- หน้าแรก
- ระบบศัลยแพทย์ขั้นเทพ
- บทที่ 1001 - ตาบอดคลำช้าง
บทที่ 1001 - ตาบอดคลำช้าง
บทที่ 1001 - ตาบอดคลำช้าง
บทที่ 1001 - ตาบอดคลำช้าง
หยางผิงพอจะเข้าใจกระบวนการของเรื่องราวทั้งหมดอย่างคร่าว ๆ แล้ว แต่หากมองจากมุมมองที่เป็นเหตุเป็นผลและเป็นกลาง สิ่งนี้ยังห่างไกลจากการตัดสินตัวตนของกวนหรูเหยียนได้อย่างชัดเจน ขั้นตอนต่อไปคือต้องรอการประชุมตอบคำถามที่อธิบดีเหราจัดขึ้น เพื่อให้กวนหรูเหยียนตอบคำถามเกี่ยวกับงานวิจัยและวิทยานิพนธ์หลัก ๆ ของเขาแบบตัวต่อตัว เมื่อถึงเวลานั้นระดับความสามารถของกวนหรูเหยียนจะเป็นอย่างไรย่อมเห็นได้ชัดเจนทันที เพราะในการประชุมตอบคำถามที่แท้จริง ไม่มีใครสามารถทำปลอมได้ นอกจากว่าผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมประชุมจะแกล้งปล่อยผ่าน หรือตัวผู้เชี่ยวชาญเองนั้นไร้ความสามารถ
ลู่เสี่ยวลู่เป็นคนที่มีความสามารถหาได้ยากยิ่ง หากปล่อยให้เขาเสียเปล่าไปก็น่าเสียดายมาก หยางผิงตัดสินใจว่าจะหาวิธีรั้งเขาไว้ เพราะที่จริงแล้วเขาก็คือเหยื่อคนหนึ่ง
การประชุมตอบคำถามตามข้อเสนอของอธิบดีเหรากำลังจะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ ผู้สมัครกองทุนเยาวชนดีเด่นระดับชาติในสังกัดมหาวิทยาลัยการแพทย์หนานตูทุกคนต้องเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ และคำถามทั้งหมดในการประชุมจะต้องถูกตอบโดยตัวหัวหน้าโครงการวิจัยเองเท่านั้น ห้ามให้ผู้ช่วยตอบแทน แม้แต่การช่วยเตือนก็ไม่สามารถทำได้ อธิบดีเหราให้เหตุผลว่าการทำเช่นนี้เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าใจเนื้อหาของงานวิจัยอย่างแท้จริง เพราะปกติแล้วผู้ช่วยมักจะไม่มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเท่ากับผู้นำโครงการวิจัย ดังนั้นจึงต้องกำจัดการทำงานที่มักง่ายโดยให้ผู้ช่วยเป็นคนตอบแทน
ประกาศนี้ทำให้กวนหรูเหยียนเริ่มร้อนใจ ในขณะนี้ร่างกายของลู่เสี่ยวลู่ยังไม่ฟื้นตัวดี เขาได้บอกกับกวนหรูเหยียนแล้วว่าอาการท้องเสียและภาวะขาดน้ำตลอดหลายวันที่ผ่านมาทำให้ร่างกายรับไม่ไหวจริงๆ และจำเป็นต้องพักผ่อนให้เพียงพอ
"ตอนนี้กวนหรูเหยียนเหมือนถูกทอดอยู่บนกระทะร้อน หากการประชุมตอบข้อซักถามครั้งนี้ดำเนินการตามข้อกำหนดของอธิบดีเหราจริงๆ ผู้ช่วยย่อมไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ต่อให้พาลู่เสี่ยวลู่ไปร่วมประชุมด้วย ลู่เสี่ยวลู่ก็ไม่สามารถตอบแทนได้ อย่างมากที่สุดลู่เสี่ยวลู่ก็ทำได้แค่ส่งกระดาษโน้ตให้ แต่ในสถานการณ์แบบนั้น การที่เขายืนอยู่บนเวทีก็ย่อมไม่มีทางรับกระดาษโน้ตได้อยู่ดี
หากใช้หูฟังคงจะเป็นวิธีที่ดีเพื่อให้ลู่เสี่ยวลู่ช่วยเตือนได้ แต่เมื่อถึงเวลาลู่เสี่ยวลู่คงได้แต่นั่งอยู่ข้างล่าง แถมคนก็พลุกพล่านไปหมด ย่อมไม่มีทางส่งคำตอบผ่านมาถึงหูเขาได้ด้วยวิธีนี้ ในตอนนี้กวนหรูเหยียนจึงมืดแปดด้านไปหมด เขาไม่รู้ว่าอธิบดีเหราทำแบบนี้เพื่ออะไร
"
ผู้สมัครกองทุนเยาวชนดีเด่นทุกคนต้องเข้าร่วม และต้องตอบคำถามเกี่ยวกับผลงานวิจัยสำคัญที่ผ่านมาทั้งหมด ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เจาะจงไปที่กวนหรูเหยียนเพียงคนเดียว ได้ยินมาว่านี่เป็นข้อเสนอที่ราชบัณฑิตเซี่ยงเสนอมาหลายครั้งแล้ว แต่อธิบดีเหราเพิ่งจะตกลงเห็นชอบในครั้งนี้เอง
หลังจากหยางผิงคุยกับลู่เสี่ยวลู่แล้ว เขาตัดสินใจว่าจะไปคุยกับกวนหรูเหยียนอีกรอบ จึงให้อธิบดีเหราออกหน้าจัดการให้หยางผิงได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของกวนหรูเหยียน แถมอธิบดีเหรายังกำชับกวนหรูเหยียนด้วยตัวเองว่าต้องเป็นคนให้การต้อนรับด้วยตัวเองเท่านั้น
ขณะนี้กวนหรูเหยียนปวดหัวจนแทบระเบิด เขาโทรหาลู่เสี่ยวลู่เพื่อให้ลู่เสี่ยวลู่รีบมารับหน้าศาสตราจารย์หยางในการเยี่ยมชมครั้งนี้ แต่ลู่เสี่ยวลู่บอกว่าตอนนี้แม้แต่จะลุกขึ้นยืนเขาก็ยังทำไม่ไหว จะให้ไปรับหน้าการเยี่ยมชมได้อย่างไร มันสุดวิสัยจริงๆ จนปัญญาจะช่วยได้
หลังจากหยางผิงไปเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของกวนหรูเหยียนมาหนึ่งรอบ เขาก็สามารถฟันธงได้เกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ผลงานวิจัยที่สร้างชื่อให้กวนหรูเหยียนเหล่านั้นไม่มีทางที่เขาจะเป็นคนทำเองได้แน่นอน อันที่จริงเมื่อก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของวงการวิจัย ขอบเขตการวิจัยจะแคบและลึกซึ้งมาก ในช่วงเวลานี้ไม่ใช่แค่การอ่านหนังสือไม่กี่เล่มหรือศึกษาวิทยานิพนธ์ไม่กี่ฉบับจะทำได้สำเร็จ แต่ต้องมีความเข้าใจในวิชาชีพที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง
ดังนั้นอาศัยจังหวะการเยี่ยมชม หยางผิงจึงได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสาขาการวิจัยของกวนหรูเหยียน กวนหรูเหยียนนั้นเก่งจริง แต่ก็เป็นเพียงความเก่งที่เหนือกว่าศาสตราจารย์ทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่คู่ควรกับผลงานการวิจัยที่เขามีอยู่ในตอนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
แต่ลู่เสี่ยวลู่กลับตรงกันข้าม เขามีความเข้าใจในวิชาชีพที่ลึกซึ้งมาก ลู่เสี่ยวลู่ต่างหากที่เป็นคนเก่งที่แท้จริง
ตอนนี้หยางผิงลำบากใจมาก หากจะจัดการกวนหรูเหยียนในตอนนี้ ก็กลัวจะทำให้ลู่เสี่ยวลู่เสียใจ หยางผิงยังอยากรั้งลู่เสี่ยวลู่ไว้ อีกอย่างถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากลู่เสี่ยวลู่ เรื่องของกวนหรูเหยียนก็ยากจะระบุความผิดได้อย่างแท้จริง
ที่บ้านของราชบัณฑิตอาวุโสเซี่ยง อธิบดีเหรา หยางผิง และราชบัณฑิตเซี่ยงได้มาพบกันอีกครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ และปรึกษากันว่าก้าวต่อไปควรจะทำอย่างไร ไม่ว่าอย่างไร ในเมื่อยังไม่สามารถตัดสินความผิดได้ เรื่องนี้ย่อมไม่สามารถประกาศออกไปได้ ทำได้เพียงจำกัดวงไว้แค่พวกเขาสามคนเท่านั้น
หยางผิงบอกความตั้งใจที่อยากจะรั้งตัวลู่เสี่ยวลู่ไว้ให้อธิบดีเหราทราบ อธิบดีเหรากำชับหยางผิงว่าไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องนี้ เรื่องนี้ปล่อยให้เขาจัดการเอง เขารู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร และในขณะเดียวกัน เขาจะรั้งลู่เสี่ยวลู่ไว้ให้ได้
ในเมื่ออธิบดีเหรารับปาก แสดงว่าเขาต้องมีวิธีที่แน่นอน หยางผิงจึงไม่อยากเสียเวลากับเรื่องนี้ งานวิจัยของเขาเองก็กำลังอยู่ในช่วงวิกฤต จะเสียสมาธิไม่ได้ และไม่มีความจำเป็นต้องเสียสมาธิด้วย
อาการโรคคาสเซิลแมนของฝูเสี่ยวเทากำลังอยู่ระหว่างการรักษา ผลการตรวจซ้ำหลังจากใช้ซิลทูซิแมบออกมาแล้ว หยางผิงเองก็คอยติดตามเคสนี้อยู่ตลอด จากตัวชี้วัดในการตรวจซ้ำพบว่าตัวยาไม่ได้ผลเลยแม้แต่นิดเดียว หลังจากผ่านการรักษาด้วยยาในกลุ่มฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ เดิมทีอาการเริ่มเข้าสู่ช่วงทุเลา แต่ตอนนี้ตัวชี้วัดต่างๆ เริ่มกลับมาแย่ลงอีกครั้ง ดูเหมือนว่ายังจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนปริมาณมากเพื่อควบคุมอาการ
"ซิลทูซิแมบไม่ได้ผลเหรอครับ?" ซ่งจื่อมั่วสงสัยมาก
"ครั้งนี้แผนกมะเร็งใช้ฮอร์โมนอีกรอบก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน ต้องอาศัยเคมีบำบัดถึงจะประคองอาการไว้ได้" หยางผิงจ้องมองข้อมูลประวัติการรักษาในคอมพิวเตอร์แล้วกล่าว
"
"หากมองจากกลไกการเกิดโรค อินเตอร์ลูคิน-6 ไม่ได้เป็นตัวการสำคัญหรอกเหรอครับ ถ้าเป็นอย่างนั้น ตามทฤษฎีแล้ว ซิลทูซิแมบก็น่าจะควบคุมอาการได้สิ ทำไมถึงไม่ได้ผลเลยแม้แต่นิดเดียว?" ซ่งจื่อมั่วเองก็รู้สึกสงสัย และเริ่มสนใจในเคสนี้ขึ้นมาทันที
หยางผิงพิงพนักเก้าอี้พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว: "ไม่ตัวยาก็ต้องมีปัญหา หรือไม่ก็แบบจำลองการเกิดโรคที่มีปัญหา มันต้องมีฝั่งใดฝั่งหนึ่งที่มีปัญหาแน่นอน เพราะถ้าทฤษฎีใช้ไม่ได้ผลกับเคสจริง ทฤษฎีย่อมต้องผิดพลาดแน่นอน"
การตั้งข้อสงสัยคือรากฐานของความก้าวหน้า ไม่มีอะไรที่จะตั้งข้อสงสัยไม่ได้ ดังนั้นแม้แต่สิ่งที่ได้รับการยอมรับกันไปแล้วก็ยังจำเป็นต้องตั้งข้อสงสัย ข้อเท็จจริงที่ปรากฏให้เห็นอยู่นี้ชัดเจนว่าตัวยาใช้ไม่ได้ผล
"แต่ซิลทูซิแมบได้ผลดีมากในโรคอื่นๆ ที่มีอินเตอร์ลูคิน-6 เป็นพื้นฐานการเกิดโรค มีเอกสารอ้างอิงที่เชื่อถือได้จำนวนมากที่ยืนยันเรื่องนี้ครับ" ซ่งจื่อมั่วถามต่อ
หยางผิงเพิ่งจะได้ทบทวนเอกสารอ้างอิงไปมากมาย: "เพราะฉะนั้นผมจึงกำลังพิจารณาว่า กลไกการเกิดโรคคาสเซิลแมนต้องมีอะไรผิดพลาดแน่นอน รากเหง้าของมันอาจจะไม่ได้อยู่ที่อินเตอร์ลูคิน-6 ผมอ่านนิพนธ์วิจัยเกี่ยวกับโรคคาสเซิลแมนมาทั้งหมดแล้ว พวกเขาเกือบจะเหมือนกับตาบอดคลำช้างเลยทีเดียว แต่ละคนเห็นเพียงแค่ด้านเดียวของโรค และไม่เคยมีใครเห็นภาพรวมทั้งหมดเลย แถมแต่ละคนยังคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกอีกด้วย"
"ไปตามนักศึกษาคนหนึ่งไปที่แผนกมะเร็ง เอาข้อมูลการตรวจทั้งหมดของฝูเสี่ยวเทามาให้หมด รวมถึงข้อมูลจากโรงพยาบาลข้างนอกด้วยนะ" หยางผิงรู้สึกว่าต้องทุ่มเทเวลาและแรงกายให้กับโรคนี้เสียหน่อยแล้ว เพราะเขาได้เห็นจุดที่น่าสงสัยแล้ว หากไม่ทำให้กระจ่างแจ้ง ย่อมไม่ใช่ตัวตนของเขาแน่นอน
ซ่งจื่อมั่วส่งนักศึกษาไปที่แผนกอายุรกรรมมะเร็งเพื่อนำข้อมูลการตรวจทั้งหมดของฝูเสี่ยวเทามา โชคดีที่ข้อมูลการตรวจทั้งหมดของฝูเสี่ยวเทาถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่เขาเข้าโรงพยาบาลเขาจะถ่ายเอกสารประวัติการรักษาทั้งหมดเก็บไว้
หยางผิงดูข้อมูลเหล่านั้นทีละใบๆ แล้วพยายามเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันในภาพรวม สลัดความคิดเดิมๆ ที่ฝังอยู่ในหัวทิ้งไป อันที่จริงตั้งแต่เริ่มป่วย หมอเกือบทุกคนต่างก็ตั้งใจทำงานมาก พยายามทำการตรวจให้สมบูรณ์ที่สุดจากมุมมองของตัวเองเพื่อหวังจะเปิดโปงความจริงของโรค การเจาะตรวจชิ้นเนื้อจากต่อมน้ำเหลืองก็ทำมาแล้วหลายครั้ง การตรวจเลือดต่างๆ ก็มีครบถ้วนทุกอย่าง
เพื่อให้การตรวจสอบประวัติการรักษาดียิ่งขึ้น หยางผิงพาทุกคนมาที่ห้องประชุม แล้ววางใบตรวจเหล่านั้นลงบนโต๊ะประชุมทีละใบๆ เพราะโต๊ะประชุมมีขนาดใหญ่พอที่จะวางใบตรวจจำนวนมากมายขนาดนี้ได้
"แต่เมื่อกี้ผมดูการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดต่างๆ มันก็สอดคล้องกับแบบจำลองการเกิดโรคจากอินเตอร์ลูคิน-6 จริงๆ นะครับ?" ซ่งจื่อมั่วรู้สึกว่าแบบจำลองการเกิดโรคน่าจะไม่มีปัญหา
หยางผิงก้มหน้าลงพลางขยับใบตรวจที่จัดวางไว้อย่างต่อเนื่อง: "นั่นเป็นเพราะคุณเห็นเพียงแค่ผลตรวจของการป่วยแต่ละครั้ง คุณคลำไปโดนส่วนหนึ่งของช้างเข้าแล้ว แต่ถ้าคุณมองให้สูงขึ้น มองตั้งแต่อใบตรวจใบแรกไปจนถึงใบสุดท้าย อย่าให้หลุดไปแม้แต่ใบเดียว คุณก็จะพบสิ่งที่แตกต่างออกไป ดูนี่สิ ครึ่งปีก่อนจะเริ่มมีอาการในครั้งที่สอง เซลล์ทีในร่างกายเริ่มมีการทำงานที่ผิดปกติไปแล้ว และสามเดือนก่อนจะกลับมาป่วยซ้ำเป็นครั้งที่สอง ระดับของปัจจัยการเจริญเติบโตของผนังหลอดเลือดในร่างกายเขาก็สูงขึ้นแล้ว นี่คือสัญญาณการทำงานที่เร่งขึ้นของระบบภูมิคุ้มกัน แบบนี้เราจะถือว่ากระบวนการเกิดโรคทั้งหมดแตกต่างจากที่เขายอมรับกันทั่วไปเรื่องอินเตอร์ลูคิน-6 ได้ไหม?"
(จบแล้ว)