เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 197 - เจ้าก็คือหลี่ชีเสวียนสินนะ

บทที่ 197 - เจ้าก็คือหลี่ชีเสวียนสินนะ

บทที่ 197 - เจ้าก็คือหลี่ชีเสวียนสินนะ


หลี่ชีเสวียนหยุดมือลง

หากสู้กันต่อไป ลานบ้านทั้งหลังคงถูกราบเป็นหน้ากลองแน่

ตู๋กูซานเชวียก็พยายามสงบพลังแฝงสายเลือดที่พลุ่งพล่านในร่างกายลง ทั่วทั้งร่างของเขามีไอร้อนระอุพวยพุ่งออกมา ราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้

"ขอบคุณเจ้ามาก"

เขามองหลี่ชีเสวียน พลางกล่าวอย่างจริงจังและจริงใจ

"ไม่ต้องเกรงใจ"

หลี่ชีเสวียนโบกมือปัด

จากนั้นก็ชี้ไปที่เศษซากปรักหักพังของห้องพักคนเฝ้าประตู แล้วเอ่ยว่า "แต่ว่า ทำข้าวของพัง ก็ต้องจ่ายค่าเสียหายนะ"

ตู๋กูซานเชวียพยักหน้า เส้นสายบนใบหน้าดูอ่อนโยนลงมาก "แน่นอน"

"เอ๊ะ"

หลี่ชีเสวียนแสร้งทำเป็นประหลาดใจ "เมื่อกี้เจ้าอยากจะยิ้มใช่ไหม เจ้าคนหน้าอมทุกข์คนนี้ยิ้มเป็นด้วยหรือ"

ตู๋กูซานเชวีย " ... "

มารดามันเถอะ

ถึงแม้จะซาบซึ้งใจแค่ไหน แต่ก็ยังอยากจะอัดเขาสักตั้งอยู่ดี ทำอย่างไรดีเนี่ย

หลี่ชีเสวียนกล่าวต่อ "หากเจ้าไม่มีเงิน ก็สามารถเลือกไปเข้าร่วมกับจวนยอดฝีมือได้ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า การผ่านการทดสอบเป็นเรื่องง่ายดายแน่นอน ถึงตอนนั้นก็จะมีทั้งเบี้ยหวัดรายเดือน ข้าวปราณวิเศษ และเนื้อสัตว์อสูร ไม่นานเจ้าก็จะกลายเป็นชนชั้นกลางระดับสูงในเมืองต้าเยี่ยแล้ว"

ตู๋กูซานเชวียพยักหน้าอีกครั้ง

เขาเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน

หลายวันมานี้ เขาได้ขบคิดเรื่องราวมากมาย

ภายในเมืองต้าเยี่ย มีเพียงหน่วยจ้าวเยี่ยและจวนยอดฝีมือสององค์กรนี้เท่านั้นที่เหมาะสมกับเขา

ยิ่งไปกว่านั้น หากเข้าร่วมกับจวนยอดฝีมือ เขาจะเลือกไปอยู่ที่หอยอดฝีมือที่เจ็ดเหมือนกับหลี่ชีเสวียน

ท้ายที่สุดแล้ว นับตั้งแต่ได้รู้จักกับหลี่ชีเสวียน โชคชะตาของเขาก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ดีขึ้นมาเรื่อยๆ

หลังจากทานอาหารเสร็จ หลี่ชีเสวียนก็ตัดสินใจจะกลับไปที่ลานบ้านหวยหลิ่วสักรอบ

...

...

เขตเมืองชั้นล่าง

โรงเตี๊ยมทิงเฟิง

นี่คือโรงเตี๊ยมเล็กๆ ที่ค่อนข้างเงียบสงบ ตั้งอยู่บนถนนซูย่วน ร้านรวงโดยรอบส่วนใหญ่เป็นร้านหมากรุก ร้านหนังสือ โรงงิ้ว และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอันเงียบสงบ

ดังนั้นในหลายๆ ครั้ง แม้แต่เหล่าขุนนางจากเขตเมืองชั้นบนก็ยังแวะเวียนมาผ่อนคลายที่นี่

โรงเตี๊ยมทิงเฟิงนั้นไม่ได้ดูโดดเด่นสะดุดตา

ตั้งอยู่ตรงสุดถนนซูย่วนฝั่งตะวันออก

เป็นอาคารสองชั้นที่มีลานหลังบ้าน

เถ้าแก่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขาเป๋ที่ปลดประจำการจากหน่วยสวินรื่อ หลังจากปลดประจำการก็หลงใหลในการวาดภาพพู่กันจีน มีแวดวงสังคมเป็นของตนเอง ดังนั้นแม้โรงเตี๊ยมจะมีลูกค้าประจำ แต่จำนวนคนก็ไม่ได้มากนัก จึงค่อนข้างเงียบสงบ

รถม้าสีม่วงคันหนึ่ง จอดอยู่ในลานหลังบ้านของโรงเตี๊ยม

คนขับรถม้าและสาวใช้ตัวน้อยสองคน กำลังยืนรออยู่ข้างรถม้า บนใบหน้าของพวกเขาล้วนเผยให้เห็นถึงความกระวนกระวายใจ

"คุณหนูสี่ทำไมยังไม่ออกมาอีกนะ"

"ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้ว"

สาวใช้ทั้งสองแต่งกายไม่ธรรมดา ล้วนสวมกระโปรงยาวลากพื้น เครื่องประดับก็ประณีตงดงาม มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นบ่าวรับใช้ของตระกูลขุนนางใหญ่

คนขับรถม้าสูงราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร แต่งกายธรรมดา สวมหมวกสานไม้ไผ่สีเขียวอ่อน ยืนนิ่งไม่พูดไม่จาอยู่ข้างรถม้า แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองไปยังห้องใดห้องหนึ่งบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งนี้อยู่เป็นระยะ

ภายในห้อง

โต๊ะไม้กว้างเพียงหนึ่งเมตร

บนโต๊ะมีสุราหนึ่งป้าน

จอกสุราสองใบ

สุราถูกเปิดฝาแล้ว

ภายในจอกก็มีสุรารินเอาไว้

แต่คนสองคนที่นั่งประจันหน้ากันอยู่คนละฝั่งโต๊ะ กลับตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีกะจิตกะใจจะร่ำสุราเลยแม้แต่น้อย

ชั้นล่างมีเสียงดนตรีและเสียงสนทนาพาทีดังแว่วมา

เป็นสมาคมชิงฉวี่ที่นายน้อยร้านหนังสือข้างๆ ก่อตั้งขึ้น กำลังจัดงานชุมนุมสังสรรค์ที่จัดขึ้นทุกสิบวัน

ความสุขและความเศร้าของผู้คนย่อมแตกต่างกัน

ในเวลานี้ ไป๋วั่งหลงกลับรู้สึกเพียงว่าผู้คนชั้นล่างนั้นช่างเสียงดังน่ารำคาญ

สตรีที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา คือหญิงม่ายอายุราวสามสิบปี ผิวพรรณขาวผ่อง ใบหน้างดงามดุจภาพวาด เป็นความงดงามถึงขีดสุดแบบที่ไม่แฝงความก้าวร้าวเลยแม้แต่น้อย

สีหน้าของนางดูอ่อนโยน หว่างคิ้วมีความอมทุกข์แฝงอยู่ นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่ยอมสบตากับไป๋วั่งหลง

สายลมพัดโชยมา

ผ้าม่านในห้องขยับไหวเบาๆ

"จะไม่ไปดูเสี่ยวถงหน่อยหรือ"

ไป๋วั่งหลงเอ่ยปากอย่างยากลำบาก

หญิงม่ายผู้อ่อนโยนเงียบงัน เงียบงันไปเนิ่นนาน ท้ายที่สุดก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า "ไม่ล่ะ ให้นางไม่รู้ว่าข้ายังมีชีวิตอยู่ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว"

ไป๋วั่งหลงกล่าว "เจ้าไม่กลัวว่าพอนางโตขึ้นแล้วรู้ความจริง นางจะเกลียดเจ้าหรือ"

"อย่างน้อยทำแบบนี้ นางก็จะยังไม่มีอันตรายไปชั่วคราว ... เจ้าเองก็ด้วย"

หญิงม่ายก้มหน้าตอบ

ไป๋วั่งหลงตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

เขายกจอกสุราบนโต๊ะขึ้น ดื่มรวดเดียวหมดจด

แล้วรินเพิ่ม

ดื่มรวดเดียวติดกันสามจอก

เขายื่นมือไปจับแขนของหญิงม่ายเอาไว้แล้วกล่าวว่า "เสี่ยวเชี่ยน ไปกับข้าเถอะ พวกเราพาถงเอ๋อร์ หนีออกจากเมืองต้าเยี่ยด้วยกัน ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล จะไม่มีที่ซุกหัวนอนให้ครอบครัวเราเชียวหรือ"

หญิงม่ายเงยหน้าขึ้น มองดูบุรุษตรงหน้าที่ทำให้นางเฝ้าคะนึงหาอย่างลึกซึ้ง มีอยู่แวบหนึ่งนางอยากจะเอ่ยปากตกลงไปโดยไม่ลังเลเลยจริงๆ

แต่เมื่อนึกถึงวิธีการของตระกูล นางก็ต้องล่าถอยกลับไป

หญิงม่ายค่อยๆ ดึงแขนออกจากฝ่ามือของไป๋วั่งหลง นางส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "พวกเขาไม่มีทางปล่อยพวกเราไปหรอก เหมือนกับที่พวกเขาเคยทำเมื่อตอนนั้น ... พี่วั่งหลง เลี้ยงดูถงเอ๋อร์ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ให้ดีเถิด แม้พวกเราสองคนจะไม่อาจครองคู่กันได้ แต่ตัวข้านั้นเป็นของท่านตลอดไป"

พูดจบ นางก็ยกจอกสุราตรงหน้าขึ้นมาดื่มรวดเดียว สุราขุ่นบาดคอราวกับเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผา ราวกับต้องการจะละลายหัวใจของนางให้แหลกเหลว

นางหันหลังเดินจากไป

"พี่วั่งหลง วันหน้าอย่ามาหาข้าอีก ข้าจะไม่มีวันมาพบท่านอีกแล้ว"

เสียงยังคงดังก้องอยู่

แต่เรือนร่างของหญิงงามกลับเลือนหายไป

ไป๋วั่งหลงนั่งนิ่งอยู่กับที่ สีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว

เขายกจอกสุราตรงหน้าขึ้นดื่มจนหมดจด รู้สึกยังไม่สะใจ จึงคว้าป้านสุราขึ้นมาซดอึกๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย

เวลาล่วงเลยผ่านไป

เขานั่งเหม่อลอยอยู่กับที่

เนิ่นนาน

เขาถึงได้ลุกเดินออกจากโรงเตี๊ยมทิงเฟิง

ระหว่างทาง เขาเมามายกลิ่นสุราคลุ้ง เดินโซเซไปมา

เดินไปเรื่อยเปื่อยจนเข้าไปในตรอกแคบๆ ที่เปลี่ยวร้างแห่งหนึ่ง

ด้านหลังมีเงาร่างสองสาย พุ่งเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว

อาวุธในมือส่องประกายเย็นเยียบ วาดเป็นเส้นโค้งอันน่าสะพรึงกลัวสองสาย ฟันฉับลงไปยังไป๋วั่งหลงที่ไร้ซึ่งการป้องกันตัวใดๆ

...

...

ลานบ้านหวยหลิ่ว

เมื่อหลี่ชีเสวียนมาถึง ก็พบว่าสถานที่แห่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง

ต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่หน้าประตูบ้านถูกโค่นทิ้งไปแล้ว เผยให้เห็นลานกว้างที่ปูด้วยแผ่นหินสีขาว

สิงโตหยกขาวที่ดูน่าเกรงขามสองตัวตั้งตระหง่านอยู่สองฝั่งประตู

ประตูใหญ่ผ่านการตกแต่งใหม่ ดูโอ่อ่าและน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม

เหนือประตูตรงกลางมีแผ่นป้ายขนาดใหญ่แขวนอยู่ บนนั้นเขียนตัวอักษสี่ตัวเอาไว้ว่า

สำนักยุทธ์เมฆาขาว

หลี่ชีเสวียนจ้องมองแผ่นป้ายอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ

แม้การเปลี่ยนสำนักคุ้มภัยให้เป็นสำนักยุทธ์ จะเป็นเป้าหมายที่ท่านหัวหน้าผู้คุ้มภัยทั้งสองวางเอาไว้ แต่การตั้งชื่อนี้มันช่าง ...

หลี่ชีเสวียนเดินไปที่ประตูใหญ่

มีศิษย์ในชุดดาบสีขาวสองคนยื่นมือออกมาขวางทางเอาไว้

"หากจะมากราบเป็นศิษย์ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่" หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น

คนสองคนนี้กลับไม่ใช่คนของสำนักคุ้มภัยสิงโตหิมะในอดีต พวกเขาไม่รู้จักหลี่ชีเสวียนเลยด้วยซ้ำ

หลี่ชีเสวียนประสานมือคารวะพลางกล่าวว่า "รบกวนช่วยไปแจ้งให้หน่อย บอกว่าหลี่ชีเสวียนแห่งสำนักคุ้มภัยสิงโตหิมะ ขอเข้าพบท่านเจ้าสำนักหลิน"

"เจ้าก็คือหลี่ชีเสวียนงั้นหรือ"

ศิษย์ในชุดดาบกวาดสายตามองขึ้นลง สีหน้าดูแปลกประหลาดเล็กน้อยพลางกล่าวว่า "รอเดี๋ยว จะไปแจ้งให้เดี๋ยวนี้"

ผ่านไปครู่หนึ่ง

"ท่านเจ้าสำนักอยู่ที่ห้องโถงด้านหน้า เจ้าเข้าไปเองเถอะ" ศิษย์ในชุดดาบแปดคนที่เพิ่งเดินออกมาเอ่ยขึ้น

หลี่ชีเสวียนเดินเข้าไปในลานบ้านหวยหลิ่ว

การจัดวางและตกแต่งภายในลานบ้านก็ถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ไม่เหมือนกับในความทรงจำของหลี่ชีเสวียนเลยแม้แต่น้อย

ศิษย์หนุ่มสาวหลายคนที่สวมชุดดาบสีขาว กำลังฝึกยุทธ์กันอย่างแข็งขันจนเหงื่อท่วมตัวอยู่ที่ลานฝึกด้านหน้า

ผู้ที่นำพวกเขาฝึกซ้อมคือเหล่านักดาบในชุดของสำนักกระบี่เมฆาขาว สีหน้าของพวกเขาเคร่งขรึมและตะโกนสั่งการอยู่ตลอดเวลา

จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่เห็นหน้าบรรดาผู้คุ้มภัยหรือลูกหาบของสำนักคุ้มภัยสิงโตหิมะในอดีตเลยแม้แต่คนเดียว

หลี่ชีเสวียนเดินมาถึงห้องโถงด้านหน้า

"เจ้าก็คือหลี่ชีเสวียนสินนะ เข้ามาสิ"

เสียงของคนหนุ่มที่แฝงไปด้วยความหยิ่งยโสดังออกมาจากในห้องโถง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 197 - เจ้าก็คือหลี่ชีเสวียนสินนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว