- หน้าแรก
- แค่ทำฟาร์มบนเขาหมื่นปี ข้าก็กลายเป็นเซียน
- ทำฟาร์มหมื่นปี 120 ม๋อจวินเซวี่ยอู๋จิ่ว สองพ่อลูกสุดสยอง
ทำฟาร์มหมื่นปี 120 ม๋อจวินเซวี่ยอู๋จิ่ว สองพ่อลูกสุดสยอง
ทำฟาร์มหมื่นปี 120 ม๋อจวินเซวี่ยอู๋จิ่ว สองพ่อลูกสุดสยอง
ทำฟาร์มหมื่นปี 120 ม๋อจวินเซวี่ยอู๋จิ่ว สองพ่อลูกสุดสยอง
ดินแดนสุ่ยโจว ที่แห่งนี้มีเทือกเขาอันกว้างใหญ่ไพศาลทอดยาวกว่า 180,000 ลี้
สำนักมารเร้นลับซ่อนตัวอยู่ใต้ภูเขาใหญ่น้อยมากมายในที่แห่งนี้มาโดยตลอด โดยได้บุกเบิกอาณาเขตมารขึ้นที่เบื้องล่าง
ในเวลานี้ เซวี่ยอิ่นกำลังนั่งอยู่ในโถงใหญ่ เพื่อใคร่ครวญถึงแผนการเคลื่อนไหวในขั้นต่อไป
“อีกหนึ่งเดือนให้หลัง ค่อยหยั่งเชิงสำนักเก้าสุริยันอีกครั้ง หากยังคงถูกสังหาร เกรงว่าพวกตาเฒ่าเหล่านั้นก็คงจะตระหนักได้ถึงความผิดปกติ พอดีเลย จะได้ส่งตาเฒ่าหนังเหนียวสักคนไป!”
“ในหนึ่งเดือนนี้ ภายในสำนักจะเข้ารับช่วงต่อดินแดนทั้งสามมณฑล กวาดล้างพวกนอกรีตให้สิ้นซาก ข้าเองก็จะฉวยโอกาสนี้ทะลวงผ่าน ก้าวเข้าสู่ระดับยอดมรรคา!”
“การสั่งสมพลังเพียงพอแล้ว กฎเกณฑ์ความมืดข้าก็ก้าวเข้าสู่ระดับเริ่มต้นแล้วเช่นกัน!”
“เมื่อใดที่ก้าวเข้าสู่ระดับยอดมรรคา ก็จะสามารถกระตุ้นสายเลือดมารสวรรค์ได้อีกขั้น ฮ่าฮ่า...”
เมื่อเซวี่ยอิ่นนึกถึงข้อดี เขาก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นยืนแล้วหัวเราะลั่น
ทว่าในเวลานี้เอง เบื้องหน้าของเขากลับปรากฏคนผู้หนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ผู้ใดกัน?”
เขาสมกับที่เป็นถึงเจ้าสำนักแห่งสำนักมารเร้นลับ การตอบสนองรวดเร็วอย่างหาเปรียบมิได้ บนร่างปรากฏชุดเกราะศึกขึ้นมาในทันที เห็นได้ชัดว่านี่คืออาวุธมรรคาระดับสูงสุด
ร่างจำแลงของเจียงหมิงที่ปรากฏตัวขึ้นผ่านภาพฉายของบันทึกตาข่ายสวรรค์มรรคมนุษย์ ได้กระตุ้นอาวุธเซียนกระบี่เสวียนกวงในทันที มันคือหนึ่งกระบี่สังหารแห่งวิชามรรคมหากระบี่ ทำลายชุดเกราะศึกบนร่างของเซวี่ยอิ่นจนแหลกละเอียด จากนั้นก็ฟันศีรษะจนแยกออก ผ่าออกเป็นสองซีก และยังกระแทกร่างกายจนกลายเป็นหมอกโลหิต
เป็นเพียงระดับถ้ำสวรรค์ตัวจ้อย
สังหารได้ง่ายดายดุจมดปลวก
ทว่าเจียงหมิงกลับขมวดคิ้ว เขามองเห็นเส้นสีแดงสายหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอกโลหิต มันบิดเบี้ยวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กลายร่างเป็นเงาร่างสีเลือด พร้อมกับปะทุเสียงแห่งความโกรธเกรี้ยวออกมา “ถึงกับสังหารร่างพาหะของข้า ไปตายซะ!”
ลำแสงสีแดงสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าโจมตีหว่างคิ้วของเจียงหมิง
“มาดูกันว่าผู้ใดจะตาย!”
เจียงหมิงเลิกคิ้วขึ้น ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์มหาสุญตาควบแน่นเป็นจุดคมกริบ ทำลายการโจมตีนั้นจนแหลกสลาย
กระบี่ยาวหมุนวน กดทับสุญตา ปิดผนึกสี่ทิศ จองจำเงาโลหิตเอาไว้โดยรอบ กระบี่เสวียนกวงก็โจมตีเข้าใส่ร่างของอีกฝ่ายเช่นกัน
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ร่างกายของอีกฝ่ายบิดเบี้ยว ถึงกับทะลุผ่านการปิดผนึกของเขาและหลบหลีกการโจมตีไปได้
“มดปลวกตัวจ้อย ยังคิดจะสังหารข้าอีกหรือ?” เงาโลหิตแค่นยิ้มเย็น “ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้าสังหารร่างพาหะของข้า ข้าก็จะยึดครองร่างของเจ้าแทน!”
มันพุ่งทะยานเข้ามาในชั่วพริบตา
รูม่านตาของเจียงหมิงหดเกร็ง
อีกฝ่ายดำรงอยู่ท่ามกลางความจริงและมายา มิติไม่อาจขวางกั้น กฎเกณฑ์ยากจะจัดการ นี่คือความแข็งแกร่งของระดับชั้นแห่งชีวิต
“ควันเดี่ยวกลางทะเลทราย!”
กระบี่นี้ของเจียงหมิง สว่างไสวเจิดจ้าอย่างหาเปรียบมิได้ ปรากฏทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นจากความว่างเปล่า ควันไฟพวยพุ่งดุจเสาหลักพุ่งตรงสู่เก้านภา ตะวันรอนสีแดงฉานอาบย้อมสุดขอบฟ้า
นี่คือภาพนิ่งอันงดงามไร้ที่ติ ทว่ากลับซุกซ่อนจิตสังหารเอาไว้อย่างไร้ที่สิ้นสุด
เงาร่างสีเลือดชะงักงัน ก็ถูกกระบี่เสวียนกวงสังหารดับสิ้น กลายเป็นเถ้าธุลีมลายสูญไปในทันที
พลังที่ถูกสะกดข่มเอาไว้ก็ระเบิดออกเสียงดังสนั่น ทำลายล้างโถงใหญ่จนย่อยยับ
เจียงหมิงกวาดสายตามองบันทึกตาข่ายสวรรค์มรรคมนุษย์แวบหนึ่ง รูม่านตาหดเล็กลงเท่าปลายเข็มในชั่วพริบตา เขามองเห็นลำแสงหลายสายปรากฏขึ้นในแดนไกลและทำการปิดผนึกสถานที่แห่งนี้เอาไว้
ยังมียอดฝีมือแต่ละคนล็อกเป้าหมายมาที่ร่างของเขา ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอาวุธทรงพลังจุติลงมา
ร่างของเขาหมุนวน แล้วก็หายตัวไปอย่างกะทันหัน
วินาทีต่อมา ก็มีชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่นี่ พลังเวทอันกว้างใหญ่ไพศาลของเขากวาดม้วนไปโดยรอบ จิตเทวะกวาดผ่าน ทว่ากลับไม่พบเงาร่างของคนเมื่อครู่นี้อีกเลย
“ปิดผนึกมิติเอาไว้แล้ว กลับหนีไปได้เช่นนี้หรือ? ต่อให้ครอบครองมรรคแห่งมิติ ก็ไม่น่าจะหลบหนีไปได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้!”
“แท้จริงแล้วคือผู้ใด เหตุใดจึงต้องสังหารเจ้าสำนัก?”
“นอกเหนือจากเจ้าสำนักและคนผู้นั้นแล้ว ยังมีกลิ่นอายอันคลุมเครืออีกสายหนึ่ง ที่ทำให้ดวงจิตวิญญาณของข้าหวาดผวา ราวกับเป็นการสะกดข่มที่มาจากต้นกำเนิด!”
“มหาสงครามเพิ่งจะผ่านพ้นไป สหายเก่าหลายคนร่วงหล่น บัดนี้กลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก ช่างยุ่งยากเสียจริง!”
ชายชราครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว
การที่สามารถเข้ามาสังหารเจ้าสำนักภายในโถงใหญ่ของสำนักนิกายได้อย่างไร้สุ้มเสียง อีกทั้งยังหลบหนีไปได้ภายใต้สายตาของเขา ความสามารถของอีกฝ่าย ทำให้เขาหวาดผวาจนใจสั่น
ขุนเขาชูหยาง!
ร่างจำแลงที่เจียงหมิงใช้พลังเวทครึ่งหนึ่งวิวัฒนาการขึ้นมาได้เดินทางกลับมาผ่านบันทึกตาข่ายสวรรค์มรรคมนุษย์ หลอมรวมเข้าสู่ร่างกาย เขาพ่นปราณขุ่นออกมาเบา ๆ หนึ่งคำ
สายตาจับจ้อง มองดูสิ่งที่เขียนเอาไว้บนตำราอย่างละเอียด
ชื่อ: เซวี่ยอู๋จิ่ว
เผ่าพันธุ์: เผ่ามารสวรรค์
เพศ: ชาย
ตบะ: ระดับถ้ำสวรรค์
ภูมิหลัง: หนึ่งเสี้ยวจิตเทวะของม๋อจวิน
ความสัมพันธ์: 0 (-99)
พรสวรรค์: พรสวรรค์มรรคเซียน
ประสบการณ์: ในยุคสมัยอันเนิ่นนาน ม๋อจวินเคยควบแน่นเมล็ดพันธุ์สายเลือดเก้าเมล็ดนำเข้ามายังมหาทวีปเทียนหยวน เพื่อรอคอยผู้มีวาสนามาหลอมรวม กลายเป็นร่างพาหะที่ให้กำเนิดเขา เมื่อใดที่ร่างพาหะก้าวเข้าสู่ระดับยอดมรรคา จิตเทวะที่หลอมรวมอยู่ในสายเลือดก็จะตื่นขึ้น และบีบบังคับให้แปรเปลี่ยนเป็นร่างแยกหนึ่งร่าง!
: เมล็ดพันธุ์สายเลือดมีคุณสมบัติในการสืบทอด
: ก่อนหน้านี้ มีเมล็ดพันธุ์สายเลือดเจ็ดเมล็ดถูกทำลายจนสิ้นซากไปแล้ว
เจียงหมิงพูดไม่ออก
เพียงแค่สังหารระดับถ้ำสวรรค์ตัวจ้อยคนหนึ่ง เหตุใดจึงมีตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้โผล่ออกมาได้?
ม๋อจวินหรือ?
เขารู้สึกปวดหัวตึบ
อีกทั้งยังมีเมล็ดพันธุ์สายเลือดอีกหนึ่งเมล็ดที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด ไม่แน่ว่าในภายภาคหน้าอาจจะกลายเป็นภัยคุกคามที่ซ่อนเร้นอยู่ก็เป็นได้
“ม๋อจวินลงมาจุติ โลกมนุษย์แห่งนี้จะต้องมีความลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน!”
น่าเสียดายนัก ‘ประสบการณ์’ ของอีกฝ่ายมีน้อยเกินไป
“ก็แค่ม๋อจวินคนหนึ่งมิใช่หรือ? วันข้างหน้าค่อยฟันให้ขาดสะบั้นก็สิ้นเรื่อง!”
เจียงหมิงให้กำลังใจตนเอง
หัวข้อความสัมพันธ์นั้นแปลกประหลาดยิ่งนัก ศูนย์หมายความว่าอีกฝ่ายไม่สามารถรับรู้ถึงตัวเขาได้
-99 หมายความว่าหากรู้เมื่อใด ก็จะทำลายเขาให้สิ้นซากโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทว่าเมื่อนึกถึงเซวี่ยอิ่น เจียงหมิงก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
ต่อให้เจ้าจะมีความทะเยอทะยานเทียมฟ้า ทว่าก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น
แม้ว่าวันนี้จะไม่ถูกสังหาร แต่ในภายภาคหน้าก็ต้องถูกกลืนกินอยู่ดี
เรียกได้ว่าน่าเวทนาถึงขีดสุด
“โชคชะตายากจะคาดเดา ก็คงไม่เกินไปกว่านี้แล้ว!”
เจียงหมิงถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง
พรึ่บ พรึ่บ
บันทึกตาข่ายสวรรค์มรรคมนุษย์พลิกหน้ากระดาษ ปรากฏคนขึ้นมาอีกผู้หนึ่ง นี่คือคนที่ร่างจำแลงเพิ่งจะพบเห็นเมื่อครู่นี้
ชื่อ: หลัวช่าลี่
เผ่าพันธุ์: อสุรา
เพศ: ชาย
ตบะ: ระดับเซียนสุญตา
ภูมิหลัง: ยอดฝีมือระดับเซียนสุญตาเพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ของสำนักมารเร้นลับ (เดิมทีเป็นศิษย์สำนักมารอสุรา)
ความสัมพันธ์: 0
พรสวรรค์: พรสวรรค์มรรคเซียน (กายาอสุรา)
ประสบการณ์: เดิมทีเป็นบุตรนอกสมรสของบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักมารอสุรา มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ จึงได้แอบจัดแจงให้บุตรชายเข้าไปอยู่ในสำนักมารเร้นลับ เพื่อวางแผนการในภายภาคหน้า
: สายเลือดแข็งแกร่ง ผนวกกับวาสนาต่าง ๆ ที่ผู้เป็นบิดาจัดเตรียมเอาไว้ให้ จึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงร้อยปี ก็กลายเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักมารเร้นลับ ภายหลังก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นทีละก้าว ช่วงชิงตำแหน่งเจ้าสำนักมาได้ จากนั้นก็สละตำแหน่งเพื่อบำเพ็ญเพียร จนท้ายที่สุดก็บรรลุถึงระดับเซียนสุญตา กลายเป็นหนึ่งในรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักมารเร้นลับ
: บิดาเคยกล่าวไว้ว่า สายเลือดอสุราของพวกเขาสามารถใช้ปราณปีศาจในการบำเพ็ญเพียร ใช้โลหิตสด ๆ ในการชำระล้างกายา ยิ่งสังหารสรรพชีวิตมากเท่าใดก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ทั้งสองคนจึงแอบวางแผนร่วมกัน ผลักดันให้หกสำนักมารที่กำลังรอคอยโอกาสก้าวออกมาจากเงามืดสู่เบื้องหน้า ทำลายนิกายพุทธทางตะวันตก ดึงหลงหยวนและพันธมิตรเซียนมังกรซ่อนเข้ามาพัวพัน
: เมื่อใดที่แผนการสำเร็จ ก็จะร่วมมือกับภูเขาหมื่นอสูร บุกโจมตีจงโจว ล้างเลือดใต้หล้า หล่อหลอมกายามารอสุราที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมา ในภายภาคหน้าหลังจากทะยานขึ้นสู่เบื้องบนแล้วก็จะสามารถผงาดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
: ดินแดนบูรพาได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ ชิงอวิ๋นพ่ายแพ้หลบหนีไป! ทว่าสำนักมารเร้นลับกลับสูญเสียอย่างหนัก ภายใต้สถานการณ์ที่ไร้หนทาง จึงทำได้เพียงพักฟื้นชั่วคราวไปก่อนระยะหนึ่ง!
: เมื่อไม่กี่วันก่อนได้แบ่งปันอาณาเขตกับหลงรื่อและเซี่ยวจิงอวิ๋น หลงรื่อเคยกล่าวไว้ว่า: เผ่าสมุทรของพวกเขายึดถือแม่น้ำลำคลองเป็นหลัก ส่วนบนบกก็จะกักขังมนุษย์เอาไว้เป็นอาหารโลหิต; เซี่ยวจิงอวิ๋นกล่าวว่า: เปลี่ยนอาณาเขตให้กลายเป็นดินแดนเพาะเลี้ยงกู่ ยุยงให้ผู้คนเข่นฆ่ากันเอง เพื่อจะได้เพาะบ่มศิษย์ได้อย่างรวดเร็ว ภายในใจของเขาเกิดความหวั่นไหว เตรียมที่จะล้างเลือดประชากรหนึ่งในสามของชิงโจว สุ่ยโจว และไห่โจว ให้กลายเป็นอาหารโลหิต เพื่อใช้ในการบำเพ็ญเพียรของตนเอง มุ่งตรงสู่ระดับเซียนสุญตาระยะสูงสุด หล่อหลอมกายาอสุรามิแตกดับขึ้นมา
: กำลังครุ่นคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมเซวี่ยอิ่นอย่างไร ทว่ากลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกะทันหัน เจ้าสำนักถูกสังหาร
เจียงหมิงมองดูจนคิ้วกระตุกอย่างบ้าคลั่ง ภายในใจมีจิตสังหารเดือดพล่าน
“กักขังเอาไว้เป็นอาหารโลหิตหรือ?”
“ดินแดนเพาะเลี้ยงกู่หรือ?”
“ล้างเลือดประชากรหนึ่งในสามของสามมณฑลหรือ?”
เขาอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน
กระทั่งภายในใจยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง
การเฝ้ามองมหาสงครามจากแดนไกล แม้จะรู้ดีว่าสรรพชีวิตกำลังเผชิญกับภัยพิบัติ แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่ชัดเจนมากนัก
บนดาดฟ้าของเจดีย์จอมสรรพสิ่ง คำถามของจวินซานเชียน ทำให้เขาต้องตั้งคำถามกับตนเอง
บัดนี้เมื่อได้เห็น ‘ประสบการณ์’ ของหลัวช่าลี่ เจตนาร้ายอันนองเลือด ตัวเลขที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้จิตใจของเขาสั่นสะท้าน
ไม่ว่าเขาจะหาข้ออ้างอย่างไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงข้อหนึ่งได้: ภัยพิบัติแห่งดินแดนบูรพา มีความเกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง
“ข้าก็แค่ต้องการปกป้องศิษย์น้องหญิงเล็กให้ดีเท่านั้นเอง!”
เจียงหมิงขยี้ผมด้วยความกลัดกลุ้ม
เขาแหงนหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน มองดูดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับ สีหน้าดุร้าย
“ในเมื่อพวกเจ้าทำให้ข้าไม่สบายใจ อารมณ์ขุ่นมัว มโนธรรมไม่สงบสุข เช่นนั้นข้าก็จะทำลายล้างพวกเจ้าให้สิ้นซากไปเสียให้หมด!”
สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
เมื่อตั้งสติได้แล้ว สีหน้าของเจียงหมิงก็ดูแปลกประหลาด
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงเลยว่า ผู้อาวุโสสูงสุดท่านนี้ เดิมทีจะเป็นคนของสำนักมารอสุรา สองพ่อลูกวางแผนการ ผลักดันอยู่เบื้องหลัง จนก่อให้เกิดมหาภัยพิบัติขึ้น
ผู้ใดจะคาดคิดกันเล่า?
หากไม่ใช่เพราะมีบันทึกตาข่ายสวรรค์มรรคมนุษย์ ด้วยจินตนาการของเจียงหมิง เกรงว่าคงจะไม่กล้าคิดด้วยซ้ำ
สำนักมารเร้นลับที่เทียบเคียงได้กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์เชียวนะ ถึงกับถูกสายลับช่วงชิงไปได้ แม้ว่าจะมาจากต้นกำเนิดเดียวกันก็ตาม
เรื่องนี้ยังเหลือเชื่อยิ่งกว่าการที่เยวี่ยเฉิงกลายเป็นประมุขขุนเขาแห่งสำนักเก้าสุริยันเสียอีก