- หน้าแรก
- ซูเปอร์สตาร์ปากแจ๋ว แหกกฎวงการมายา
- บทที่ 30 นังผู้หญิงร้ายกาจเซิ่งหนิง
บทที่ 30 นังผู้หญิงร้ายกาจเซิ่งหนิง
บทที่ 30 นังผู้หญิงร้ายกาจเซิ่งหนิง
บทที่ 30 นังผู้หญิงร้ายกาจเซิ่งหนิง
"ไม่ใช่ละ...ไอ้หมอนี่มันมีเบื้องหลังอะไรกันแน่เนี่ย"
ผู้กำกับจางมองตามแผ่นหลังของฉือเหย่ที่เดินจากไป ถอนหายใจด้วยความทึ่งสุดขีด จนกระทั่งตอนนี้ถึงเพิ่งจะ 'กล้า' พูดเสียงดัง "โคตรเทพเลยว่ะ"
"...กร่างสุดๆ ไปเลย นี่สิถึงจะสมกับเป็นนางเอกตัวท็อป"
นัยน์ตาของฉู่หลวนอวี้เป็นประกายวิบวับ "คราวหน้าฉันจะทำแบบนี้บ้าง!"
"?!"
ผู้กำกับจางตกใจสุดขีด
นี่มันเทพเจ้าองค์ไหนจุติลงมาเกิดกันวะเนี่ย!
"แม่งเอ๊ย!"
เสิ่นชิงอวี้สัมผัสได้ถึงสายตาแปลกๆ ของคนรอบข้าง ใบหน้าแดงก่ำ กลับไปนั่งลงที่เดิม
ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเพราะตื่นเต้น มือของเขาถึงได้สั่นเทาเล็กน้อย ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาผู้จัดการส่วนตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อกี้สถานการณ์มันบีบบังคับให้ต้องยอมถอย แต่คนของค่ายเยว่น่ามันรังแกกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอวะ
ยิ่งไปกว่านั้น ทีมงานของเขาได้วางแผนโปรโมตสำหรับงานคืนแห่งเสียงกรี๊ด รวมถึงแผนการสร้างกระแสดราม่าโจมตีฉือเหย่เพื่อสกัดดาวรุ่งเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ตอนนี้ดันมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น ยัยตัวจี๊ดอย่างจินเซี่ยดันเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย เขาต้องรีบแจ้งให้ทีมงานรู้โดยด่วน
คนบ้าคู่กับหมาบ้า พวกแกสองคนนี่มันศีลเสมอกันจริงๆ ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องลงนรกไปพร้อมกันนั่นแหละ!
...
ในเวลาเดียวกัน
บนทางเดินที่ปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม ฉือเหย่และคณะกำลังเดินไปอย่างเงียบๆ
จินเซี่ยเดินอยู่ข้างกายฉือเหย่ นัยน์ตาดอกท้อสุดเย้ายวนลอบมองพี่มี่ที่เดินนำอยู่ข้างหน้า ก่อนจะเหลือบมองไปที่กระเป๋าของฉือเหย่ ส่งสายตาเป็นเชิงบอกใบ้ว่า: อย่าเพิ่งให้ความแตกนะ!
ฉือเหย่เงียบไม่พูดอะไร โคโค่ที่เดินตามหลังมาก็ปิดปากเงียบสนิทเช่นกัน
"เธอคือผู้ช่วยตัวน้อยของครูฉือใช่ไหมคะ"
พระพันปีหลวงสังเกตเห็นความเกร็งของโคโค่ ก็เอ่ยชมอย่างกระตือรือร้น "เธอเก่งมากเลยนะ!"
โคโค่ "...คะ"
ฉันเก่งตรงไหนเนี่ย
พระพันปีหลวงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเก่งตรงไหน แค่เห็นว่าเป็นคนของฉือเหย่ ก็เลยเอ่ยปากชมไปส่งๆ อย่างนั้นแหละ
อืม เธอเป็นคนที่รักใครก็รักไปถึงคนรอบข้างของเขาด้วยนี่แหละ!
"เซี่ยเซี่ย"
พอเดินมาจนสุดทางเดิน ก็จะพบกับโถงทางเข้าซึ่งเป็นห้องโถงของโซนพักผ่อนวีไอพีโซนที่หนึ่ง พื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่การตกแต่งหรูหราอลังการสุดๆ
ในเวลานี้ มีคนอยู่ที่นี่ไม่เยอะ มีแค่ดาราดังสองคนที่แต่งหน้าทำผมเสร็จแล้วและดูจะสนิทสนมกันกำลังยืนคุยเล่นกันอยู่
พี่มี่หยุดเดิน หันไปปรายตามองฉือเหย่แวบหนึ่ง ก่อนจะกวักมือเรียกจินเซี่ย "เธอตามฉันมานี่หน่อย"
"อ้อ"
จินเซี่ยพยักหน้ารับ เดินตามไปอย่างทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
"พี่ฉือ...เธอจะไม่โดนดุใช่ไหมคะ"
พอโคโค่เห็นทั้งสองคนเดินลับมุมตึกไป ถึงได้กล้าหายใจออกมาเฮือกใหญ่—ภาพเหตุการณ์เมื่อกี้ มันน่ากลัวเกินไปแล้วจริงๆ
รู้อยู่แล้วว่าเบื้องหลังวงการบันเทิงมีการชิงดีชิงเด่นและการฟาดฟันกันอย่างดุเดือด แต่การปะทะกันรุนแรงขนาดนี้ แถมยังเป็นนางเอกตัวท็อปที่ปรี๊ดแตกกลางงานแบบนี้ เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลย
"โดนดุเหรอ ใครล่ะ" ฉือเหย่ชะงัก "เธอหมายถึงผู้จัดการน่ะเหรอ"
โคโค่ "?"
ฉือเหย่นึกถึงข้อมูลต่างๆ ที่เขารู้เกี่ยวกับพระพันปีหลวงมารวมๆ กัน แล้วก็ส่ายหน้า "คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง อย่างมากก็แค่กราบขอขมาสักสองสามทีแหละ"
โคโค่ "???"
...
"เซี่ยเซี่ย เมื่อกี้คนอยู่เยอะ พี่ผิดเอง เอาแบบนี้แล้วกัน ตรงนี้ไม่มีใคร พี่คุกเข่ากราบเธอเลยเอ้า"
ตรงหัวมุมตึก พี่มี่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ หมดอาลัยตายอยากในชีวิตสุดๆ
จินเซี่ยตกใจหน้าซีด "พี่มี่ พี่ทำอะไรเนี่ย!"
"ขอแค่เธออยู่ห่างๆ ฉือเหย่คนนั้นไว้ จะให้พี่กราบอีกกี่ทีพี่ก็ยอม"
จินเซี่ย "...ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ"
"แม่คุณเอ๊ย เธอยังจะมีหน้ามาถามพี่อีกเหรอ!" พี่มี่ร้อนรน "เธอจะไปจุ้นจ้านเรื่อง 'เรื่องภายในของค่ายเยว่น่า' ทำไมกัน"
พระพันปีหลวง "..."
แอบรู้สึกผิดนิดๆ แต่ไม่นานก็กลับมาเถียงอย่างมั่นใจ "ครูฉือเป็นคนที่ฉันเชิญมา ถ้าพวกนั้นทำตัวแย่ใส่ครูฉือ ก็เท่ากับทำตัวแย่ใส่ฉันด้วย!"
พี่มี่ "...เธอเคยคิดบ้างไหม ว่าคนอย่างฉือเหย่เขาต้องการความช่วยเหลือจากเธอหรือเปล่า เขาเป็นใคร มีเบื้องหลังยังไง เขาคือองค์ชายแห่งเยว่น่านะ ยัยเด็กโง่!"
จินเซี่ยคิดตามอย่างถี่ถ้วน แล้วส่ายหน้า "เอาจริงๆ นะ จากที่ฉันได้สัมผัสกับครูฉือ...เขาไม่เหมือนกับข่าวลือที่ฉันเคยได้ยินมาเลยสักนิด"
พี่มี่หมดคำจะพูด "เธอเพิ่งรู้จักเขามาได้กี่วันกันเชียว ถ้านับรวมช่วงที่ถ่ายรายการ 'พบคุณ' ด้วย ก็ยังไม่ถึงสามวันเลยมั้ง ทำไมเธอถึงได้ฉลาดรู้ดีนักล่ะ"
นัยน์ตาดอกท้อของจินเซี่ยฉายแววสับสน ไม่ได้เถียงอะไรกลับไปอีก
"เธอรู้ไหมว่าตอนนี้เธอกับเขามีข่าวลือเรื่องเดตกันแล้วนะ"
พี่มี่เห็นดังนั้น ก็อัดต่อ "แฮชแท็กซูเปอร์ทอปปิกคู่จิ้นก็โผล่มาแล้ว! คนทั้งวงการเขากำลังหัวเราะเยาะเธอกันอยู่ เธอรู้ตัวบ้างไหม"
"หัวเราะเยาะฉันเรื่องอะไร ทำไมฉันต้องไปใส่ใจความคิดของพวกนั้นด้วยล่ะ"
"...เฮ้อ" พี่มี่ถอนหายใจยาว "แล้วเรื่องที่บ้านเธอล่ะ ตอนนี้กระแสยังไม่แรงเท่าไหร่ แต่ถ้าปล่อยไว้อีกสักพัก พอคนที่บ้านเธอรู้เรื่องนี้เข้า เธอคิดว่าเธอจะยังได้ทำตัวตามใจชอบ นึกอยากถ่ายละครก็ถ่าย นึกอยากออกวาไรตี้ก็ออกเหมือนทุกวันนี้อีกไหม"
พระพันปีหลวงฟังแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาเถียง
ได้แต่สะบัดหน้าหนี ไม่ยอมพูดอะไร
"ช่างเถอะ เธอรู้เรื่องพวกนี้ดีอยู่แล้ว เอาไปคิดทบทวนดูให้ดีก็แล้วกัน"
พี่มี่ไม่พูดอะไรต่อ เธอรู้ดีว่าความจริงแล้วจินเซี่ยรู้ดีทุกอย่างนั่นแหละ แต่หล่อนก็แค่ดื้อรั้น ไม่ยอมฟังใครเท่านั้นเอง
อืม เน้นคอนเซปต์วัยต่อต้านดีเลย์ไปสิบปี
ทั้งสองคนคุยกันเสร็จ ก็เดินกลับออกมาอีกครั้ง
"ครูฉือ ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันพาไปดูห้องพักส่วนตัวของฉัน!"
จินเซี่ยกลับมาร่าเริงสดใสเหมือนเดิมแล้ว คว้าแขนฉือเหย่ลากเดินตรงไปยังห้องพักส่วนตัวของตัวเองทันที
ตอนเดินผ่านดาราดังสองคนในโถงทางเข้า ก็ยังอุตส่าห์หยุดทักทายด้วยซ้ำ
"เธอไม่เป็นไรใช่ไหม"
ถึงแม้พระพันปีหลวงจะกลบเกลื่อนได้เก่งมาก แต่บางทีอาจจะเป็นเพราะคลื่นความถี่ตรงกัน ฉือเหย่จึงสัมผัสได้ลางๆ ว่าพระพันปีหลวงผู้สดใสร่าเริงไร้กังวล กำลังมีเรื่องทุกข์ใจอยู่ลึกๆ
"ไม่เป็นไรนี่คะ" จินเซี่ยเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยทอประกายสดใสกระจ่างใส
เธอชะงักไปนิด สังเกตสีหน้าของฉือเหย่อย่างถี่ถ้วน ก่อนจะกระซิบข้างหูเขาเบาๆ "ครูฉือไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันคุ้มกะลาหัวคุณเอง"
ฉือเหย่อึ้งไปเลย
จินเซี่ยโบกมือปัด "ก็เซิ่งหนิงจ้องจะเล่นงานคุณไม่ใช่เหรอคะ ไป พวกเราไปเหยียบหน้าหล่อนเล่นกันเถอะ!"
ฉือเหย่ "หา"
แต่ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังอึกทึกมาจากด้านหน้า
วินาทีต่อมา คนกลุ่มใหญ่ก็เดินกรูกันออกมาจากห้องพักห้องหนึ่ง
หญิงสาววัยยี่สิบแปดยี่สิบเก้าคนหนึ่งถูกห้อมล้อมราวกับไข่ในหินอยู่ตรงกลางวง
เธอสวมชุดราตรีโอต์กูตูร์สีสันฉูดฉาด บนเรือนร่างไม่มีเครื่องประดับรุงรังให้เห็น แต่กลับแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างรุนแรง เธอสวมรองเท้าส้นสูง ก้าวเดินอย่างแช่มช้อย ทว่าทุกคนกลับจ้องมองทุกอิริยาบถของเธอตาไม่กะพริบ หากมีอะไรทำให้เธอไม่พอใจแม้แต่นิดเดียว ก็จะมีคนรีบพุ่งเข้าไปประคองทันที
"นังผู้หญิงร้ายกาจ!"
ทันทีที่จินเซี่ยเห็นผู้หญิงคนนี้ นัยน์ตาก็เบิกกว้างเป็นประกาย รีบคว้าแขนฉือเหย่วิ่งตึงๆ ตรงดิ่งเข้าไปหาทันที
"หืม"
เซิ่งหนิงปรายตามอง นัยน์ตาที่เปล่งประกายดุจดวงดาวชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะจับจ้องไปที่ฉือเหย่ แววตาฉายร่องรอยของความตกตะลึงและงุนงง
แต่ไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ น้ำเสียงไพเราะทว่าแฝงความเย็นชา "ใครปล่อยให้ไอ้หมอนี่เข้ามา!"
คนรอบข้างอึ้งไปตามๆ กัน ผู้ช่วยของเธอถลึงตาใส่ฉือเหย่อย่างดุเดือด ก่อนจะรีบโค้งตัวเข้าไปกระซิบรายงาน
"ฉันเป็นคนให้เขาเข้ามาเองแหละ!"
พระพันปีหลวงยืดอกหลังตรง ความสวยสง่าไม่ได้ด้อยไปกว่าตัวแม่แห่งสี่นางเอกหน้าใหม่คนนี้เลยสักนิด น้ำเสียงเย่อหยิ่งจองหอง "ครูฉือเป็นเพื่อนฉัน เธอมีปัญหาอะไรไหมล่ะ"
เซิ่งหนิง "?"
หันไปมองพี่มี่ที่ยืนอยู่ข้างพระพันปีหลวง "สั่งสอนเด็กในสังกัดเธอให้ดีๆ หน่อยนะ"
พี่มี่ "?"
ใบหน้าที่เคยดูมีเหตุมีผลพลันปรี๊ดแตกขึ้นมาทันที เธอเท้าสะเอว สวนกลับอย่างเจ็บแสบ "เด็กเหรอ เธอว่าใครเป็นเด็กฮะ อายุอานามก็ปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้ว ยังมานั่งแก้ประวัติลดอายุตัวเองทุกวี่ทุกวัน ฉันว่าเธอต่างหากที่อยากกลับไปเป็นเด็กใจแทบขาด"
เซิ่งหนิง "?!"
"ใช่ๆ" จินเซี่ยหัวเราะร่า รีบสมทบ "เมื่อสองวันก่อนก็เพิ่งขึ้นเทรนด์ฮิตเวยป๋อไปไม่ใช่เหรอ 'พี่สาว' เซิ่งหนิงของพวกเรา แก้ประวัติวิกิพีเดียเป็นครั้งที่ร้อยแปด คราวนี้แก้เป็นอายุเท่าไหร่ล่ะ อ้อ 18 ปี! คราวนี้กลายเป็นวัยรุ่นยุค 00 แล้วสินะ วัยรุ่นยุค 00 ที่เกิดปี 1900 น่ะ"
เซิ่งหนิงโกรธจนตาหยี
เธอเป็นคนที่อายุเยอะที่สุดในบรรดาสี่นางเอกหน้าใหม่ แถมยังดังช้ากว่าคนอื่นด้วย ดังนั้นเรื่องที่มักจะโดนขุดมาโจมตีมากที่สุดก็คือเรื่องอายุนี่แหละ
"วัยรุ่นยุค 00 ก็ยังดีกว่าพวกเด็กเส้นจอมเรื่องมากก็แล้วกัน นอกจากจะเกาะใบบุญครอบครัวแล้ว เธอทำอะไรเป็นบ้างล่ะ ดัดเสียงออดอ้อนขอกอดงั้นเหรอ จะไปอ้อนใครล่ะ"
สายตาของเธอตวัดไปตกอยู่ที่ฉือเหย่ แววตาเหยียดหยาม "อ้อนหมอนี่เนี่ยนะ เธอนี่มันหิวโซจนหน้ามืดตามัวจริงๆ"
"เอ๊ะ พวกเธอจะตบตีแย่งซีนกันก็ทำไปสิ อย่ามาพาดพิงถึงฉันได้ไหม"
ฉือเหย่ชักจะไม่พอใจ หันไปพูดกับพระพันปีหลวงว่า "ปี 1900 นี่มันก็เกินไปหน่อยนะ ปีค.ศ. 100 ก็น่าจะพอแล้วล่ะ"
"ฮ่าฮ่า...หา"
พระพันปีหลวงชะงักไปนิด ก่อนจะยกนิ้วให้ด้วยความนับถือ "ฝีปากยังคงเป็นเลิศเหมือนเดิมเลยนะครูฉือ!"
จากนั้นก็หันไปจ้องหน้าเซิ่งหนิง ขุดคำด่าทอที่เจ็บแสบที่สุดออกมาพ่นใส่ "ยัยป้าแก่หนังเหี่ยว ตีนกาโผล่มาทักทายแล้วเห็นไหมน่ะ!"
"?!"
"มองอะไรฮะ ยัยโง่..."
"เอ๊ะๆ อย่าพูดคำหยาบสิ!"
ฉือเหย่รีบเอามือปิดปากพระพันปีหลวงเอาไว้
ยัยเด็กนี่ทำไมถึงชอบเลียนแบบเรื่องแย่ๆ นักนะ!
เซิ่งหนิงโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ปรายตามองทั้งสองคนด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป
"พี่หนิง พี่หนิง...พี่จะไปไหนคะ"
เซิ่งหนิงสะบัดมือด้วยความรังเกียจ "เสนียดสายตา กลับไปล้างตาก่อน"
"ฮ่าฮ่า สติแตกไปแล้ว ครูฉือ หล่อนสติแตกไปแล้วค่ะ!"
พระพันปีหลวงหัวเราะร่า ดีอกดีใจสุดๆ
พี่มี่เองก็แอบอมยิ้มที่มุมปากเหมือนกัน
แต่ฉือเหย่กลับมองทั้งสองคนด้วยความประหลาดใจ
พระพันปีหลวงมี 'ช่วงเวลาเฉิดฉาย' แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย
หาดูยากจริงๆ แฮะ
แล้วก็ท่าทีของพี่มี่นั่นอีก...
ก่อนหน้านี้ พี่มี่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแม่บ้านที่คอยดูแลพระพันปีหลวง มีเหตุผลและเยือกเย็นเสมอ
แต่เมื่อกี้...ทำไมเพิ่งจะเจอหน้ากันก็เปิดฉากฉะกันซะยับขนาดนั้นล่ะ
สองบ้านนี้...
จู่ๆ ฉือเหย่ก็นึกขึ้นมาได้ ดูเหมือนว่าในบรรดาสี่นางเอกหน้าใหม่ สองบ้านที่เกลียดขี้หน้ากันจนแทบอยากจะฆ่าให้ตาย ก็คือสองบ้านนี้นี่แหละ
คู่แค้นคู่อาฆาตของแท้เลย
"วางใจได้เลยค่ะครูฉือ"
จินเซี่ยกำชายเสื้อฉือเหย่แน่น ให้คำมั่นเป็นมั่นเป็นเหมาะ "ไม่ต้องไปกลัวหล่อนหรอก มีฉันอยู่ทั้งคน เซิ่งหนิงไม่กล้าทำอะไรคุณหรอก!"
ฉือเหย่ "...ก็น่าจะจริง ฉันพอจะมองออกแล้วล่ะ"
พระพันปีหลวงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ท่าทางราวกับแม่ทัพที่เพิ่งคว้าชัยชนะกลับมา "ไป กลับห้องกันเถอะ!"
...
อีกด้านหนึ่ง
พอเซิ่งหนิงกลับมาถึงห้องพัก สีหน้าที่เคยดูโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่นี้ ก็กลับมาเรียบเฉยไร้อารมณ์ดังเดิม
"พี่หนิง พวกนั้นทำเกินไปแล้วนะคะ จินเซี่ยน่ะช่างมันเถอะ แต่ไอ้ฉือเหย่มันเป็นใครกัน มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้ เมื่อก่อนก็เกาะกระแสพี่ดัง แต่เดี๋ยวนี้ดันแว้งกัด ไม่ไว้หน้ากันเลย แถมยังออกตัวปกป้องจินเซี่ยมาด่า...มาว่าพวกเราอีก!"
ผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ บ่นอย่างไม่พอใจ
เซิ่งหนิงปรายตามองหล่อนแวบหนึ่ง "ฉือเหย่เข้ามาได้ยังไง"
ผู้ช่วย "..."
เงียบกริบเป็นเป่าสาก หน้าซีดเผือดลงทันที
"ช่างมันเถอะ" เซิ่งหนิงโบกมือปัด "ไปบอกตากล้องเฒ่าจางนะ ว่าพวกเขาจะไว้หน้าจินเซี่ย ปล่อยให้ฉือเหย่เข้ามาในงานก็ไม่เป็นไร แต่ห้ามแพนกล้องไปจับภาพหมอนั่นเด็ดขาด เข้าใจไหม"
"ค่ะๆ ฉันจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เลยค่ะ..." ผู้ช่วยพยักหน้ารับ ก่อนจะลังเล "แต่ทางฝั่งจินเซี่ย ฉันกลัวว่าหล่อนจะไม่ยอมน่ะสิคะ..."
"หล่อนไม่ยอมงั้นเหรอ หล่อนคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ที่นี่มันถิ่นของใครฮะ!"
เซิ่งหนิงแผ่รังสีอำมหิตออกมาเต็มสูบ "ก็แค่ยัยเด็กปัญญาอ่อน ที่หล่อนดังขึ้นมาได้ก็เพราะบารมีครอบครัวล้วนๆ แต่หล่อนมีเส้นสายอะไรนักหนาเชียว มีแต่ผายน่ะสิ!"
ทุกคนในห้องพักต่างก็หุบปากเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว
พี่หนิงมีดีกรีเป็นถึงนายทุนเต็มตัว มีเส้นสายกว้างขวางกว่า การที่เธอจะพูดแบบนี้ก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว
เซิ่งหนิงไม่ได้ปิดบังความรังเกียจและดูแคลนที่เธอมีต่อจินเซี่ยเลยแม้แต่น้อย "หล่อนก็เก่งแต่ขู่คนอื่นไปวันๆ เท่านั้นแหละ ครอบครัวหล่อนจะยิ่งใหญ่มาจากไหนฉันไม่สนหรอก แต่ในวงการบันเทิงเนี่ย ไม่เคยเห็นจะมีชื่อเสียงเรียงนามอะไรเลย ไปบอกเสิ่นชิงอวี้ว่าไม่ต้องไปกลัวจินเซี่ยหรอก หล่อนไม่มีปัญญาคุ้มครองฉือเหย่ได้หรอก"
เธอหยุดชะงักไปนิด นัยน์ตาทอประกายแข็งกร้าว "วันนี้ฉันไม่คิดจะไว้หน้าพวกมันอยู่แล้ว พวกมันจะทำไมฉันได้ล่ะ!"
"ค่ะ ฉันเข้าใจแล้วค่ะ"
ผู้ช่วยพยักหน้ารับ ลอบสังเกตสีหน้าของเซิ่งหนิง พอเห็นว่าเธอเม้มริมฝีปาก ก็รีบยกชาร้อนเข้าไปเสิร์ฟทันที "พี่หนิงคะ ชากำลังอุ่นๆ พอดีเลยค่ะ"
...
"พระพันปีหลวง เมื่อกี้เธอทำตัวไม่ค่อยสุภาพเลยนะ"
"เวลาต้องรับมือกับนังผู้หญิงร้ายกาจ บางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องสง่างามหรอกนะ!"
ห้องพักส่วนตัวของพระพันปีหลวงตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ แอร์เย็นฉ่ำกำลังดี
จินเซี่ยพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ "คุณไม่รู้จักหล่อนหรอก เซิ่งหนิงคนนี้น่ะใจแคบสุดๆ ขี้อิจฉาตาร้อน ทนเห็นคนอื่นดังกว่าตัวเองไม่ได้ ชอบทำเรื่องชั่วร้ายสารพัด!"
ฉือเหย่ "..."
"ช่างเถอะ ไม่พูดถึงหล่อนแล้ว"
"ครูฉือ คราวนี้คุณมางานคืนแห่งเสียงกรี๊ดทำไมเหรอคะ"
จินเซี่ยรินน้ำให้ฉือเหย่แก้วหนึ่ง แต่ยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจ ก็เลยหยิบกลีบกุหลาบที่เพิ่งเด็ดมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อเช้าใส่ลงไปอีกสองสามกลีบ พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "อืม แบบนี้ค่อยดูสวยงามขึ้นมาหน่อย"
ฉือเหย่ "..."
สมกับเป็น 'นักฆ่าพันธุ์ไม้' จริงๆ
"มีบทซีรีส์เรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะแสดง ผู้กำกับก็บังเอิญอยู่ที่นี่พอดี ฉันก็เลยมาน่ะ"
พระพันปีหลวงชะงักไปนิด "บทซีรีส์เหรอ"
มองสำรวจฉือเหย่ตั้งแต่หัวจรดเท้าแวบหนึ่ง "คุณจะแสดงละครเหรอคะ"
ฉือเหย่ "?"
นี่มันสายตาอะไรกันเนี่ย
"อะแฮ่ม..." พระพันปีหลวงกระแอมเบาๆ สองที ทำหน้าจริงจัง "ในเรื่องนี้ ข้าน้อยยังถือว่ามีประสบการณ์โชกโชนอยู่บ้าง ตามความเห็นของข้าน้อย...ครูฉือ คุณช่วยปล่อยคนดูไปไม่ได้เหรอคะ"
ฉือเหย่ "?!"
"ล้อเล่น ล้อเล่นขำๆ น่ะค่ะ"
จินเซี่ยเห็นท่าทางของฉือเหย่แล้วก็อดขำไม่ได้ พอหัวเราะจนพอใจแล้วถึงได้คิดทบทวนดูอีกที "เดี๋ยวฉันต้องไปเดินพรมแดงแล้ว คงไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนคุณ ผู้กำกับคนนั้นก็คงต้องไปเหมือนกัน...เอาอย่างนี้ดีไหม คุณบอกมาว่าผู้กำกับคนนั้นนั่งอยู่ตรงไหน เดี๋ยวฉันให้คนจัดการสลับที่ให้คุณไปนั่งข้างๆ เขาเลย พวกคุณจะได้คุยกันเรื่องบทให้จบๆ ไป"
"ไม่ต้องหรอก ตอนนี้เขายังหนีไปไหนไม่ได้แน่ เดี๋ยวฉันรอให้เขาร่วมงานเสร็จ ค่อยคุยกันดีกว่า"
ฉือเหย่ส่ายหน้า
พูดตามตรง วันนี้เขารบกวนพระพันปีหลวงมากเกินไปแล้ว ถึงแม้เขาจะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ในใจก็รู้ขอบเขตดี
"งั้นก็ได้ค่ะ" เธอกดเสียงต่ำ ทำเสียงออดอ้อน "ยังไงซะ พอจบงานคุณก็ต้องพาฉันออกไป...เที่ยวด้วยกันนะ!"
ฉือเหย่ "...ตกลง"
พระพันปีหลวงก็แค่ห่วงเล่นไปหน่อย แน่นอนว่าต้องตามใจเธออยู่แล้ว!
จินเซี่ยหรี่นัยน์ตาดอกท้ออย่างพึงพอใจ ก่อนจะลอบมองพี่มี่ที่นั่งหน้าหงิกหน้างออยู่บนโซฟาและคอยเหลือบมองมาทางนี้เป็นระยะๆ อย่างมีเลศนัย ลดเสียงให้เบาลงไปอีก "อย่าเพิ่งเอาของให้ฉันนะ รอหาจังหวะดีๆ ค่อยส่งมอบ รับทราบไหม"
ฉือเหย่ปรายตามองพี่มี่แวบหนึ่ง แล้วพยักหน้ารับ "ไม่มีปัญหา รับทราบ"
"อืม..."
พระพันปีหลวงเพิ่งจะอ้าปากเตรียมส่ง 'รหัสลับ' ต่อ
"เซี่ยเซี่ย เตรียมตัวเดินพรมแดงได้แล้ว"
พี่มี่ลุกขึ้นยืน กางปีกปกป้องจินเซี่ยราวกับแม่ไก่หวงลูก แถมยังปรายตามองฉือเหย่แวบหนึ่งด้วย
ฉือเหย่ "..."
มองหน้าหาพระแสงอะไรเนี่ย
"งั้นเหรอคะ โอเค ไปกันเถอะ"
จินเซี่ยค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง ทีมงานรอบข้างรีบกรูเข้ามาช่วยจัดแจงรอยยับบนกระโปรงที่แทบจะมองไม่เห็นให้เรียบกริบทันที
"ครูฉือ" เธอหันมากะพริบนัยน์ตาดอกท้อ "คุณอยากเห็นฉันตอนเดินพรมแดงไหมคะ"
ฉือเหย่ชะงักไปนิด
"ไปกันเถอะ พวกเราไปเดินพรมแดงกัน!"
พระพันปีหลวงยื่นมือออกมาอย่างเริงร่า พี่มี่ชิงจังหวะพุ่งเข้าไปประคองแขนไว้ก่อน ฉือเหย่เห็นดังนั้นก็ปรายตามองพี่มี่ด้วยความหมั่นไส้อีกครั้ง ก่อนจะเดินตามพระพันปีหลวงออกไป
[จบแล้ว]