- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 66 : เริ่มต้นการวิวัฒนาการครั้งที่สี่!!
บทที่ 66 : เริ่มต้นการวิวัฒนาการครั้งที่สี่!!
บทที่ 66 : เริ่มต้นการวิวัฒนาการครั้งที่สี่!!
บทที่ 66 : เริ่มต้นการวิวัฒนาการครั้งที่สี่!!
"เฮ้อ นางรู้ไหม คำกล่าวที่ว่า 'ป่าเถื่อนกันดารมักให้กำเนิดคนพาล' เนี่ย บางทีมันก็มีเค้าความจริงอยู่เหมือนกันนะ..."
หวังลี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด
"นี่มันหลอกให้เรามาเสียเที่ยวชัดๆ! ให้เราถ่อมาตั้งไกลเพื่อเรื่องพรรค์นี้เนี่ยนะ?"
"ให้ตายเถอะ…เดี๋ยวพอเจอหน้า ข้าจะอบรมยัยเด็กนั่นให้เข็ดเลย! มีสิทธิ์อะไรมาใช้กฎบ้าๆนี่พร่ำเพรื่อหา?"
เมื่อได้ยินดังนั้น…หลิวเฟิง อาจารย์หนุ่มที่เดินอยู่ข้างๆ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสังเกตได้ยาก
"อาจารย์หวังครับ ไม่เห็นต้องโมโหขนาดนั้นเลย ทรัพยากรทางการศึกษาและบุคลากรของเมืองเล็กๆ มันเทียบเมืองใหญ่ไม่ได้อยู่แล้ว"
"เด็กๆที่นี่ก็เลยมีวิสัยทัศน์และมุมมองที่จำกัด ความคิดความอ่านอาจจะยังไม่โตพอ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้…พวกเราก็แค่มาทำหน้าที่ตามขั้นตอน อย่าไปต้อนเด็กมันให้จนมุมนักเลยครับ!"
ตัวเขาเองก็ไต่เต้ามาจากเมืองเล็กๆ เหมือนกัน จึงเข้าใจความยากลำบากของคนต่างจังหวัดเป็นอย่างดี
เมื่อได้ยินคำพูดเหยียดหยามภูมิภาคแบบนี้ ในใจก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
แต่หวังลี่กลับแค่นเสียงเย็นชาอย่างไม่ใส่ใจ "ต้อนให้จนมุมเหรอ? ข้าก็แค่จะทำให้ยัยเด็กนั่นตาสว่าง ยอมรับความจริงต่างหาก!
“นักเรียนจากเมืองเล็กๆ แบบนี้ ขีดจำกัดสูงสุดของชีวิตมันก็ถูกกำหนดไว้หมดแล้ว ยังจะฝันเฟื่องอยากก้าวกระโดดไปเรียนที่ตูหนานอีกเหรอ?”
"อีกอย่างนะ ถ้าขืนปล่อยให้ทุกคนเอาแต่ใช้กฎพร่ำเพรื่อแบบยัยเด็กนี่ พวกเราไม่ต้องทำงานกันจนตายไปข้างเลยเหรอ?
“ต้องสั่งสอนให้รู้ซะบ้าง ว่าการใช้กฎมั่วซั่วมันมีราคาที่ต้องจ่าย! นี่ก็เพื่อความสะดวกในการทำงานของพวกเราในอนาคตด้วยไม่ใช่หรือไง?”
คิ้วของหลิวเฟิงขมวดแน่นยิ่งกว่าเดิม แต่เห็นแก่ความเป็นเพื่อนร่วมงาน
สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเงียบ ไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรอีก เพียงแต่ลอบถอนหายใจอยู่ในใจ
ผู้หญิงคนนี้…อีโก้สูงปรี๊ดเกินไปแล้ว...
เขาไม่อยากจะสานต่อบทสนทนาที่ชวนอึดอัดนี้อีก จึงเปลี่ยนเรื่องคุยระหว่างที่เดินไป
"จะว่าไป ข้าได้ยินมาว่า วันนี้ท่านอธิบดีกรมการศึกษามณฑลกับผู้บริหารระดับสูงหลายท่าน ลงพื้นที่มาที่เจียงเฉิงด้วยนะ ไม่รู้เหมือนกันว่ามาทำอะไร"
เรื่องของกู่เยว่ซีถูกปิดเป็นความลับขั้นสูงสุด อาจารย์ธรรมดาอย่างพวกเขาไม่มีทางรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน
หวังลี่ชะงักไปนิด นางเองก็พอจะได้ยินข่าวนี้มาบ้าง แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไร จึงเดาสุ่มๆไปว่า
"คงจะมาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ระดับล่างกระมัง? วันนี้เป็นวันสอบภาคปฏิบัติของนักเรียนมัธยมปลายปีสามพร้อมกันทั้งมณฑล ป่านนี้การสอบก็น่าจะจบไปแล้ว พวกผู้บริหารก็คงเดินทางกลับกันไปหมดแล้วล่ะมั้ง"
พูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของนางก็ฉายแววเสียดายออกมานิดๆ
"เฮ้อ รู้งี้รีบออกเดินทางให้เร็วกว่านี้ก็ดีหรอก จะได้มาทันเจอพวกท่าน"
แต่สิ่งที่นางเสียดาย ไม่ใช่การที่ไม่ได้เจอพวกผู้บริหารระดับสูงอย่างท่านอธิบดีจางหรอกนะ
แต่เป็นเพราะนางได้ยินมาว่า…รองประธานหวัง แห่งสมาคมผู้ใช้พลังจิตประจำมณฑล ก็เดินทางมาด้วยต่างหาก!
นั่นมันผู้ใช้พลังจิตระดับเจ็ดเชียวนะ!
เป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งระดับท็อปของเมืองตูหนานเลย!
หวังลี่เองก็เป็นผู้ใช้พลังจิตระดับสามขั้นกลาง นางจึงยกย่องรองประธานหวังให้เป็นไอดอลในดวงใจมาตลอด
เพียงแต่ว่าสถานะของทั้งสองคนห่างชั้นกันเกินไป นางจึงไม่เคยมีโอกาสได้พบเจอตัวจริงเลยสักครั้ง
พลังรบของผู้ใช้พลังจิตนั้นลึกลับและคาดเดาได้ยาก หากอยู่ในระดับเดียวกัน จอมยุทธ์ทั่วไปไม่มีทางต่อกรได้เลย
สำหรับยอดฝีมือระดับเจ็ดอย่างรองประธานหวัง ดีไม่ดีอาจจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับจอมยุทธ์ระดับเก้าได้ด้วยซ้ำ!
บุคคลระดับบิ๊กเบิ้มขนาดนี้ ถึงกับยอมเสียสละเวลาเดินทางมาเยี่ยมเยียนเมืองเล็กๆ ที่ห่างไกลความเจริญอย่างเจียงเฉิงด้วยตัวเอง...
ในใจของหวังลี่ จู่ๆก็บังเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและเลื่อมใสไอดอลของตนอย่างสุดซึ้ง
ช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน!
เพื่อมาให้กำลังใจนักเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร ถึงกับยอมเหน็ดเหนื่อยเดินทางมาด้วยตัวเอง ช่างเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่องจริงๆ!
หลิวเฟิงมองดูสีหน้าที่ทั้งเห็นอกเห็นใจ ทั้งเลื่อมใส แถมยังแฝงไปด้วยความเวทนาของนางแล้ว ก็ถึงกับพูดไม่ออกไปเลย
เขาไม่สามารถทำความเข้าใจตรรกะความคิดของเพื่อนร่วมงานคนนี้ได้จริงๆ
เขาถอนหายใจ ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับประเด็นนี้อีกแล้ว แค่อยากจะรีบทำงานให้เสร็จๆ แล้วเผ่นออกจากที่นี่ไวๆ
"ช่างเถอะ พวกเราหุบปากแล้วรีบเดินไปที่โรงเรียนมัธยมปลายวิญญาณยุทธเจียงเฉิงกันดีกว่า ป่านนี้นักเรียนที่ชื่อกู่เยว่ซีคนนั้นก็น่าจะกลับไปที่โรงเรียนแล้ว"
"ได้สิ! ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกัน ว่าไอ้เด็กคนนี้มันจะแน่สักแค่ไหน!"
...
ณ จวนเจ้าเมืองเจียงเฉิง
ภายในห้องสวีทสุดหรู ซึ่งตามปกติแล้วจะมีเพียงข้าราชการระดับสูงจากทางมณฑลเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าพัก
กู่เยว่ซีนั่งอ่านคัมภีร์วิชาลับระดับปฐพี 'หนามพันวิญญาณ' ที่รองประธานหวังมอบให้อย่างสงบเงียบอยู่บนโซฟา
ส่วนที่ข้างกายนาง มีแสงสีเลือดเข้มข้นสว่างวาบ ห่อหุ้มร่างของฉู่เซิงเอาไว้จนมิด ก่อตัวเป็นรังไหมแสงขนาดเล็กที่เต้นตุบๆ เป็นจังหวะ
รอบๆรังไหมนั้น พวกโอสถและสมบัติล้ำค่าที่เหล่าผู้บริหารประเคนให้ ซึ่งถูกกู่เยว่ซีวางกองรวมกันไว้อย่างลวกๆ กำลังค่อยๆ หม่นแสงและแห้งเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด
พลังงานอันมหาศาล กำลังถูกสูบเข้าไปในรังไหมอย่างบ้าคลั่ง
อืม…ใช่แล้วล่ะ
มันวิวัฒนาการอีกแล้ว...
ถึงกับแหกกฎเหล็กแห่งประวัติศาสตร์ผู้ฝึกสัตว์​อสูร และวิวัฒนาการเป็นครั้งที่สี่ได้จริงๆ...
กู่เยว่ซีรำพึงในใจด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกใดๆ
ตามหลักการแล้ว ตอนนี้นางควรจะช็อกตาตั้ง หรือไม่ก็ดีใจจนเนื้อเต้นสิ เพราะนี่มันหมายความว่า สัตว์อสูรของนางมีแนวโน้มสูงมากที่จะสามารถวิวัฒนาการได้เรื่อยๆอย่างไร้ขีดจำกัด
ขีดจำกัดสูงสุดของมันนั้น…สูงส่งจนยากจะจินตนาการ
แต่ทว่า…ทำไมในใจข้าถึงได้นิ่งสงบเป็นน้ำนิ่งแบบนี้ล่ะ?
หรือว่า…ข้าจะโดนเจ้านี่ทำเซอร์ไพรส์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนด้านชาไปหมดแล้ว?
กู่เยว่ซีถอนหายใจเบาๆ ปรายตามองรังไหมแสงนั้นด้วยสายตาที่ซับซ้อน ก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านคัมภีร์วิชาลับต่อไป
เมื่อครู่นี้เอง ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์การสอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรือเหล่าผู้บริหาร หรือแม้แต่เหลิ่งเหยียนที่ปลีกตัวออกไปแล้ว ล้วนถูกเชิญตัวกลับมาเพื่อเซ็นสัญญารักษาความลับระดับสูงสุดของสหพันธรัฐ
เนื้อหาในสัญญานั้นเรียบง่ายมาก
คือให้ทุกคนรูดซิปปากให้สนิท ห้ามแพร่งพรายสิ่งที่เห็นหรือได้ยินในวันนี้ออกไปแม้แต่ครึ่งคำ!
ระดับการรักษาความลับในครั้งนี้ สูงกว่าเมื่อสามวันก่อนหลายเท่าตัวนัก
เมื่อสามวันก่อน เป็นเพียงการปรากฏตัวของยุงที่มีสติปัญญาสูงส่ง แม้จะมีมูลค่าทางการวิจัยสูงปรี๊ด แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้มาตรการรักษาความลับขั้นสูงสุด
แต่ทว่า ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
อัจฉริยะที่การันตีการก้าวสู่ระดับราชาในอนาคต ซ้ำยังมีแววจะทะลวงถึงระดับจักรพรรดิได้!
มูลค่าทางยุทธศาสตร์ของนางนั้น ไม่ต่างอะไรกับระเบิดนิวเคลียร์ในยุคก่อนการตื่นรู้ของพลังวิญญาณเลย!
นี่ไม่ใช่แค่สมบัติล้ำค่าของชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นเสี้ยนหนามชิ้นโตในสายตาของขั้วอำนาจศัตรูอีกด้วย
หากข้อมูลของกู่เยว่ซีหลุดรอดออกไป รับรองได้เลยว่านางจะต้องเผชิญกับการลอบสังหารและปัญหาที่ตามมาเป็นพรวนอย่างแน่นอน
ต้องรู้ไว้ว่า โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ประเทศต้าเซี่ยเพียงประเทศเดียว และต้าเซี่ยก็ไม่ได้เป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกด้วย
ดังนั้น ก่อนที่นางจะเติบโตและแข็งแกร่งจนปกป้องตัวเองได้ ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับนางจะต้องถูกปิดเป็นความลับขั้นสุดยอด
….
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเบาๆ
เมื่อกู่เยว่ซีเอ่ยอนุญาต…จางเฉิงเย่ก็ผลักประตูเดินเข้ามา
สีหน้าของเขาดูจริงจังและเคร่งเครียดยิ่งกว่าตอนอยู่บนลานกว้างหลายเท่านัก
ข้างหลังเขามีรองประธานหวังเดินตามมาติดๆ ผู้แข็งแกร่งระดับเจ็ดสายพลังจิต ซึ่งเป็นหนึ่งในยอดฝีมือระดับท็อปของเมืองหลวงตูหนาน บัดนี้กลับมีท่าทีเกร็งๆ ดูทำตัวไม่ค่อยถูก
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู สายตาของทั้งสองก็ถูกดึงดูดไปยังรังไหมแสงสีเลือดที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่ข้างโซฟาทันที สีหน้าของทั้งคู่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงและหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน
"นะ…นี่มัน?!"
รองประธานหวังอุทานเสียงหลง เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงคลื่นพลังชีวิตอันแข็งแกร่งที่แผ่ซ่านออกมาจากรังไหมนั้น
"มันกำลัง…วิวัฒนาการอยู่เหรอ?!"
"อืม" กู่เยว่ซีพยักหน้ารับเรียบๆ
"นะ…นี่มัน..."
รองประธานหวังถึงกับเอ๋อรับประทาน​
ไอ้นี่มันตัวบ้าอะไรฟะเนี่ย?!
ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะวิวัฒนาการในดินแดนลับมาหมาดๆ หรือไง?
แล้วทำไมตอนนี้ถึงมาวิวัฒนาการอีกแล้วล่ะ?!
กู่เยว่ซีรู้ดีว่าพวกเขากำลังเข้าใจผิด จึงอธิบายไปส่งๆ
"มันไม่ได้วิวัฒนาการในดินแดนลับหรอกค่ะ จู่ๆระดับสายเลือดของมันก็เพิ่มขึ้นมานิดหน่อยเฉยๆ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม"
จางเฉิงเย่: "..."
รองประธานหวัง: "..."
เพิ่มขึ้นมาเฉยๆเนี่ยนะ!
ไม่ได้วิวัฒนาการแต่ดันอัปเกรดระดับสายเลือดได้? โคตรจะเหนือจินตนาการเลย!
จางเฉิงเย่กลืนน้ำลายเอื๊อก อดไม่ได้ที่จะถามออกไป
"นักเรียนกู่ แล้วยุงของเจ้า…มันวิวัฒนาการเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วล่ะ? ครั้งที่สามใช่ไหม?"
กู่เยว่ซีส่ายหัว "ไม่ใช่ค่ะ"
จางเฉิงเย่ชะงักไป "ไม่น่าใช่นะ! นี่เป็นการวิวัฒนาการครั้งที่สองเหรอ? ถ้างั้นก่อนหน้านี้มันก็เพิ่งวิวัฒนาการไปแค่ครั้งเดียวเองน่ะสิ? แค่ครั้งเดียวก็เทพขนาดนี้แล้วเหรอ?"
กู่เยว่ซี: "...นี่เป็นการวิวัฒนาการครั้งที่สี่ของมันแล้วค่ะ"
จางเฉิงเย่: "???"
รองประธานหวัง: "???"
"ก็ใช้เวลาไปไม่ถึงครึ่งเดือนน่ะค่ะ" กู่เยว่ซีตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์
ทั้งสองคน: "..."
ชา…ชาไปทั้งตัวแล้ว
ไอ้นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย?
ไม่เพียงแต่แหกกฎเหล็กที่ว่าสัตว์อสูรสามารถวิวัฒนาการได้แค่สามครั้งเท่านั้น แต่นี่ล่อวิวัฒนาการไปตั้งสี่ครั้งในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือน!
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าศักยภาพของเจ้ายุงตัวนี้ก็สะเทือนฟ้าสะเทือนดินพออยู่แล้ว
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า…พวกเขาจะยังประเมินมันต่ำไปมาก!
นี่มันไม่ใช่แค่ศักยภาพสูงส่งแล้ว แต่มันอยู่เหนือความคาดหมายไปไกลลิบเลยต่างหาก!
………