต๋อหลิงนางเพิ่งจะอายุสิบแปดเองนะ"
"ใช่แล้ว อายุสิบแปดบรรลุระดับรวบรวมลมปราณขั้นแปด ปู่เคยได้ยินว่ายอดอัจฉริยะระดับนี้มีแค่ในเมืองหลวงเท่านั้นแหละ" อูหมิงเซิงกล่าว "สวี่เต๋อหลิงคือความหวังในการสร้างรากฐานของตระกูลสวี่ เป็นยอดอัจฉริยะหญิงแห่งยุค ผู้มีอนาคตไกลบนวิถีเซียน ต่อให้ตระกูลระดับสร้างรากฐานมาสู่ขอ พวกเขาก็คงไม่ตอบตกลงหรอก"
"เพียงแต่การทำงานของตระกูลสวี่แตกต่างจากตระกูลอื่นๆ พวกเขาไม่สนใจเรื่องฐานะชาติตระกูล พวกเจ้าถึงมีโอกาสได้คบหากันไงล่ะ"
"แล้วท่านปู่ ข้าควรจะเลือกทางไหนดีขอรับ?" อูซุ่นอันมีสีหน้าเจ็บปวดและสับสน "ข้ารักเต๋อหลิงด้วยใจจริง แต่ข้าก็เป็นสายเลือดเพียงคนเดียวของตระกูลอู หากข้าแต่งเข้าตระกูลสวี่ อีกร้อยปีข้างหน้า ตระกูลอูของเราจะยังเหลืออะไรอีก?"
อูหมิงเซิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ปู่จะไม่บังคับเจ้าหรอก ให้เจ้าตัดสินใจเองเถอะ หากเจ้าเลือกที่จะแต่งเข้าตระกูลสวี่ ปู่ก็จะไม่โทษเจ้า ปู่อยู่อย่างมากก็อีกแค่สิบหรือยี่สิบปี ชีวิตในภายหน้าเป็นของเจ้า จะเลือกแบบไหน ก็อยู่ที่เจ้าคนเดียว"
"ตระกูลสวี่ไม่ได้รับปากว่าจะช่วยท่านปู่ทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานหรอกหรือขอรับ? หรือว่า..."
"อย่าเดาสุ่มสี่สุ่มห้า หากตระกูลสวี่เป็นพวกเนรคุณ ปู่จะยอมสวามิภักดิ์ได้อย่างไร แต่ถึงข้าจะมีคุณสมบัติระดับรากปราณแท้ ต่อให้ตระกูลสวี่มอบสมุนไพรวิญญาณพันปีมาช่วย โอกาสก็ยังริบหรี่อยู่ดี
มิเช่นนั้น หลังจากตระกูลซูแล้ว หลายปีมานี้ ทำไมถึงมีแค่ท่านบรรพบุรุษตระกูลโจวคนเดียวที่ทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานได้ล่ะ
แม้ข้าจะไม่กล้ายืนยันว่าทุกตระกูลระดับรวบรวมลมปราณจะเก็บซ่อนสมุนไพรวิญญาณพันปีไว้ แต่พวกตระกูลระดับห้าต้องมีอย่างแน่นอน"
หยุดไปชั่วครู่ อูหมิงเซิงก็กล่าวต่อ "ตระกูลสวี่ยินดีมอบโอกาสในการสร้างรากฐานให้ปู่ แสดงว่าตระกูลสวี่เห็นความสำคัญของปู่ ซุ่นอัน หากเจ้าเลือกตระกูลอู เจ้าต้องจำไว้และส่งต่อเป็นคำสอนประจำตระกูลว่า ตระกูลอูจะไม่มีวันทรยศตระกูลสวี่เป็นอันขาด ต้องร่วมเป็นร่วมตายไปกับพวกเขา"
"ขอรับ ท่านปู่"
"เรื่องเต๋อหลิง เจ้าคิดดูให้ดี ปู่จะไม่เข้าไปก้าวก่ายการตัดสินใจของเจ้า"
กล่าวจบ อูหมิงเซิงก็กลับเข้าห้องไป
อูซุ่นอันนั่งอยู่ที่ห้องโถง ยันเช้าวันรุ่งขึ้น
สามวันต่อมา
ภูเขาด้านหลังตระกูลสวี่
อูซุ่นอันมาถึงภูเขาด้านหลัง เห็นสวี่เต๋อหลิงยืนหันหลังให้อยู่บนเนินเขา ในแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความลึกซึ้ง
สวี่เต๋อหลิงไม่ได้หันกลับมา ในใจรู้สึกหวั่นไหว ไม่กล้ามอง
จู่ๆ นางก็รู้สึกถึงแผ่นอกอันอบอุ่นที่แนบชิดแผ่นหลัง ท่อนแขนแข็งแกร่งราวกับเถาวัลย์โอบรัดเอวนางไว้ นิ้วมือที่หยาบกร้านประสานกันแน่นอยู่ที่หน้าท้อง ราวกับผูกเงื่อนที่ไม่มีวันแก้ได้
ปลายคางของอูซุ่นอันเกยอยู่ที่ซอกคอของสวี่เต๋อหลิง ลมหายใจที่ร้อนรุ่มและกลิ่นอายอันแข็งแกร่งปะปนกัน กระซิบแผ่วเบาด้วยเสียงทุ้มต่ำ "เต๋อหลิง ให้ข้า... กอดเจ้าแบบนี้เป็นครั้งสุดท้ายเถอะ"
กล่าวจบ สวี่เต๋อหลิงก็รู้สึกถึงหยดน้ำอุ่นๆ ไหลรินจากหลังคอลงไปในเสื้อ
สวี่เต๋อหลิงทอดสายตาไปเบื้องหน้า ท้องนาพันไร่ของตระกูลสวี่ เรือนยอดนับหมื่นในหมู่บ้านต้งซีปรากฏสู่สายตา จากนั้นนางก็ค่อยๆ หลับตาลง
หยาดน้ำตาใสสองสายไหลรินลงมาจากหางตา
ฝังความรักครั้งแรกอันขมขื่นของนางไว้ ณ ที่แห่งนี้
ผ่านไปหลายสิบลมหายใจ
อูซุ่นอันคลายอ้อมกอด ถอยหลังไปสามสี่ก้าว ประสานมือแล้วกล่าว "ขอโทษด้วย"
เขาก้มหน้ามองพื้น ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเลย
สวี่เต๋อหลิงไม่ได้ร้องไห้อีก เพียงแต่กล่าวเสียงเรียบ "ข้าเข้าใจแล้ว หลิงเอ๋อร์ขอให้พี่ซุ่นอันชีวิตราบรื่น มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง"
กล่าวจบ นางก็กระโดดขึ้นไปในอากาศ กระบี่สีแดงยาวส่งเสียง "เคร้ง" ดังสนั่น ก่อนจะพุ่งลงมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของนางอย่างมั่นคง มุ่งหน้าไปยังหอศิลปะเซียน
อูซุ่นอันเพิ่งจะเงยหน้าขึ้นมอง ในเวลานี้ดวงตาของเขาแดงก่ำ
มองดูเงาร่างอันงดงามนั้น เขารู้ว่าชาตินี้คงไม่มีวันลืมหญิงสาวชุดแดงที่มีรอยยิ้มงดงามราวดวงตะวันยามเช้า และมีความไร้เดียงสาดุจผ้าขาวคนนั้นได้
"น้องหลิงเอ๋อร์ ขอให้เจ้าโบยบินขึ้นสู่สรวงสวรรค์ และมีเส้นทางวิถีเซียนที่ราบรื่นนะ!"
เสียงพึมพำนั้นแผ่วเบาจนมีเพียงเขาคนเดียวที่ได้ยิน
หอศิลปะเซียน
สถานที่บำเพ็ญเพียรของสวี่ชวน
"หลิงเอ๋อร์ ทำไมมาหาปู่ล่ะ?" สวี่ชวนเห็นรอยน้ำตาที่ยังไม่แห้งบนใบหน้าของนาง ก็ถามด้วยความแปลกใจ "ร้องไห้ทำไมล่ะเนี่ย?"
"เลิกกันแล้วเหรอ?"
สวี่เต๋อหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง "ท่านปู่ อะไรคือเลิกกันคะ"
สวี่ชวนยิ้มบางๆ "ก็คือชายหญิงที่มีใจให้กัน ต้องแยกจากกันก่อนแต่งงานไงล่ะ หลังจากนั้นก็ทางใครทางมัน ไม่เกี่ยวข้องกันอีก"
"พูดง่ายๆ ก็คือ ตอนรักกัน พวกเจ้าแทบจะอยากจับมือกันตลอดเวลา พอเลิกกันก็แปลว่าความรักนั้นพังทลายลง"
"เลิกกัน..." สวี่เต๋อหลิงยิ้มขื่น "ท่านปู่ช่างเปรียบเปรยได้ตรงประเด็นและเข้าใจง่ายจริงๆ ค่ะ"
สวี่ชวนยิ้มบางๆ "มา มานั่งข้างๆ ปู่สิ"
สวี่เต๋อหลิงทำตาม นางรู้สึกหดหู่ใจมาก
สวี่ชวนลูบหัวนางเบาๆ "ร้องไห้เถอะ ยืมไหล่ปู่ร้องสักพักก็ได้"
"ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก รักแรกตอนอายุสิบเจ็ดสิบแปด ส่วนใหญ่ก็ขมขื่นแบบนี้แหละ ไม่ใช่มีแค่เจ้าคนเดียวหรอกนะ"
สวี่เต๋อหลิงทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ "ท่านปู่เป็นคนแปลกจริงๆ นะคะ หลิงเอ๋อร์ไม่เคยได้ยินว่ามีตระกูลไหน ยอมให้ผู้หญิงในตระกูลไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายก่อนแต่งงานเลย ราวกับว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้าที่สุด!
แต่ตระกูลสวี่ของเรากลับไม่เป็นเช่นนั้น ช่างแตกต่างจากตระกูลอื่นๆ โดยสิ้นเชิง
แต่หลิงเอ๋อร์ก็ชอบตระกูลสวี่ที่เป็นแบบนี้ ต่อจากนี้ไป หลิงเอ๋อร์จะขออุทิศตนเพื่อการพัฒนาของตระกูลสวี่แต่เพียงอย่างเดียว"
สวี่ชวนลูบหัวนางพร้อมรอยยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู "ในเมื่ออูซุ่นอันไม่รู้จักรักษา ก็ไปหาคนใหม่ที่ดีกว่าสิ"
"ตอนนี้หลิงเอ๋อร์ไม่อยากคิดเรื่องทางโลกอีกแล้วค่ะ อยากจะทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญเพียรและมุ่งมั่นศึกษาเรื่องการหลอมอาวุธเพียงอย่างเดียว"
"ก็ตามใจเจ้า"
สวี่ชวนยิ้ม เด็กก็คือเด็ก
บอกว่าปล่อยวาง ใครจะรู้ว่าในใจลึกๆ ก็ยังปล่อยวางไม่ได้
แต่ก็ดีแล้วเหมือนกัน
จะได้ทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญเพียร มุ่งสู่มรรคาอันยิ่งใหญ่
สวี่ชวนแผ่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไป ก็เห็นอูซุ่นอันกำลังเดินลงเขาด้วยท่าทางเหม่อลอย
"ดูเหมือนว่าจะไม่ได้หมดรัก แต่ไม่อยากเป็นตัวถ่วงสินะ อูหมิงเซิงคงจะเห็น 《เคล็ดวิชาพรางลมปราณ》 เข้าแล้วสิ"
เขาเชื่อว่าต่อให้อูหมิงเซิงเดาได้ว่าคนในตระกูลสวี่บางคนซ่อนระดับพลังไว้ ก็คงไม่เอาไปบอกใครหรอก
พัฒนาการของตระกูลสวี่ในตอนนี้ ไม่อาจหยุดยั้งได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว
จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม ขุมกำลังทั้งหมดก็จะกลายเป็นสะพานให้ตระกูลสวี่ก้าวขึ้นไปอีกขั้น
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลอู ตระกูลผู้ใต้สังกัดอย่างหลี่ เฉิน ไป๋หรือผู้ติดตามอย่างฉาง หยาง ตลอดจนผู้บ่มเพาะเซียนอิสระที่เข้าร่วมกับตระกูลสวี่
ตอนนี้ทุกคนล้วนลงเรือลำเดียวกันกับตระกูลสวี่แล้ว
รุ่งเรืองก็รุ่งเรืองด้วยกัน ย่อยยับก็ย่อยยับด้วยกัน!
สวี่ชวนเหลือบมองสวี่เต๋อหลิง แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไร อูซุ่นอันได้ตัดสินใจไปแล้ว ต่อให้สวี่เต๋อหลิงรู้ไป ก็รังแต่จะเพิ่มความว้าวุ่นใจเปล่าๆ
สู้ตัดให้ขาด แล้วมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรให้ก้าวหน้าต่อไปไม่ดีกว่าหรือ
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านชงชา
สวี่เต๋อหลิงลุกขึ้นเช็ดน้ำตา ประสานมือบอกสวี่ชวนว่า "ท่านปู่ เรื่องนี้ขอร้องท่านอย่าเอาไปบอกท่านพ่อท่านแม่นะคะ หลิงเอ๋อร์คงไม่คิดเรื่องความรักไปอีกนาน"
สวี่ชวนพยักหน้า "ตกลง หากมีปัญหาอะไร ก็อ้างชื่อปู่ได้เลย"
"ขอบคุณค่ะ ท่านปู่"
"ครั้งก่อนที่ปู่ให้เจ้าออกแบบชุดเครื่องแบบของตระกูลสวี่ ทั้งเสื้อคลุมเวท รองเท้าเวท กระบี่บิน แล้วก็ชุดกับอาวุธของพวกผู้คุ้มกัน ไปถึงไหนแล้วล่ะ?"
หาอะไรให้ทำยุ่งๆ จะได้ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่าน
"ยังต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยค่ะ แต่ว่าวัสดุที่จะเอามาทำเสื้อคลุมเวทกับรองเท้าเวทค่อนข้างพิเศษ ต้องใช้พวกใยไหม เส้นใยแมงมุม หรือวัสดุอื่นที่ทั้งนุ่มและเหนียวมากๆ"
"ถ้าเป็นเสื้อคลุมเวทระดับธรรมดาที่ไม่ได้ลงอาคมก็พอหาได้ แต่ถ้าจะทำเป็นอาวุธเวท วัสดุของตระกูลสวี่เราคงไม่พอแน่ๆ"
"เดี๋ยวปู่จะให้อาสองของเจ้าไปหามาให้ หรือไม่ก็ตั้งเป็นภารกิจของหอภารกิจก็ได้ ตอนนี้เจ้าลองฝึกทำเสื้อคลุมเวทระดับล่างไปก่อนสักสองสามชุดก็แล้วกัน
ส่วนชุดเกราะกับอาวุธของพวกผู้คุ้มกัน เจ้าก็รับเหมาไปทำด้วยเลย อย่าไปดูถูกอาวุธธรรมดาๆ เชียวนะ ถ้าเจ้าสามารถหลอมอาวุธธรรมดาให้ถึงขั้นสุดยอดได้ มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อทักษะการหลอมอาวุธเวทของเจ้าด้วย
ปู่ก็ผ่านมาแบบนี้เหมือนกัน
เริ่มจากวิชาแพทย์แผนโบราณ ไปจนถึงการศึกษาสมุนไพร การวิเคราะห์สรรพคุณยา และการคิดค้นสูตรยาใหม่ๆ
พอก้าวเข้าสู่วิถีเซียน และได้สัมผัสกับการหลอมยาจริงๆ ทักษะการปรุงยาของปู่ก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
จนได้เป็นปรมาจารย์นักปรุงยาอย่างทุกวันนี้
การพัฒนาศิลปะเซียนทุกแขนง ล้วนต้องอาศัยการสะสมทีละเล็กทีละน้อยในทุกๆ วัน
ในบรรดาศิลปะเซียน การปรุงยาและการหลอมอาวุธ ก็มีอาชีพหมอยาและช่างตีเหล็กในโลกมนุษย์ที่คล้ายคลึงกัน
ถึงแม้จะไม่ได้ลึกล้ำเท่าศิลปะเซียน แต่หลักการและเหตุผลก็มีความเกี่ยวเนื่องกัน"
"ขอบพระคุณท่านปู่ที่ชี้แนะ!"
นี่คือการถ่ายทอดวิชา
ในโลกผู้บ่มเพาะเซียน วิชาไม่ถ่ายทอดให้ใครง่ายๆ!
มักจะถ่ายทอดกันในระบบอาจารย์กับศิษย์ หรือไม่ก็สืบทอดทางสายเลือด
สวี่ชวนจะไม่ปิดบังใดๆ ในการปั้นสวี่เต๋อหลิง เขาจะถ่ายทอดความรู้ให้อย่างเต็มที่
เขาเชื่อว่าในอนาคต สวี่เต๋อหลิงจะมีชื่อเสียงในวงการหลอมอาวุธของต้าเว่ย เทียบเท่ากับเขาในตอนนี้
“หลิงเอ๋อร์จะตั้งใจศึกษาการหลอมอาวุธ จะไม่ดูหมิ่นอาวุธธรรมดาเด็ดขาด” สวี่เต๋อหลิงกล่าว
แน่นอนว่า นางก็พอจะเดาเจตนาของสวี่ชวนออก ว่าไม่อยากให้นางคิดฟุ้งซ่าน
จึงรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
ท่านปู่ช่างสอนคนเก่งเหลือเกิน!
ไม่แปลกใจเลยที่ท่านพ่อ ท่านอาสอง ท่านอาสาม ท่านอาสี่ และท่านอาห้า ต่างก็เคารพรักท่านปู่อย่างสุดหัวใจ
สำหรับพวกเขา ท่านปู่ไม่ได้เป็นเพียงแค่พ่อ แต่ยังเป็นทั้งครู และเพื่อนอีกด้วย
สายเลือดผูกพัน เรียกว่า พ่อ
เป็นแบบอย่างและคอยสั่งสอน เรียกว่า ครู
มีความรู้สึกร่วม รู้ใจ เข้าใจ และเชื่อใจ เรียกว่า เพื่อน
ส่วนท่านย่า พวกเขามีเพียงความรัก ความเคารพ และความกตัญญูเท่านั้น
ท่านปู่คือศูนย์กลางและสายใยที่เชื่อมโยงทุกคนในตระกูลสวี่เข้าด้วยกัน
สวี่เต๋อหลิงจินตนาการได้เลยว่า หากวันใดวันหนึ่งท่านปู่ไม่อยู่แล้ว นานวันเข้า ท่านพ่อและพวกท่านอาก็คงจะมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน
และอาจจะแตกแยกกันเหมือนตระกูลเก๋อแห่งเมืองเอกกว่างหลิง
เพราะในสายตาของนาง ไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อ ท่านอาสอง ท่านอาสาม ท่านอาสี่ หรือท่านอาห้า ล้วนแต่เก่งกาจและโดดเด่นทั้งสิ้น
ใครคนใดคนหนึ่งก็สามารถกุมบังเหียนตระกูลและสร้างความยิ่งใหญ่ได้ในยุคสมัยหนึ่ง
เมื่อคิดได้เช่นนั้น
สวี่เต๋อหลิงก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย วางมือซ้อนกันที่หน้าท้อง โค้งคำนับลึกๆ ราวกับต้นไผ่ที่ลู่ลม กล่าวอย่างเคารพว่า "หลิงเอ๋อร์เชื่อมั่นว่า ในอนาคตท่านปู่จะต้องทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐาน และมีอายุยืนยาวบนวิถีเซียนได้อย่างแน่นอนค่ะ"
กล่าวจบ นางก็หันหลังเดินกลับไปที่ตำหนักหลอมอาวุธ ซึ่งมีห้องหลอมอาวุธที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษหลายห้อง
สวี่ชวนชะงักไปครู่หนึ่ง มองตามหลังนางไป ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ "ยายเด็กคนนี้ ดูท่าจะสบายใจขึ้นแล้วสิ เพิ่งจะอกหักมาหมาดๆ ก็ยังมีกะจิตกะใจมาคิดเรื่องพวกนี้อีก โตขึ้นแล้วสินะ"
"แต่ก็อย่างว่าแหละ ลูกหลานตระกูลสวี่ของเรา จะมายึดติดอยู่กับเรื่องความรักความใคร่ได้อย่างไรกัน"
สวี่ชวนยิ้มมุมปาก รู้สึกภูมิใจไม่น้อย
ก็เพราะเขาสอนมาดีน่ะสิ!
หลายวันติดต่อกัน
สวี่เต๋อหลิงไม่ออกจากห้องหลอมอาวุธเลยแม้แต่ก้าวเดียว ในขณะที่วัตถุดิบมากมายถูกส่งเข้าไปอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัสดุธรรมดา
——————————
ณ อำเภอชิงเจียง
รถม้าคันหนึ่งวิ่งเข้ามาในเมือง แล้วหยุดลงไม่ไกลจากประตูเมืองนัก
มีเด็กหนุ่มและเด็กสาวคู่หนึ่งก้าวลงมาจากรถม้า
พวกเขาคือเหรินเซียวเหยาและสวี่เต๋อหรง ลูกสาวคนที่สองของสวี่หมิงหยวน
"พวกเจ้าเฝ้ารถม้าอยู่ที่นี่แหละ ส่วนเจ้าตามพวกเราไปเดินตลาด คอยถือของให้หน่อยนะ"
"ขอรับ คุณหนูหรง" องครักษ์สองคนประสานมือรับคำ
พวกเขาล้วนสวมชุดธรรมดา ไม่ได้ใส่เครื่องแบบของตระกูลสวี่
ขืนใส่เครื่องแบบมาเดินในอำเภอชิงเจียง คงเป็นที่สะดุดตาเกินไป และคงมีร้านค้ามากมายมาคอยประจบประแจงแน่ๆ
และตระกูลสวี่ก็มีกฎเหล็ก ห้ามใช้ชื่อเสียงของตระกูลไปข่มเหงรังแกชาวบ้านเด็ดขาด
ดังนั้น แม้แต่ตอนที่องครักษ์ของตระกูลสวี่ได้หยุดพักและออกมาเที่ยวในอำเภอชิงเจียงหรืออำเภออื่นๆ พวกเขาก็ต้องใส่ชุดธรรมดากันหมด
นี่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการหลีกเลี่ยงการเป็นเป้าสายตา
แน่นอนว่า ถ้าบังเอิญเจอคนรู้จักแล้วถูกจำได้ ก็ช่วยไม่ได้
คนตระกูลสวี่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนอำเภอชิงเจียงนี่แหละ บางส่วนก็มาจากอำเภอใกล้เคียง การจะมีคนจำได้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
"น้องหรง ตลาดที่หมู่บ้านต้งซีก็มีนี่นา ทำไมถึงต้องมาถึงอำเภอด้วยล่ะ" เหรินเซียวเหยาถามอย่างไม่เข้าใจ
"พี่เซียวเหยา ท่านนี่ไม่เข้าใจจิตใจลูกผู้หญิงเอาเสียเลย การเดินตลาดมันเป็นสัญชาตญาณของผู้หญิงนะ ยิ่งครึกครื้นก็ยิ่งชอบ
ตลาดหมู่บ้านต้งซีก็ดีอยู่หรอก ของก็มีครบ แต่จะไปเทียบกับในอำเภอได้ยังไงล่ะ"
สวี่เต๋อหรงหยุดเดิน หันไปมองเหรินเซียวเหยา "นี่ท่านคงไม่ได้ไม่อยากมาเป็นเพื่อนข้าหรอกนะ?"
"ก็โดนเจ้าลากมาถึงนี่แล้ว จะบอกว่าไม่อยากมาได้ยังไงล่ะ"
"รู้ตัวก็ดี"
เหรินเซียวเหยาหมดปัญญาจะรับมือกับลูกสาวของอาจารย์ที่อายุน้อยกว่าเขาไม่กี่เดือนคนนี้
นางมักจะเอาแต่ใจและเจ้ากี้เจ้าการนิดๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความไร้เดียงสา จิตใจดี และก็ชอบทำตัวติดเขาแจ
เมื่อก่อนคนที่เขาเจอบ่อยที่สุดก็คือ ฮวาฮวา ลูกสาวบ้านข้างๆ รองลงมาก็คือ อิงอิง เยี่ยนเยี่ยน และฟางฟาง ในหมู่บ้าน
แน่นอนว่า นอกจากฮวาฮวาแล้ว เขาก็ไม่เคยได้คุยกับใครเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแตะเนื้อต้องตัวกัน
สวี่เต๋อหรงจับมือเหรินเซียวเหยา แล้วจูงเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ตอนแรกเหรินเซียวเหยาก็พยายามขัดขืนอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ชักจะเริ่มชินซะแล้ว
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
"น้องหรง เราจะเดินกันอีกนานแค่ไหนเนี่ย? ควรจะกลับกันได้แล้วมั้ง"
"พี่เซียวเหยา นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเองนะ" สวี่เต๋อหรงกะพริบตาแป๋วๆ เหมือนดวงจันทร์เสี้ยว ก่อนจะยิ้มออกมา "ล้อเล่นน่า ข้ารู้ว่าพี่เซียวเหยาต้องกลับไปบำเพ็ญเพียรต่อ เดี๋ยวเราไปดูตรงนั้นอีกนิด แล้วก็กลับกันเถอะ"
"งั้นก็ได้"
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงสบายๆ ดังมาจากด้านหลัง "ระดับรวบรวมลมปราณขั้น 2 อายุแค่นี้มีระดับพลังขนาดนี้ พรสวรรค์ไม่เบาเลยนี่ พวกเจ้าเป็นลูกหลานตระกูลสวี่แห่งหมู่บ้านต้งซีงั้นรึ"
เหรินเซียวเหยาเองก็ฝึกฝน 《เคล็ดวิชาพรางลมปราณ》 เช่นกัน เขาฝึกได้เร็วกว่าคนอื่นมาก เพียงครึ่งปีก็เกือบจะสำเร็จขั้นสูงแล้ว
เหรินเซียวเหยาขนลุกซู่ หันขวับไปมองทันที
ห่างออกไปสามสิบก้าว บนพื้นหินชนวน มีชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมแขนกว้างสีเขียวเข้มยืนรับลมอยู่ ชายเสื้อที่สะบัดพลิ้วเผยให้เห็นเสื้อตัวในสีขาวนวล
ชายผู้นี้อายุราวสี่สิบ ไว้หนวดเคราสั้นๆ อย่างเป็นระเบียบ ผมสีดำขลับถูกรวบขึ้นด้วยกวาน ลายเมฆสีเหลืองอ่อน มีปิ่นหยกขาวเสียบคาดไว้ ซึ่งส่องประกายเรืองรองอย่างนุ่มนวลภายใต้แสงแดด
เขายืนเอามือไพล่หลัง ท่าทางสง่างามดั่งต้นไผ่ต้องลม บุคลิกโดดเด่นสะดุดตาเหนือใครในฝูงชน
"เกิดอะไรขึ้นคะ พี่เซียวเหยา"
สวี่เต๋อหรงหันไปตามสายตาของเหรินเซียวเหยา องครักษ์ก็ทำเช่นเดียวกัน
พวกเขาเห็นชายวัยกลางคนผู้นั้นเดินตรงเข้ามา เพียงไม่กี่ก้าวก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา
"ท่านเป็นใคร? มีธุระอะไรกับพวกเรา?" องครักษ์ดึงเหรินเซียวเหยาและสวี่เต๋อหรงไปหลบด้านหลัง แล้วจ้องมองชายผู้นั้นอย่างระแวดระวัง
"ไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่ได้มาร้าย" ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างเป็นมิตร ก่อนจะกล่าวต่อว่า "อีกอย่าง ข้าก็ถือว่าเป็นสหายเก่าของตระกูลสวี่พวกเจ้าด้วยนะ ข้าเคยรู้จักกับอดีตผู้นำตระกูลสวี่ แล้วก็เคยติดต่อกับสวี่หมิงหยวนและสวี่หมิงเสวียน พี่น้องสองคนนั้นด้วย"
"อดีตผู้นำตระกูล?" เหรินเซียวเหยาสงสัย
"คุณชายน้อย หมายถึงท่านผู้อาวุโสใหญ่ขอรับ" องครักษ์อธิบายให้ฟัง ก่อนจะลดความระแวดระวังลงเล็กน้อย
หากเคยติดต่อกับสวี่ชวน ก็คงเป็นเรื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว
"ตกลงท่านเป็นใครกันแน่?"
"ข้าชื่อเซียวฉางหยวน"
"เซียวฉางหยวน..." องครักษ์นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วก็โพล่งขึ้นมาว่า "ท่านคือขุนนางฝ่ายเซียนคนแรกของอำเภอชิงเจียงหรือ?!"
"ถูกต้อง"
เซียวฉางหยวนมองพินิจเด็กหนุ่มและเด็กสาวตรงหน้า แล้วยิ้มกล่าว "เด็กสองคนนี้เป็นอะไรกับตระกูลสวี่ล่ะ? เป็นลูกหลานตระกูลสวี่หรือ โตกันขนาดนี้แล้วเชียว"
"พวกเขาคือศิษย์และบุตรสาวของท่านผู้อาวุโสหมิงหยวนขอรับ" องครักษ์ประสานมือตอบ เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเซียน ก็ต้องแสดงความเคารพอย่างเหมาะสม
"ข้าอยู่ไกลถึงเขตหลงเจียง ได้ยินมาว่ามีตระกูลผู้บ่มเพาะเซียนผงาดขึ้นมาในอำเภอของเขตเยว่หู แถมยังแซ่สวี่อีก ข้าก็เลยสงสัยว่าจะเป็นตระกูลสวี่ที่ข้ารู้จักหรือเปล่า ไม่คิดเลยว่าจะเป็นความจริง"
เมื่อได้ยินชื่อ 'เขตหลงเจียง' รูม่านตาของเหรินเซียวเหยาก็หดแคบลงทันที แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
แต่ก็ไม่พ้นสายตาของเซียวฉางหยวน "เป็นอะไรไป พ่อหนุ่ม เคยได้ยินชื่อเขตหลงเจียงงั้นรึ"
เหรินเซียวเหยาพยักหน้า แต่ก็เพียงแค่พูดว่า "เคยได้ยินขอรับ"
"ท่านลุงเซียวเดินทางมาไกลจากเขตหลงเจียง คงตั้งใจมาเยือนถิ่นเก่า พวกเราคงไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านแล้วล่ะค่ะ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเราก็ควรจะกลับบ้านได้แล้ว"
"เดี๋ยวก่อน" เซียวฉางหยวนกล่าวเรียบๆ "ข้าตั้งใจมาเยือนถิ่นเก่าจริง และก็ได้ดูจนทั่วแล้วล่ะ
แต่จุดประสงค์หลักที่มาก็คือ เพื่อมาเยี่ยมเยือนตระกูลสวี่ ในเมื่อหลานชายและหลานสาวจะกลับบ้านพอดี ข้าขอร่วมทางไปด้วย คงไม่รังเกียจใช่ไหม"
สวี่เต๋อหรงจะไปสู้เล่ห์เหลี่ยมของจิ้งจอกเฒ่าแบบนี้ได้อย่างไร จึงจำใจตอบว่า "ในเมื่อท่านลุงเซียวเป็นสหายเก่าของตระกูลสวี่ เราก็เดินทางไปด้วยกันได้ค่ะ"
ทั้งสามคนนั่งรถม้ากลับไปที่หมู่บ้านต้งซี
"ค่ายกลหมอก?"
เซียวฉางหยวนเห็นหมอกหนาทึบที่ล้อมรอบรถม้า ก็รู้สึกประหลาดใจ
รถม้าวิ่งฝ่าค่ายกลหมอกเข้าไปอย่างราบรื่น ไม่มีอะไรติดขัด
"ข้าจากไปสิบกว่าปี อำเภอชิงเจียงเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ตระกูลสวี่ของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปมากกว่า หรืออาจจะพูดได้ว่า อำเภอชิงเจียงทั้งอำเภอเปลี่ยนแปลงไปเพราะตระกูลสวี่เลยล่ะ"
เหรินเซียวเหยานิ่งเงียบ
สวี่เต๋อหรงยิ้มหวาน "ท่านลุงเซียว ข้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้หรอกค่ะ ลูกหลานในตระกูลเราไม่ค่อยได้ออกไปไหนกันเท่าไหร่"
เมื่อเข้าสู่หมู่บ้านต้งซี
เซียวฉางหยวนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังปราณหนาแน่นกว่าภายนอกมาก
ยิ่งเข้าไปใกล้ใจกลางของตระกูลสวี่ พลังปราณก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น จนเกือบจะเทียบเท่ากับพลังปราณในบริเวณรอบๆ เมืองเอกเลยทีเดียว
"ตระกูลสวี่นี่มีลูกเล่นไม่เบาเลยนะ มิน่าล่ะถึงได้ก้าวกระโดดจากตระกูลเล็กๆ ในอำเภอ ขึ้นมาเป็นตระกูลผู้บ่มเพาะเซียนได้ การเลือกหลบมุมอยู่เงียบๆ แบบนี้ ถึงจะห่างไกลความเจริญไปสักหน่อย แต่ก็ช่วยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งของพวกตระกูลผู้บ่มเพาะเซียนในเขตเยว่หูได้เป็นอย่างดี
อีกอย่าง รากฐานที่แท้จริงของตระกูลสวี่ คงไม่ได้มีแค่นี้หรอก
การที่สามารถก่อตั้งหอการค้าขึ้นมาได้ แสดงว่าตระกูลสวี่ต้องแข็งแกร่งกว่าตระกูลผู้บ่มเพาะเซียนทั่วๆ ไปในระดับเดียวกันอย่างแน่นอน"