- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโต้วหลัวต้าลู่ ขอฟาร์มเงียบๆ จนเทพในโรงเรียนสื่อไหลเค่อ
- บทที่ 4 หลินเสี่ยวถู่?
บทที่ 4 หลินเสี่ยวถู่?
บทที่ 4 หลินเสี่ยวถู่?
บทที่ 4 หลินเสี่ยวถู่?
เวลาผ่านไปไม่นาน ชานมร้อนๆ ควันฉุยหลายแก้วก็ถูกชงออกมาด้วยฝีมือของหลินเฉิน ในตอนแรก มีลูกค้าเพียงประปรายที่เข้ามาซื้อไปลองชิมสองสามแก้ว เพราะบนทวีปโต้วหลัวไม่มีสิ่งที่เรียกว่าชานมมาก่อน แต่ทว่าทันทีที่ชานมแตะริมฝีปาก พวกเขาก็ไม่อาจเก็บอาการได้อีกต่อไป
"ขอข้าแก้วหนึ่ง!"
"ข้าเอาสิบแก้ว!"
เมื่อเห็นผู้คนบนท้องถนนแห่แหนกันมามุงอยู่หน้าร้าน หลินเฉินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกยืดอกภูมิใจ "หึ ให้พวกเจ้าได้สัมผัสกับวิทยาการข้ามมิติจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินเสียบ้าง"
แต่ภายนอกเขายังคงร้องบอกไปว่า "ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ ต่อแถว ทุกคนได้กินแน่ แก้วละเจ็ดเหรียญทองแดงเท่านั้น!"
ฮ่าฮ่า ของจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี่มันขายดีในโลกผู้ฝึกยุทธ์จริงๆ หลินเฉินไม่จำเป็นต้องทำเหมือนฮั่วอวี่ฮ่าวที่ต้องแจกให้ชิมฟรีก่อนเพื่อเรียกลูกค้ามาซื้อปลาย่างเลยด้วยซ้ำ
ในขณะที่ชานมฝั่งของหลินเฉินกำลังขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ถังหยากับฮั่วอวี่ฮ่าวก็เข็นรถเข็นขายปลาย่างผ่านมาพอดี
จากแต่ไกล ฮั่วอวี่ฮ่าวเห็นฝูงชนกำลังมุงล้อมร้านแผงลอยแห่งหนึ่ง เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ จึงตระหนักว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขานั่นเอง
"หลินเฉิน ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?" ฮั่วอวี่ฮ่าวเดินเข้าไปถาม
"ท่านหัวหน้าห้องก็มาเหมือนกันไม่ใช่หรือ?" หลินเฉินถามกลับ
"เอ่อ... เจ้าก็มาขายของเหมือนกันเหรอ?"
หลินเฉินพยักหน้าและง่วนอยู่กับการชงชานมต่อ ยังมีคนยืนรออยู่หน้าร้านเขาอีกมาก เขาจึงไม่มีเวลาว่างไปสนใจฮั่วอวี่ฮ่าวมากนัก
เวลานั้น ถังหยาเข็นรถขายปลาย่างของฮั่วอวี่ฮ่าวมาหยุดอยู่ข้างๆ ร้านของหลินเฉินแล้วถามขึ้นว่า "อวี่ฮ่าวน้อย พวกเจ้ารู้จักกันด้วยหรือ?"
"ครับ เขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของข้า แถมหอพักยังอยู่ติดกันอีกด้วย" ฮั่วอวี่ฮ่าวตอบ หลังจากนั้นเขาก็แนะนำหลินเฉินให้ถังหยารู้จักอย่างคร่าวๆ ก่อนจะเริ่มลงมือย่างปลา
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเริ่มมามุงอออยู่หน้าร้านของสองนักเรียนใหม่แห่งสื่อไหลเค่อมากขึ้นเรื่อยๆ และหลินเฉินก็ได้เห็น เจียงหนานหนาน ผู้ได้ฉายาว่า "หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งศิษย์สายนอก"
เจียงหนานหนานค่อยๆ เดินตรงมาที่ร้านของหลินเฉิน ทำเอาเด็กหนุ่มกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งในใจ 'อย่าเข้ามานะเว้ย!' หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ เขายังไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะไปงัดกับสวีซานสือจอมคลั่งรักนั่นหรอกนะ
ทว่าแม้ในใจจะร้องตะโกนเช่นนั้น เจียงหนานหนานก็ยังคงมาต่อแถวที่หน้าร้านของหลินเฉินอยู่ดี
ผ่านไปครู่หนึ่งก็ถึงคิวของเจียงหนานหนาน นางเอ่ยถามหลินเฉินว่า "ศิษย์น้อง ชานมนี่ขายยังไงหรือ?"
"เจ็ดเหรียญทองแดง" หลินเฉินตอบด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ในวินาทีนี้ ในสายตาของเขามีเพียงแค่เงินเท่านั้น
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เจียงหนานหนานก็ค่อยๆ หยิบเหรียญทองแดงเจ็ดเหรียญออกมายื่นให้หลินเฉิน
หลินเฉินยื่นชานมที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ ส่งให้
เจียงหนานหนานจิบไปอึกเล็กๆ ความสงสัยในแววตาของนางค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจ ก่อนหน้านี้นางยังนึกสงสัยอยู่เลยว่าเครื่องดื่มแก้วเล็กๆ แค่นี้ทำไมถึงขายตั้งเจ็ดเหรียญทองแดง แต่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะคุ้มค่าสมราคา นางหันกลับมามองร้านของหลินเฉินแล้วถามว่า "ครั้งหน้าเจ้าจะมาตั้งร้านอีกเมื่อไหร่ล่ะ?"
หลินเฉินที่กำลังขายชานมเป็นเทน้ำเทท่าตอบกลับไปสั้นๆ อย่างไม่ใส่ใจว่า "ตอนขาดเงินครับ"
เจียงหนานหนานปรายตามองเด็กหนุ่มที่กำลังยุ่งเหยิง นางไม่ได้รั้งอยู่ต่อ แต่เดินมุ่งหน้าไปทางร้านปลาย่างของฮั่วอวี่ฮ่าวแทน
ทันใดนั้น หลินเฉินก็ได้เห็นฉากเดียวกับในต้นฉบับ เมื่อสวีซานสืออยากจะสั่งสอนฮั่วอวี่ฮ่าวเพื่อเอาใจเจียงหนานหนาน แล้วเป้ยเป้ยก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี
ไม่ใช่ว่าหลินเฉินอยากจะเผือกจนอดใจดูไม่ได้หรอกนะ แต่เป็นเพราะคนที่ต่อคิวอยู่หน้าร้านเขาต่างตกใจกลัวจนหนีกันไปหมดแล้วต่างหาก ในเมื่อไม่มีอะไรทำ เขาก็ขอเป็นผู้ชมเงียบๆ ก็แล้วกัน
"สวีซานสือ เจ้ารังแกศิษย์น้องของข้า เจ้าต้องให้คำอธิบายสำหรับเรื่องในวันนี้มา ไม่เช่นนั้นเราไปตัดสินกันที่ลานประลองวิญญาณ"
หลังจากนั้นทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังลานประลองวิญญาณ
ฮั่วอวี่ฮ่าวก็ถูกถังหยาลากตัวตามไปด้วยเช่นกัน
ก่อนที่พวกเขาจะไป หลินเฉินได้ยื่นชานมแก้วหนึ่งให้ฮั่วอวี่ฮ่าวแล้วพูดว่า "ท่านหัวหน้าห้อง ข้าเลี้ยงเอง ดื่มชานมไปดูการประลองไป ได้อรรถรสดีนักล่ะ"
"ขอบคุณนะ"
'ไม่ต้องเกรงใจ ข้าให้ชานมเจ้าหนึ่งแก้ว แลกกับดีวาฬหมื่นปีที่เจ้ากำลังจะบังเอิญได้ไป ถือว่าคุ้มสุดๆ ไปเลย'
หลังจากฮั่วอวี่ฮ่าวจากไป หลินเฉินก็เก็บแผงของตัวเองแล้วขี่พาหนะอุปกรณ์วิญญาณมุ่งหน้าไปยังหอรวมสมบัติ
เมื่อหาที่จอดรถใกล้ๆ หอรวมสมบัติได้แล้ว หลินเฉินก็เดินตรงเข้าไปข้างในทันที
"ดีวาฬหมื่นปีจ๋า ดีวาฬหมื่นปี" ระหว่างทางเดิน หลินเฉินถูมือไปมาด้วยความตื่นเต้น
ทันทีที่ปลดปล่อยกลิ่นอายระดับมหาวิญญาจารย์ออกมา หลินเฉินก็ก้าวเข้าสู่หอรวมสมบัติ หญิงสาวในชุดบางเบาเดินเข้ามาหาพร้อมเอ่ยถาม "สวัสดีค่ะ ท่านวิญญาจารย์ผู้ทรงเกียรติ ไม่ทราบว่าท่านต้องการซื้อสิ่งใดหรือคะ?"
"พวกเจ้ามีของวิเศษฟ้าดินที่ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายบ้างหรือไม่?"
"มีค่ะ ทางเรามีโอสถบำรุงรากฐาน เห็ดหลินจือพันปี บัวหิมะร้อยปี ดีวาฬพันปี..." หญิงสาวแนะนำสินค้าให้หลินเฉินฟัง
"พาข้าไปดูหน่อยสิ" หลินเฉินกล่าว
หญิงสาวพาหลินเฉินไปยังโซนที่ขายของวิเศษฟ้าดิน
"ท่านวิญญาจารย์ นี่คือไขกระดูกโลมาน้ำลึก ได้มาจากสัตว์วิญญาณประเภทโลมาชนิดหนึ่ง..." หญิงสาวแนะนำสินค้าให้หลินเฉินฟังทีละชิ้น
หลังจากเดินดูอยู่สิบนาที ในที่สุดหลินเฉินก็มองเห็น "ดีวาฬพันปีที่เสื่อมสภาพ" ชิ้นนั้น
"ท่านวิญญาจารย์ นี่คือดีวาฬพันปีค่ะ มันเป็นสสารพิเศษที่ก่อตัวขึ้นในสมองของสัตว์วิญญาณประเภทวาฬ มีประสิทธิภาพดีเยี่ยมในการพัฒนาสมรรถภาพร่างกาย ทว่ามันกลับกลายเป็นสีดำ จากการตรวจสอบของผู้ประเมินของเรา ดีวาฬพันปีชิ้นนี้ค่อนข้างเสื่อมสภาพไปบ้างแล้ว แต่ราคาของมันถือว่าย่อมเยามาก คุ้มค่าแก่การลงทุนแน่นอนค่ะ" หญิงสาวอธิบาย
"อืม ข้าเอาชิ้นนี้แหละ" หลินเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าในใจกลับลิงโลดไปถึงไหนต่อไหน
"ตกลงค่ะ ท่านวิญญาจารย์" จากนั้นหญิงสาวก็หยิบของชิ้นนั้นลงมาแล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อคิดเงิน
'กำไรบาน! กำไรเละเทะเลยโว้ย!' หลินเฉินโห่ร้องในใจ
"ท่านวิญญาจารย์ ราคาของดีวาฬชิ้นนี้คือหกพันเหรียญทองค่ะ"
หลินเฉินยื่นบัตรในมือให้ไป
...
หลินเฉินเดินออกจากหอรวมสมบัติด้วยอารมณ์เบิกบาน เขาก้าวขึ้นขี่พาหนะอุปกรณ์วิญญาณและฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีกลับไปที่หอพัก
ทันทีที่กลับมาถึงหอพัก หลินเฉินก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าที่ชวนสะอิดสะเอียนลอยมาเตะจมูก ไม่ต้องคิดให้มากความ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าไอ้เด็กฮั่วอวี่ฮ่าวกำลังใช้ "สูตรโกง" ของตัวเองอีกแล้ว
เมื่อกลับเข้าไปในห้องและเห็นโจวหมิงซิงนอนสลบเหมือดเพราะทนกลิ่นไม่ไหว หลินเฉินก็รีบโคจรพลังวิญญาณสร้างสายลมกรรโชกพัดเอากลิ่นเหม็นนั้นออกไปจากหอพัก จากนั้นก็รีบปิดประตูและหน้าต่างลงกลอนอย่างแน่นหนาทันที
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ หลินเฉินก็ปีนขึ้นเตียงแล้วล้มตัวลงนอน
การเอาแต่บ่มเพาะพลังแทนการนอนหลับพักผ่อนอยู่เสมอนั้นไม่ใช่เรื่องดี ท้ายที่สุดแล้ว การบ่มเพาะพลังก็ไม่อาจทดแทนการนอนหลับได้จริงๆ
การสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อนยังคงเป็นสิ่งสำคัญมาก แน่นอนว่าแนวคิดนี้ฝังรากลึกอยู่ในหัวของหลินเฉินมาตั้งแต่ตอนที่อยู่บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินแล้ว
ดังนั้น กฎที่หลินเฉินตั้งไว้ให้กับตัวเองก็คือ การบ่มเพาะพลังในคืนวันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี และนอนหลับพักผ่อนเต็มอิ่มในคืนวันศุกร์และวันเสาร์ อืม... ช่างสอดคล้องกับตารางเวลาของคนจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินเสียจริงๆ
ไม่นานนัก เด็กหนุ่มบนเตียงก็เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างหลับสนิท
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเฉินตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่
หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายจนสดชื่น เขาก็มุ่งหน้าไปยังห้องเรียนเพื่อเข้าเรียนตามปกติ
ในตอนเย็น ขณะที่หลินเฉินกำลังยืนขายชานมอยู่นั้น เสียงของเด็กสาวตัวน้อยก็ดังแว่วเข้ามาในหู "เสี่ยวถู่ เจ้าแอบมาขายของอร่อยอยู่ที่นี่ดึกๆ ดื่นๆ แต่กลับไม่ยอมบอกพวกข้าเลยสักคำ เจ้ามันไม่รักเพื่อนเลยจริงๆ"
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นเซียวเซียวผู้ร่าเริง แต่ดูเหมือนตัวเขาเองก็ร่าเริงไม่เบาเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?
"เสี่ยวถู่?" หลินเฉินทวนคำพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
"หลินเฉิน หลินเฉินไงล่ะ หากเจ้าแยกตัวอักษร 'เฉิน' ออกจากกัน มันก็คือ 'เสี่ยว' กับ 'ถู่' ไม่ใช่หรือไง? คุณหนูอย่างข้าตัดสินใจแล้วว่าตั้งแต่นี้ต่อไป ข้ากับเสี่ยวเหลยจะเรียกเจ้าแบบนี้แหละ!"
"ยอมใจเจ้าเลย ยัยหนู" หลินเฉินยกนิ้วโป้งให้เซียวเซียว
"อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะ เจ้ายังไม่ได้ตอบเลยว่าทำไมถึงไม่ยอมบอกพวกข้าว่าแอบมาขายของอร่อย" เซียวเซียวพองแก้มป่อง
หลินเสี่ยวเหลยเอามือกุมขมับ พี่น้องแสนดีและเพื่อนสนิทของนางช่างเป็นคนที่เข้าสังคมเก่งซะเหลือเกิน
"ข้าจะกล้าปล่อยให้คุณหนูทั้งสองต้องลดตัวลงมาเยี่ยมเยือนแผงลอยของข้าได้อย่างไรกัน? นี่เพิ่งเป็นวันที่สองเอง ข้าก็แค่อยากจะทำความคุ้นเคยกับพื้นที่แถวนี้ให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยเชิญคุณหนูทั้งสองมาเยือนมิใช่หรือไง?" หลินเฉินฝืนยิ้มตอบ
"หึ ค่อยน่าฟังหน่อย แต่ถึงอย่างนั้น คืนนี้เจ้าก็ต้องเลี้ยงชานมข้าสิบแก้วนะ" เซียวเซียวกล่าว
"ได้ตามประสงค์เลยขอรับ คุณหนู"
จู่ๆ หลินเฉินก็สังเกตเห็นโจวหมิงซิงที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังหลินเสี่ยวเหลย จึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "แล้วเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?"
หลินเสี่ยวเหลยตอบแทน "หมิงซิงขอให้พวกเรามาตามหาเจ้าน่ะ เขาเห็นว่าเมื่อคืนเจ้ากลับหอพักดึกมากก็เลยเป็นห่วงนิดหน่อย"
โจวหมิงซิงพยักหน้าอย่างเขินอาย
หลินเฉินยิ้มบางๆ จากนั้นก็หยิบชานมสามแก้วออกมายื่นให้เซียวเซียว โจวหมิงซิง และหลินเสี่ยวเหลย
"ฮ่า ชานมนี่อร่อยจริงๆ ด้วย เสี่ยวถู่ ข้าไม่ยักรู้มาก่อนเลยนะเนี่ยว่าเจ้าก็มีฝีมือกับเขาเหมือนกัน" เซียวเซียวพูดไปพลางดูดชานมไปพลาง
"แน่นอนอยู่แล้ว" หลินเฉินยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ
เข้าเรียนในตอนกลางวัน ออกไปหาเงินในตอนกลางคืน และใช้เวลาว่างขลุกตัวอยู่ในห้องสมุด หลินเฉินใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างคุ้มค่า
สามเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับกะพริบตา และหลินเฉินก็สามารถยกระดับพลังวิญญาณของเขาขึ้นไปถึงระดับ 25 ขั้นสูงสุดได้สำเร็จ
ณ ห้องเรียนห้องที่หนึ่ง...
"สายควบคุมสามคนเรอะ?! ฮั่วอวี่ฮ่าว หวังตง เซียวเซียว นี่พวกเจ้าสามคนจงใจทำแบบนี้ใช่ไหม?" โจวอีกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด