- หน้าแรก
- โมโหแล้วพลังพุ่ง งั้นข้าขออัปสเตตัสเป็นเทพไร้พ่าย
- บทที่ 4 ขอติดหนี้ไว้ก่อนได้ไหม?
บทที่ 4 ขอติดหนี้ไว้ก่อนได้ไหม?
บทที่ 4 ขอติดหนี้ไว้ก่อนได้ไหม?
บทที่ 4 ขอติดหนี้ไว้ก่อนได้ไหม?
เขาปั่นจักรยานบุโรทั่งที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดพุ่งทะยานไปข้างหน้า
สายลมโชยอ่อนลูบไล้พวงแก้มละมุนของชายหนุ่ม หอบเอาหยาดเลือดจางๆ จากหน้าผากของเขาปลิวหายไปตามลม
เจียงเสี่ยวไป๋ได้รับบาดเจ็บ... หัวเข่าของเขามีรอยถลอก และศีรษะก็มีแผลแตก แต่เขาไม่มีกะจิตกะใจจะมาสนเรื่องพรรค์นั้นหรอก
เขาสับขาปั่นจักรยานอย่างเอาเป็นเอาตาย หันกลับไปมองด้านหลังเป็นระยะราวกับกำลังถูกสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ไล่ล่า
ฟิ้ว! สายลมกรรโชกพัดผ่านไป พร้อมกับรถสปอร์ตสีแดงสุดโฉบเฉี่ยวที่แล่นฉิวส่งเสียงครางกระหึ่ม มันวาดโค้งครึ่งวงกลมอย่างงดงามมาขวางหน้าเจียงเสี่ยวไป๋เอาไว้
ประตูรถยกตัวขึ้นเปิดออก เผยให้เห็นเรียวขายาวขาวผุดผ่องก้าวลงมาเป็นอันดับแรก หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาสะสวยและดูเย็นชา ก้าวลงมาจากที่นั่งคนขับของรถสปอร์ตคันงาม เธอเดินกอดอกตรงเข้ามาหา
เมื่อเห็นเรือนร่างสง่างามเบื้องหน้า เจียงเสี่ยวไป๋ที่ยังคงคร่อมอยู่บนจักรยานก็ฝืนยิ้มแหย
"บังเอิญจังเลยนะ เพื่อนนักเรียนเฉิน"
หญิงสาวตรงหน้าเขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นดาวโรงเรียน 'เฉินหลิงเหมี่ยว'
เฉินหลิงเหมี่ยวก้าวเท้ายาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็มายืนอยู่ตรงหน้าเจียงเสี่ยวไป๋ เมื่อเห็นสภาพของเขา คิ้วเรียวสวยก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือความหงุดหงิด "นายจะหนีทำไม?"
ทำไมต้องหนีงั้นเหรอ?
ไม่หนีก็บ้าแล้ว!
เมื่อกี้ด้วยความกลัวว่าพวกลุงป้าน้าอาจะเรียกร้องค่าเสียหาย เขาเลยรีบร้อนสับขาปั่นหนักและเร็วไปหน่อย
ใครจะไปคิดล่ะว่าตอนกำลังผ่านทางแยก จู่ๆ จะมีรถสปอร์ตพุ่งพรวดออกมา?
ปกติจักรยานของเขาใช้ระบบเบรกเท้าขั้นสูง ชนิดที่ว่าปั่นไปร้อยกิโลเมตรก็ต้องพังรองเท้าไปคู่หนึ่ง
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นมันสายไปเสียแล้ว เขาจึงทำได้แค่ชนประสานงาเข้าอย่างจัง
ตอนนั้นใจของเจียงเสี่ยวไป๋สั่นระรัว เขาเป็นแค่ยาจก ต่อให้ขายตัวทิ้งก็ยังไม่มีปัญญาจ่ายค่าเสียหายหรอก
มีแต่ไอ้โง่เท่านั้นแหละที่ไม่หนี
แต่ยังไงซะจักรยานก็ไม่มีทางหนีพ้นรถสปอร์ตได้
สุดท้ายเขาก็ถูกตามทันอยู่ดี
"เฮ้อ รู้งี้ไม่น่าฝ่าไฟแดงเลย"
ในเมื่อเป็นคราวซวยที่ถูกลิขิตไว้ ก็ช่างมันเถอะ!
เมื่อทำใจยอมรับชะตากรรมได้แล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็ยืดหลังตรงขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดว่า "ฉันไม่ได้หนีสักหน่อย แค่จะรีบกลับบ้านไปเอาเงินมาจ่ายให้เธอต่างหาก"
"งั้นเหรอ?" เฉินหลิงเหมี่ยวมองเจียงเสี่ยวไป๋ตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มบางๆ ที่ดูคลุมเครือผุดขึ้นบนริมฝีปากของเธอ
ใบหน้าหนาๆ ของเจียงเสี่ยวไป๋แดงซ่านภายใต้สายตาคู่นั้น เขาแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือแล้วพูดขึ้น "บอกมาเลยดีกว่าว่าเท่าไหร่ ฉันจะจ่ายให้"
"ไม่เยอะหรอก สามสิบ" เฉินหลิงเหมี่ยวตอบพลางชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
"สามสิบ?" เจียงเสี่ยวไป๋ดีใจเนื้อเต้นที่ได้ยินแบบนั้น ถึงเขาจะถังแตก แต่แค่เงินสามสิบหยวนเขายังพอจะขูดรีดออกมาได้
กังวลฟรีแท้ๆ
เขาโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ "แค่สามสิบเองไม่ใช่หรือไง? เดี๋ยวฉันนับให้ตอนนี้เลย"
พูดจบเขาก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง คุ้ยแล้วคุ้ยอีก ดึงแล้วดึงเล่า
ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นมาเงียบๆ พร้อมกับฝืนยิ้มที่เขาคิดว่าดูเป็นมิตรที่สุดส่งไปให้
"เอ่อ..."
"ฉันขอเขียนใบแปะโป้งติดหนี้ไว้ก่อนได้ไหม...?"
...ตั้งแต่จำความได้ เจียงเสี่ยวไป๋ก็รู้ตัวว่าเขาอาจจะแตกต่างจากคนอื่นสักหน่อย
ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ มีพ่อแม่ไปส่งที่โรงเรียน เขากลับต้องสะพายย่ามผ้าเดินเท้าเปล่าข้ามถนนสองช่วงตึกไปโรงเรียนเพียงลำพัง
เขาเดินไปบนเส้นทางสายนั้นเพียงลำพังมาตลอดห้าปี ไม่ว่าลมจะแรง ฝนจะตก หรือหิมะจะโปรยปราย
ต่อมา เมื่อเขารู้สึกว่าสามารถหลับตาเดินไปโรงเรียนได้แล้ว เส้นทางไปโรงเรียนก็กลับเปลี่ยนไปและไกลขึ้นกว่าเดิมมาก
จากสองช่วงตึกกลายเป็นหกช่วงตึก ทำให้เขาต้องตื่นแต่เช้าตรู่และวิ่งเหยาะๆ ไปโรงเรียน
การมาสายกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา
การถูกทำโทษให้ไปยืนระเบียงทางเดินก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเช่นกัน
เขาเป็นเด็กเหลือขอในสายตาครู เป็นตัวประหลาดในสายตาเพื่อนร่วมชั้น
แต่เขาไม่เคยทำอะไรผิดเลย เขาแค่ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
เขาทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีไปแล้ว
เขาก็แค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น
กระทั่งขึ้นมัธยมปลาย คุณลุงเก็บของเก่าคนหนึ่งถึงได้มอบจักรยานให้เขาหนึ่งคัน—ซึ่งก็คือคันที่เขานั่งอยู่นี่แหละ
เขาปั่นจักรยานคันนี้มาสามปีเต็ม
แม้จะเก่าและทรุดโทรม แต่มันก็บรรทุกช่วงเวลาวัยรุ่นของเขามาตลอดสามปี คอยปกป้องเขา และอยู่เคียงข้างเขาตลอดการเดินทางไปกลับโรงเรียนนับวันไม่ถ้วน
นี่ยังเป็นแค่จักรยานธรรมดาอีกงั้นเหรอ?
ไม่เลย นี่คือวัยหนุ่มสาวของเขา เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรำลึกถึง!
มันคือสมบัติล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้!
มันคือครอบครัวของเขา!!!
"ตกลงนี่แกพล่ามจบหรือยัง?" ลุงรับซื้อของเก่าปากเบี้ยวโบกมืออย่างรำคาญใจ
"เอาล่ะๆ 40 หยวน จะขายไม่ขาย ไม่ขายก็ไสหัวไป"
"ไม่เอาน่า... 45 ขอ 45 ไม่ได้เหรอลุง? มันเป็นเรื่องของคุณค่าทางใจนะ คุณค่าทางใจมันไม่คู่ควรกับเงิน 5 หยวนเลยเหรอ?" สีหน้าของเจียงเสี่ยวไป๋ดูร้อนรน เขารีบคว้าแขนลุงรับซื้อของเก่าเอาไว้
"42 ให้ได้มากสุดแค่นี้แหละ"
"ก็ได้ 43 ก็ 43"
"ก็ข้าบอกว่า 42..."
"อะไรนะ? นี่ลุงคิดว่าจะหากำไรจากฉันในราคา 43 หยวนเหรอ? ไม่เป็นไรหรอกลุง ทุกคนก็ลำบากกันทั้งนั้น ฉันยังเด็ก ยอมขาดทุนให้ก็ได้"
"..."
เจียงเสี่ยวไป๋ใช้นิ้วถูแบงก์สิบหยวนไม่กี่ใบในมือ
"10, 20, 30, 40"
"1, 2, 3"
"อืม... ครบพอดีเลยลุง ถือว่าเราหายกัน ตกลงนะ?"
ลุงรับซื้อของเก่าทำหน้าขยะแขยง เงินแค่ 43 หยวน แต่ไอ้หมอนี่ล่อเจ้านับไปเป็นสิบประจบ
ตั้งแต่ทำอาชีพนี้มา เขาไม่เคยเจอใครหน้าเลือดขนาดนี้มาก่อนเลย
การหาเงินจากมันยากยิ่งกว่ากินขี้เสียอีก... ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยกินขี้ก็เถอะ
"เออๆ รีบไสหัวไปได้แล้ว ข้ายุ่งอยู่"
ลุงรับซื้อของเก่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'เหล่าปา' พูดพลางคว้าไม้กวาดมาไล่กวาดตัวซวยออกไปให้พ้นประตู
เจียงเสี่ยวไป๋กำ 'ทรัพย์สมบัติ' ของเขาแน่น แล้วเดินออกจากลานรับซื้อของเก่าไป
ริมถนน เฉินหลิงเหมี่ยวยืนพิงรถสปอร์ต สองแขนโอบรัดเรือนร่างของตัวเองเอาไว้
รถหรูคู่กับสาวงามดึงดูดสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้ต้องเหลียวมองครั้งแล้วครั้งเล่า
บางคนที่สอดรู้สอดเห็นเป็นพิเศษแถมยังว่างจัด ถึงขั้นยอมละทิ้งธุระของตัวเองแล้วมารวมตัวกันมุงดู
พวกเขาทุกคนต่างก็อยากรู้อยากเห็นว่าใครกันที่ทำให้หญิงสาวผู้มั่งคั่งและงดงามคนนี้ยอมยืนรออย่างอดทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่ทั้งสกปรกและวุ่นวายแบบนี้
เฉินหลิงเหมี่ยวชินชากับสายตาของผู้คนรอบข้างเสียแล้ว
อย่าว่าแต่ในเขตล่างแห่งนี้เลย ต่อให้อยู่ในเขตบน มันก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน เธอก็มักจะเป็นจุดสนใจเสมอ
คนที่หมายปองเธอนั้นมีนับไม่ถ้วน
แต่ทว่า เธอไม่เคยพบเจอใครที่เหมือนเจียงเสี่ยวไป๋มาก่อนเลย
เธอได้เห็นวีรกรรมบนเวทีที่โรงเรียนแล้ว เห็นได้ชัดว่ามันเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุด แทบจะเรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์ที่ต่ำต้อยที่สุดเลยก็ว่าได้
อนาคตของเขาถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องมืดมน แต่เขากลับดูไม่ยี่หระเลยสักนิด
เขากล้าที่จะต่อต้านคำเยาะเย้ย แม้ว่าวิธีการต่อต้านของเขาจะดูน่าขบขันและทำเอาผู้คนถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออกก็ตาม
ยากที่จะบอกได้ว่าเขาถอดใจยอมแพ้และเลือกที่จะ 'นอนเป็นผัก' ไปแล้ว หรือเพียงแค่เป็นคนที่มีสภาพจิตใจแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อกันแน่
"อ่ะนี่... สามสิบที่ฉันติดเธอไว้ ถือว่าเราหายกันแล้วนะ ตกลงไหม?"
เจียงเสี่ยวไป๋ยื่นเงินสามสิบหยวนให้ สีหน้าของเขาเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าเฉินหลิงเหมี่ยวก็ยังไม่ยอมรับเงินไป เธอเพียงแค่มองเขาพร้อมกับรอยยิ้ม
"ทำอะไรน่ะ? นี่เธอคิดจะกรรโชกทรัพย์ฉันเหรอ?" เมื่อเห็นดังนั้น เจียงเสี่ยวไป๋ก็แสดงท่าทีระแวดระวัง
"ขอบอกไว้ก่อนเลยนะ อย่าแม้แต่จะคิดกลับคำพูดเชียวล่ะ! เราตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แล้วนะ แล้วฉันก็อุตส่าห์ขายรถสุดที่รักของฉันไปแล้วด้วย!"
[ค่าอารมณ์ด้านลบจากเฉินหลิงเหมี่ยว +30]
เจียงเสี่ยวไป๋ถึงกับอึ้ง นี่เขาพูดอะไรผิดไปเหรอ? ทำไมเธอถึงโกรธล่ะ?
ในขณะเดียวกัน ใบหน้าของเฉินหลิงเหมี่ยวก็เต็มไปด้วยความระอาใจจนพูดไม่ออก ราวกับมีเส้นขีดสีดำพาดผ่านหน้าผากของเธอ
กรรโชกทรัพย์เขาเนี่ยนะ? แล้วไหนจะรถสุดที่รักของเขาอีกล่ะ!
คนอย่างเธอจำเป็นต้องไปกรรโชกทรัพย์เขาด้วยหรือไง? หมอนี่มันเนรคุณชัดๆ!
"สามสิบที่ฉันหมายถึง หน่วยมันคือหมื่นต่างหาก"
"อะไรนะ!!" เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะโพล่งออกมา สามแสนงั้นเหรอ? คนที่มีเงินติดกระเป๋าไม่ถึงสามสิบหยวนอย่างเขา จะไปเอาเงินตั้งสามแสนมาจากไหน?
"แบบนี้ปล้นกันเลยดีกว่าไหม!"
"เอาล่ะ นายอยากให้ฉันแจ้งประเมินความเสียหายแล้วเอามาให้ดูไหมล่ะ?"
"เอ่อ..." เจียงเสี่ยวไป๋ถึงกับคอตก
ด้วยความที่ยังไม่ยอมถอดใจ เขาจึงถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง "สามแสนจริงๆ เหรอ?"
เฉินหลิงเหมี่ยวพยักหน้าเบาๆ
"งั้น... ฉันขอเขียนใบแปะโป้งติดหนี้ไว้ก่อนเหมือนเดิมได้ไหม...?" เจียงเสี่ยวไป๋สบถด่าในใจ พลางคิดว่าทำไมตัวเองถึงได้ซวยขนาดนี้ ไม่ควรจะเหลิงจนเกินไปจริงๆ เขาแอบได้ใจไปหน่อยหลังจากที่ได้รับระบบมา
เขารู้สึกในทันทีว่าชีวิตของเขามันช่างมืดมนเหลือเกิน...