เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 266 เหยียบย่ำหนานอวี๋

บทที่ 266 เหยียบย่ำหนานอวี๋

บทที่ 266 เหยียบย่ำหนานอวี๋


บทที่ 266 เหยียบย่ำหนานอวี๋

นอกนครหลวง ณ หุบเขาเฮยเฟิง

นี่คือหุบเขาอันแสนเร้นลับ

สองฟากฝั่งคือหน้าผาสูงชัน บนแผ่นหินสีเทาอมน้ำตาลปรากฏร่องรอยแห่งกาลเวลาอย่างเด่นชัด ตรงกลางเป็นทางเดินแคบๆ ซึ่งช่องทางที่แคบที่สุดนั้น พอให้ทหารม้าสิบนายควบทะยานไปพร้อมกันได้เท่านั้น

ปากหุบเขาถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้พงไพรหนาทึบ กิ่งก้านและใบไม้ต่างพันเกี่ยวกันยุ่งเหยิง หากไม่สังเกตให้ดี ก็มิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าที่แห่งนี้ซุกซ่อนกองทัพขนาดมหึมาเอาไว้

บัดนี้ กองทหารม้าเกราะเหล็ก 'เถี่ยฝูถู' จำนวนสามหมื่นนาย กำลังซุ่มซ่อนอยู่ ณ ที่แห่งนี้

พวกเขาล้วนสวมเกราะหนัก เกราะเหล็กสีนิลกาฬสะท้อนประกายเย็นเยียบวูบวาบภายใต้แสงไฟ

ในมือถือหอกยาว ปลายหอกนั้นคมกริบประดุจเกล็ดน้ำค้างแข็ง

แม้แต่ม้าศึกก็ยังสวมเกราะเหล็กหนาหนัก เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่เปี่ยมด้วยสัญชาตญาณดิบเถื่อนดุจสัตว์ป่า

ทั้งคนและม้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ดุจดั่งป้อมปราการเหล็กกล้าที่พร้อมจะเคลื่อนที่ได้ทุกเมื่อ

นี่คือกองทหารม้าที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งเป่ยหม่าง...เถี่ยฝูถู

พวกเขาคือคมดาบที่แหลมคมที่สุดในมือของอิ๋งอู๋ซวง

และเป็นไพ่ตายที่เขาเตรียมการไว้สำหรับนครหลวงโดยเฉพาะ

ในหุบเขา กองไฟถูกจุดไว้เป็นหย่อมๆ

เหล่าทหารกำลังพักผ่อน

บางคนกำลังขัดเช็ดอาวุธ ใบมีดที่เสียดสีกับหินลับมีดเกิดเป็นเสียง “ฉับ ฉับ”

บางคนกำลังให้อาหารม้า ค่อยๆ ป้อนอาหารชั้นดีให้ม้าศึกทีละกำมือ

บางคนก็ล้อมวงนั่งสนทนากันเสียงเบา เล่าเรื่องราวบนทุ่งหญ้า เล่าถึงความมั่งคั่งของหนานอวี๋

บรรยากาศนั้นเคร่งขรึม ทว่าก็เปี่ยมไปด้วยความตึงเครียดระคนตื่นเต้นก่อนเปิดศึก

ในแววตาของทุกคนล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยจิตสังหารอันคุกรุ่น

พวกเขาต่างรู้ดีว่า ศึกครั้งนี้จะตัดสินชะตากรรมของมหาสงครามทั้งหมด

ปากหุบเขา พลันมีเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ตั่ก ตั่ก ตั่ก——”

พลันมีทหารลาดตระเวนนายหนึ่งควบม้าฝ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาชักบังเหียนที่ปากหุบเขาจนม้าศึกยกสองขาหน้าขึ้นสูง พร้อมกับส่งเสียงร้องก้องกังวาน

“รายงาน——”

ทหารลาดตระเวนพลิกตัวลงจากหลังม้า คุกเข่าลงข้างหนึ่ง

“ท่านอ๋องเสด็จกลับมาแล้ว!”

สิ้นเสียงประกาศ ทหารทุกนายในหุบเขาก็พลันลุกขึ้นยืนพรึ่บโดยพร้อมเพรียง สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังปากหุบเขาเป็นตาเดียว

“ครืน ครืน——”

เสียงกีบม้าดังกระหึ่มจากที่ไกล ก่อนจะใกล้เข้ามาทุกขณะ

ทหารม้าหลายนายควบม้าเข้ามาจากปากหุบเขา

ผู้นำขบวนคือม้าศึกสีขาวปลอดทั้งตัว บนหลังม้ามีบุรุษในชุดคลุมยาวสีดำนั่งอยู่อย่างสง่างาม

ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม ระหว่างคิ้วแฝงไว้ด้วยบารมีที่ยากจะพรรณนา

เขาคืออิ๋งอู๋ซวงนั่นเอง

เบื้องหลังเขาคือทหารคนสนิทห้านาย ทุกคนล้วนมีร่างกายใหญ่โตกำยำ แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว

นอกจากนี้ ยังมีเด็กสาวนางหนึ่งที่อุ้มฉินโบราณไว้ในอ้อมแขน

ซิ่งเอ๋อร์

นางนั่งอยู่ด้านหลังอิ๋งอู๋ซวง พลางมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เมื่อได้เห็นกองทหารม้าเกราะเหล็กจำนวนสามหมื่นนาย ดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

“ท่านอ๋อง!”

เหล่าแม่ทัพของเถี่ยฝูถูต่างก็เดินออกไปทำความเคารพ

อิ๋งอู๋ซวงพลิกตัวลงจากหลังม้าอย่างสง่างาม ก่อนจะยื่นสายบังเหียนให้ทหารคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกาย

สายตาคมกริบของเขากวาดมองเหล่าทหารกล้าทั้งสามหมื่นนาย ซึ่งทุกคนต่างยืดอกตั้งตรง ในแววตาเต็มไปด้วยความเทิดทูนและยำเกรงอย่างสุดซึ้ง

“การเตรียมการเป็นอย่างไรบ้าง?”

น้ำเสียงของอิ๋งอู๋ซวงมิได้ดังนัก แต่กลับก้องกังวานชัดเจนในโสตประสาทของทุกคน

“พร้อมออกรบทุกเมื่อ!”

“อาวุธ?”

“ลับคมแล้ว!”

“เสบียง?”

“เตรียมพร้อมแล้ว!”

“ขวัญกำลังใจ?”

“สูงเสียดฟ้า!”

“ดี”

อิ๋งอู๋ซวงพยักหน้า ในดวงตาฉายแววเย็นเยียบ

เขาเดินไปยังศิลาขนาดใหญ่ใจกลางหุบเขาแล้วกระโจนขึ้นไป ยืนอย่างมั่นคงบนยอดศิลา

เขามองลงมาจากที่สูง กวาดสายตาไปยังเหล่าทหารเถี่ยฝูถูสามหมื่นนาย

“พี่น้องทั้งหลาย!”

น้ำเสียงของเขาพลันดังขึ้น

“พวกเจ้ารู้หรือไม่ ว่าเหตุใดพวกเราจึงต้องมาซุ่มซ่อนอยู่ที่นี่?”

“เพราะข้ากำลังรอ!”

อิ๋งอู๋ซวงกล่าว “รอคอยโอกาส!”

“รอโอกาสที่เฉินมู่จะออกจากเมือง!”

“รอโอกาสที่ทหารรักษาการณ์นครหลวงจะไร้ซึ่งผู้นำ!”

“รอโอกาสที่เราจะบุกสังหารให้สิ้นซากได้ในคราเดียว!”

เขาหยุดชั่วครู่ เสียงยิ่งทรงพลังมากขึ้น

“บัดนี้...โอกาสมาถึงแล้ว!”

“เฉินมู่ออกจากเมืองไปแล้ว! ป่านนี้มันยังคงกวาดล้างทหารต้าหลี่อยู่ที่ทางตะวันตกของจิงโจว!”

“ทหารรักษาการณ์นครหลวง ก็เหลือเพียงพวกแก่ชรา อ่อนแอ ป่วยไข้ และพิการเท่านั้น!”

“เกาอวิ๋น? อวี๋อวี่เฉิง? ทังเหรินมู่?”

“ฮ่า!”

อิ๋งอู๋ซวงหัวเราะเย้ยหยัน

“ก็แค่พวกไก่ดินสุนัขกระเบื้อง ไม่คู่ควรให้ข้าเอ่ยถึงด้วยซ้ำ!”

“วันนี้ พวกเราจะบุกทะลวงนครเทียนเชวี่ยให้แตกพ่ายในคราเดียว!”

“เหยียบย่ำหนานอวี๋!”

“เปลี่ยนดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ ให้กลายเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของพวกเรา!”

“บีบให้เหล่าชนชั้นสูงผู้หยิ่งผยองแห่งหนานอวี๋ ต้องคุกเข่าสยบแทบเท้าพวกเรา!”

“ประกาศศักดิ์ดาของเถี่ยฝูถูแห่งเป่ยหม่าง ให้สะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งใต้หล้า!”

“รับบัญชา!”

กองทัพเถี่ยฝูถูสามหมื่นนายคำรามกึกก้องพร้อมเพรียงกัน เสียงนั้นดังสนั่นสะท้านไปทั่วทั้งหุบเขา

“เหยียบย่ำหนานอวี๋!”

“เหยียบย่ำหนานอวี๋!”

“เหยียบย่ำหนานอวี๋!”

เสียงโห่ร้องดั่งอสุนีบาต ดังกึกก้องไปทั่วท้องนภา

ฝูงวิหคในหุบเขาต่างพากันแตกตื่น บินกระพือปีกหนีขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างอลหม่าน

ซิ่งเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านข้าง มองดูกองทัพเหล็กกล้านี้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง

นางไม่เคยเห็นกองทัพใดที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้มาก่อน

จิตสังหารที่แผ่ออกมานั้น เข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้เป็นรูปธรรม

ทหารทุกนาย...ราวกับอสูรร้ายที่คลืบคลานออกมาจากขุมนรกอเวจี

นางรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย

หวาดกลัวว่ากองทัพอสูรนี้ จะนำพาหายนะอันใหญ่หลวงมาสู่หนานอวี๋

แต่ในฉับพลัน ความรู้สึกตื่นเต้นก็แล่นวาบเข้ามาแทนที่

คนเลวในหนานอวี๋มีน้อยกว่านี้เสียเมื่อไหร่?

อิ๋งอู๋ซวงเป็นคนดี

หากให้เขาปกครองใต้หล้าแล้วไซร้ ผู้คนอาจจะอยู่ดีกินดีขึ้นก็เป็นได้!

“ซิ่งเอ๋อร์”

อิ๋งอู๋ซวงพลันเปลี่ยนมาพูดภาษาหนานอวี๋

“หา?”

ซิ่งเอ๋อร์พลันได้สติ

“บรรเลงเพลงปลุกใจให้แก่กองทัพของข้าสักเพลงเถิด”

อิ๋งอู๋ซวงกล่าวอย่างเรียบเฉย

“เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ”

ซิ่งเอ๋อร์นิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้ารับคำ

“ได้”

นางโอบอุ้มฉินโบราณไว้แนบอก ก่อนจะเดินไปยังข้างศิลาขนาดมหึมาก้อนนั้น โดยมีทหารคนสนิทช่วยประคอง

ศิลาก้อนนั้นสูงชันเกินไป นางจึงไม่อาจปีนขึ้นไปได้ด้วยตนเอง

อิ๋งอู๋ซวงเห็นดังนั้นจึงยื่นมือใหญ่ออกไป เพียงแค่ประคองแผ่วเบา ก็ส่งร่างของนางขึ้นไปอยู่บนยอดศิลาได้อย่างง่ายดาย

ซิ่งเอ๋อร์นั่งขัดสมาธิลง วางฉินโบราณไว้บนตักอย่างแผ่วเบา

นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะจรดปลายนิ้วลงบนสายฉินอย่างนุ่มนวล

“เจิ้ง——”

เสียงฉินพลันดังขึ้น

ทว่าครานี้ ในสุ้มเสียงของฉินกลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น

มันมิใช่ท่วงทำนองที่สดใสร่าเริงเหมือนเช่นเคย แต่กลับดุดันประดุจเสียงศาสตราวุธเหล็กกระทบกัน ประหนึ่งเสียงกองทัพม้านับหมื่นกำลังควบทะยานไปข้างหน้า

ท่วงทำนองของเสียงฉินนั้น...

บางครั้งก็ฮึกเหิมเกรียงไกร ดั่งกองทัพนับหมื่นบุกทะลวงข้าศึก!

บางครั้งก็แผ่วเบาโหยหวน ดั่งความรันทดของวีรบุรุษผู้สิ้นหนทาง!

บางครั้งก็กึกก้องกังวาน ดั่งเสียงแตรแห่งชัยชนะที่ดังก้องไปทั่วสมรภูมิ!

ทหารเถี่ยฝูถูทั้งสามหมื่นนายต่างนิ่งฟังอย่างเงียบงัน

พวกเขาละมือจากอาวุธ หยุดให้อาหารม้า ทุกคนล้วนเงยหน้าขึ้น จับจ้องไปยังเด็กสาวที่นั่งอยู่บนยอดศิลาสูง

เรือนร่างของนางภายใต้แสงไฟที่ลุกโชนนั้น ดูบอบบางและเล็กจ้อยเหลือคณา

ทว่าบทเพลงที่นางบรรเลงออกมานั้น กลับสั่นสะเทือนไปถึงส่วนลึกในจิตใจของทุกคน

ในแววตาของทหารบางนาย มีหยาดน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมา

พวกเขาคิดถึงครอบครัวที่ทุ่งหญ้า คิดถึงเหล่าสหายร่วมรบที่ล้มตายในสนามรบ

ขณะที่ทหารอีกส่วนหนึ่งกำหมัดแน่น ในแววตาเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง

พวกเขาปฏิญาณในใจว่าจะต้องล้างแค้นให้พี่น้องที่จากไป และจะทำให้ชาวหนานอวี๋ทุกคนต้องชดใช้อย่างสาสม!

เสียงฉินค่อยๆ เงียบลง

ภายในหุบเขาตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ

จากนั้น——

“ยอดเยี่ยม!”

“ยอดเยี่ยม!”

“ยอดเยี่ยม!”

ทหารเถี่ยฝูถูสามหมื่นนายต่างโห่ร้องอย่างพร้อมเพรียง เสียงดังสนั่นหุบเขา

ซิ่งเอ๋อร์ยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะอุ้มฉินกระโดดลงมาจากศิลา

อิ๋งอู๋ซวงมองนาง ในแววตาฉายประกายแห่งความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง

“บทเพลงของเจ้า... มีค่าเทียบเท่ากับกองทหารนับหมื่น”

กล่าวจบ เขาก็หันกลับมา ชักดาบโค้งคู่กายที่เอวออกมา ก่อนจะชูมันขึ้นสูงเสียดฟ้า

“เคลื่อนทัพ!”

“ฆ่า——!”

กองทัพเถี่ยฝูถูสามหมื่นนายคำรามกึกก้อง พลิกตัวขึ้นหลังม้าอย่างพร้อมเพรียง

เสียงเกราะเหล็กนับหมื่นกระทบกันดังกราว ผสานกับเสียงฝีเท้าม้าที่ดังประดุจฟ้าร้อง สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งแผ่นดิน

พวกเขาหลั่งไหลออกจากหุบเขาเฮยเฟิงประดุจกระแสธารเหล็กกล้าสีดำสนิท พุ่งทะยานมุ่งตรงไปยังทิศทางของนครเทียนเชวี่ย เพื่อเปิดฉากการบุกสังหารอันเหี้ยมโหด

จบบทที่ บทที่ 266 เหยียบย่ำหนานอวี๋

คัดลอกลิงก์แล้ว