- หน้าแรก
- กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์อสูรของจักรพรรดินี
- บทที่ 36: วิชาเพ่งจิตไท่ซู
บทที่ 36: วิชาเพ่งจิตไท่ซู
บทที่ 36: วิชาเพ่งจิตไท่ซู
บทที่ 36: วิชาเพ่งจิตไท่ซู
ในขณะเดียวกัน กู่เยว่ซีก็ขจัดความรู้สึกสับสนว้าวุ่นภายในใจออกไปจนสิ้น
นางสงบจิตใจลง ค่อยๆ กลั่นโลหิตบริสุทธิ์ของลูกสัตว์อสูรที่ดูดซับมาตลอดทั้งคืน
เมื่อพลังเฮือกสุดท้ายหลอมรวมเข้าสู่ร่างกาย พลังโลหิตภายในกายก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ระดับพลังของนางพุ่งทะยานขึ้น จนกระทั่งเข้าสู่ขั้นสูงของ 'จอมยุทธ์ระดับหนึ่ง' ได้อย่างมั่นคง!
ทว่า ความปิติยินดีจากการเลื่อนระดับยังมิทันจะได้ก่อตัว ความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านระลอกหนึ่งก็เอ่อล้นขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจ ตามมาด้วยความเจ็บปวดแปลบๆ ที่แทรกซึมอยู่ตามเส้นชีพจรทั่วร่าง
ผลข้างเคียงเริ่มปรากฏแล้ว...
กู่เยว่ซีขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางตระหนักดีว่านี่คือภาระที่เส้นชีพจรต้องแบกรับจากการดูดกลืนโลหิตบริสุทธิ์ระดับสูง หากปราศจากโอสถช่วยประคอง อาการเหล่านี้ย่อมฝังรากลึกกลายเป็นภัยแฝงที่ยากจะรักษาในระยะยาว
'ยารักษาชีพจร...ยังไงก็จำเป็นต้องหามาให้ได้!'
ยิ่งไปกว่านั้น วิชาลับอย่าง 《เคล็ดเตาหลอมหมื่นอสูร》 ยิ่งฝึกฝนไปถึงขั้นสูง ความเสี่ยงก็ยิ่งทวีคูณ โดยเฉพาะเมื่อก้าวข้ามระดับห้าไปแล้ว อัตราการตายขณะเลื่อนระดับสูงถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์!
หากนางสามารถรื้อฟื้นวิถีแห่งผู้ฝึกสัตว์อสูร​ได้สำเร็จ ในอนาคตเมื่อถึงระดับห้า นางก็อาจจะไม่ต้องพึ่งพาวิชามารนี้อีกต่อไป...
เมื่อคิดได้ดังนั้น กู่เยว่ซีจึงหันกลับไปมองยังมุมหนึ่งของเต็นท์
ลูกสิงโตปีกเพลิงอัสนี ตัวสุดท้ายที่เหลือรอดและแข็งแกร่งที่สุดกำลังนอนขดตัวหลับใหลอยู่อย่างสบายอารมณ์
แววตาของกู่เยว่ซีฉายประกายเด็ดเดี่ยว นางตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
นางจะขอเดิมพัน…เดิมพันว่าเจ้ายุงตัวนี้จะสามารถทำลายกฎเกณฑ์เดิมๆ และวิวัฒนาการได้อย่างไร้ขีดจำกัด!
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นางจะหวนคืนสู่เส้นทางแห่งผู้ฝึกสัตว์อสูร​อีกครั้ง!
หญิงสาวนั่งขัดสมาธิ ส่งจิตดำดิ่งเข้าสู่ห้วงสมุทรแห่งความทรงจำ ค้นหาวิชาลับระดับสุดยอดสำหรับการฝึกฝนพลังจิตที่นางเคยได้มาโดยบังเอิญในชาติปางก่อน นั่นคือ——《วิชาเพ่งจิตไท่ซู》
ทันทีที่เริ่มโคจรพลัง คลื่นพลังจิตที่มองไม่เห็นก็เริ่มก่อตัวและควบแน่นขึ้นภายในห้วงจิตของนาง
สมแล้วที่เป็นถึงอดีตจักรพรรดินีแห่งเหล่าอสูร พรสวรรค์ของนางช่างน่าตื่นตะลึง
เพียงไม่กี่ชั่วโมง นางก็สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาได้สำเร็จ ราวกับดวงดาวดวงแรกที่ส่องแสงริบหรี่ได้ถูกจุดประกายขึ้นในห้วงสติ
ฉู่เซิงที่เกาะอยู่ข้างๆ และกำลังปรับตัวเข้ากับร่างกายใหม่ ก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในทันที
พลังงานอันเย็นฉ่ำและแสนสบายสายหนึ่ง ไหลผ่านพันธสัญญาโลหิตที่เชื่อมโยงระหว่างเขากับกู่เยว่ซี ส่งผ่านเข้ามาหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเขาอย่างช้าๆ ช่วยให้พลังจิตที่กำลังปั่นป่วนจากการวิวัฒนาการสงบลงอย่างมาก
'หือ? จักรพรรดินี...เริ่มฝึกพลังจิตแล้วรึ?'
ฉู่เซิงนึกแปลกใจ ดูท่าทางนางจะเอาจริงเอาจังกับการกลับมาเดินบนเส้นทางผู้ฝึกสัตว์อสูร​เสียแล้ว
กริ๊งงงง!!
ทันใดนั้น เสียงออดเข้าเรียนก็ดังแว่วมาจากนอกเต็นท์
กู่เยว่ซีลืมตาขึ้น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน
'สถานการณ์ตอนนี้...เพื่อไม่ให้ทางโรงเรียนหาเรื่องจับผิดได้ ไปเข้าเรียนเสียหน่อยคงดีกว่า'
นางบรรจงเก็บลูกสิงโตลงในถุงสัตว์อสูรอย่างระมัดระวัง แล้วให้ฉู่เซิงเกาะบนไหล่ ก่อนจะก้าวเดินออกจากเต็นท์มุ่งหน้าสู่อาคารเรียน
ตลอดทาง นักเรียนทุกคนที่พบเห็นต่างส่งสายตาแปลกประหลาดมองมาที่นาง
ข่าวเรื่องที่นางยื่นเรื่องขอย้ายไปโรงเรียนตูหนานอันดับหนึ่งได้แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว ไม่มีใครเข้าใจความคิดของ "ดาวโรงเรียน" คนนี้เลยสักนิด หรือว่านางจะเสียสติไปแล้วจริงๆ?
......
วันนี้ ประจวบเหมาะว่าเป็นวันทดสอบวัดระดับพลังครั้งสุดท้ายก่อนการสอบร่วม
การสอบร่วมของนักเรียนชั้น ม.6 นั้นจัดขึ้นพร้อมกันทั้งมณฑลซุ่ยหมิง โดยมีสำนักงานการศึกษามณฑลเป็นเจ้าภาพ ข้อมูลการทดสอบในวันนี้จะถูกบันทึกและส่งตรงไปยังสำนักงานการศึกษา เพื่อใช้เป็นแฟ้มประวัติเริ่มต้นสำหรับการสอบ
ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่แค่การทดสอบธรรมดา แต่เปรียบเสมือน "การสอบจำลอง" ที่จะมีการจัดอันดับทั้งโรงเรียน
กู่เยว่ซีเดินตามแถวของห้องแปด (แผนกฝึกสัตว์อสูร) มายังลานประลองกลางโรงเรียน
ในเวลานี้ นักเรียนชั้น ม.6 กว่าพันคนมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง เสียงพูดคุยอื้ออึงเซ็งแซ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความกระตือรือร้น
"ถ้าให้ข้าเดานะ อันดับหนึ่งสายวิทยายุทธ์ต้องเป็นโจวข่ายจากห้องสามแน่นอน! เขาเป็นจอมยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นกลางตั้งแต่อยู่ ม.5 ตอนนี้ขึ้นเป็นขั้นสูงสุดแล้ว ได้ข่าวว่าพร้อมจะทะลวงไประดับสองได้ทุกเมื่อ!"
"นี่...เล่าเรื่องที่คนอื่นยังไม่รู้บ้างสิ"
"เรื่องนั้นจิ๊บจ๊อยน่า สายฝึกสัตว์อสูรดุเดือดกว่าเยอะ! หลี่เยว่เหยาจากห้องหนึ่ง กับจ้าวชิงเทียนจากห้องสอง นั่นแหละปีศาจของจริง! สัตว์อสูรที่พวกเขาทำสัญญาน่ะ เป็นสายเลือดระดับกลางขั้นท็อปสุดเชียวนะ!"
"ใช่ๆ โดยเฉพาะ [จิ้งจอกจิตมายา] ของหลี่เยว่เหยา ได้ยินว่านอกจากจะเก่งแล้ว ระดับสติปัญญายังถูกประเมินไว้ที่ 'ขั้นสูง' อีกต่างหาก!"
"สติปัญญาขั้นสูง?! เชรดเข้! นั่นแปลว่าพอโตเต็มวัย มันจะฉลาดพอๆ กับเด็กสิบขวบเลยไม่ใช่เหรอ?!"
นอกเหนือจากระดับสายเลือดแล้ว...สติปัญญาของสัตว์อสูร ถือเป็นเกณฑ์สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการวัดศักยภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเข้ากันได้กับผู้ฝึกสัตว์และขีดจำกัดการเติบโตในอนาคต
ระดับสติปัญญาแบ่งจากต่ำไปสูงได้ 7 ระดับ คือ: ไร้สติปัญญา, ต่ำเตี้ย, ขั้นต้น, ขั้นกลาง, ขั้นสูง, ขั้นสูงสุด และ ขั้นสมบูรณ์
สัตว์อสูรที่มีสติปัญญาระดับ 'ยอดเยี่ยม' เมื่อโตเต็มวัยจะมีสติปัญญาเทียบเท่าเด็กวัยรุ่นอายุสิบห้าปี ส่วนระดับ 'สมบูรณ์' นั้น ยิ่งน่าทึ่ง เพราะมันจะมีความคิดความอ่านสุขุมรอบคอบไม่ต่างจากมนุษย์ผู้ใหญ่เลยทีเดียว!
แต่สติปัญญาระดับนั้น มักจะถือกำเนิดในสายเลือดระดับราชาขึ้นไปเท่านั้น!
ดังนั้น การที่สัตว์อสูรสายเลือดระดับกลางจะมีสติปัญญาถึง 'ขั้นสูง' จึงเป็นเรื่องหายากและน่าอิจฉาอย่างยิ่ง
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่าอัจฉริยะ การปรากฏตัวของกู่เยว่ซีก็เรียกเสียงฮือฮาเล็กๆ ขึ้นมา
"ดูนั่นสิ ดาวโรงเรียนสมองกลับ มาแล้ว!"
"จุ๊ๆ ยังกล้าโผล่หัวมาอีกเหรอ? ไม่กลัวขายขี้หน้าหรือไง?"
"เอ๊ะ? เฮ้ย! นั่นมันอะไรบนไหล่นางน่ะ? เจ้ายุงนั่นเหรอ?!"
นักเรียนตาดีคนหนึ่งชี้ไปที่ไหล่ของกู่เยว่ซี แล้วร้องอุทานด้วยความไม่อยากเชื่อ
"บ้าไปแล้ว! ยุงบ้านไหนโตมาเป็นแบบนี้? ตัวดำเมี่ยมแถมมีลายสีแดง รูปร่างเวอร์วังอลังการชะมัด"
"เเกตาฝาดป่ะเนี่ย? นั่นยุงเหรอ? ยาวตั้งสิบเซนต์ได้มั้ง?!"
"ลองสัมผัสคลื่นพลังมันดูสิ...นี่มัน...เหมือนจะเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต้น? มันวิวัฒนาการแล้วเหรอ?"
"สายพันธุ์กลายพันธุ์? สุดยอด! ยุงธรรมดาเนี่ยนะกลายเป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์ได้?"
สิ้นเสียงคำวิจารณ์ ผู้คนรอบข้างต่างพากันตกตะลึง
ก่อนหน้านี้พวกเขารู้แค่ว่ากู่เยว่ซีทำสัญญากับยุง แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่ายุงตัวนั้นจะเป็นสายพันธุ์พิเศษที่สามารถวิวัฒนาการได้!
เมื่อได้เห็น "ยุงยักษ์" ที่มีรูปลักษณ์น่าเกรงขามและแผ่กลิ่นอายดุดันด้วยตาตัวเอง ทุกคนต่างรู้สึกเหมือนได้เปิดหูเปิดตา
แต่ทว่า...
"วิวัฒนาการแล้วไง? มันก็ยังเป็นยุงอยู่ดีไม่ใช่เหรอ? สายเลือดจะสูงส่งแค่ไหนเชียว? อย่างมากก็แค่ระดับต่ำแหละน่า"
"นั่นสิ สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต้น ในแผนกฝึกสัตว์อสูรของเรา คงอยู่รั้งท้ายสิบอันดับแรกจากข้างล่างมั้ง? แค่นี้ยังหวังจะไปตูหนานอันดับหนึ่งอีกเหรอ? เพ้อฝันชัดๆ!"
แน่นอนว่าเหล่าอัจฉริยะที่เป็นดาวเด่นก็สังเกตเห็นกู่เยว่ซีเช่นกัน
จ้าวชิงเทียนจากห้องสองเพียงปรายตามองอย่างเหยียดหยามแล้วเลิกสนใจ
สำหรับเขา เรื่องนี้ก็แค่ปาหี่เรียกกระแสเท่านั้น
ส่วนหลี่เยว่เหยาจากห้องหนึ่ง คิ้วสวยของนางขมวดมุ่น มองไปยังกู่เยว่ซีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
นางคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
ขนาดตัวนางเองที่เป็นอัจฉริยะที่เมืองเจียงเฉิงยอมรับ ยังรู้ตัวเองดีว่าพลังแค่นี้ หากไปอยู่ที่ตูหนานอันดับหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งรวมปีศาจตัวจริง ก็คงเป็นได้แค่คนธรรมดาดาษดื่น
แล้วผู้หญิงคนนี้ ไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงกล้ายื่นใบสมัครขอย้ายโรงเรียน?
สายตาของหลี่เยว่เหยาจับจ้องไปที่ยุงโลหิตหลอมอัคคีบนไหล่ของกู่เยว่ซี
นางเป็นพวกยึดติดกับ "ระดับสติปัญญา" อย่างรุนแรง
ก่อนหน้านี้ ตระกูลของนางเคยหาสัตว์อสูรสายเลือดระดับสูงมาให้นาง ซึ่งถือเป็นวาสนาที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน แต่พอนางรู้ว่าระดับสติปัญญาของมันอยู่ที่ "ขั้นต้น" นางก็ปฏิเสธทันทีอย่างไม่ลังเล
ในมุมมองของนาง สัตว์คู่สัญญาที่ขาดสติปัญญา ก็ไม่ต่างอะไรกับหุ่นเชิดที่มีแต่พละกำลัง ความสำเร็จในอนาคตย่อมมีขีดจำกัด
ดังนั้น นางจึงเลือกจิ้งจอกจิตมายาตัวนี้ แม้สายเลือดจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่สติปัญญาสูงถึง "ขั้นสูง"
แล้วยุงล่ะ?
สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำพรรค์นั้น สติปัญญาแค่ระดับ "ต่ำเตี้ย" ก็ถือว่าบรรพบุรุษคุ้มครองแล้ว เผลอๆ ส่วนใหญ่น่าจะเป็น "ไร้สติปัญญา" เสียด้วยซ้ำ!
การเลือกสิ่งมีชีวิตแบบนี้มาเป็นสัตว์คู่สัญญาตัวแรก ในสายตาของหลี่เยว่เหยา มันคือการดูถูกอาชีพ "ผู้ฝึกสัตว์อสูร​" และเป็นการทำลายอนาคตตัวเองอย่างโง่เขลาที่สุด
ดังนั้น เมื่อมองไปยังใบหน้าที่เย็นชาและเรียบเฉยของกู่เยว่ซี ในใจของหลี่เยว่เหยาจึงมีเพียงความคิดเดียว...
'สมองของดาวโรงเรียนคนนี้ คงพังไปแล้วจริงๆ สินะ'
……