เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 190 - มีเงินก็มีความมั่นใจ

บทที่ 190 - มีเงินก็มีความมั่นใจ

บทที่ 190 - มีเงินก็มีความมั่นใจ


บทที่ 190 - มีเงินก็มีความมั่นใจ

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

"เถ้าแก่ คะ... คือ... คือว่า..."

จางซานพูดติดอ่างไปหมดแล้ว เขาไม่คิดเลยว่าจะได้เงินเดือนเยอะขนาดนี้ ลองคำนวณดูแล้วขาดอีกแค่นิดเดียวก็จะทะลุหลักหมื่นอยู่แล้ว ขยันทำงานอีกหน่อย เดือนนี้หรือเดือนหน้าอาจจะทะลุหลักหมื่นเลยก็ได้

หรือบางทีเพดานรายได้ในระยะสั้นอาจจะมาถึงทางตันแล้วก็เป็นได้

ความรู้สึกของจางซานในตอนนี้มันช่างซับซ้อนเหลือเกิน เขานึกย้อนไปถึงตอนที่ตัวเองต้องจำใจลาออกจากบริษัทเก่าที่ปักกิ่งเพื่อกลับมาดูแลพ่อที่ป่วยหนัก พอกลับมาถึงบ้านเกิดเขาก็เคยไปสัมภาษณ์งานที่ไป่ตู้ และบริษัทอินเทอร์เน็ตอื่นๆ อีกหลายแห่ง แต่แทบทุกบริษัทเสนอเงินเดือนให้เขาแค่พันสองหรือสองพันต้นๆ เท่านั้น รายได้ระดับนั้นทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังมาก

จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่เดินทอดน่องอยู่ในหมู่บ้าน เขาก็ไปเห็นประกาศรับสมัครงานแปะอยู่ตรงประตูทางเข้าตึก เขาจำได้แม่นเลยว่าตอนนั้นเขาโทรศัพท์ไปหาด้วยความประหม่าสุดๆ แล้วก็เข้าไปสัมภาษณ์...

ใครจะไปคิดล่ะว่าวันหนึ่งเขาจะสามารถหาเงินที่นี่ได้มากกว่าตอนอยู่ปักกิ่งเสียอีก แถมเวลาเพิ่งจะผ่านไปแค่สองเดือนกว่าๆ เอง

เซี่ยเจ๋อไคไม่ได้สนใจว่าจางซานจะคิดอะไร เขาประกาศรายชื่อคนต่อไปเรื่อยๆ พอเหออวิ๋นเสียและหวังลี่ผิงที่ยืนอยู่ในกลุ่มพนักงานได้ยินว่าเงินเดือนของพวกเธอสองคนคือ 1,575.23 หยวน พวกเธอก็รู้ทันทีว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดเลย

ต้องรู้ไว้นะว่าตั้งแต่พวกเธอเข้ามาทำงานจนถึงตอนนี้ เพิ่งจะทำไปได้แค่สิบสองวันเอง ลองคิดเฉลี่ยดูแล้วก็ตกวันละร้อยสามสิบหยวนเลยนะ ถึงแม้จะต้องทำงานวันละสิบสองชั่วโมง แต่ตอนที่พวกเธอไปรับจ้างที่ตลาดแรงงาน พวกเธอต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ตีห้าเพื่อไปรอรับงาน พอได้งานแล้วก็ต้องทำไปจนถึงห้าหกโมงเย็น บางวันเลิกดึกถึงหนึ่งทุ่มหรือสองทุ่มก็มี

นี่คือกรณีที่มีงานให้ทำนะ หลายๆ ครั้งต้องไปนั่งรอทั้งวันแล้วก็ไม่ได้งาน นั่นแหละที่ทรมานที่สุด

นอกจากนี้ ในโรงงานนี้ พวกเธอไม่ต้องทนแดดทนฝน แถมตอนนี้ยังได้ทำงานในห้องแอร์เย็นสบาย ไม่ร้อนเลยสักนิด

ที่สำคัญที่สุดคือพวกเธอสามารถหยุดพักผ่อนได้อย่างสบายใจสัปดาห์ละหนึ่งวัน วันนั้นพวกเธอไม่ต้องคิดอะไรเลย ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าถ้าไม่ออกไปทำงานก็จะไม่มีเงินใช้ แถมถ้าไม่หยุดก็ไม่ได้ด้วย เพราะหัวหน้าเคยบอกไว้ว่าพนักงานที่ไม่ยอมหยุดพักตามกฎถือเป็นพนักงานที่ไม่เชื่อฟังคำสั่ง และจะถูกเถ้าแก่ไล่ออก

พวกเธอรู้สึกว่านี่แหละคือชีวิต นี่แหละคือการหาเงินที่แท้จริง

เมื่อเคยผ่านความยากลำบากมาแล้ว พอได้รับโอกาสดีๆ พวกเธอก็ยิ่งรู้จักเห็นคุณค่าของมันมากขึ้น!

ทั้งสองคนเริ่มวาดฝันแล้วว่าถ้าเดือนหน้าได้ทำงานเต็มเดือน พวกเธอจะได้เงินเดือนเท่าไหร่กันนะ

ทางด้านหวังเยี่ยเหว่ยที่ได้ยินเงินเดือนของตัวเองก็พูดไม่ออกเหมือนกัน เขาบอกกับตัวเองในใจว่า "ตั้งใจทำงานให้ดีเถอะ อย่าทำให้ความโชคดีของตัวเองต้องสูญเปล่า!"

เขายังเดินปลีกตัวไปโทรศัพท์หาคังหยวนหยวนภรรยาของเขา พอสายรับ เขาก็พูดด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขว่า "หยวนหยวน ผมตัดสินใจแล้วนะ ผมจะตั้งใจทำงานที่นี่ให้ดี ช่วงนี้ผมจะไม่เปลี่ยนงานไปไหนแล้ว"

"เยี่ยเหว่ย เกิดอะไรขึ้น มีใครรังแกคุณหรือเปล่า" คังหยวนหยวนรู้สึกใจคอไม่ดี คิดว่าสามีอาจจะถูกกลั่นแกล้งหรือเปล่า

ใครจะไปรู้ว่าหวังเยี่ยเหว่ยกลับตอบด้วยน้ำเสียงดีใจสุดๆ ว่า "เปล่าเลย ที่นี่เงินเดือนสูงมาก จ่ายเงินเดือนก็ตรงเวลา คุณรู้ไหมว่าเดือนที่แล้วผมทำโอทีไปได้เงินมาเท่าไหร่"

"เท่าไหร่คะ" คังหยวนหยวนถามกลับโดยสัญชาตญาณ

หวังเยี่ยเหว่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า "เก้าวัน รวมค่าล่วงเวลาและโบนัสแล้ว ผมได้เงินเกือบเท่ากับเงินเดือนช่วงทดลองงานเลยนะ!"

แต่เซี่ยเจ๋อไคเองก็ไม่มีทางเลือก ในเมื่อไม่มีคนทำงาน ในโรงงานก็ต้องจับคนหนึ่งคนมาทำงานหลายๆ อย่าง พอแผนกบุคคลถูกเร่งรัดเข้ามา ก็ต้องไปช่วยฝั่งแพ็กของด้วย ไม่อย่างนั้นถ้าส่งของไม่ทันจะทำยังไงล่ะ

เซี่ยเจ๋อไคประกาศเงินเดือนของทุกคนในเดือนที่ผ่านมาจนครบโดยไม่รู้ตัว โดยภาพรวมแล้วนอกจากพนักงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่ไม่กี่คนจะได้เงินเดือนค่อนข้างน้อย พนักงานที่เหลือต่างก็ได้รับเงินเดือนกันในจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว สิ่งนี้ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานคนอื่นๆ เป็นอย่างมาก

หลังจากประกาศเงินเดือนจบ ทุกคนยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับไปไหน แต่ละคนเบิกตากว้างจ้องมองไปที่เถ้าแก่หนุ่มรูปร่างสมส่วนซึ่งมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา พวกเขากำลังรอให้เถ้าแก่พูดอะไรต่ออีกสักหน่อย

แต่ใครจะไปรู้ว่าไม่มีอะไรให้พูดแล้ว

เซี่ยเจ๋อไคมองไปรอบๆ ก่อนจะถามขึ้นว่า "ยังจะยืนบื้อกันอยู่อีกทำไม รีบไปรับเงินเดือนกับคุณซุนสิ จะได้รีบกลับไปบอกข่าวดีกับสามีหรือภรรยาที่บ้าน หรือว่าพวกคุณคิดว่าเงินเดือนที่นี่มันน้อยเกินไปจนไม่กล้าเอาไปอวดใครล่ะ"

"เฒ่าซุน รีบจัดการเลย ถึงเวลาจ่ายเงินเดือนแล้ว" หลี่มู่มู่เป็นคนแรกที่เดินนำไปหาซุนกั๋วเฉียง พอเขาเดินไป คนอื่นๆ ที่เหลือก็รีบกรูกันเข้าไปหาทันที

จางซานไม่ได้รีบร้อน ยังไงซะเดี๋ยวเขาก็ต้องได้เงินอยู่ดี

เขาเดินเข้าไปหาเซี่ยเจ๋อไคแล้วเอ่ยขึ้นว่า "เถ้าแก่ ขอบคุณมากนะครับ!"

เซี่ยเจ๋อไคหัวเราะ 'หึหึ' ยกมือขึ้นตบไหล่เขาแล้วพูดว่า "ขอบคุณบ้าอะไรล่ะ มันเป็นเงินที่พวกนายพยายามหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทั้งนั้นแหละ ขืนทำเป็นเกรงใจอีกล่ะก็ เย็นนี้ฉันจะให้นายเป็นคนจ่ายบิลซะเลย!"

"ได้เลยครับ ผมจ่ายเอง เถ้าแก่ เราตกลงกันตามนี้นะครับ ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น!" จางซานรีบชิงพูดดักคอทันที

ตอนที่เขากำลังจะหันหลังกลับไปรับเงินเดือน จู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงตะโกนบอกว่า "เถ้าแก่ครับ เย็นนี้เถ้าแก่ชวนเถ้าแก่เนี้ยกับเจ้าหญิงน้อยทั้งสองคนมาด้วยนะครับ ผมเลี้ยงเอง!"

"รีบไสหัวไปเลย!" เซี่ยเจ๋อไคโบกมือไล่เขา

เมื่อเห็นว่าจางซานเดินไปรอรับเงินเดือนกับซุนกั๋วเฉียงแล้ว เซี่ยเจ๋อไคก็พึมพำเบาๆ "ขอแค่มีน้ำใจแบบนี้ก็พอแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ใช่พวกเนรคุณ ไอ้หนุ่ม พยายามเข้านะ!"

เมื่อครู่นี้มีบางเรื่องที่เซี่ยเจ๋อไคไม่ได้พูดต่อหน้าทุกคน ตอนนี้ไม่มีใครอยู่รอบๆ แล้ว เขาจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาหลัวซีอวิ๋นผู้เป็นภรรยา

พอสายรับ หลัวซีอวิ๋นก็ถามเขาว่า "เจ๋อไค มีเรื่องอะไรเหรอคะ"

นี่มันเป็นคำถามที่ไร้สาระมาก ก็เป็นสามีภรรยากันมาตั้งนานแล้ว ถ้าไม่มีธุระใครจะโทรหาล่ะ คิดว่าเป็นช่วงวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มจีบกันใหม่ๆ หรือไง ถึงได้โทรไปชวนคุยไร้สาระเพื่อหาเรื่องคุยกันน่ะ!

เขาตอบว่า "ยอดบัญชีเดือนที่แล้วเพิ่งคำนวณเสร็จ รวมรายได้ทั้งหมดล้านหกแสนกว่าหยวน หักต้นทุนและภาษีออกทั้งหมดแล้ว เหลือกำไรห้าแสนกว่าหยวน ที่รัก คราวนี้เราสามารถซื้อบ้านด้วยเงินสดได้แล้วนะ!"

"เท่าไหร่นะคะ" หลัวซีอวิ๋นกรีดร้องเสียงหลง

จากนั้นเซี่ยเจ๋อไคก็ได้ยินเสียงคนตะโกนดังมาจากปลายสายว่า "ผู้จัดการ เป็นอะไรไปครับ"

"ผู้จัดการหลัว คุณไม่เป็นไรใช่ไหมคะ"

มีคนหลายคนถามไถ่เธอติดๆ กัน ดูเหมือนว่าทางฝั่งเธอกำลังยุ่งอยู่

หลัวซีอวิ๋นรีบปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ เธอบอกคนอื่นว่าไม่มีอะไร แล้วเดินปลีกตัวออกไปให้ไกลขึ้นอีกนิด เพื่อคุยโทรศัพท์กับเซี่ยเจ๋อไคต่อ

"ทำไมถึงได้กำไรเยอะขนาดนั้นคะ"

เซี่ยเจ๋อไคอธิบายว่า "หลักๆ เป็นเพราะเดือนที่แล้วร้านเถาเป่าของเราดึงยอดเข้าชมได้สำเร็จน่ะ ช่วงปลายเดือนยอดสั่งซื้อบนร้านเถาเป่าพุ่งกระฉูดเลย รวมแล้วทำยอดขายได้เกือบสองหมื่นห้าพันออร์เดอร์ แค่ยอดขายตรงนั้นก็ทะลุล้านแล้วล่ะ"

"โอเคค่ะ ฉันรู้แล้ว เอาแค่นี้ก่อนนะคะ ทางนี้ฉันยังมีธุระต้องจัดการต่อ ขอวางสายก่อนนะคะ!" หลัวซีอวิ๋นพูดจบก็วางสายทันที

เธอไม่วางสายก็ไม่ได้ แค่รายได้เดือนเดียวทะลุล้านก็ทำเอาหัวใจเธอเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอกแล้ว ถ้าขืนต้องมาทนฟังตัวเลขที่น่าตกใจอะไรอีก เธออาจจะตัดสินใจลาออกแล้วกลับไปเป็นแม่บ้านเต็มตัวเลยก็เป็นได้

"ไอ้บ้าเอ๊ย ทำไมถึงได้เก่งขนาดนี้นะ ปกติก็ชอบมาเล่าตัวเลขบ้าบอพวกนี้ให้ฉันฟังอยู่เรื่อย แต่ฉันกลับไม่เคยลองคำนวณดูเองเลย... ฉันนี่สงสัยสมองจะกลับไปแล้วจริงๆ" หลัวซีอวิ๋นเริ่มบ่นตัวเองในใจ

เซี่ยเจ๋อไคเคยเล่าเรื่องการดึงยอดเข้าชมที่ประสบความสำเร็จให้เธอฟังเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ แถมยังบอกด้วยว่าวันหนึ่งทำยอดได้สูงสุดทะลุ 2,000 ออร์เดอร์เลยทีเดียว คืนที่เลี้ยงข้าวอวี๋ซูผิงกับเปียนหนิง เขาก็บอกเธอแล้วว่าทำไมถึงต้องเชิญพวกเขาสองคนมากินข้าวด้วย แต่ตัวเธอเองกลับไม่เคยคิดเชื่อมโยงเรื่องพวกนี้เลย และไม่รู้ตัวเลยว่าจู่ๆ สามีของเธอจะสามารถทำเงินได้ทะลุเจ็ดหลักไปแล้ว

"ผู้จัดการหลัวครับ คุณช่วยมาดูสินค้าล็อกนี้หน่อยสิครับว่าปล่อยผ่านได้ไหม รูปลักษณ์ภายนอกถ้าให้ลูกค้าดู พวกเขาก็มองไม่ออกหรอกครับว่ามีปัญหาอะไร เราก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเข้มงวดตรวจสอบภายใต้แสงไฟมาตรฐานเลยนี่ครับ พวกคุณน่ะเชี่ยวชาญก็จริง แต่ลูกค้าเขาเป็นแค่คนธรรมดานะครับ..."

ไม่ไกลออกไปมีคนห้าคนกำลังยืนล้อมรอบกองสินค้าเพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์กันอยู่ พอเห็นหลัวซีอวิ๋นคุยโทรศัพท์เสร็จ ชายวัยกลางคนผมหงอกตัดสั้นเกรียนคนหนึ่งก็ตะโกนเรียก ฟังจากสำเนียงแล้ว น่าจะเป็นคนจากมณฑลเสฉวน

จากนั้นก็มีชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบางพูดด้วยสำเนียงอวี้หนานแทรกขึ้นมาว่า "ผู้จัดการหลัว ผมก็คิดว่าปล่อยผ่านได้นะครับ เราจะพิจารณาแต่เรื่องมาตรฐานอย่างเดียวไม่ได้หรอก เราต้องคำนึงถึงเรื่องต้นทุนด้วย อีกอย่างสินค้าลอตนี้ก็ไม่ได้ชำรุดเสียหายอะไร น้ำก็ไม่รั่ว พอช่างฝ่ายบริการหลังการขายเอาไปติดตั้งที่บ้านลูกค้า ลูกค้าก็ไม่ได้สัมผัสตัวสินค้าโดยตรง แล้วเขาก็คงมองไม่เห็นปัญหาหรอกครับ..."

พูดถึงตรงนี้เขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า "ต่อให้เรามองโลกในแง่ร้ายสุดๆ ว่ามีลูกค้าบางคนตาทิพย์มองเห็นปัญหา แล้วโวยวายขอเคลมสินค้า ถึงตอนนั้นเราก็แค่เปลี่ยนของใหม่ให้เขาก็สิ้นเรื่อง ส่วนคนอื่นๆ ก็ยังใช้งานได้ปกตินี่ครับ!"

มาอีกล่ะ มุกเดิมๆ บทเรียนจากการถูกลูกค้าร้องเรียนสินค้าหลายร้อยชิ้นเมื่อครั้งก่อน เพิ่งจะผ่านไปแค่เดือนกว่าๆ ก็ลืมกันไปหมดแล้ว หลัวซีอวิ๋นยืนมองดูเหตุการณ์อย่างเย็นชา ปล่อยให้พวกเขายืนพูดพล่ามไร้สาระกันไป โดยไม่ปริปากโต้ตอบอะไรเลยสักคำ

เรื่องการปัดความรับผิดชอบ โยนความผิดกันไปมา กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ถ้าคนนอกมาเห็นคงคิดว่านี่คือบริษัทรัฐวิสาหกิจรุ่นเดอะแน่ๆ

ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่านี่จะเป็นบริษัทต่างชาติที่ลงทุนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ตามปกติแล้วหากเหตุการณ์ดำเนินไปตามทิศทางนี้ หลังจากที่เถียงกันไปมาสักพักแล้วยังหาข้อสรุปไม่ได้ บรรดาผู้จัดการฝ่ายผลิตที่เรียกร้องให้ปล่อยผ่านสินค้าเมื่อครู่นี้ก็จะเป็นฝ่ายยอมถอยไปเอง จากนั้นพวกเขาก็จะไปหาผู้บริหารระดับสูงของโรงงานให้มาช่วยตัดสินใจอีกที ถึงตอนนั้นหลัวซีอวิ๋นก็จะหาทางลงให้ตัวเองแบบเนียนๆ

แต่ในขณะนั้นเอง ชายหนุ่มที่ดูอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนทั้งห้าก็โพล่งขึ้นมา เขาคือเยวี่ยไห่เฉวียน ผู้จัดการฝ่ายผลิตคนใหม่ที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ปีนี้เขาอายุ 29 ปี ถือว่ายังอายุน้อยเมื่อเทียบกับผู้จัดการคนอื่นๆ การศึกษาของเขาก็ไม่ได้สูงมากนัก แต่เขาเป็นคนมีวาทศิลป์ ช่างพูดช่างเจรจา และนี่ก็คือความสามารถที่ทำให้เขาโดดเด่นขึ้นมา

เยวี่ยไห่เฉวียนถือว่าเป็นคนหนุ่มไฟแรง บางครั้งก็พูดจาโผงผาง ไม่เหมือนกับพวกเสือเฒ่าวัยสี่สิบห้าสิบปีคนอื่นๆ ที่ล้วนแต่เจ้าเล่ห์เพทุบายกันทั้งนั้น

"ผู้จัดการหลัว จะให้ผ่านหรือไม่ผ่านคุณก็ช่วยพูดมาสักคำสิครับ เอาแต่เงียบแบบนี้มันหมายความว่ายังไง ถ้าคุณตัดสินใจไม่ได้ งั้นพวกเราก็ไปหาประธานฉีให้ตัดสินใจแทนก็ได้ ถึงตอนนั้นประธานฉีก็คงอนุมัติให้ปล่อยผ่านอยู่ดีแหละครับ!" เยวี่ยไห่เฉวียนพูดขึ้น

สิ่งที่เขาพูดก็ไม่ผิดหรอก ปกติเขาก็มักจะชอบประจบสอพลอฉีเจียฮุ่ยอยู่แล้ว แต่การเอามาพูดในเวลานี้มันเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์

เขาเพิ่งจะพูดจบ ชายวัยกลางคนอีกสี่คนที่อายุมากกว่าก็แอบร้อง 'แย่แล้ว' อยู่ในใจ

แล้วก็เป็นไปตามคาด หลัวซีอวิ๋นหรี่ตามองคนทั้งห้า กวาดสายตามองทีละคน แล้วเอ่ยถามว่า "พวกคุณทุกคนคิดแบบนี้เหมือนกันใช่ไหมคะ"

"ผู้จัดการหลัว พวกเราพูดกันตามตรงเลยนะ เป้าหมายของบริษัทในปีนี้คือการคว้ารางวัลโรงงานสร้างใหม่ยอดเยี่ยม ประธานฉีก็ต้องพยายามรักษาเป้าหมายนี้ไว้อย่างสุดความสามารถ พวกเราที่ดูแลในแต่ละส่วนก็ต้องร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อเป้าหมายนี้ด้วย" ชายวัยกลางคนผมหงอกสำเนียงเสฉวนรับช่วงต่อ เขากล่าวเสริมว่า "ประธานฉีจะอนุมัติให้ปล่อยผ่านหรือไม่ ผมก็บอกไม่ได้เหมือนกัน แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าถ้ามันเป็นปัญหาด้านการใช้งาน ผมจะคัดค้านหัวชนฝาเลย แต่ตอนนี้มันเป็นแค่ปัญหาเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกนิดหน่อย เราไม่เห็นจำเป็นต้องเข้มงวดขนาดนั้นเลยนี่ครับ!"

อารมณ์โกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจของหลัวซีอวิ๋นปะทุขึ้นมาทันที "ได้ค่ะ ประธานฉีจะอนุมัติให้ปล่อยผ่านก็ไม่มีปัญหา แต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนปล่อยผ่าน ก็ต้องทำตามขั้นตอนที่เราตกลงกันไว้เมื่อคราวก่อน พวกคุณต้องเป็นคนเซ็นชื่อในใบอนุมัติปล่อยผ่านกรณีเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใครเป็นคนขอปล่อยผ่านก็ต้องเป็นคนเซ็นชื่อรับผิดชอบ เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก็มาคุยกันให้ชัดเจนต่อหน้า ส่วนเอกสารต้นฉบับทางฝ่ายคุณภาพจะเป็นคนเก็บรักษาไว้ เอาตามนี้นะคะ!"

พูดจบเธอก็หันหลังเดินจากไปทันที

น่าโมโหจริงๆ พวกนี้เห็นว่าเธอยังอายุน้อย ประสบการณ์ทำงานยังน้อย พอมีเรื่องอะไรก็มักจะทำตัวกร่างใส่เธอตลอด

เมื่อก่อนหลัวซีอวิ๋นมักจะยอมถอยให้เสมอถ้ามันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไร จนกระทั่งถึงจุดที่ยอมถอยไม่ได้แล้ว พอฉีเจียฮุ่ยออกโรงมาไกล่เกลี่ย เธอก็จะใช้ข้ออ้างเพื่อหาทางลงจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดไปแบบเนียนๆ

แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เธอถึงอยากจะทำตัวแข็งกร้าวขึ้นมาบ้าง

พวกคุณเก่งนักไม่ใช่เหรอ ไม่มีปัญหาหรอก ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอน แบบนี้ใครก็เอาผิดไม่ได้

ระหว่างเดินกลับ หลัวซีอวิ๋นก็แอบคิดในใจว่า "หรือว่ารายได้ทะลุล้านของสามีในเดือนนี้จะทำให้ฉันมีความมั่นใจขึ้นมากันนะ"

...

ตัดกลับมาที่ฝั่งเซี่ยเจ๋อไค หลังจากถูกภรรยาวางสายใส่ เขาก็ไม่ได้รู้สึกใส่ใจอะไร

เขาเห็นว่าทุกคนรับเงินเดือนกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีพนักงานหลายคนกำลังยืนล้อมรอบซุนกั๋วเฉียงเพื่อแจ้งข้อมูลส่วนตัวกันเจี๊ยวจ๊าวไปหมด

เรื่องนี้ไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้า พนักงานส่วนใหญ่จึงไม่ได้พกบัตรประชาชนหรือบัตรเอทีเอ็มติดตัวมาด้วย และพวกเขาก็จำข้อมูลบนบัตรไม่ได้ ต่างก็กระซิบกระซาบกันว่าจะเอาบัตรมาให้ลงทะเบียนในวันพรุ่งนี้

"รับเงินเดือนกันครบแล้วใช่ไหม ถ้ารับครบแล้วก็รีบเอาเงินไปเก็บล็อคไว้ในตู้ล็อคเกอร์ให้เรียบร้อย อย่าลืมถอดกุญแจออกด้วยล่ะ เกิดเงินหายขึ้นมาฉันไม่รับผิดชอบนะ" เซี่ยเจ๋อไคพูดเตือน

คำพูดของเขาทำให้พนักงานทั้งยี่สิบสี่คนหัวเราะครืนออกมา

เขายังพูดต่ออีกว่า "รีบกลับไปทำงานได้แล้ว วันนี้เลิกงานหกโมงเย็น ทุกคนไปฉลองความสำเร็จกันที่ภัตตาคารสวนนิเวศลวี่โจว!"

พอเขาพูดจบ จางซานที่อยู่ในกลุ่มพนักงานก็ตะโกนสวนขึ้นมาทันที "พี่น้องทุกคน เมื่อกี้ผมเพิ่งบอกเถ้าแก่ไปแล้วนะ ความสำเร็จของร้านเถาเป่าในวันนี้ ขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เย็นนี้ผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงทุกคนเองครับ!"

"ถึงเวลานั้นก็กินให้อิ่ม ดื่มให้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจผมนะครับ!" จางซานทิ้งท้ายด้วยเสียงตะโกนก้อง เรียกเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจจากเพื่อนร่วมงานได้เป็นอย่างดี

ส่วนเซี่ยเจ๋อไคก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องทำงานไป

พนักงานคนอื่นๆ หลังจากรับเงินเดือนแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปด้วยความดีใจ พนักงานกะดึกก็รีบหอบเงินเดือนกลับบ้านไปพักผ่อน

เถ้าแก่เพิ่งจะบอกไปหยกๆ ว่าเย็นนี้จะมีการเลี้ยงฉลอง ทุกคนต้องไปห้ามขาด พนักงานกะดึกก็ต้องไปเหมือนกัน กินข้าวเสร็จแล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ

พนักงานกะปกติก็กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง พอได้กลับมาทำงานที่น่าเบื่อหน่ายแบบนี้อีกครั้ง พวกเขากลับรู้สึกว่ามันก็สนุกดีเหมือนกัน

ยังมีพนักงานอีกหลายคนที่ทำเหมือนกับหวังเยี่ยเหว่ย คือรีบโทรศัพท์ไปบอกคนที่บ้านเพื่อให้พวกเขาได้รับรู้ว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดีจริงๆ เพื่อช่วยบรรเทาความกังวลใจของครอบครัว

หลังจากจางซาน เหลียงเวินเซียว และหลี่เชี่ยนเชี่ยนกลับมาถึงห้องทำงานของพวกเขา พวกเขาก็เปิดคอมพิวเตอร์ ล็อกอินเข้าระบบหลังบ้านของร้านเถาเป่า และเปิดโปรแกรมอาลีหวางหวางได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นกิจวัตรประจำวัน

"พี่จาง เย็นนี้พี่เป็นคนเลี้ยงจริงๆ เหรอคะ" หลี่เชี่ยนเชี่ยนเพิ่งจะเข้ามาทำงานช่วงปลายเดือนที่แล้ว เธอยังอายุน้อย อายุแค่ 23 ปี ภายในใจยังเต็มไปด้วยความคาดหวังในสิ่งสวยงามต่างๆ

เวลาพูดจาของเธอก็จะแฝงไปด้วยความร่าเริงสดใส

จางซานหัวเราะ 'หึหึ' แล้วตอบว่า "ใช่ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง ขอแค่ทุกคนมีความสุข จะจ่ายเท่าไหร่ก็ยอม"

ดวงตาของหลี่เชี่ยนเชี่ยนเป็นประกายเต็มไปด้วยความคาดหวัง เธอเดาะลิ้นเบาๆ แล้วพูดว่า "พี่จางนี่ใจป้ำจริงๆ เลย ภัตตาคารสวนนิเวศลวี่โจวนั่น ฉันได้ยินมาว่าไปกินกันแค่สิบคนก็ปาเข้าไปห้าหกร้อยหยวนแล้ว นี่พวกเราไปกันตั้งยี่สิบกว่าคน มื้อเดียวก็คงหมดเงินไปเท่ากับเงินเดือนของฉันทั้งเดือนเลยมั้งคะ"

"พูดจาเหลวไหล ไม่เห็นหรือไงว่าพี่เหลียงของเธอได้เงินเดือนตั้งสี่พันหนึ่งร้อยกว่าหยวนเมื่อเดือนที่แล้ว ขอแค่เธอตั้งใจทำงานให้ดี สักวันหนึ่งเธอก็จะหาเงินได้เยอะแบบนั้นเหมือนกันแหละ" จางซานเอ็นดู 'น้องสาว' คนนี้เหมือนน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง เขากล่าวตักเตือนในฐานะรุ่นพี่ และพูดปิดท้ายว่า "เมื่อกี้เสียเวลาไปเยอะแล้ว รีบกลับไปทำงานเถอะ อย่าปล่อยให้ลูกค้าต้องรอนาน"

"รับทราบค่ะพี่จาง เดี๋ยวจัดการให้เลยค่ะ" หลี่เชี่ยนเชี่ยนรีบกระโดดไปนั่งประจำที่ เธอกดคลิกข้อความในโปรแกรมอาลีหวางหวางที่กะพริบถี่ๆ อย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าจะทำให้ลูกค้าที่เข้ามาสอบถามต้องรอนาน

ส่วนเหลียงเวินเซียวก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองอย่างขะมักเขม้นไปตั้งนานแล้ว

เธอได้เงินเดือนมากกว่าพนักงานใหม่ที่เข้ามาพร้อมกันอย่างเจิ้งเสี่ยวฉยงและต่งกวงหย่งถึง 500 หยวน ซึ่งเงินจำนวนนี้เทียบเท่ากับเงินเดือนพื้นฐานครึ่งเดือนของพวกเขาเลย เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพราะโบนัสจากยอดขายของร้านเถาเป่านั้นเยอะกว่าโบนัสจากการขายหน้าร้านมาก

สิ่งนี้ยิ่งทำให้เธอมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นไปอีก ตั้งใจทำงานต่อไปเถอะ!

...

ภายในห้องทำงานของเซี่ยเจ๋อไค เขาล็อกอินเข้าบัญชีคิวคิวของตัวเองอีกครั้ง เปิดหน้าคิวคิวสเปซขึ้นมาดู ก็พบว่าบทความล่าสุดที่เขาเขียนเรื่อง 'วิเคราะห์ต้นทุนของโยเกิร์ตดรอปและอันตรายของโยเกิร์ตดรอปปลอมที่มีต่อร่างกาย' มียอดคนเข้าชมทะลุ 50,000 ครั้งไปแล้ว ยอดไลก์และยอดคอมเมนต์ก็มีอย่างละหลายพัน

เขาเลื่อนเมาส์ลงมาเพื่ออ่านคอมเมนต์

มีคนหาว่าเขาสร้างกระแสเรียกร้องความสนใจ เอาสิทธิ์อะไรมากำหนดต้นทุนของโยเกิร์ตดรอป

มีคนหาว่าเขาตั้งใจหาเรื่อง ทำลายกลไกตลาดของโยเกิร์ตดรอป ตัวเองขายได้เยอะแล้วทำไมถึงไม่ยอมให้ร้านเล็กๆ ลืมตาอ้าปากได้บ้าง นี่มันตั้งใจจะบีบร้านค้าเล็กๆ ให้ตายชัดๆ

สำหรับคอมเมนต์ประเภทนี้ ภายในพริบตาก็จะมีคนหลายสิบคนเข้าไปรุมด่ากลับทันที

คนส่วนใหญ่ต่างก็สนับสนุนเซี่ยเจ๋อไค พวกเขารู้ดีว่าในฐานะผู้คิดค้น 'โยเกิร์ตดรอป' และเป็นผู้ริเริ่มทำให้ขนมเด็กชนิดนี้โด่งดังขึ้นมา เซี่ยเจ๋อไคย่อมมีสิทธิ์ที่จะพูดถึงเรื่องต้นทุนของ 'โยเกิร์ตดรอป' ได้ดีกว่าใครๆ

นอกจากนี้ ในสูตรของแต่ละร้านต่างก็ระบุไว้เป็นอันดับแรกเลยว่ามีส่วนผสมของนมผงสำหรับทารก ใครที่เคยเลี้ยงลูกย่อมรู้ดีว่านมผงกระป๋องหนึ่งขนาด 900 กรัม ราคาเป็นร้อยหยวน ยี่ห้อแพงๆ หน่อยก็ปาเข้าไปเกือบสองร้อยหยวน

ลองคำนวณตามสัดส่วนที่เซี่ยเจ๋อไคบอกว่านมผงหนึ่งกระป๋องทำโยเกิร์ตดรอปได้เท่าไหร่ ก็จะรู้ต้นทุนพื้นฐานของโยเกิร์ตดรอปหนึ่งกล่องได้ทันที แบบนี้ร้านที่ขายถูกๆ ก็มีพิรุธชัดๆ

เซี่ยเจ๋อไคไม่ได้เข้าไปตอบโต้ข้อความใดๆ เขาแค่นั่งอ่านคอมเมนต์พวกนั้นแล้วก็หัวเราะหึหึ "กล้าเอาของปลอมมาเป็นส่วนผสมของขนมเด็ก นี่มันไม่กลัวตายกันเลยจริงๆ"

คราวนี้เถ้าแก่เซี่ยได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของศีลธรรม และได้ฟันธงให้กับร้านค้าอื่นๆ ที่ตั้งใจจะตัดราคาแข่งขันไปเรียบร้อยแล้ว

ต่อให้พวกนั้นอยากจะดิ้นรนแก้ต่างยังไงก็คงไม่มีทางแก้ตัวได้ หากไม่ปรับราคาให้กลับมาอยู่ในระดับปกติ คนทั่วไปก็จะตราหน้าว่าพวกเขาขายของปลอม ใช้วัตถุดิบเกรดต่ำ กินเข้าไปแล้วอาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายเด็กๆ ได้

ยุคสมัยนี้พ่อแม่ยอมทุ่มเงินเพื่อลูกกันทั้งนั้น ใครมันจะกล้าซื้อขนมที่กินแล้วเป็นอันตรายต่อลูกมาให้กินล่ะ

ต่อให้มีโอกาสแค่หนึ่งในล้านก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงหรอก

นี่แหละคือไพ่ตายที่ร้ายกาจที่สุดของเซี่ยเจ๋อไค เขาแอบฝังความเชื่อนี้ลงไปในใจของผู้คนอย่างแนบเนียน

แถมยังมีบางคนที่ลองทำโยเกิร์ตดรอปตามสูตรและขั้นตอนที่เซี่ยเจ๋อไคเขียนไว้ในบทความ พวกเขาทำโยเกิร์ตดรอปรูปร่างหน้าตาประหลาดๆ ออกมามากมาย จากนั้นพวกเขาก็เข้ามาคอมเมนต์ในบทความของเซี่ยเจ๋อไค เพื่อช่วยยืนยันว่าสัดส่วนวัตถุดิบที่เซี่ยเจ๋อไคบอกนั้นเป็นความจริง ไม่ได้มีการหลอกลวงแต่อย่างใด!

ในเมื่อสิ่งที่เซี่ยเจ๋อไคพูดเป็นความจริง งั้นร้านขายโยเกิร์ตดรอปร้านอื่นๆ ในเถาเป่าก็ต้องมีปัญหาแน่ๆ!

นอกจากนี้ยังมีลูกค้าบางคนที่เคยหลงไปซื้อโยเกิร์ตดรอปจากร้านอื่น พอได้มาอ่านบทความของเซี่ยเจ๋อไค พวกเขาก็รู้ตัวทันทีว่าถูกหลอก จึงรีบกลับไปคอมเมนต์ด่าในร้านที่ตัวเองเคยซื้อ บางคนที่คอมเมนต์ไปแล้วก็จัดการกดแก้ไขคอมเมนต์แล้วเพิ่มรีวิวแย่ๆ ลงไปแทน

หลังจากอ่านคอมเมนต์ไปได้สักพัก เซี่ยเจ๋อไคก็เลิกให้ความสนใจอีก

ตอนที่เขากำลังเตรียมตัวจะปั้นบทความเรื่องต่อไป โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น พอหยิบมาดูก็พบว่าเป็นเบอร์ของพานฉิน ลองนึกดูแล้ว ตั้งแต่ครอบครัวของพวกเธอออกเดินทางไป พวกเขาก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย

"เจ๊พาน กลับมาแล้วเหรอครับ" เซี่ยเจ๋อไคถาม

พานฉินตอบกลับมาว่า "พวกเราเพิ่งจะเริ่มออกเดินทางกลับ เร็วสุดก็คงต้องใช้เวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ถึงจะถึงบ้าน"

"โอเคครับ ไว้กลับมาถึงเมื่อไหร่ ผมจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกคุณเอง!" เซี่ยเจ๋อไคปากหวาน พูดเอาใจไปหนึ่งประโยค

พานฉินโวยวายขึ้นมาว่า "น้องเซี่ย ฉันเพิ่งเห็นบทความในคิวคิวสเปซของคุณ ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่"

"ก็มีพวกหน้าด้านบางคนมาขโมยสูตรของผมไปน่ะสิ แถมยังเอาไปขายตัดราคาแย่งลูกค้าผมอีก ถ้าไม่สร้างมาตรฐานออกไป พวกมันคงคิดว่าผมเป็นคนยอมคนง่ายๆ" เซี่ยเจ๋อไคเล่าให้ฟัง

จากน้ำเสียงของเขา พานฉินก็ฟังออกว่าเขาไม่ได้โกรธเกรี้ยวอะไรมากมาย จึงเบาใจลง "ฉันก็เข้าไปดูมาแล้ว เป็นแค่พวกร้านค้าเล็กๆ ไม่มีทางเติบโตไปได้ไกลหรอก พวกเขากับคุณมันคนละชั้นกันเลยนะ"

ลองนึกดูสิว่าร้านที่มียอดขายสูงสุดในบรรดาร้านค้าทั้ง 9 ร้านนั้น ยังมียอดสั่งซื้อแค่ 200 กว่าออร์เดอร์ ไม่ถึงเศษเสี้ยวของยอดขายรายวันของเซี่ยเจ๋อไคด้วยซ้ำ มันเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ

คำพูดของพานฉินช่างฟังดูรื่นหูเหลือเกิน เซี่ยเจ๋อไคหัวเราะลั่นแล้วพูดว่า "เจ๊พาน พอกลับมาถึงแล้วอย่าลืมโทรหาผมนะ เดี๋ยวผมจะเลี้ยงข้าวคุณที่ร้านอาหารที่หรูที่สุดในเมืองฉีเลย"

"ได้เลย ในเมื่อน้องเซี่ยเป็นคนเอ่ยปาก ฉันก็ต้องให้เกียรติสิ ไว้ฉันจะโทรหานะ!" หลังจากคุยเล่นกันต่ออีกหนึ่งนาที ทั้งสองคนก็วางสายไป

เซี่ยเจ๋อไคลองเข้าไปค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ซินล่างดู คราวนี้เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าบทความของเขาถูกนำไปโปรโมตอยู่บนหน้าแรกของเว็บไซต์เลย เพียงแค่สามวันสั้นๆ ยอดคนเข้าชมก็ทะลุ 500,000 ครั้งไปแล้ว

"นี่เฒ่าอวี๋เป็นคนจัดการให้หรือเปล่านะ" เซี่ยเจ๋อไคแอบสงสัย แต่ก็ไม่ได้คิดจะไปซักไซ้ไล่เลียงอะไร

พอมามัวเสียเวลาคุยโทรศัพท์ เขาก็เลยยังไม่ได้เขียนบทความต่อสักตัวเดียว ไอเดียที่เพิ่งจะนึกออกก็ดันปลิวหายไปซะแล้ว พอเปิดโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดขึ้นมา เอามือวางบนคีย์บอร์ด จู่ๆ เขาก็คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี

เขาเลยปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่าๆ จนกระทั่งถึงบ่ายสามโมงกว่า เซี่ยเจ๋อไคก็ขับรถตู้ของโรงงานออกไปรับลูก

ก่อนไป เขายังไม่ลืมกำชับหลี่มู่มู่ว่าพอถึงเวลาเลิกงานก็ให้รีบพาทุกคนไปที่ร้านอาหารทันที

ส่วนจางซานขอติดรถเซี่ยเจ๋อไคออกมาก่อน เขาต้องไปล่วงหน้าเพื่อจองห้องอาหารและสั่งอาหารเตรียมไว้

ตอนที่ขับรถผ่านหน้าภัตตาคารลวี่โจว เซี่ยเจ๋อไคก็จอดรถส่งเขาลงตรงนั้น

จางซานเป็นคนฉลาดแกมโกงนิดๆ ตอนที่เขาไปจองห้องอาหารที่ลวี่โจว เขาก็แอบมีลูกไม้ แกล้งทำเป็นจ่ายค่ามัดจำไปหนึ่งพันหยวน แล้วก็บอกกับพนักงานแคชเชียร์ตรงล็อบบี้ว่า "อาหารสองโต๊ะนี้ ต้องรอให้ผมเป็นคนจ่ายเงินเท่านั้นถึงจะเก็บเงินได้นะ เงินหนึ่งพันหยวนนี้ผมขอจ่ายมัดจำไว้ก่อน ถ้าขาดเหลือยังไงค่อยมาเคลียร์กันทีหลัง"

เขาทำแบบนี้ก็เพราะกลัวว่าเซี่ยเจ๋อไคจะใช้ข้ออ้างไปเข้าห้องน้ำเพื่อหนีไปจ่ายบิลตัดหน้าเขานั่นแหละ

ส่วนเซี่ยเจ๋อไคที่ถูกจางซานแอบด่าในใจ ก็มุ่งหน้าตรงไปที่โรงเรียนอนุบาลเพื่อไปรับลูกสาวทั้งสองคน

วันนี้สถานการณ์หน้าโรงเรียนค่อนข้างเงียบสงบ เซี่ยเจ๋อไคจึงเอ่ยปากถามหวังเต๋อซุ่นเรื่องไอ้สารเลวเมื่อวานว่าเป็นยังไงบ้าง

หวังเต๋อซุ่นตอบว่า "วันนี้หมอนั่นไม่ได้มา ฉันก็ไม่เห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นเหมือนกัน ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง"

"อ้อ แล้วครูสือไม่ได้โทรไปถามไถ่บ้างเลยเหรอ" เซี่ยเจ๋อไคถามต่อ

หวังเต๋อซุ่นเริ่มหงุดหงิด "ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ ฉันก็เป็นแค่ยามเฝ้าประตู ครูสือมีเรื่องอะไรเขาก็ไม่มาเล่าให้ฉันฟังหรอก"

นี่ก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน เซี่ยเจ๋อไครู้ตัวว่าตัวเองพูดผิดไป เขาเลยยืนคุยกับเฒ่าหวังต่ออีกพักใหญ่ แล้วก็กล่าวขอโทษขอโพยไป

เมื่อเห็นว่าพวกเด็กๆ เริ่มเดินเรียงแถวออกมาเป็นทางยาวแล้ว เขาก็ไปรอรับยาโถวกับถงถง

หลังจากให้ลูกสาวทั้งสองโบกมือลาครูสือแล้ว เซี่ยเจ๋อไคก็พาลูกสาวทั้งสองคนกลับบ้าน

วันนี้ยาโถวกับถงถงก็ร่าเริงแจ่มใสเหมือนเดิม พวกเธอเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เซี่ยเจ๋อไคฟังว่าวันนี้ที่โรงเรียนอนุบาลได้เรียนร้องเพลงอะไรใหม่ๆ ได้เล่นเกมอะไรบ้าง และคุณครูเปิดการ์ตูนอะไรให้พวกเธอดูบ้าง

ยาโถวยังเล่าอีกว่า "พ่อคะ ตอนที่คุณครูให้พวกหนูดูการ์ตูน คุณครูก็เอาแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ ไม่สนใจพวกหนูเลยค่ะ"

"..." เซี่ยเจ๋อไคถึงกับเงียบไป ลูกสาวคนโตรู้จักเอาเรื่องมาฟ้องแล้วแฮะ เด็กคนนี้มีเล่ห์เหลี่ยมไม่เบาเลย ในอนาคตเขาต้องระวังตัวให้มากขึ้นแล้วล่ะ

พอกลับมาถึงบ้าน เซี่ยเจ๋อไคก็ถามลูกว่า "แล้วคุณครูเล่นโทรศัพท์มือถือทำไมลูก"

"อืม... อืม..." ยาโถวส่ายหน้า "หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ!"

ส่วนถงถงน่ะสนแต่เรื่องกิน เรื่องพวกนี้เธอไม่รู้เรื่องหรอก

เซี่ยเจ๋อไคบอกว่า "ยาโถว ถงถง เย็นนี้พ่อจะพาพวกหนูไปกินของอร่อยๆ อยากไปไหมลูก"

พอได้ยินว่ามีของอร่อย ถงถงก็รีบตอบตกลงทันที "หนูไปค่ะ!"

ยาโถวก็พูดตามว่า "พ่อคะ งั้นหนูก็จะไปด้วยเหมือนกันค่ะ"

เธอถามต่อว่า "แม่ไปด้วยไหมคะ"

ช่างเป็นเด็กกตัญญูจริงๆ

"ไปสิ ไปกันหมดนี่แหละ!" เซี่ยเจ๋อไคให้คำตอบอย่างมั่นใจ

พอหลัวซีอวิ๋นเลิกงานกลับมาถึงบ้าน ล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ พอเห็นว่าใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว เธอไม่อยากให้พวกเขาทุกคนต้องมารอครอบครัวของเธอ ก็เลยรีบพาทุกคนลงไปข้างล่างทันที

พวกเขาอยู่ใกล้กับภัตตาคารลวี่โจว ขับรถฟอร์ดมือสองไปแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว พอไปถึงก็เห็นจางซานกำลังยืนรออยู่ที่ประตูหมุนอัตโนมัติหน้าโรงแรม

เมื่อเห็นเซี่ยเจ๋อไคพาครอบครัวเดินทางมาถึง จางซานก็รู้สึกดีใจมาก เขาคิดว่าต่อให้มื้อนี้ต้องจ่ายแพงแค่ไหนก็คุ้มค่า

การที่เถ้าแก่เก็บคำพูดของเขาไปใส่ใจ ก็แปลว่าเถ้าแก่ให้ความสำคัญกับเขา

หลัวซีอวิ๋นยังยิ้มและทักทายเขาว่า "เสี่ยวจาง ฉันได้ยินเรื่องจากเจ๋อไคหมดแล้วนะ ยินดีด้วยนะจ๊ะ!"

"ฮ่าฮ่า เอ่อ... ทั้งหมดนี่ก็เพราะได้เจ้านายดีนั่นแหละครับ" จางซานทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลัวซีอวิ๋น ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาเรียกดี สุดท้ายเลยต้องประจบสอพลอไปหนึ่งประโยค

จะให้เรียก 'เถ้าแก่เนี้ย' มันก็ดูเชยไปหน่อย

เซี่ยเจ๋อไคถามเขาว่า "คนอื่นๆ มากันครบแล้วใช่ไหม"

จางซานพยักหน้า "ครับเถ้าแก่ เพิ่งจะมาถึงกันครบเลยครับ เถ้าแก่รีบเข้าไปข้างในเถอะครับ เดี๋ยวผมไปบอกพนักงานเสิร์ฟให้เริ่มยกอาหารมาเสิร์ฟได้เลย"

เหล้าที่เตรียมมาในวันนี้คือเหล้าหวงเหอหลง ซึ่งเป็นเหล้าขาวท้องถิ่นของเมืองฉี ถือเป็นหนึ่งในสองยี่ห้อดังของเมืองนี้เลย รสชาติก็ถือว่าใช้ได้ หลี่มู่มู่แวะซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตขายเหล้าบุหรี่ระหว่างทางที่มานี่เอง

พอเซี่ยเจ๋อไคพาหลัวซีอวิ๋นและลูกสาวทั้งสองคนเข้าไปในห้องอาหารที่จางซานจองไว้ พนักงานทั้งยี่สิบสามคนที่มารอกันอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยเดินเข้ามา ก็พากันส่งเสียงโห่ร้องต้อนรับอย่างคึกคัก

มีบางคนในกลุ่มนี้ที่คุ้นเคยกับหลัวซีอวิ๋นดี แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยคุ้นหน้าเธอเท่าไหร่นัก ตรงกันข้ามกับยาโถวและถงถงที่หลายคนคุ้นเคยกันดี สาวๆ หลายคนในกลุ่มเกิดอาการเอ็นดูเด็กขึ้นมาทันที จึงรีบแย่งกันอุ้มเด็กแฝดทั้งสองคนไปกอด บรรยากาศภายในห้องจึงยิ่งดูคึกคักและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 190 - มีเงินก็มีความมั่นใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว