- หน้าแรก
- โอ้ไม่นะ! พระเอกยันเดเระที่ฉันเลี้ยงในเกม กลายเป็นคนจริงซะแล้ว
- ตอนที่ 67: เธอคือเพียงหนึ่งเดียว
ตอนที่ 67: เธอคือเพียงหนึ่งเดียว
ตอนที่ 67: เธอคือเพียงหนึ่งเดียว
ลู่จือจือเผลอกำนิ้วมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
คำพูดของซือหวนประกอบกับสายตาของเขา ทำให้เธอตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ
นี่ฉันกำลังฝันอยู่หรือเปล่านะ?
เธอบีบตัวเองเบา ๆ... มันเจ็บ
แต่ความเจ็บนี้ก็ยังไม่ช่วยให้เธอหลุดพ้นจากความสับสนได้
ใช่แล้ว ผลกระทบที่หลงเหลืออยู่อย่างยาวนานจากเกมยังคงมีอยู่ และบางครั้งเธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่าโลกที่เห็นอยู่นี้คือความจริงหรือไม่
โดยเฉพาะตอนนี้ ที่มีใครบางคนมาปรากฏตัวตรงหน้า และคอยย้ำเตือนให้เธอนึกถึงซือหวนในเกม...
ยิ่งเขามีชีวิตชีวามากเท่าไหร่... ก็ยิ่งดูเหมือนคนจริง ๆ มากเท่านั้น...
ไม่! ไม่นะ! ลู่จือจือ เธอเป็นบ้าไปแล้วเหรอ?!
เธอส่ายหัวรัว ๆ "เปล่าค่ะ จริง ๆ แล้วฉันเป็นคนธรรมดามากเลย!"
ความจริงแล้ว เธอเองก็ไม่รู้ว่ากำลังปฏิเสธเรื่องอะไรอยู่
ในหัวของเธอวุ่นวายไปหมด และไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากถามว่า ‘พิเศษตรงไหนเหรอ?’
สภาวะทางภาษาของเธอตกอยู่ในท่าทีป้องกันตัว
เธอกระชับสายสะพายเป้ด้วยมือทั้งสองข้าง ดูท่าทางประหม่าขี้ขลาด
สายตาของรุ่นพี่ซือหวนยังคงไม่เปลี่ยนไปขณะที่มองมาที่เธอ
"ผมเดาว่าอาจเป็นเพราะผมนอนหลับนานเกินไป เส้นประสาทสมองหลายส่วนเลยฝ่อตัวลง พูดตามตรงนะรุ่นน้อง โลกที่ผมเห็นในตอนนี้มันเป็นสีขาวดำ แต่ผมกลับพบว่าเวลาที่ผมมองเธอ ผมสามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของสีสันจริง ๆ"
ลู่จือจือคลายมือที่กำสายกระเป๋าลงเล็กน้อย "จริงเหรอคะ?"
เธอไม่รู้ว่าเรื่องแบบนี้มีอยู่จริงไหม
แต่ในวินาทีนั้น เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดหน่อย
ที่แท้เขามองเธอแบบนั้นก็เพราะเหตุผลนี้เอง
และเหตุผลนี้ก็ฟังดูไม่น่ากระอักกระอ่วนใจเลยสักนิด
"ผมว่าผมเห็นสีเขียวนิดหน่อย ใช่ไหมนะ?"
ลู่จือจือหยิบเสื้อลงมาเช็คดูโดยสัญชาตญาณ วันนี้เธอสวมเสื้อยืดสีเขียวมิ้นต์กับกระโปรงเทนนิสสีขาว
ถูกต้องเลย
"เพราะเธอพิเศษขนาดนี้ ผมเลยอดไม่ได้ที่จะมองเธอตลอดเวลา ทำให้เธออึดอัดหรือเปล่า?" ซือหวนถาม
ความสงสัยสุดท้ายของลู่จือจือมลายหายไป เธอส่ายหน้า "ไม่ค่ะ"
ซือหวนยิ้ม "เธอคือคนเดียวที่ผมค้นพบ เพราะฉะนั้นเธอไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน"
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมา "ผมจะคุยกับคุณหมอเรื่องนี้ดู ถ้าเขาอยากพบเธอ เราขอแอด WeChat กันไว้ก่อนได้ไหมครับ?"
ซือหวนพาลู่จือจือไปที่สำนักงานวิชาการเพื่อรับชุดเครื่องนอน จากนั้นก็พาเธอไปส่งที่ตึกหอพักหญิง
"ผมคงขึ้นไปส่งไม่ได้ แต่รบกวนติดต่อหาผมได้ตลอดเวลาเลยนะ ตกลงไหม?" ซือหวนดูเหมือนจะไม่อยากแยกจากเธอเลย
แต่ลู่จือจือไม่ได้สนใจเรื่องนั้นแล้ว
มีเฟรชชี่น้องใหม่หลายคนกำลังแอบมองพวกเธออยู่ ไม่ว่าลู่จือจือจะทำตัวตามสบายแค่ไหน เธอก็รู้ดีว่าวันนี้เธอต้อง "ดัง" แน่ ๆ
เธอรีบพยักหน้า "ขอบคุณค่ะรุ่นพี่ ไว้รุ่นพี่หายดีแล้ว ฉันจะเลี้ยงข้าวตอบแทนนะคะ"
"ครับ" รอยยิ้มของเขาสวยงามจนแทบจะพร่ามัว
ลู่จือจือรีบร้อนจะขึ้นตึกจึงไม่มีโอกาสได้มองอะไรต่อ
ซือหวนสั่งให้ชายสองคนที่มาด้วยช่วยขนสัมภาระและของใช้อื่น ๆ ของลู่จือจือขึ้นไปส่งข้างบน
เมื่อลู่จือจือเดินขึ้นไปถึงชั้นสี่แล้วมองลงมา รุ่นพี่ของเธอก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
เธอมองบัญชี WeChat ที่ชื่อว่า "Huan" ในโทรศัพท์แล้วส่ายหัวอย่างแรง
นี่คือซือหวนตัวจริง และเขาไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตัวละครในเกมทั้งนั้น
รุ่นพี่คนนี้ดูอ่อนโยนและบอบบาง ต่างจากซือหวนที่ประหลาดและรับมือยากในเกมโดยสิ้นเชิง
เธอคงจะเสียสติไปเองที่คิดฟุ้งซ่านขนาดนั้น
ทันทีที่ลู่จือจือลับสายตาไป ซือหวนก็หันไปพูดกับชายข้างตัวว่า "ฉันกำลังจะหมดสติแล้ว คุณมีเวลาสิบนาทีในการช่วยชีวิตผม"
"..."
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ชายคนนั้นรีบเข็นรถซือหวนมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถทันที
ที่ลานจอดรถมีรถตู้ SPV คันใหญ่ที่ปรับแต่งภายในไว้พร้อม
ซือหวนที่อยู่ในสภาวะกึ่งโคม่าถูกหามขึ้นรถ และทีมแพทย์ที่ร่วมทางมาด้วยสองคนก็เริ่มทำการรักษาทันที
ซือหมิง เฝ้ามองเหตุการณ์นั้นด้วยสีหน้าเยาะเย้ยก่อนจะถอนหายใจยาว
จู่ๆ ก็มี "สมบัติล้ำค่า" ตกมาจากฟ้า และจีอวิ๋นซีก็ยืนกรานให้เขามารับหน้าที่นี้
ตระกูลซือนั้นใหญ่โต และเขาเองก็ไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับลูกพี่ลูกน้องที่ชื่อซือหวนคนนี้เลย
ดังนั้น เขาจึงไม่แยแสว่าสมองของซือหวนจะถูกบังคับให้ทำงานด้วยชิปหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การทดลองวิจัยนี้สำคัญต่อจีอวิ๋นซีมาก เผือกร้อนนี้จึงตกมาอยู่ในมือเขาโดยเลี่ยงไม่ได้
งานของเขาคือโน้มน้าวคุณอาและอาสะใภ้
งานของเขาคือปกปิดความจริง
แม้แต่การต้องตามหมอนี่ออกมาข้างนอกและคอยเฝ้าดูการทำงานของเขา ก็กลายเป็นความรับผิดชอบของเขา
ไม่ใช่สิ ตอนนี้เขาควรจะอยู่กับ "ถงถง" ไม่ใช่เหรอ?
ซือหมิงมองดูเจ้าคนที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงคนไข้แล้วระงับความโกรธไว้
พอลืมตาตื่นขึ้นมาได้ สิ่งแรกที่ทำคือไปหาเด็กสาวเนี่ยนะ?
มันสมเหตุสมผลตรงไหน?
ถงถงยังไม่ตกลงคบกับเขาเลย เขายังโสดนะเว้ย!
ถ้าเขาต้องมาแพ้ให้กับผู้ชายสภาพแบบนี้ล่ะก็ เขาคงจะ...
เสียชาติเกิดจริง ๆ!
ประมาณสี่สิบนาทีต่อมา ซือหวนถูกส่งตัวกลับโรงพยาบาล
โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้เดิมทีจีกรุ๊ปมีการลงทุนอยู่ ต่อมาจีอวิ๋นซีก็ได้ซื้อกิจการมาทั้งหมด ทำให้กลายเป็นโรงพยาบาลในเครือศูนย์การแพทย์ของเขา
วอร์ดของซือหวนถูกจัดไว้ที่ชั้นบนสุด และเขาเป็นคนไข้เพียงคนเดียวในชั้นนั้น
ในห้องขนาดใหญ่ คุณหมอรีบเชื่อมต่ออุปกรณ์มอนิเตอร์ต่าง ๆ เข้ากับตัวซือหวน พร้อมด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยมากมาย
นายแพทย์หลี่หูเซิง ส่ายหัวขณะมองซือหวนที่ฟื้นคืนสติ "ด้วยสภาพร่างกายปัจจุบันของคุณ คุณต้องพักฟื้นอย่างน้อยอีกสองปีถึงจะออกไปข้างนอกได้ ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมประธานจีถึงตกลงปล่อยคุณไป"
หลี่หูเซิงเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าในด้านการวิจัยสมองมนุษย์ จีอวิ๋นซีเชิญเขามาเพื่อผ่าตัดและช่วยคนไข้ฟื้นฟูโดยเฉพาะ
ชิปถูกฝังอยู่ในสมองของซือหวน
ว่ากันว่ามันคืองานวิจัยล่าสุดของจีกรุ๊ป ซึ่งสามารถกระตุ้นการฟื้นตัวของจิตสำนึกในสมองมนุษย์ได้
การทดลองนี้ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด หลี่หูเซิงถึงขนาดถูกสั่งห้ามเขียนรายงานวิจัยเรื่องนี้เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ
แต่หลี่หูเซิงก็จริงจังมาก
ไม่ใช่แค่เพราะค่าตอบแทนที่สูงลิ่ว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเขารู้ดีว่าหากการทดลองของจีสำเร็จ จะมีผู้คนอีกมากมายที่ได้รับประโยชน์
ดังนั้นเขาจึงมองเด็กหนุ่มวัยยี่สิบปีคนนี้ ที่ยืนกรานจะออกไปข้างนอกทั้งที่ร่างกายยังไม่พร้อม แล้วรู้สึกผิดหวังในตัวเขาอย่างยิ่ง
"ผมอยากฟื้นตัวภายในหนึ่งเดือน คุณมีวิธีไหมครับ?" คำพูดของซือหวนทำเอาความดันเลือดของคุณหมอพุ่งปรี๊ดทันที
"วิธีเดียวคือผมต้องกลายเป็น 'ฮัวโต๋' (หมอเทวดาในตำนาน) แล้วล่ะครับ" หลี่หูเซิงตอบอย่างประชดประชัน
เขาอายุเกือบห้าสิบปีและอุทิศชีวิตให้การแพทย์มาโดยตลอด ไม่เคยแต่งงานหรือมีลูก
การมองซือหวนทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังมองลูกชายที่ไม่เอาไหน
อาจเป็นเพราะซือหวนฉลาดเกินไป
ทันทีที่ซือหวนได้ยินความรู้ทางการแพทย์อะไร เขาก็สามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
บางครั้งเขายังเสนอความเห็นที่ดูเหนือความคาดหมายออกมาด้วย
หลี่หูเซิงใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตศึกษาเรื่องสมองมนุษย์
เขารู้ดีว่าความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของมนุษย์อยู่ที่ "วิธีคิด"
วิธีคิดของซือหวนคือการมองภาพรวมจากกรอบงานขนาดใหญ่ (Macro framework) เขาสามารถเชื่อมโยงความรู้เฉพาะด้านจำนวนมากเข้ากับความรู้ในกรอบงานภาพรวม และยังแก้ปัญหาข้ามศาสตร์โดยใช้รูปแบบความคิดจากสาขาอื่นได้
สิ่งที่สนับสนุนวิธีคิดแบบนี้คือฐานความรู้มหาศาล
เขาอายุแค่ยี่สิบปี และได้ยินว่าเมื่อก่อนเขาค่อนข้างจะไม่เอาถ่าน แล้วเขาไปเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน?
หรือว่าเบื้องหลังชิปของตระกูลจีจะมีความลับอะไรซ่อนอยู่?
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการคาดเดา และหลี่หูเซิงไม่ได้ขุดคุ้ยหาความจริง
เขาไม่ได้อยากรู้อยากเห็นความลับนอกเหนือจากงาน
ตอนนี้เขารู้สึกทั้งชื่นชมในตัวซือหวน แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดหวังและท้อแท้
"จะรีบไปไหน? คุณอายุแค่ยี่สิบ ดูแลตัวเองให้ดี คุณยังมีเวลาให้วิ่งเล่นอีกหลายสิบปี"
"ดูสิ่งที่คุณทำสิ! ที่ขุนมาตลอดสิบวันเสียเปล่าหมดเลย!"
ซือหวนยังคงนิ่งเงียบ
เขาใช้งานโทรศัพท์ด้วยมือข้างหนึ่งที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับเครื่องมือใด ๆ และกดเข้าไปในมินิโปรแกรม
ภาพจากกล้องวงจรปิดหลายตัวในมหาวิทยาลัยปักกิ่งปรากฏขึ้น
ซือหวนป้อนคำสั่ง และไม่นานหน้าจอก็ปรากฏภาพหนึ่ง
เด็กสาวกำลังเดินไปตามทางในแคมปัส ผมหางม้าของเธอแกว่งไกวไปมาเบา ๆ ดูเหมือนเธอกำลังเดินทางไปทานมื้อเที่ยง
เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
เขาสลับหน้าจอกลับมาที่ WeChat และเปิดหน้าต่างแชทกับผู้ติดต่อที่ชื่อว่า "Rose" (กุหลาบ)
"รุ่นน้องลู่ ตอนนี้ทำอะไรอยู่ครับ?"
------------------------------------------
ขออนุญาตผู้อ่าน ทับศัพท์ภาษาอังกฤษบางประโยค และวงเล็บกรณีแปลเป็นไทยนะคะ บางศัพท์เช่นเทคนิคแปลเป็นไทยแล้วมันแปลก ๆ ค่ะ กรณีบางอย่างเช่นชื่อในแชท ก็จะขอคงภาษาอังกฤษไว้ แล้ววงเล็บภาษาไทยแทน