- หน้าแรก
- หิมะปกคลุมดาบมังกร
- บทที่ 237 - อาวุธวิญญาณทำลายดาบมังกร
บทที่ 237 - อาวุธวิญญาณทำลายดาบมังกร
บทที่ 237 - อาวุธวิญญาณทำลายดาบมังกร
"อ้อ ก็ตอนที่เขาเพิ่งจะวิเคราะห์เมื่อครู่นี้นั่นแหละ"
หลี่ชีเสวียนให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมาพลางเอ่ย "พวกเจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลยนะ สากเทพยิงตะวันนั่นมันคือตัวอะไรกันแน่ แข็งแกร่งมากไหม"
คนของตระกูลเซวียเงียบงันไปชั่วขณะ
ทว่าบนใบหน้าของเซวียรื่อหลั่งกลับปรากฏความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง "ฮ่าๆ สวรรค์มีทางเจ้ากลับไม่เดิน นรกไร้ประตูเจ้ากลับบุกเข้ามา ... หลี่ชีเสวียน ขอบใจนะที่มารนหาที่ตาย"
"ด้วยความยินดี"
หลี่ชีเสวียนเอ่ยอย่างถ่อมตน "เช่นนั้นเจ้าช่วยบอกข้าหน่อยได้หรือไม่ ว่าเหตุใดตระกูลเซวียต้องพุ่งเป้ามาที่ข้าด้วย"
เซวียรื่อหลั่งแค่นเสียงเย็น "เหตุผลที่ตระกูลเซวียต้องจัดการเจ้านั้นมีมากมายนัก เจ้ากวาดล้างสาขาย่อยของตระกูลเซวียที่เมืองทิงเสวี่ย พอมาถึงเมืองต้าเยี่ยก็ยังหยามเกียรติยอดฝีมือของตระกูลเซวียเราครั้งแล้วครั้งเล่า และที่สำคัญที่สุด เจ้าไม่ควรไปเกาะแกะกับมี่หรูหนาน นางคือสตรีที่ตระกูลเซวียของเราหมายตาไว้ นางถูกกำหนดให้เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีที่สุดระหว่างตระกูลเซวียและตระกูลมี่ การที่เจ้าไปสนิทสนมกับนาง เหตุผลเพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้เจ้าตายเป็นหมื่นครั้งแล้ว"
"อ้อ"
หลี่ชีเสวียนพยักหน้าเบาๆ พลางเอ่ย "ข้าก็นึกว่าเป็นเพราะลัทธิศักดิ์สิทธิ์สั่งให้ตระกูลเซวียมาสังหารข้าเสียอีก"
เซวียรื่อหลั่งตอบกลับโดยไม่ทันคิด "ลัทธิศักดิ์สิทธิ์ย่อมต้องออกคำสั่งให้เด็ดหัวเจ้าอยู่แล้ว ... "
"หุบปาก"
เซวียลี่ที่อยู่ด้านข้างหน้าถอดสี รีบตวาดด้วยความโกรธจัด "รื่อหลั่ง เจ้าพูดเหลวไหลอะไรออกไป"
เซวียรื่อหลั่งชะงักไป เขาเพิ่งจะได้สติและหันไปถลึงตาใส่หลี่ชีเสวียน "เจ้าหลอกถามข้าหรือ"
หลี่ชีเสวียนส่งยิ้มพิมพ์ใจพลางเอ่ย "ใช่แล้วล่ะ ขอบใจนะที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี"
สีหน้าของเซวียลี่มืดครึ้มประดุจก้นหม้อ "รื่อหลั่ง ถอยไป"
ใบหน้าของเซวียรื่อหลั่งแดงก่ำด้วยความไม่ยินยอม "ท่านอาสาม จะไปกลัวอะไร ที่นี่มีแค่หลี่ชีเสวียนคนเดียว สับมันให้เละไปเลย ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าข่าวจะรั่วไหลออกไปหรอก"
"จุ๊ๆ"
หลี่ชีเสวียนอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า เขามองไปทางเซวียลี่และคนอื่นๆ พลางเอ่ย "เจ้าหนูนี่น่าจะชื่อเซวียรื่อหลั่งสินะ การที่พวกเจ้าพาเขามาดักสังหารข้าด้วยได้ แสดงว่าเจ้าหนุ่มนี่คงเป็นอัจฉริยะระดับแกนนำของตระกูลเซวียกระมัง มิน่าล่ะตระกูลเซวียของพวกเจ้าถึงได้ตกต่ำลงทุกวัน แค่ไอ้เศษสวะที่โง่เง่าดุจสุกรแต่กลับหลงตัวเองแบบนี้ พวกเจ้ายังประคบประหงมราวกับไข่ในหิน ตระกูลเซวียของพวกเจ้าจะไม่ตกต่ำได้อย่างไร"
"เจ้ารนหาที่ตาย"
เซวียรื่อหลั่งถูกกระตุ้นด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำจนเลือดขึ้นหน้า เขาโกรธจัดจนขาดสติและพุ่งเข้าโจมตีด้วยความเดือดดาล
เขาชักกระบี่ออกมา
ร่างพุ่งทะยานแทงกระบี่ออกไป
ประกายกระบี่รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ
นี่ก็เป็นถึงระดับพลังผลัดกระดูกขั้นสูงสุดเช่นกัน
หลี่ชีเสวียนยื่นมือออกไปคว้า
เขาคว้ากระบี่ยาวไว้ในมือ เพียงแค่สั่นข้อมือเบาๆ ตัวกระบี่ก็หักสะบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เขายื่นมือออกไปเป็นครั้งที่สอง และบีบคอของเซวียรื่อหลั่งไว้ในอุ้งมือได้อย่างง่ายดาย
"เจ้า ... "
เซวียรื่อหลั่งยังคิดจะพูดอะไรบางอย่าง
"ชู่ว"
หลี่ชีเสวียนออกแรงบีบนิ้วเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ใบหน้าของอีกฝ่ายแดงก่ำแทบจะขาดใจตายจนไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ
กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบและจบลงในชั่วพริบตา
กว่าที่เซวียลี่และคนอื่นๆ จะตั้งสติได้ เซวียรื่อหลั่งก็กลายเป็นเชลยในมือของหลี่ชีเสวียนไปเสียแล้ว เขาถูกบีบคอห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศราวกับสุนัขที่ตายแล้ว
หลี่ชีเสวียนกวาดสายตามองไปรอบๆ
เขาสัมผัสได้ทันทีว่าในหมู่คนของตระกูลเซวีย มีร่างผอมสูงราวกับไม้ไผ่สองร่างสวมหมวกปีกกว้างและเอาแต่เงียบมาตลอด ทั้งสองคือยอดฝีมือระดับเก้าขั้นชิงมู่ที่แท้จริง
การแต่งกายของสองคนนี้แตกต่างจากคนอื่นๆ ในตระกูลเซวียเล็กน้อย น่าจะเป็นผู้ดูแลหรือผู้อาวุโสรับเชิญจากภายนอกทำนองนั้น
ไม่มีอะไรต้องพูดให้มากความ
หลี่ชีเสวียนมือหนึ่งหิ้วเซวียรื่อหลั่ง อีกมือหนึ่งกำดาบมังกรและลงมือในทันที
ประกายดาบรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ
ชั่วพริบตาเดียว
ยอดฝีมือของตระกูลเซวียสองคนก็ส่งเสียงร้องโหยหวน ร่างกลายเป็นละอองเลือดร่วงหล่นลงมาจากหอคอยสูง
"บัดซบ"
"รีบถอยเร็ว"
เซวียลี่ตกใจสุดขีดและแผดเสียงคำรามลั่น
คนของตระกูลเซวียล่าถอยตามสัญชาตญาณเพื่อเปิดทาง หวังจะให้ผู้ดูแลระดับชิงมู่ทั้งสองคนลงมือสกัดกั้น
แต่หลี่ชีเสวียนไม่เปิดโอกาสให้พวกเขา
ร่างพุ่งทะยานไปข้างหน้า
ประกายดาบสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง
ด้วยความสำเร็จในวิถีดาบของหลี่ชีเสวียนในเวลานี้ แม้แต่วิชาดาบธรรมดาอย่างเจ็ดดาบสลาตันก็ยังมีพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวเมื่ออยู่ในมือของเขา
เพียงชั่วอึดใจ
ยอดฝีมือของตระกูลเซวียอีกสี่คนก็ถูกประกายดาบผ่าออกเป็นแปดส่วน แขนขาขาดสะบั้นร่วงหล่นลงไปใต้หอคอยหิน
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว
"สองเฒ่าปรโลก รีบสังหารมันเร็วเข้า"
เซวียลี่แผดเสียงคำราม
ยอดฝีมือร่างผอมสูงสวมหมวกปีกกว้างทั้งสองคนในที่สุดก็ก้าวผ่านกลุ่มคนของตระกูลเซวีย พุ่งเข้าหาหลี่ชีเสวียนตรงๆ
กลิ่นอายอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของทั้งสอง แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวทำให้อากาศเหนือหอคอยหินหยุดนิ่งไปในชั่วพริบตา
ภาพนี้ทำให้ดวงตาของเซวียรื่อหลั่งสาดประกายด้วยความปีติยินดี
ยอดฝีมือระดับชิงมู่ลงมือแล้ว
หลี่ชีเสวียนต้องตายอย่างแน่นอน
"มาได้จังหวะพอดี"
หลี่ชีเสวียนสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมลมปราณและสั่งสมพลังในชั่วพริบตา พลังทั้งหมดถูกควบแน่นไว้ในดาบนี้อย่างไม่ลังเลก่อนจะฟาดฟันออกไปอย่างแรง
ประกายดาบครึ่งเมตร
ปราณดาบอันน่าหวาดหวั่นสว่างไสวเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์กลางนภา สาดส่องพื้นที่เหนือหอคอยหินจนกลายเป็นสีขาวสว่างจ้าในชั่วพริบตา
เซวียลี่และคนอื่นๆ รู้สึกเพียงว่าดวงตาปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกเข็มทิ่มแทง พวกเขาหลับตาแน่นตามสัญชาตญาณไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้
ท่ามกลางความเลือนราง
มีเสียงอาวุธปะทะกัน
ตามมาด้วยเสียงอาวุธฟาดฟันเฉือนเนื้อ
และเสียงของหนักร่วงหล่นกระแทกพื้น
เมื่อประกายดาบสีขาวจางหายไป
เซวียลี่และคนอื่นๆ ก็ลืมตาขึ้นมอง
หลี่ชีเสวียนยังคงถือดาบมือเดียวและหิ้วคอเซวียรื่อหลั่งยืนอยู่กับที่ ร่างกายแผ่กลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัวประหนึ่งจอมมารนักฆ่า
ส่วนสองเฒ่าปรโลกยอดฝีมือระดับชิงมู่ที่ตระกูลเซวียทุ่มเงินทองมหาศาลเลี้ยงดูมาถึงยี่สิบปี ร่างกายกลับถูกผ่าออกเป็นส่วนๆ นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นราวกับสุกรที่ถูกเชือด ตายสนิทจนไม่อาจตายได้อีกแล้ว
"อะไรนะ"
"เป็นไปไม่ได้"
คนของตระกูลเซวียรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกขุมขนลุกซู่ ไม่อยากจะเชื่อภาพที่ปรากฏแก่สายตา
นี่คือยอดฝีมือระดับเก้าขั้นชิงมู่ถึงสองคนเชียวนะ
ยอดฝีมือระดับนี้มีจำนวนไม่เกินห้าสิบคนในเมืองต้าเยี่ยทั้งหมด
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับชิงมู่คนใดก็ตาม ล้วนเป็นกำลังรบระดับสูงที่ขุมกำลังชั้นนำในแดนเสวี่ยโจวต้องให้ความสำคัญ
พวกเขาไม่ใช่สุกรสองตัวเสียหน่อย
แต่กลับถูกสังหารอย่างง่ายดายในชั่วพริบตาเช่นนี้น่ะหรือ
หากไม่ใช่เพราะสองเฒ่าปรโลกหัวหลุดจากบ่าตายอนาถจมกองเลือดไปแล้วจริงๆ เซวียลี่ก็คงสงสัยว่าทั้งสองคนกำลังเล่นละครตบตาเขาอยู่แน่ๆ
ส่วนเซวียรื่อหลั่งที่ถูกหลี่ชีเสวียนหิ้วคออยู่ก็รู้สึกเย็นเยียบไปทั้งใจ ความหนาวเหน็บพวยพุ่งขึ้นมาจากกระดูกก้นกบแล่นไปตามกระดูกสันหลังพุ่งตรงขึ้นสู่กระหม่อม ราวกับจะเปิดกะโหลกของเขาให้เปิดออก
จะเป็นไปได้อย่างไร
หลังจากที่หลี่ชีเสวียนสังหารนักกระบี่ตาบอดหลิวอู๋จี้ไปแล้ว เขาไม่ได้กลายเป็นหน้าไม้ที่หมดแรงหรอกหรือ
แล้วทำไมถึงยังสามารถสังหารยอดฝีมือระดับเก้าขั้นชิงมู่ได้อีกตั้งสองคน
แม้ว่าพลังต่อสู้ของสองเฒ่าปรโลกจะด้อยกว่านักกระบี่ตาบอดหลิวอู๋จี้อยู่บ้างเล็กน้อย แต่ทว่า ...
เซวียรื่อหลั่งรู้สึกเพียงว่าในหัวปั่นป่วนไปหมด ตรรกะและเหตุผลพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงในพริบตานี้
เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เด็กกำพร้าบ้านนอกที่อายุน้อยกว่าเขาและเพิ่งจะฝึกยุทธ์ได้ไม่ถึงปี จะมีพลังต่อสู้ที่น่าตื่นตะลึงถึงเพียงนี้
นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ปกติจะทำได้เลย
"มีคำสั่งเสียอะไรอีกไหม"
หลังจากที่หลี่ชีเสวียนดูดซับพลังชีวิตของสองเฒ่าปรโลกแล้วเขาก็ก้าวเข้าไปหาพร้อมกับดาบ
เซวียลี่คำรามต่ำในลำคอ หันหลังกระโดดลงจากหอคอยแล้วพุ่งตัวหนีไปไกล
ส่วนยอดฝีมือตระกูลเซวียที่เหลืออีกแปดคน เวลานี้ขวัญหนีดีฝ่อจนหมดสิ้นไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
พวกเขาต่างหันหลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
หลี่ชีเสวียนถือดาบพุ่งตามไป
สังหารทีละคน
ละอองเลือดสาดกระเซ็นเต็มท้องฟ้า
ยอดฝีมือตระกูลเซวียทั้งแปดคนยังไม่ทันร่วงถึงพื้น ร่างก็ถูกผ่าครึ่งหล่นกระแทกพื้นอย่างแรงราวกับเศษผ้าขี้ริ้วเละเทะกลายเป็นกองเนื้อบด
หลี่ชีเสวียนกระโดดพุ่งทะยานไปตามรายทาง
พลังกายอันแข็งแกร่งทำให้ทุกครั้งที่ดีดตัวขึ้น พื้นดินจะถูกเหยียบจนยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึกรอยแตกร้าวคล้ายใยแมงมุม
เพียงกระโดดไม่กี่ครั้ง
เขาก็ตามมาถึงด้านหลังของเซวียลี่
"เจ้าหนีไม่พ้นหรอก"
หลี่ชีเสวียนถือดาบไล่ตามดุจนักล่าผู้โหดเหี้ยม
เซวียลี่ไม่เอ่ยคำใด เอาแต่ก้มหน้าวิ่งหนีสุดชีวิต
หลี่ชีเสวียนไล่ตามอย่างกระชั้นชิด
ทันใดนั้น
ในใจของเขาก็บังเกิดลางสังหรณ์เตือนภัย
ความรู้สึกอันตรายถึงขีดสุดโอบล้อมหลี่ชีเสวียนไว้อย่างสมบูรณ์
เขาไม่ลังเลเลยที่จะรวบรวมลมปราณและสั่งสมพลังในทันที ก่อนจะฟาดดาบออกไปเบื้องหน้าสุดกำลัง
แทบจะในเวลาเดียวกันนั้นเอง
เซวียลี่หันขวับกลับมา
ในอ้อมอกของเขาก็ปรากฏกลุ่มแสงสว่างจ้าบาดตาเจิดจรัสขึ้นมาเช่นกัน
พร้อมกับการทำท่าขว้างออกไปด้านนอกด้วยสองมือของเซวียลี่ กลุ่มแสงเจิดจรัสนั้นก็เร่งความเร็วพุ่งทะยานเข้าหาหลี่ชีเสวียนดุจสายฟ้าฟาด
ตูม!
พลังระเบิดอันน่าสะพรึงกลัว
หลี่ชีเสวียนรู้สึกราวกับฟาดฟันเข้าใส่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์อันสูงตระหง่าน เสียงแตกหักดังแว่วเข้าหู คลื่นพลังมหาศาลซัดสาดเข้าใส่ใบหน้า กระแทกเขากระเด็นถอยหลังไปไกลนับร้อยเมตร เมื่อเท้าแตะพื้นก็โซเซซวนเซ ก่อนจะพ่นเลือดสีทองหม่นออกมาคำโต
เขาก้มลงมอง
บนชุดสีขาวที่จำแลงมาจากเกราะวิญญาณพรางฟ้าปรากฏรอยร้าวเล็กๆ ถี่ยิบ ซึ่งกำลังค่อยๆ สมานตัวและจางหายไป
แต่นั่นยังไม่นับว่าเป็นอะไร
สิ่งที่ทำให้หลี่ชีเสวียนรู้สึกเหลือเชื่อก็คือ บนดาบมังกรกลับมีรอยร้าวเล็กๆ ถี่ยิบปรากฏขึ้นมาเช่นกัน
รอยร้าวลุกลามไปทั่วทั้งใบดาบ
ราวกับว่าในวินาทีถัดไปมันจะแตกสลายหลุดเป็นชิ้นๆ
รอยร้าวในครั้งนี้แตกต่างจากคราบสนิมที่เคยถูกกระแทกจนหลุดร่อนออกไป แต่มันคือการที่ตัวดาบได้รับความเสียหายจริงๆ
หลี่ชีเสวียนสูดลมหายใจเข้าลึก
เขารู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปทั่วอวัยวะภายในทั้งห้าและหก
โชคดีที่รอยสักมังกรเทวะรีบแบ่งพลังเสริมแกร่งที่กักเก็บไว้ออกมาซ่อมแซมอาการบาดเจ็บภายในร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งฟื้นฟูพละกำลังที่สูญเสียไปจากการปะทะในครั้งนี้
"มารดามันเถอะ คราวนี้ขาดทุนย่อยยับเลย"
หลี่ชีเสวียนหันขวับไปมอง ก็เห็นเซวียรื่อหลั่งกำลังตะเกียกตะกายหนีเอาชีวิตรอดด้วยมือและเท้าอยู่ด้านข้าง
เขาถือดาบ หิ้วเซวียรื่อหลั่งขึ้นมา แล้วดีดตัวพุ่งตามไปยังทิศทางที่เซวียลี่หนีไป
ไม่นานก็เห็นร่างของเซวียลี่
เขาตายแล้ว
ร่างของเซวียลี่กระแทกเข้ากับกำแพงเมืองซากศพอย่างแรงจนยุบเข้าไป กลางอกมีสากสำริดสั้นขนาดเท่าปากชามเสียบทะลุอยู่ ทำลายกระดูกหน้าอกและอวัยวะภายในจนแหลกเหลว
เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาไม่หยุด
สายตาของหลี่ชีเสวียนจับจ้องไปยังสากสำริดสั้นอันหนาเตอะนั่น เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานประหลาดแผ่ซ่านออกมา ราวกับดวงอาทิตย์ที่สว่างไสวเจิดจ้าและยิ่งใหญ่
"นี่คือสากเทพยิงตะวันงั้นหรือ"
ดวงตาของหลี่ชีเสวียนสาดประกาย
เขาก้าวเข้าไปดึงสากสำริดสั้นออกมา ลองเดาะดูในมือ น้ำหนักของมันไม่ต่ำกว่าหมื่นชั่งเลยทีเดียว
สากสำริดสั้นนี้ดูเหมือนจะมีอายุเก่าแก่มาก มีคราบสนิมสีเขียวเกาะอยู่ประปราย บนนั้นมีลวดลายเส้นสายที่ดูโบราณและเรียบง่าย สลักเป็นภาพฉากพิธีกรรมบวงสรวงบางอย่างและมีภาพมนุษย์เป็นเครื่องสังเวย
มีกลิ่นอายแห่งจิตวิญญาณจางๆ ไหลเวียนอยู่ภายในสากสำริดสั้น ราวกับเปลวเทียนที่ริบหรี่ใกล้จะดับมอดในวินาทีถัดไป
"นี่คือสากเทพยิงตะวันของพวกเจ้างั้นหรือ"
หลี่ชีเสวียนถือสากสำริดสั้นเคาะไปที่เซวียรื่อหลั่ง
อีกฝ่ายมีสภาพราวกับสุนัขจรจัดที่ถูกตีจนหลังหัก ใบหน้าอาบไปด้วยเลือด เขาหลับตาแน่นไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
"ดูไม่ออกเลยนะว่ายังใจแข็งอยู่บ้าง" หลี่ชีเสวียนหัวเราะ
กร๊อบ
เขาใช้สากฟาดกระดูกต้นขาของเซวียรื่อหลั่งจนหัก
"อ๊าก ... "
เซวียรื่อหลั่งส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าสมเพช เขาแผดเสียงคำรามด้วยความอาฆาตแค้น "เจ้าฆ่าข้าเสียเถอะ ข้าจะไม่มีวันปริปากบอกอะไรทั้งนั้น"
หลี่ชีเสวียนเคาะกระดูกขาของเขาหักไปอีกสองท่อน
เซวียรื่อหลั่งเจ็บปวดจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก แต่ก็ยังคงไม่ยอมปริปากเปิดเผยข้อมูลใดๆ
เรื่องนี้ทำให้หลี่ชีเสวียนประหลาดใจเล็กน้อย
คิดไม่ถึงว่าเซวียรื่อหลั่งผู้นี้จะโง่เขลาไปบ้าง แต่กลับเป็นคนใจแข็ง ไม่ใช่พวกคุณชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างที่คิดไว้
เหตุผลที่หลี่ชีเสวียนไว้ชีวิตเขา ก็เพื่อจะจับเป็นกลับไปให้หญิงสาวนักรบ นำไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำการสอบสวน
ด้วยวิธีการของผู้เชี่ยวชาญด้านการทรมาน จะต้องสืบสวนหาความผิดของตระกูลเซวียที่สมรู้ร่วมคิดกับลัทธิไท่ผิงออกมาได้อย่างแน่นอน หากจวนผู้ตรวจการทำผลงานได้ดี บางทีอาจจะกวาดล้างตระกูลเซวียให้สิ้นซากไปเลยก็ได้
ในเมื่อถามอะไรไม่ได้ หลี่ชีเสวียนก็เลิกถาม
ครู่ต่อมา
หญิงสาวนักรบ เจินปู้เจี่ย และลิงน้อยสีทองก็ตามมาถึง
ลิงน้อยสีทองรีบกระโจนเข้าสู่การทำงานอันขยันขันแข็งในการเก็บของศพทันที
หลี่ชีเสวียนยื่นสากสำริดสั้นให้เจินปู้เจี่ย
เมื่อนางรับไว้ในมือก็รู้สึกหนักอึ้งจนต้องรีบเร่งพลังจากเกล็ดสีฟ้าเพื่อจับให้แน่น นางมองเพียงแวบเดียวก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจ "นี่คืออาวุธวิญญาณ ... ครั้งนี้ตระกูลเซวียทุ่มทุนสร้างจริงๆ ถึงกับนำสมบัติระดับอาวุธสงครามเช่นนี้ออกมาใช้"
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมิน เจินปู้เจี่ยสังเกตอย่างละเอียด ครู่ต่อมาความประหลาดใจบนใบหน้าก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
"ของชิ้นนี้มีอายุเก่าแก่พอสมควร เกรงว่าจะเป็นของที่มีมาก่อนยุคราชวงศ์เทียนถังเสียอีก คงจะเป็นของที่ตระกูลเซวียขุดพบมาจากโบราณสถานสักแห่ง วัสดุและลวดลายอักขระล้วนเก่าแก่มาก"
"ท่านพี่ชีเสวียน สากสั้นชิ้นนี้มีมูลค่ามหาศาล โชคดีที่เซวียลี่มีระดับพลังเพียงชำระไขกระดูก จึงไม่สามารถกระตุ้นอานุภาพของมันออกมาได้ทั้งหมด"
"หากมันตกอยู่ในมือของยอดฝีมือระดับเก้าขั้นชิงมู่ มันจะสามารถระเบิดพลังทำลายล้างออกมาได้เต็มสูบ ถึงตอนนั้นท่านห้ามรับการโจมตีจากมันตรงๆ เด็ดขาดนะ"
เจินปู้เจี่ยกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลี่ชีเสวียนพยักหน้ารับ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับอาวุธวิญญาณที่แท้จริง อานุภาพของมันสร้างความประทับใจให้เขาอย่างลึกซึ้ง
"เสี่ยวเจี่ย อาวุธแบบไหนถึงจะเรียกว่าอาวุธวิญญาณหรือ"
หลี่ชีเสวียนเอ่ยถาม
เจินปู้เจี่ยให้คำตอบโดยไม่เสียเวลาคิด
"อาวุธวิญญาณมีลักษณะเด่นสามประการ"
"ประการแรกคือ วัสดุที่ใช้ตีขึ้นรูปนั้นหายากยิ่ง แทบทั้งหมดล้วนเป็นวัสดุระดับเทพหรือเหล็กเซียน จึงจะสามารถตีขึ้นรูปเป็นอาวุธวิญญาณได้ ดังนั้นความแข็งแกร่งทนทานของมันจึงเหนือกว่าอาวุธธรรมดาทั่วไปมากนัก ต่อให้เป็นอาวุธวิเศษที่ถือว่าเป็นเลิศในหมู่อาวุธธรรมดาก็ยังทำได้เพียงแค่สร้างรอยขีดข่วนให้มันเท่านั้น"
"ประการที่สองคือ เทคนิคการตีขึ้นรูปที่ล้ำเลิศ จำเป็นต้องพึ่งพาช่างตีเหล็กที่มีสายเลือดพิเศษในการตีขึ้นรูป ใช้เคล็ดลับที่สืบทอดกันมาอย่างลับๆ จึงจะสามารถสร้างผลงานชิ้นเอกออกมาได้ ช่างตีเหล็กทั่วไปต่อให้มีระดับพลังสูงส่งเพียงใด มีวัสดุดีเยี่ยมแค่ไหน หากปราศจากสายเลือดพิเศษที่สอดคล้องกันก็ไม่อาจตีขึ้นรูปอาวุธวิญญาณออกมาได้เลย"
"ประการที่สามคือ อานุภาพของอาวุธวิญญาณนั้นยิ่งใหญ่มาก เหนือล้ำกว่าอาวุธธรรมดาหลายเท่านัก และอานุภาพของมันก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความคมและน้ำหนักเท่านั้น แต่มันยังมีพลังทำลายล้างที่อยู่นอกเหนือจากตัวอาวุธเองด้วย ผู้ฝึกยุทธ์ระดับล่างหากมีอาวุธวิญญาณอยู่ในมือก็อาจมีโอกาสสังหารผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงได้เช่นกัน"
เมื่อหลี่ชีเสวียนได้ฟังก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
การลอบโจมตีด้วยสากเทพยิงตะวันก่อนหน้านี้ การโจมตีอันไร้เทียมทานนั้นฟาดดาบมังกรจนแตกเป็นรอยร้าวและทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสด้วยเช่นกัน
"ทว่า ของชิ้นนี้ไม่สมควรถูกเรียกว่าสากเทพยิงตะวัน ชื่อที่แท้จริงของมันน่าจะเรียกว่าสากบดกระดูกบรรพชนบวงสรวงสวรรค์ หน้าที่หลักของมันคือเป็นอาวุธขว้างปาที่บรรพชนในยุคโบราณใช้ในการบดขยี้กระดูกของสัตว์ป่าเวลาออกล่า"
เจินปู้เจี่ยยืนยันอย่างมั่นใจ
หลี่ชีเสวียนเอ่ยถาม "ในเมื่ออาวุธวิญญาณมีอานุภาพร้ายแรงถึงเพียงนี้ เหตุใดก่อนหน้านี้ข้าแทบจะไม่เคยเห็นของแบบนี้เลยล่ะ"
เจินปู้เจี่ยตอบ "เป็นเพราะมันมีจำนวนหลงเหลือน้อยมากบนโลกนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากยุคก่อนราชวงศ์ซ่งทราม จำนวนอาวุธวิญญาณที่ถูกสร้างขึ้นในยุคราชวงศ์ซ่งทรามก็ลดลงอย่างมากแล้ว และมาถึงยุคราชวงศ์เทพต้าหยวน ด้วยกำลังแผ่นดินในปัจจุบันการตีอาวุธวิญญาณถือเป็นเรื่องยากลำบากยิ่ง ตระกูลใหญ่ที่มีรากฐานลึกซึ้งหลายแห่ง หากไม่ถึงคราวคับขันจริงๆ ก็จะไม่มีวันนำอาวุธวิญญาณออกมาใช้โดยเด็ดขาด"
[จบแล้ว]