- หน้าแรก
- 1980 ย้อนเวลามาเป็นนักล่าที่ไม่มีใครกล้าแตะ
- บทที่ 678 การใส่ร้ายของผู้หญิง
บทที่ 678 การใส่ร้ายของผู้หญิง
บทที่ 678 การใส่ร้ายของผู้หญิง
เหมยเสวี่ยเดินนวยนาดด้วยท่าทางดุจแมวสาว เข้ามาหยุดตรงหน้าหยางไป่ เธอพิจารณาเขาใหม่อีกครั้ง เสื้อนวมที่หยางไป่สวมอยู่ไม่ใช่แบรนด์เนมอะไร รองเท้าบูทที่เขาก็ดูเก่าแล้ว
สิ่งนี้ยิ่งทำให้เหมยเสวี่ยเจอมั่นใจว่า หยางไป่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแน่นอน
เหมยเสวี่ยเงื้อมือขึ้น เตรียมจะตบหน้าหยางไป่ทันที
หยางไป่คาดไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนี้จะป่าเถื่อนขนาดนี้ เขาแค่ยืนอยู่ตรงนี้เฉยๆ กลับจะโดนตบเสียอย่างนั้น?
มีหรือที่หยางไป่จะยอมให้เธอตบได้ง่ายๆ เขาเพียงแค่ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
เหมยเสวี่ยไม่คิดว่าหยางไป่จะหลบพ้น ด้วยแรงเหวี่ยงที่ทุ่มลงไปเต็มที่ เมื่อหยางไป่หลบวูบ เธอจึงเสียหลักเซถลาจนเกือบจะล้มลงกับพื้น
หยางไป่จ้องมองเหมยเสวี่ยพลางพึมพำออกมาว่า “ยัยนี่ประสาทหรือเปล่า?”
เหมยเสวี่ยได้ยินเข้าก็แผดเสียงด่าทันที
“แกกล้าทำกับฉันแบบนี้เหรอ!”
“วันนี้ฉันจะทำให้แกรู้ซึ้งเองว่า คนบางคนแกไม่มีวันที่จะล่วงเกินได้!”
“หม่าหู!”
เหมยเสวี่ยตะโกนเรียกชื่อหม่าหู เธอต้องการให้เขาเข้ามาช่วยจัดการ
พนักงานบริการในโซนกาแฟต่างเห็นเหตุการณ์หมด พวกเขาเห็นหยางไป่ยืนอยู่เฉยๆ ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้เหมยเสวี่ยไม่พอใจ เธอถึงได้เป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้น
ยิ่งเมื่อเห็นเหมยเสวี่ยตั้งท่าจะตบคนอื่นก่อน ทุกคนยิ่งรู้สึกว่าเธอทำเกินไป
ตามสัญชาตญาณมนุษย์มักจะเห็นใจผู้ที่ดูอ่อนแอกว่า ยิ่งไปกว่านั้นพวกผู้หญิงด้วยกันก็ไม่ค่อยชอบสายตาหงส์ที่คอยจ้องมองแต่ผู้ชายของเหมยเสวี่ยอยู่แล้ว พวกเธอจึงรู้สึกรังเกียจเหมยเสวี่ยเป็นทุนเดิม
เมื่อเหมยเสวี่ยตะโกนเรียก จึงไม่มีใครสนใจจะเข้าไปยุ่ง
หยางไป่ปรายตามองเหมยเสวี่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินเลี่ยงไปนั่งลงที่ม้านั่งว่างๆ ตัวหนึ่ง
เหมยเสวี่ยเห็นว่าไม่มีใครสนใจเธอ เธอจึงเดินตรงไปที่หน้าประตูทันที
เธอสั่งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่หน้าประตูไปตามตัวหม่าหูมา
หม่าหูกำลังยืนรอรับรองผู้นำอยู่ เมื่อได้ยินว่าเหมยเสวี่ยมีธุระ เขาก็รีบเดินเข้ามาหาทันที
“มีอะไรเหรอ?”
เมื่อเห็นดวงตาของเหมยเสวี่ยเริ่มมีน้ำตาคลอ หม่าหูก็รู้สึกสงสารจับใจ
“หม่าหู มีคนรังแกฉัน!”
“ใคร?”
คิ้วของหม่าหูขมวดมุ่น ที่นี่คือหอประชุมเล็กของศาลากลางจังหวัด ใครจะกล้ามารังแกเหมยเสวี่ยที่นี่ เหมยเสวี่ยชี้นิ้วไปทางด้านหลัง “ไอ้บ้านนอกนั่นมันทำร้ายฉัน นายต้องช่วยล้างแค้นให้ฉันนะ”
หม่าหูมองตามนิ้วเธอไป เขาเห็นหยางไป่นั่งอยู่ และในเมื่อหยางไป่ไม่ได้เข้าไปในโถงงานเลี้ยง แสดงว่าต้องเป็นแค่ลูกน้องของแขกคนไหนสักคนแน่ๆ ซึ่งไม่มีสิทธิ์ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน
หม่าหูในฐานะผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัยเริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาบ้าง
ต่อให้บรรดาเถ้าแก่เหล่านั้นจะมีเงิน แต่พวกเขาก็เป็นแค่ผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนหม่าหูมีตำแหน่งเป็นข้าราชการประจำ ในใจของหม่าหูจึงรู้สึกว่าฐานะของเขาสูงส่งกว่าพวกเถ้าแก่เหล่านั้นเสียอีก
เขาหันไปบอกเหมยเสวี่ยว่า “เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง!”
“หม่าหู ฉันสงสัยว่าไอ้หมอนี่เป็นขโมย!” เหมยเสวี่ยกรอกลูกตาไปมาพลางยัดข้อหาให้
“หืม?”
หม่าหูพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาหยางไป่ทันที
เหมยเสวี่ยเมื่อมีที่พึ่งก็เดินตามมาติดๆ เธอวางท่าโอหังใส่หยางไป่ “ตอนนี้ต่อให้แกจะคุกเข่าขอโทษฉันมันก็สายไปแล้วล่ะ แกหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ รู้ตัวไหม?”
หยางไป่เห็นหม่าหูเดินเข้ามาหา เขาเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า “มีปัญหาอะไรเหรอครับ?”
หม่าหูเอ่ยเสียงเย็น “แกเป็นคนแรกเลยนะที่กล้ามาลงมือทำร้ายคนในสถานที่แห่งนี้”
“บอกมา แกมาที่นี่ทำไม? เดี๋ยวนี้หัวขโมยมันใจกล้าขนาดนี้เลยเหรอ ถึงขั้นกล้ามาด้อมๆ มองๆ หาเหยื่อในหอประชุมของศาลากลางจังหวัดเนี่ย?”
หยางไป่ลอบส่ายหน้าในใจ ทำไมไม่ว่ายุคสมัยไหน ถึงได้มีคนพรรค์นี้อยู่เสมอ
การใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นโพล่งออกมาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะผู้หญิง พวกเธอไม่รู้หรือไงว่าการใส่ร้ายแบบนี้อาจทำลายชีวิตคนธรรมดาคนหนึ่งได้ทั้งชีวิต
“คุณหาว่าผมเป็นขโมยเหรอ? ตาคุณมีไว้ใช้หายใจอย่างเดียวหรือไง?” หยางไป่เริ่มมีอารมณ์บ้างแล้ว
เหมยเสวี่ยเมื่อได้ยินหยางไป่พูดจายโสยิ่งกว่าเธอ เธอก็รีบหันไปบอกหม่าหูทันที “นายฟังดูสิ หมอนี่มันโอหังขนาดไหน”
เหมยเสวี่ยเพิ่งจะพูดจบ หยางไป่ก็จ้องหน้าเธอแล้วสวนกลับว่า “รูปร่างหน้าตาก็ดูดีมีสง่าราศี แต่จิตใจกลับอำมหิตผิดมนุษย์ คนอย่างคุณมีคุณสมบัติอะไรจะมาร่วมงานเลี้ยงระดับนี้กัน?”
“แกหาว่าใครจิตใจอำมหิตยะ? แกนั่นแหละที่เป็นขโมย!”
“ดูสารรูปไอ้บ้านนอกของแกสิ!”
เหมยเสวี่ยจ้องมองหยางไป่ด้วยความรังเกียจอีกครั้ง ทว่าหม่าหูพูดขัดขึ้นเสียก่อน เขาจ้องหน้าหยางไป่แล้วออกคำสั่ง “ตอนนี้ฉันสงสัยว่าแกเป็นขโมย ตามฉันไปที่ห้องรักษาความปลอดภัยเพื่อสอบสวนเดี๋ยวนี้”
“เร็วเข้า!”
หม่าหูตั้งท่าจะเข้ามารวบตัวหยางไป่ แต่หยางไป่ยังคงนั่งนิ่งและเอ่ยกับหม่าหูว่า “ผมมาร่วมงานเลี้ยงครับ”
“อย่างแกเนี่ยนะ?”
หม่าหูแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน เหมยเสวี่ยเองก็หัวเราะตาม
“แกน่ะเหรอมาร่วมงานเลี้ยง? แกมีปัญญาเหรอ? ดูสารรูปแกสิ จะไปขัดรองเท้าให้พวกเถ้าแก่ในงานเขายังไม่มีสิทธิ์เลยด้วยซ้ำ”
“เลิกแต่งเรื่องได้แล้ว แกมีบัตรเชิญหรือเปล่าล่ะ?”
เหมยเสวี่ยยิ่งดูถูกหนักขึ้น ด้วยสายตาที่แหลมคมของเธอ หยางไป่ไม่มีทางเป็นเถ้าแก่ใหญ่แน่นอน แล้วจะมาร่วมงานเลี้ยงได้ยังไง
แน่นอนว่าหม่าหูเองก็ไม่เชื่อ เขาเอ่ยกับหยางไป่ว่า “ถ้าแกบอกว่าเป็นลูกน้องของแขกในงาน ข้ายังพอจะเชื่ออยู่บ้าง”
“แต่นี่แกกลับบอกว่ามาร่วมงานเลี้ยงเอง แกมีวาสนาขนาดนั้นเชียวเหรอ?”
“สรุปคือ แกมีบัตรเชิญไหม?”
หยางไป่เอ่ยเรียบๆ ว่า “ไม่มีครับ ผมถึงต้องมายืนรอคนเอาบัตรเชิญมาให้ที่นี่ไง”
“ฮ่าๆๆ!”
ทั้งเหมยเสวี่ยและหม่าหูต่างพากันระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน คำพูดของหยางไป่ใครจะไปเชื่อลง
“ไอ้หนู อย่ามาเล่นแง่กับข้า!”
หม่าหูตั้งท่าจะคว้าไหล่หยางไป่อีกครั้ง หยางไป่เริ่มมีโทสะ เขาปัดข้อมือหม่าหูออกอย่างแรง ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ดูเหมือนว่า คุณนั่นแหละที่กำลังเล่นแง่กับผมนะ?”
จบบท