- หน้าแรก
- หิมะปกคลุมดาบมังกร
- บทที่ 97 - ชายหนุ่มหญิงสาวอยู่ร่วมห้องตามลำพัง
บทที่ 97 - ชายหนุ่มหญิงสาวอยู่ร่วมห้องตามลำพัง
บทที่ 97 - ชายหนุ่มหญิงสาวอยู่ร่วมห้องตามลำพัง
หลี่ชีเสวียนอดไม่ได้ที่จะเริ่มทำการทดสอบ
กายาราชันถูกเปิดใช้งาน
หลี่ชีเสวียนสัมผัสได้ในทันทีว่าตนเองเข้าสู่สภาวะใหม่เอี่ยม การควบคุมร่างกายรวมถึงการควบคุมพลังเหมันต์น้ำแข็งเพิ่มขึ้นทวีคูณ
ภายใต้สภาวะเช่นนี้ ทุกลมหายใจเข้าออก เขาสามารถขัดเกลาเส้นเอ็นใหญ่บริเวณแผ่นหลังได้ทั้งหมด
เพียงหนึ่งก้านธูป
สิบห้านาที
เขาก็สามารถควบแน่นเส้นเอ็นสีเงินบริเวณแผ่นหลังที่สมบูรณ์แบบได้ถึงสองเส้น
เมื่อความเหนื่อยล้าคืบคลานเข้ามา หลี่ชีเสวียนจึงออกจากสภาวะกายาราชัน
"กายาราชันสามารถคงอยู่ได้นานหนึ่งก้านธูป"
"ในช่วงเวลานี้ ข้าสามารถเร่งความเร็วในการสร้างเส้นเอ็นสีเงินได้ถึงสองเส้น"
"ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากสภาวะปกติมากนัก"
"ทว่าหลังจากสภาวะกายาราชันสิ้นสุดลง สภาพร่างกายที่อ่อนล้าจะคงอยู่อย่างน้อยสองชั่วยาม"
"ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกฝนก็ดูเหมือนจะไม่ชัดเจนเท่าใดนัก ... "
"ทว่าขอเพียงสามารถหาวิธีฟื้นฟูพละกำลังอย่างรวดเร็วนอกเหนือจากการฆ่าคนหรือฆ่าผีได้ ข้าก็สามารถทะลวงผ่านระดับหลอมเส้นเอ็นและพุ่งตรงสู่ระดับชั้นหนังเหนียวได้ในเวลาอันสั้น"
หลี่ชีเสวียนครุ่นคิดอยู่ในใจ
"ได้เวลาอาหารแล้ว"
เสียงของพี่สาวใหญ่อย่างหลี่ชิงหลิงดังมาจากนอกห้อง
เมื่อหลี่ชีเสวียนเดินออกไปดูก็พบว่า หลินเสวียนจิงผู้เป็นทายาทรุ่นที่สองของสำนักคุ้มภัยหน้าหนาผู้นั้นแวะมากินข้าวฟรีตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
ซ้ำยังพาแม่ดอกชาขาวน้อยอย่างไป๋หลิวซูมาด้วย
อาหารมื้อนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจ
หลังมื้ออาหาร
เสิ่นหลิงเอ๋อร์ล้างหม้อล้างชามอย่างคล่องแคล่วว่องไว
หลังจากทำงานบ้านเสร็จหมดทุกอย่างแล้ว แม่หนูหลิงเอ๋อร์ก็เอ่ยปากด้วยความขัดเขินเล็กน้อยว่านางอยากจะกลับไปที่ตรอกเชือดหมูสักครั้ง เพื่อไปดูบ้านเก่าและเก็บของเก่าบางอย่างมาไว้เป็นที่ระลึก
ในเมืองวุ่นวายเกินไป
เด็กสาวตัวคนเดียวเดินทางไปย่อมไม่ปลอดภัย
หลี่ชีเสวียนจึงตัดสินใจพานางไปส่งด้วยตนเอง
หลี่ลิ่วเยว่กระโดดโลดเต้น ยืนกรานที่จะตามไปดูด้วยให้ได้
หลี่ชิงหลิงย่อมไม่อยากแยกจากน้องชายและน้องสาว นางแทบจะอยากอยู่ด้วยกันตลอดเวลาเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้นในท้ายที่สุด เมื่อรวมหลินเสวียนจิง ไป๋หลิวซู และไป๋ถงเข้าไปด้วย ...
การเดินทางเพียงลำพังจึงกลายเป็นการเดินทางแบบกลุ่มใหญ่
คนทั้งเจ็ดเดินเรียงรายมุ่งหน้าไปยังตรอกเชือดหมูอย่างยิ่งใหญ่
เมืองทิงเสวี่ยในเวลานี้วุ่นวายอย่างแท้จริง
ร่องรอยของการทุบทำลาย ปล้นชิง และเผาผลาญมีให้เห็นอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ผู้คนบนท้องถนนราวกับฝูงไฮยีน่าที่หิวโหย แม้แต่เด็กที่ผอมโซ แววตาที่มองผู้คนก็ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความอันตราย
ระหว่างทางมีโจรไร้ตาบางกลุ่มเห็นว่าพวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย จึงพากันออกมาดักปล้น ทว่าก็ถูกหลี่ชีเสวียนจัดการลงอย่างง่ายดาย
เมื่อมาถึงตรอกเชือดหมู เสิ่นหลิงเอ๋อร์ก็พบว่าบ้านของตนเองถูกผู้อื่นยึดครองไปแล้ว ข้าวของภายในถูกกวาดเรียบไปจนหมดสิ้น
แม่หนูถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา นางไม่ได้เข้าไปสร้างความลำบากให้แก่ครอบครัวผู้อพยพทั้งหกคนที่อาศัยอยู่ด้านในแต่อย่างใด ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ในทางกลับกัน หลี่ลิ่วเยว่วิ่งเข้าไปในลานบ้านที่มีผีสิง นางเล่นสนุกอย่างเบิกบานใจ สุดท้ายก็งมเอาลูกหินสีขาวลูกหนึ่งขึ้นมาจากในบ่อ หยิบมากอดไว้แนบอกราวกับเป็นของล้ำค่า ซ้ำยังบอกว่าจะพกไปเล่นที่เมืองต้าเยี่ยด้วย ...
หลังจากกลับมาถึงบ้าน
ทุกคนต่างก็เร่งรีบเก็บข้าวของสัมภาระสำหรับการย้ายบ้าน
หลี่ชีเสวียนหาเวลาว่างออกไปนอกเมืองเพื่อไปยังค่ายผู้อพยพ เขาบอกเรื่องการย้ายบ้านของสำนักคุ้มภัยให้ปู่หมาทราบ
ปู่หมาคำนวณเวลาดูแล้วก็ฉีกยิ้มกว้าง "ยังทันเวลา การเดินทางไปกลับเมืองต้าเยี่ยใช้เวลาเพียงยี่สิบวันเท่านั้น สุสานใหญ่นั่นก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือนกว่าจะสลายปราณมรณะอันตรายที่สะสมมานานกว่าหกพันปีได้จนหมด ... ไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงข้า"
หลี่ชีเสวียนคิดในใจ ข้าไม่ได้เป็นห่วงท่านเสียหน่อย
ไอ้หมาเฒ่าผู้นี้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ซ้ำยังไร้ศีลธรรมจรรยา แค่ท่านไม่ออกไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นก็นับว่าเมตตามากแล้ว
เมื่อกลับเข้ามาในเมือง
หลี่ชีเสวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินทางไปยังอดีตฐานที่มั่นของพรรคอสรพิษเขียว เพื่อนำโครงกระดูกบิดาของเสิ่นหลิงเอ๋อร์ออกมา เขาเก็บรวบรวมอย่างระมัดระวัง เตรียมหาโอกาสที่เหมาะสมในวันข้างหน้าเพื่อส่งมอบให้แก่เสิ่นหลิงเอ๋อร์ต่อไป
ขณะที่เดินผ่านหอฉีเจิน หลี่ชีเสวียนก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา เขาจึงก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน
"จอมยุทธ์น้อยหลี่"
หลงจู๊วัยกลางคนที่มีหนวดเคราเล็กน้อยใต้คางเดินเข้ามาต้อนรับด้วยตนเอง ก่อนจะเอ่ยถามว่า "ท่านมีความต้องการสิ่งใดหรือ"
"ท่านรู้จักข้าด้วยหรือ"
หลี่ชีเสวียนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
หลงจู๊วัยกลางคนแย้มยิ้มบางๆ พลางตอบว่า "ข้าน้อยคือเจินสือกั่ว หลงจู๊ใหญ่คนใหม่ของหอฉีเจิน เนื่องจากข้าน้อยเป็นคนคิดบัญชีอย่างจริงจังและละเอียดรอบคอบ ผู้คนจึงตั้งฉายาให้ว่า 'ผู้พิถีพิถัน' ก่อนที่หลงจู๊คนก่อนจะจากไป เขาได้มอบรายชื่อแขกคนสำคัญให้ข้าน้อยชุดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อของท่านรวมอยู่ด้วย"
หลี่ชีเสวียนพยักหน้ารับ "ข้าต้องการยาวิเศษที่สามารถฟื้นฟูเลือดลมและพละกำลังได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทราบว่าทางหอของท่านมีหรือไม่"
"ฮ่าฮ่า ย่อมมีแน่นอน เชิญทางนี้"
เจินสือกั่วเชิญหลี่ชีเสวียนเข้าไปยังห้องรับรองแขกวีไอพีด้วยตนเอง จากนั้นจึงยื่นรายการสินค้าให้พลางกล่าวว่า "ทางหอของเรามีโอสถระเบิดปราณ โอสถเพาะรากฐาน โอสถสามวัฏจักรผสานปราณ โอสถโลหิตบริสุทธิ์ผสานวิญญาณ และโอสถโลหิตแท้มหาหงสา ทั้งหมดห้าชนิดที่ตรงตามความต้องการของท่าน ไม่ทราบว่าท่านต้องการชนิดใดเป็นพิเศษหรือ"
หลี่ชีเสวียนกวาดสายตามองคร่าวๆ ก่อนจะตอบว่า "เอามาอย่างละสิบชุด"
"ได้เลย"
เจินสือกั่วตอบรับอย่างรวดเร็ว "พวกเราต้องใช้เวลาเตรียมของเล็กน้อย ก่อนพระอาทิตย์ตกดินจะนำไปส่งให้ถึงจวนของท่าน ท่านเห็นสมควรหรือไม่"
"ตกลง"
หลี่ชีเสวียนรับคำก่อนจะเดินออกจากหอฉีเจินไป
ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
หอฉีเจินก็นำยาวิเศษทั้งหมดมาส่งที่คฤหาสน์หลวี่หลิ่วได้ตรงตามเวลาจริงๆ
ค่ำคืนนี้
หลี่ชีเสวียนใช้สภาวะกายาราชันเพื่อเริ่มควบแน่นเส้นเอ็นใหญ่อีกครั้ง
เขาทดลองใช้ยาวิเศษทุกชนิด
แล้วก็พบว่าโอสถโลหิตแท้มหาหงสาซึ่งมีราคาแพงที่สุด มีสรรพคุณในการขจัดความอ่อนแอหลังจากสิ้นสุดสภาวะกายาราชันได้อย่างยอดเยี่ยม
รองลงมาคือโอสถสามวัฏจักรผสานปราณและโอสถโลหิตบริสุทธิ์ผสานวิญญาณ
ทว่ายาวิเศษทั้งสามชนิดนี้ก็ไม่สามารถใช้ติดต่อกันในระยะเวลาอันสั้นได้
มิเช่นนั้นประสิทธิภาพของมันจะลดลงอย่างมาก
หลังจากผ่านการทดลองมาทั้งคืน หลี่ชีเสวียนใช้สภาวะกายาราชันควบคู่ไปกับยาวิเศษ เขาสามารถควบแน่นเส้นเอ็นสีเงินเพิ่มขึ้นได้อีกเจ็ดเส้น
จำนวนเส้นเอ็นใหญ่ภายในร่างกายพุ่งสูงถึงยี่สิบเส้นแล้ว
เมื่อถึงตอนฟ้าสาง ร่างกายของเขาก็แทบจะหมดเรี่ยวแรง
การใช้สภาวะกายาราชันในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง แม้จะมียาวิเศษทั้งสามชนิดคอยช่วยสนับสนุน ทว่าพละกำลังก็แทบจะถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
"อ่า รู้สึกเหมือนไม่มีเหลือแม้แต่หยดเดียวเลย"
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ชีเสวียนฝึกวรยุทธ์จนร่างกายซูบซีดหมดสภาพเสียแล้ว
เขาเพิ่งจะเอนกายลงบนเตียง เตรียมตัวพักผ่อนให้เต็มที่
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
"เข้ามา"
หลี่ชีเสวียนคิดว่าเป็นเสิ่นหลิงเอ๋อร์ที่มาเรียกให้ตนเองไปกินมื้อเช้า
ผลปรากฏว่าเมื่อประตูเปิดออก
แม่ดอกชาขาวน้อยผู้มีรูปร่างเว้าโค้งเย้ายวนใจก็เดินเข้ามา ในมือถือถาดไม้เคลือบสีแดงเข้มทรงกลมอันประณีตเอาไว้
"ท่านเจ็ดน้อย นี่คือน้ำแกงที่ข้าน้อยตั้งใจตื่นมาเคี่ยวให้ท่านทั้งคืน ท่านลองชิมดูสิ" ไป๋หลิวซูมีท่าทางอ่อนหวานหยดย้อยจนแทบจะคั้นน้ำออกมาได้
หลังจากกลับไปทบทวนตัวเองตลอดทั้งคืน แม่ดอกชาขาวน้อยผู้นี้ก็ถือว่าวางตัวได้ถูกต้องเสียที หลังจากออกจากหอจุ้ยเซียง นางก็เป็นเพียงสตรีอ่อนแอหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง สองมือเล็กๆ ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะมัดไก่
นางไม่อาจจะถือตัวได้อีกต่อไป
มิเช่นนั้น หากสูญเสียการคุ้มครองจากหลี่ชีเสวียน ความงดงามที่นางเคยภาคภูมิใจก็จะกลายเป็นต้นเหตุแห่งความหายนะแทน
ในเมืองทิงเสวี่ยที่สับสนวุ่นวายและไร้ระเบียบเช่นนี้ เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่บ้าคลั่ง หยาบคาย ป่าเถื่อนและไร้ความเกรงกลัว รวมถึงผู้อพยพที่หิวโหย ความปรารถนาอันชั่วร้ายจากกลุ่มคนเหล่านี้ เพียงพอที่จะทำให้นางตกนรกทั้งเป็นได้ในทุกครั้งที่ถูกหมายปอง
ดังนั้นนางจึงเตรียมใช้เสน่ห์ของตนเอง เพื่อเกาะต้นขาอันแข็งแกร่งของหลี่ชีเสวียนเอาไว้ให้แน่น
ด้วยเหตุนี้ ไป๋หลิวซูจึงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่
หลังจากลงมือทำน้ำแกงด้วยตนเองแล้วล้มเหลว นางก็ตัดสินใจยอมจ่ายเงินแพงถึงสามเท่าเพื่อซื้อน้ำแกงหนึ่งชามที่ท่านป้าข้างบ้านเป็นคนทำ แล้วรีบวิ่งแจ้นมาประจบประแจงทันที
หลี่ชีเสวียนมองสตรีผู้นี้ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "ขอบคุณมาก รบกวนแม่นางไป๋แล้ว"
ไป๋หลิวซูตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดั่งสายน้ำ "มิเป็นไร นี่เป็นสิ่งที่ข้าน้อยสมควรทำ ท่านเจ็ดน้อยรีบลุกขึ้นมาดื่มตอนที่ยังร้อนๆ เถิด"
หลี่ชีเสวียนจิบน้ำแกงไปหนึ่งคำ สีหน้าประหลาดพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้า "น้ำแกงชามนี้ ... "
"อร่อยหรือไม่"
"อร่อย เพียงแต่รสชาติคุ้นเคยไปสักหน่อย คล้ายกับน้ำแกงผักหวานสูตรเด็ดของท่านป้าไป๋บ้านข้างๆ เลย"
"เป็นไปไม่ได้"
"รสชาติเหมือนกันเป๊ะเลย"
"ท่านต้องจำผิดแน่ๆ น้ำแกงชามนี้ข้าน้อยตื่นมาเคี่ยวด้วยตนเองตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง อาจเป็นเพราะวิธีทำเหมือนกัน รสชาติจึงคล้ายคลึงกันกระมัง"
"เป็นเช่นนั้นหรือ"
"เอาล่ะ ท่านอย่าถามให้มากความเลย รีบดื่มเถิด การได้ดื่มน้ำแกงนับเป็นเรื่องดีงามมิใช่หรือ"
เมื่อเห็นหลี่ชีเสวียนดื่มน้ำแกงลงไปครึ่งๆ กลางๆ ไป๋หลิวซูก็เกรงว่าจะถูกจับได้ นางจึงรีบคว้าชามและตะเกียบแล้ววิ่งหนีออกไปทันที
ด้านนอกประตู ภายในลานบ้าน
ไป๋วั่งหลงกำลังแปรงฟันอยู่พอดี เมื่อเห็นไป๋หลิวซูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากห้องของหลี่ชีเสวียน เขาก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง
เช้าตรู่เพียงนี้ ฟ้าเพิ่งจะสาง ชายหนุ่มหญิงสาวอยู่ร่วมห้องตามลำพัง ...
ต้องมีเรื่องราวบางอย่างซ่อนอยู่แน่ๆ
มีคนตบไหล่ของเขาเบาๆ
เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นหลินเสวียนจิง
"คุณชายใหญ่"
"จุ๊จุ๊ เห็นแล้วใช่หรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าแม่หนูคนนั้นเป็นสตรีของเสี่ยวชี"
"ก็นับว่าเหมาะสมกันดี เพียงแต่นี่มันไม่เร็วไปหน่อยหรือ"
"เป็นลูกผู้ชาย ก็สมควรต้องรวดเร็วสักหน่อย"
"หือ"
"ข้าหมายถึงจังหวะการลงมือต่างหาก"
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ หลี่ชีเสวียนก็เดินออกจากห้องมาพอดี
วินาทีที่เห็นหลี่ชีเสวียน ทั้งสองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยสีหน้าตกตะลึงสุดขีดออกมาพร้อมกัน
เพราะว่า ...
พวกเขามองเห็น ...
หลี่ชีเสวียน ...
ร่างกายซูบซีดหมดสภาพเสียแล้ว!
[จบแล้ว]