เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 87 - ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา แต่สหายของข้าร้ายกาจมาก

บทที่ 87 - ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา แต่สหายของข้าร้ายกาจมาก

บทที่ 87 - ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา แต่สหายของข้าร้ายกาจมาก


ตู๋กูอีเตากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เขาแขนขาดและออกจากสำนักไปแล้ว ไม่ใช่คนของสำนักดาบเทวะอีกต่อไป เป็นเพียงคนไร้ค่าคนหนึ่ง จะอยู่หรือตายก็ไม่มีความหมายอันใด ปล่อยเขาไปเถิด"

...

หอจุ้ยเซียง

มีการประดับประดาโคมไฟหลากสีสัน บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

งานเฉลิมฉลองวันเหมันต์ละลายของทางการได้ปิดฉากลงพร้อมกับการประลองยุทธ์บนลานประลองเจดีย์สยบมาร ทว่างานเฉลิมฉลองของชาวบ้านกลับเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับรัตติกาลที่มาเยือน

โดยเฉพาะสถานที่อย่างหอคณิกานั้นคึกคักมากที่สุด

วันนี้หญิงคณิกาต่างพากันแสดงความสามารถอย่างเต็มที่บนลานกว้างจนสามารถดึงดูดแขกเหรื่อมาได้มากมายมหาศาล

แทบทุกคนที่มาเยือนหอจุ้ยเซียง ขอเพียงพอมีฐานะและเงินทองอยู่บ้าง ล้วนระบุชื่อเจาะจงว่าต้องการพบหน้าลู่ชิงเหยาและไป๋หลิวซู

หลังจากงานเฉลิมฉลองของทางการสิ้นสุดลงได้ไม่นาน ภายในเมืองก็มีข่าวลือต่างๆ นานาแพร่สะพัดออกไปทันที ผู้คนต่างกล่าวขานกันว่าในการประกวดฮวาขุยที่จะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า ตำแหน่งฮวาขุยอันดับหนึ่งแห่งเมืองทิงเสวี่ยจะต้องตกเป็นของแม่นางลู่หรือแม่นางไป๋คนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอน

เมื่อนำตัวเก็งฮวาขุยอันดับหนึ่งที่หอคณิกาใหญ่อีกสามแห่งส่งเข้าประกวดมาเปรียบเทียบกับระบำกระบี่ชุดแดงของลู่ชิงเหยาและขลุ่ยหยกมรกตชุดขาวของไป๋หลิวซูแล้ว จะเห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

ทว่าสิ่งที่ทำให้หลายคนประหลาดใจก็คือ ในคืนนี้มีเพียงไป๋หลิวซูเท่านั้นที่ออกมาต้อนรับแขก

ส่วนเทพธิดากระบี่ชุดแดงอย่างลู่ชิงเหยาที่ได้รับความสนใจมากที่สุดกลับไม่ปรากฏตัวเลยตั้งแต่ต้นจนจบ ว่ากันว่านางต้องลมเย็นจนล้มป่วยระหว่างการแสดงในตอนกลางวันและต้องนอนพักฟื้นอยู่บนเตียง

ปัง!

โต๊ะสี่เหลี่ยมทำจากไม้หลีทิ่วถูกทุบจนแหลกละเอียด

"บัดซบเอ๊ย เป็นหญิงคณิกาก็ต้องออกมาขายเรือนร่างสิวะ วันสำคัญเช่นนี้อย่าว่าแต่ป่วยเป็นไข้หวัดเลย ต่อให้ติดกามโรคก็ต้องออกมานั่งร้องเพลงดื่มสุราเป็นเพื่อนข้า ... " ชายชุดเขียวหน้าม้าผู้หนึ่งดื่มสุราไปหลายจอกก็ใช้กำปั้นทุบโต๊ะตรงหน้าจนแหลกละเอียด จู่ๆ เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วสบถด่าเสียงดังลั่น "ไปลากตัวลู่ชิงเหยาออกมาเต้นรำเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นอย่าหาว่าหมัดสะเทือนขุนเขาซูอู๋อี๋ผู้นี้พังป้ายชื่อหอจุ้ยเซียงก็แล้วกัน"

ภายในพริบตาเดียว ทั้งโถงใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบกริบ

ทุกคนต่างหันไปมองชายหน้าม้าผู้นั้น

หมัดสะเทือนขุนเขาซูอู๋อี๋

น้องชายแท้ๆ ของซูอู๋เจอเจ้าสำนักหมัดเทวะ

คนผู้นี้ถือเป็นผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในเมืองทิงเสวี่ย เขามีวิชาหมัดที่ยอดเยี่ยมและได้ฉายาว่าหมัดเดียวสามารถต่อยขุนเขาให้ถล่มทลายได้

เมื่อเขาลุกขึ้นมาเป็นแกนนำ บรรดาแขกเหรื่อกระเป๋าหนักอีกหลายคนที่รู้สึกไม่พอใจกับการที่ลู่ชิงเหยาไม่ยอมออกมาต้อนรับแขกต่างก็เริ่มทุบโต๊ะเพื่อแสดงความไม่พอใจเช่นกัน

ปัง ปัง ปัง

ยามนี้เมืองทิงเสวี่ยตกอยู่ในความวุ่นวาย สถานะของผู้ฝึกยุทธ์จึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ศิษย์ของพรรคต่างๆ มากมายต่างก็มีท่าทีเย่อหยิ่งจองหอง การพูดจาและการกระทำล้วนไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ

"นายท่านซู ชิงเหยาป่วยหนักจริงๆ เจ้าค่ะ ... โอ๊ย" อวิ๋นเหนียงรีบเดินเข้าไปอธิบายพร้อมกับรอยยิ้มประจบประแจง ทว่ากลับถูกซูอู๋อี๋ตบหน้าจนล้มลงไปกองกับพื้น

"วันนี้ต่อให้นางกลายเป็นศพ พวกเจ้าก็ต้องหามนางออกมาให้ข้า" ซูอู๋อี๋ข่มขู่เสียงแข็ง

"นายท่านซู ท่านใจเย็นๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะ แม้พี่ชิงเหยาจะไม่อยู่ แต่ก็ยังมีข้าอยู่นี่อย่างไรเล่า ข้าจะเป่าขลุ่ยให้ท่านฟังเองนะเจ้าคะ ... " ไป๋หลิวซูเห็นเช่นนั้นจึงรีบปั้นยิ้มเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์

ซูอู๋อี๋คว้าข้อมือของไป๋หลิวซูเอาไว้พลางหัวเราะหึหึ "เจ้าก็พอใช้ได้เหมือนกัน แต่เจ้าเป่าขลุ่ยของเจ้าไม่ได้หรอกนะ ข้ามีขลุ่ยเนื้ออยู่เลาหนึ่ง หากเจ้าสามารถเป่าให้ดีและไพเราะได้ เรื่องในวันนี้ก็ถือว่าเลิกรากันไป ... "

บนใบหน้าของไป๋หลิวซูเผยให้เห็นความโกรธเคือง

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนหยาบคายเช่นนี้ นางก็รู้สึกหมดหนทางที่จะรับมือ

เมื่อซูอู๋อี๋เห็นเช่นนั้น ใบหน้ายาวราวกับม้าของเขาก็ยิ่งเต็มไปด้วยความได้ใจ เขากล่าวต่อ "ฮี่ฮี่ คืนนี้ต้องเป็นเจ้าแล้วล่ะ ข้าได้ยินมาว่าเจ้ายังไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน วางใจเถิด เจ้าเรียกราคามาได้เลย นายท่านซูอย่างข้ามีเงินมากมาย ฮี่ฮี่ มีเงินมากมายก่ายกองเลยล่ะ ... "

ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง

"เจ้ามีเงินมากมายอย่างนั้นหรือ แล้วเจ้ามีกี่ชีวิตเล่า"

จู่ๆ ก็มีน้ำเสียงกังวานสดใสส่งมาจากชั้นสอง

ชายหนุ่มตาหงส์ในชุดคลุมสีเขียวธรรมดากำลังยืนพิงราวบันไดชั้นสอง เขาหรี่ตาลงและจ้องมองซูอู๋อี๋ด้วยรอยยิ้มเย็นชา

"เจ้าเป็นใครวะ" ซูอู๋อี๋จ้องมองชายหนุ่มผู้นั้นอยู่สองสามครั้ง เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงอันใด การแต่งกายก็ดูธรรมดาสามัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเขาจึงเอ่ยปากออกไปโดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย

"ข้าก็เป็นเพียงคนไร้ชื่อเสียงผู้หนึ่ง" ชายหนุ่มตาหงส์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ที่แท้ก็เป็นแค่พวกไร้ค่า เช่นนั้นก็อย่ามารนหาที่ตายเลย" ซูอู๋อี๋แค่นเสียงหัวเราะเยาะ

ภายในแววตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารอย่างไม่ปิดบัง

ยามนี้เมืองทิงเสวี่ยตกอยู่ในความวุ่นวาย การฆ่าคนสักคนสองคนไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดอีกต่อไป

ชายหนุ่มตาหงส์ยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ทว่าท่านปู่ของข้า ท่านพ่อของข้า และสหายของข้า ล้วนเป็นคนที่เก่งกาจและร้ายกาจอยู่สักหน่อย"

ซูอู๋อี๋มองดูชุดคลุมสีเขียวราคาถูกบนร่างของชายหนุ่มตาหงส์แล้วหัวเราะหึหึ "ไอ้หนู ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้พูด หากเจ้าบอกชื่อบุคคลที่เก่งกาจออกมาไม่ได้ละก็ ข้าจะเอาชีวิตหมาๆ ของเจ้าเสีย"

ชายหนุ่มตาหงส์ระบายยิ้มบางๆ "ท่านปู่ของข้าคือหลินเจิ้นเป่ย"

ซูอู๋อี๋ชะงักไป

"ท่านพ่อของข้าคือหลินอี้เฟิง" ชายหนุ่มตาหงส์กล่าวต่อ

รูม่านตาของซูอู๋อี๋หดเกร็งอย่างรุนแรง

"สหายของข้าคือหลี่ชีเสวียน" ชายหนุ่มตาหงส์เอ่ยชื่อสุดท้ายออกมา

โถงใหญ่ตกอยู่ในความเงียบงันทันที

ราวกับมีคนนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงร้องอุทานด้วยเสียงแผ่วเบา "เป็นเขา คุณชายใหญ่แห่งสำนักคุ้มภัยสิงโตหิมะหลินเสวียนจิง เป็นเขาจริงๆ ... "

"ลูกเศรษฐีเสเพลที่เอาการเอางานไม่ได้ตามข่าวลือผู้นั้นน่ะหรือ"

"ถูกต้อง เป็นเขาจริงๆ"

ท่ามกลางแขกเหรื่อมีผู้รู้กว้างขวางอยู่ไม่น้อย ในที่สุดพวกเขาก็จดจำตัวตนที่แท้จริงของชายหนุ่มตาหงส์ผู้นี้ได้

คุณชายใหญ่แห่งสำนักคุ้มภัยสิงโตหิมะหลินเสวียนจิง

เมื่อซูอู๋อี๋ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเขาก็พลันอึดอัดขึ้นมาในทันที

สำนักหมัดเทวะมีอิทธิพลก็จริง

ฝีมือของเขาก็ยอดเยี่ยมก็จริงอยู่

ทว่าต่อให้มีอิทธิพลมากเพียงใด ก็ไม่อาจยิ่งใหญ่ไปกว่าสำนักคุ้มภัยสิงโตหิมะได้

ฝีมือจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบชั้นกับหลินเจิ้นเป่ยได้

อย่าว่าแต่หลินเจิ้นเป่ยเลย ต่อให้เทียบกับดาบคลั่งหลี่ชีเสวียน เขาก็ยังห่างชั้นอยู่อีกมากนัก

ในศึกประลองยุทธ์วันเหมันต์ละลายที่เพิ่งจบลง หลี่ชีเสวียนได้สำแดงพลังดาบสะท้านฟ้าจนทำให้พรรคยักษ์ใหญ่ต่างๆ ต้องหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว เขาได้สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งเมือง

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คงไม่มีผู้ใดกล้ามองว่าหลี่ชีเสวียนเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์อีกแล้ว

ตำแหน่งยอดฝีมือชั้นแนวหน้าแห่งวิถียุทธ์ของเมืองทิงเสวี่ยในปัจจุบัน ย่อมต้องมีชื่อของหลี่ชีเสวียนอยู่ด้วยอย่างแน่นอน

"เหตุใดถึงไม่พูดแล้วเล่า" หลินเสวียนจิงเดินลงบันไดมาพร้อมกับรอยยิ้ม "เมื่อครู่เจ้ายังกำเริบเสิบสานอยู่เลยไม่ใช่หรือ"

"คุณชายหลินเป็นสหายกับเทพธิดาชิงเหยาหรือขอรับ" ซูอู๋อี๋ฝืนยิ้มออกมา น้ำเสียงของเขาอ่อนลงมาก ถือว่าเป็นการยอมจำนนแล้ว "ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ขอคุณชายโปรดอย่าถือสาหาความคนต่ำต้อยเช่นข้าเลย ปล่อยข้าไปสักครั้งเถิดขอรับ"

"เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้ากับชิงเหยาไม่ได้เป็นสหายกัน" หลินเสวียนจิงกล่าว

ซูอู๋อี๋ชะงักไป "ถ้าเช่นนั้น ... "

หลินเสวียนจิงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา "ชิงเหยาเป็นสตรีของข้า"

ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา

ภายในโถงใหญ่ก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที

ส่วนซูอู๋อี๋กลับรู้สึกใจหายวาบ

เวรกรรมแท้ๆ

วันนี้ออกจากบ้านไม่ได้ดูฤกษ์ยามเลย

การไปแย่งสตรีกับลูกเศรษฐีเสเพลอย่างหลินเสวียนจิงก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย

สหายของเขาอย่างหลี่ชีเสวียนนั้นขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิต

ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน

หากหลินเสวียนจิงไปกระซิบบอกเทพสังหารผู้นี้สักคำ ชีวิตน้อยๆ ของเขาคงต้องจบสิ้นลงเป็นแน่

"ขออภัยด้วยขอรับ ข้าน้อยไม่รู้เรื่องจริงๆ" ซูอู๋อี๋ไม่กล้ารักษาหน้าอีกต่อไป เขารีบก้มหัวขอโทษด้วยท่าทีต่ำต้อย "ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดให้อภัยข้าด้วยเถิดขอรับ"

"เจ้าไม่ได้รู้ตัวว่าผิดหรอก" หลินเสวียนจิงระบายยิ้มบางๆ "เจ้าแค่รู้ตัวว่าเจ้าไปล่วงเกินคนที่เจ้าไม่ควรล่วงเกินเข้าให้แล้ว หากเจ้ายังอวดเก่งต่อไป เจ้าคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เป็นแน่"

ซูอู๋อี๋พยักหน้าหงึกหงักราวกับไก่จิกข้าวเปลือก "ใช่ขอรับ ใช่ขอรับ คุณชายหลินพูดถูกต้องแล้ว"

หลินเสวียนจิงสั่ง "คุกเข่าลง"

ซูอู๋อี๋ "เอ่อ คือ ... "

"หืม" แววตาของหลินเสวียนจิงแปรเปลี่ยนเป็นอันตรายขึ้นมาทันที

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 87 - ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา แต่สหายของข้าร้ายกาจมาก

คัดลอกลิงก์แล้ว