- หน้าแรก
- เซียนสวรรค์แสนปี จ้าวแดนหวงห้าม
- ตอนที่ 72 พรุ่งนี้ค่อยเริ่มก็ยังมิสาย (ฟรี)
ตอนที่ 72 พรุ่งนี้ค่อยเริ่มก็ยังมิสาย (ฟรี)
ตอนที่ 72 พรุ่งนี้ค่อยเริ่มก็ยังมิสาย (ฟรี)
ตอนที่ 72 พรุ่งนี้ค่อยเริ่มก็ยังมิสาย
สุนัขดำทำหน้าไม่พอใจ แบกราชาวานรกับลู่หลัวมาถึงสวนผลไม้
ที่นี่คือสวนผลไม้เพียงแห่งเดียวของสำนักห้วงเมฆา ทั่วทั้งสวนเต็มไปด้วยผลไม้ป่า รูปร่างแปลกพิสดารหลากหลาย
มีต้นไม้ต้นหนึ่งโดดเด่นเป็นพิเศษ ผลไม้ที่ออกมามีรูปทรงคล้ายนกหลวน ฟีนิกซ์ กิเลน เถาเถี่ย เถาหวู่ และมังกร มองไกลๆ ราวกับเหล่าสัตว์เทพแห่งคัมภีร์ขุนเขาทะเลห้อยอยู่เต็มต้น
ราชาวานรเห็นเข้าคราแรกถึงกับสะดุ้ง พอรู้ว่าเป็นเพียงผลไม้ ก็ยังอดตะลึงไม่ได้
ลู่หลัวกระโดดลงจากคอราชาวานร พุ่งขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว
ราชาวานรก็โดดตามขึ้นไป อยู่ต้นเดียวกัน เริ่มเด็ดผลไม้
มีเพียงสุนัขดำยืนอยู่ใต้ต้นไม้ สีหน้าเฉยชา ไร้ความสนใจ มันกินจนเบื่อไปนานแล้ว เดินวนไปมาใต้ต้นไม้
ราชาวานรว่องไวมาก กระโดดไปมา เก็บผลไม้ใส่อ้อมแขน กัดไปสองสามคำก็คิดจะโยนทิ้ง
แต่ก็ได้ยินเสียงลู่หลัวเตือน
“เจ้าลิง ห้ามทิ้งมั่วๆ ผลไม้พวกนี้มีปราณวิญญาณสูง ต้องกินให้หมด ห้ามสิ้นเปลือง ดูนะ กินแบบนี้…”
ลู่หลัวสาธิต ถูผลไม้ให้สะอาด กัดหนึ่งคำ แก้มป่องนิดๆ เคี้ยวไม่กี่ที แล้วก็คลายเมล็ดออกมาอย่างเป็นระเบียบ
ลิงมองผลไม้ที่กัดคาอยู่ในมือ เห็นนางทำเช่นนั้น ก็ทำตาม กินไปกินมา ก็หัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว
กินอิ่มแล้ว ก็ยังคงกระโดดโลดเต้นไปทั่วสวน
อยู่ๆ แสงสว่างวาบขึ้นในหัว ราชาวานรกระโดดลงไปใต้ต้นไม้ คิดจะถอนต้นไม้ไปทั้งต้น
ลู่หลัวมองอย่างตกใจ
“เจ้าจะทำอะไร?”
“ข้าจะถอนต้นไม้นี้ไปปลูกที่เขาฮวากั่วซาน”
“เจ้าจะถอนทั้งต้นเลยหรือ?”
“ก็ใช่น่ะสิ”
“นี่เป็นของบ้านเรา เจ้าจะถอนต้องขอเจ้าของก่อน ไม่ขอแล้วถอน เรียกว่าขโมย รู้ไหม?”
“งั้นข้าไปถามท่านเซียน?”
ลู่หลัวส่ายหน้า
“อย่าไปเลย หลี่หมิงขี้งก เขาไม่ยอมแน่”
ราชาวานรคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“แต่ผลไม้พวกนี้ดีกว่าของเขาฮวากั่วซานจริงๆ ข้าอยากปลูกไว้บ้าง”
ลู่หลัวขมวดคิ้ว ปอยผมบนหัวขยับ แล้วจู่ๆ ก็ยิ้มออกมา
“การปลูกต้นไม้ ไม่จำเป็นต้องถอนทั้งต้น ผลไม้พวกนี้มีเมล็ดไม่ใช่หรือ เจ้ากินผลไม้ เอาเมล็ดไปปลูก เดี๋ยวก็ได้ต้นใหม่แล้วมิใช่หรือ?”
ราชาวานรยกนิ้วโป้ง รู้สึกว่านางพูดถูกต้อง
ดังนั้นต่อมา ลู่หลัวช่วยลิงเด็ดผลไม้ ต้นละหนึ่งหรือสองผล
ไม่นานก็ได้กองผลไม้กองเล็กๆ ลู่หลัวหยิบห่อออกมา เก็บผลไม้ทั้งหมดไว้ให้ราชาวานรนำกลับไปด้วย
จะปลูกได้มากน้อยเพียงใด นางก็ไม่รู้แต่มีเมล็ดมากมายขนาดนี้ อย่างน้อยก็น่าจะงอกสักสองสามต้น
ทำเสร็จแล้ว ลู่หลัวกระโดดขึ้นนั่งบนคอราชาวานรอีกครั้ง ชี้ไปข้างหน้า
“พาไปทางนั้น ตรงนั้นมีต้นน้ำนม ข้าจะเก็บน้ำนมสักหน่อย”
ราชาวานรกระโดดโลดเต้นพานางไป สุนัขดำก็เดินตามไปด้วย อยากรู้ว่านางจะทำอะไรอีก
“นี่คือต้นน้ำนมหรือ?”
ลิงจำได้ว่าเพิ่งเด็ดผลจากต้นนี้ไป
ลู่หลัวกระโดดลง หยิบภาชนะเล็กออกมา เดินไปที่โคนต้น พบรอยแตกบนเปลือกไม้
นางค่อยๆ แงะ ของเหลวสีขาวก็ไหลออกมา
ลู่หลัวใช้ปราณวิญญาณ บังคับให้น้ำนมไหลลงภาชนะ
แต่รอยแตกเล็กเกินไป ได้มาเพียงสิบกว่าหยดเท่านั้น
ลู่หลัวขมวดคิ้ว
สุนัขดำยืนสองขา ใช้เล็บข่วน เปลือกไม้แตกกว้างขึ้น น้ำนมสีขาวไหลออกมาอีก แต่ไม่นานก็หมด
ลู่หลัวกับลิงมองมัน รอดูว่ามันจะทำอะไรต่อ
สุนัขดำรู้สึกกดดัน คิดไปคิดมา ก็ปิ๊งไอเดีย ร่ายอาคมเยียวยา รักษารอยแตกให้หาย
จากนั้นก็ข่วนอีกที น้ำนมไหลออกมาอีก
ข่วน รักษา
ข่วน รักษา
ทำซ้ำไปมาไม่กี่ครั้ง ภาชนะในมือของลู่หลัวก็เต็ม
ราชาวานรกับลู่หลัวมองสุนัขดำตาค้าง
ยังทำแบบนี้ได้อีกหรือ?
หมาตัวนี้… สมเป็นหมาจริงๆ
“เจ้าอย่าเอาอย่างมันนะ ทำแบบนี้ ต้นไม้ตายแน่”
“อืม”
ราชาวานรพยักหน้า เขาก็คิดว่าเจ้าหมานี่หัวไม่ค่อยดี รีดต้นไม้ซ้ำๆ แบบนี้ ไม่ตายก็แปลก
สุนัขดำอัดอั้น เห็นสายตาทั้งคู่ก็ทนไม่ไหว
“พวกเจ้าสองคนนี่มัน อย่ามองข้าแบบนั้น มองอีกข้าจะซัดแล้วนะ”
“เชอะ”
ลู่หลัวกลอกตา “กลับกันเถอะ”
นางอุ้มภาชนะน้ำนม ก้าวขาสั้นๆ อย่างร่าเริง มุ่งหน้ากลับสำนักห้วงเมฆา
ราชาวานรกับสุนัขดำกลัวนางล้ม จึงเดินตามหลังติดๆ
จนถึงสะพานไม้ หนึ่งลิงหนึ่งหมาถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
“หลี่หมิง! หลี่หมิง! ข้าเอาน้ำนมมาได้แล้ว!”
ลู่หลัววิ่งขึ้นสะพาน ผมทรงทวินเทลปลิวไปด้านหลัง ลักยิ้มสองข้างโผล่ ยิ้มจนสดใสยิ่งนัก
หลี่หมิงมองร่างเล็กๆ ของนาง
“ช้าหน่อย ระวังล้ม”
เขากลัวนางจะหกล้มจริงๆ
ลู่หลัวหัวเราะ ยื่นน้ำนมให้หลี่หมิง สีหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
จากนั้นก็วิ่งเข้าครัว หยิบถ้วยแบ่งน้ำนม แจกให้หลี่หมิง สุนัขดำ และราชาวานร ยิ้มจนตาหยี
แล้วยังเอาผลไม้ออกมาให้กินอีก
ดูเหมือนคนแจก จะมีความสุขยิ่งกว่าคนกินเสียที
ดวงตานางโค้งงอ ราวกับจันทร์เสี้ยวเล็กๆ
หลี่หมิงลูบหัวนาง ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
กินเสร็จ หลี่หมิงก็เริ่มจัดของให้ราชาวานร เวลาใกล้หมดแล้ว สอนได้อีกไม่มาก
เขาแพ็กคัมภีร์มากมายใส่ห่อ ให้ราชาวานรนำกลับไป
ไม่นาน เวลาหมดลง ราชาวานรคำนับลาหลี่หมิงแล้วหายไป
หลี่หมิงรีบเข้าไปในโลงผลึกหยกแดง เพื่อรับพลังที่จะเพิ่มพูน
เป็นไปตามคาดมาเยือนสี่วัน รางวัลคือ ขั้นหลอมปราณสี่สิบระดับ
เพราะโลงผลึกหยกแดงเป็นแบบทวีคูณจึงกลายเป็น แปดสิบระดับ
รับรางวัลเสร็จ ป้ายพฤกษามังกรก็ปรากฏรางวัลอีกอย่าง
“พันหัตถ์พุทธะ”
“อีกแล้ว… วิชาพุทธะอีกแล้ว”
“ให้ร่างเซียน หรือ วิชาจิตเซียนชั้นสูงสักอย่างไม่ได้เลยหรือไง”
หลี่หมิงบ่นสองประโยค เดินออกจากโลงผลึก เห็นลู่หลัวกำลังถูพื้น
เขายิ้มมุมปาก ยื่นมือไปขยี้ผม จนกลายเป็นรังไก่
ลู่หลัวโมโห คิดจะใช้หัวโขกเขา
หลี่หมิงเอามือกดหัวนางไว้
“ย๊าๆๆ!”
ลู่หลัวแกว่งแขนไปมา คิดจะชนเขาให้กระเด็น แต่แรงไม่พอ สุดท้ายก็ยอมแพ้
นางกลอกตา หยิบกระบี่เล่มหนึ่งออกมา
“หลี่หมิง ข้าจะฆ่าเจ้า!”
“อย่าๆๆ”
หลี่หมิงรีบชิงกระบี่มา ลูบหัวนางแล้วพูดว่า
“มาดูกันดีกว่า ว่าเจ้าลิงนั่นกลับไปแล้วทำอะไรบ้าง”
ลู่หลัวตาเปล่งประกายทันที
หลี่หมิงนำชามอสงไขยออกมา วางลงกับพื้น
สุนัขดำก็เข้ามานั่งดูด้วย
…
เขาฮวากั่วซาน
ลิงทั้งเขาออกตามหาราชาวานร เพราะเขาหายตัวไปกะทันหัน ต่างพากันวิตก
ทันใดนั้น ลิงตัวหนึ่งร่วงลงมาจากฟ้า
“ไม่ต้องหาแล้ว ข้า… กลับมาแล้ว!”
ราชาวานรตะโกน
ฝูงลิงดีใจ กรูเข้ามาถาม
“ท่านไปไหนมา เหตุใดจึงหายไป?”
“ข้าไปแดนเซียนมา เซียนถ่ายทอดวิชาให้ หลบพ้นสามภัยเก้าเคราะห์ได้”
“เก่งแค่ไหน?” ลิงตัวหนึ่งถาม
“ขึ้นฟ้าลงดิน ไปเก้าดินแดนอเวจี ไร้สิ่งใดขวาง”
“งั้นพวกเรายกทัพออกจากเขาฮวากั่วซาน…”
ลิงตัวยังพูดไม่จบ ราชาวานรก็ยกมือห้าม
“เงียบ ฟ้าดินกว้างใหญ่ มีผู้แข็งแกร่งมากมาย ขยับทีเดียว ดาวร่วงหล่น โลกพังทลาย ตอนนี้… ต้องนิ่งไว้ก่อน”
มีลิงถามอีก
“แล้วท่านแบกอะไรมา?”
“ไม่มีอะไร”
ราชาวานรไม่คิดบอกว่าที่แบกมาคือผลเซียนกับคัมภีร์ไร้เทียมทาน เดินเข้าไปในถ้ำม่านน้ำ
แต่แล้ว ก็นึกถึงภาพลู่หลัวแจกน้ำนมอย่างร่าเริง
เขาหยุดฝีเท้า เทผลไม้ทั้งถุงลงกับพื้น
“นี่คือผลเซียน ทุกคนแบ่งกันกิน เมล็ดอย่าทิ้ง กินเสร็จเราจะปลูกมันที่นี่”
ฝูงลิงดีใจกันใหญ่ แย่งกันแบ่งผลไม้
กินเสร็จ ราชาวานรก็พาทุกคนปลูกเมล็ดจะงอกหรือไม่ ก็แล้วแต่ฟ้าดินจะอวยพร
จากนั้น เขานำคัมภีร์เซียนออกมาเป็นกอง ให้ลิงทั้งเขาฝึกปรือพร้อมกัน
เขาฮวากั่วซานเดือดพล่านทันที
“เชี่ย…”
หลี่หมิงเองยังอึ้ง ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้
สุนัขดำกับลู่หลัวมองเขา ถ้าเขาฮวากั่วซานเต็มไปด้วยลิงระดับนี้จะกลายเป็นขุมกำลังยึดโลกหรือเปล่า?
แต่ไม่นาน ความกังวลก็หายไป
ลิงพวกนั้น ไม่ใช่ลิงศิลา ไม่มีพื้นฐานฟ้าดิน ร่ำเรียนไม่ได้
ทำได้มากสุด ก็เพียงหนึ่งสองวิชาเท่านั้น
ราชาวานรจึงศึกษาด้วยตนเอง วางแผนบำเพ็ญเซียนสามร้อยปี
สามร้อยปีให้หลังเขาจะออกทะเล ไปยังถ้ำสามดาวตามที่เซียนบอก
ไปครานั้น ต้องปิดผนึกพลังทั้งหมดจึงจะได้โชควาสนามาครอง
เขาจดจำเรื่องนี้ไว้
แผนการฝึกถูกจัดอย่างละเอียด ตื่นเวลาใด วันไหนอ่านคัมภีร์เล่มใด เขียนครบถ้วน เพียงทำตามก็พอ
เขามั่นใจไม่นานก็จะสำเร็จ
วางแผนเสร็จ ฝูงลิงเสนอให้ฉลอง
ดี ฉลองกัน!
วันที่สอง ตื่นมา กำลังจะฝึกมีลิงมาชวนไปจับปลา ราชาวานรคิดว่าไม่รีบ ไปเล่นวันเดียวก็ไม่เป็นไร
วันที่สาม มีลิงชวนปีนต้นกล้วย เด็ดไปกินไป อร่อยที่สุด
ราชาวานรคิดว่า สามร้อยปียังอีกยาวไกล พรุ่งนี้ค่อยฝึก
วันที่สี่มีลิงตัวหนึ่งคลอดลูกต้องฉลอง ในฐานะที่ตนเป็นราชาวานรจะบ่ายเบี่ยงได้อย่างไรเล่า
วันที่ห้า ชวนไปขุดรังผึ้ง
วันที่หก…
วันที่เจ็ด…
วันที่สิบ
ราชาวานรยืนบนสะพานไม้ มองฟ้า พูดเสียงหนักแน่น
“ไม่ได้แล้ว ถ้าปล่อยตัวแบบนี้ ข้าจะพังแน่ พรุ่งนี้ ข้าจะฝึกจริงจัง ใครชวนเล่น ข้าซัดมัน!”
วันที่สิบเอ็ด จับปลา
วันที่สิบสอง จับกุ้ง
วันที่สิบสาม แข่งฉี่ ใครฉี่ไกลกว่า
วันที่สิบสี่ แข่งชักเย่อ
วันที่สิบห้า เผามันเทศ
วันที่สิบหก เมล็ดผลเซียนงอกสองต้น เริ่มดูแลอย่างจริงจัง
วันที่สิบเจ็ด จับปลา
วันที่สิบแปด จับกุ้ง
สามเดือนผ่านไป
ต้นกล้าโตขึ้นแล้ว
ราชาวานรตบโต๊ะลุกขึ้น
“พอแล้ว! สามเดือนแห่งความเสื่อม ครั้งนี้ข้าจะฝึกจริง ใครขวาง ข้าจะซัดให้ตาย!”
ปิดด่าน เริ่มบำเพ็ญเซียน!
…
สำนักห้วงเมฆา
หลี่หมิงที่กำลังบำเพ็ญเซียนอยู่ พลันรู้สึกว่าต้นไม้โลกสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับกำลังส่งสัญญาณเตือนบางอย่างถึงเขา
หลี่หมิงขบคิด ก่อนจะดีดนิ้วทำนายชะตา ไม่นานก็ได้คำตอบ
“เขาฮวากั่วซานผ่านไปสามร้อยปีแล้ว… ราชาวานรกำลังจะออกจากภูผาแล้ว”
หลี่หมิงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย ในที่สุดราชาวานรก็ถึงเวลารับเคราะห์ของตน
เคราะห์ของมัน เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ
หากไม่บังเอิญมาที่นี่ ตามเส้นทางเดิม ราชาวานรควรจะใช้ชีวิตเล่นสนุกอยู่ในเขาฮวากั่วซานอีกสามถึงห้าร้อยปี
แต่เพราะได้มาที่สำนักห้วงเมฆา มันจึงเริ่มฝึกเร็วกว่ากำหนดหลายร้อยปี
ตอนนี้… หลี่หมิงเองก็อยากรู้ว่ามันบำเพ็ญเซียนมาถึงระดับใดแล้ว
เขารีบเรียกลู่หลัวกับสุนัขดำมาที่ห้องรับแขก ดึงม่าน ปรับบรรยากาศให้เหมือนโรงภาพยนตร์ยามค่ำคืน จากนั้นเปิดชามอสงไขย เตรียมดูการถ่ายทอดสด
“เจ้าลิงนั่น… คงไม่ยังมัวแต่จับปลาอยู่หรอกนะ?”
ลู่หลัวสวมชุดเขียวอมฟ้า ผมทวินเทลครึ่งหัว ปอยผมบนหัวขยับดุ๊กดิ๊ก
ตอนราชาวานรเพิ่งกลับไป หลี่หมิงเคยใช้ชามอสงไขยดูอยู่ช่วงหนึ่ง
ตอนนั้นมันจับปลา จับกุ้ง เล่นสนุก แทบไม่เห็นเงาการบำเพ็ญเซียนเลย
หลี่หมิงส่ายหน้า
“เป็นไปไม่ได้ มันแค่นิสัยลิง ดิบเถื่อนหน่อย ถ้าไม่เกิดเรื่องผิดพลาด ตอนนี้มันต้องใจเย็นลงแล้ว พลังบำเพ็ญ… คงน่าสะพรึงกลัวมากเลยทีเดียว”
ลู่หลัวมองเขา ตาเปล่งประกาย
“งั้นเราพนันกันไหม ถ้าแพ้ ให้หมาน้อยยืนกลับหัว”
“ตกลง” หลี่หมิงตอบทันที
สุนัขดำหน้าเสีย พนันอะไรกันไม่รู้
ข้ายังไม่ได้พูดอะไร แล้วทำไมต้องให้ข้ายืนกลับหัวด้วย ฝันไปเถอะ
ภาพในชามอสงไขยเริ่มฉาย โลกไซอิ๋วปรากฏขึ้น
ณ เขาฮวากั่วซาน
ลิงตัวหนึ่งเดินออกมาจากถ้ำ ขนกระจัดกระจาย หน้าตาแหลม ปากยื่น ทั่วร่างไร้คลื่นพลังใดๆ ดูเหมือนลิงธรรมดาอย่างยิ่ง
ฝูงลิงกรูกันเข้ามา โห่ร้องเสียงดัง
“ครบกำหนดสามร้อยปีแล้ว! ขอเชิญราชาออกจากด่าน!”
ราชาวานรทำท่าทางเรียบง่าย โบกมือเล็กน้อย จากนั้นกระโดดเข้าไปในม่านน้ำตก อาบน้ำชำระกาย
เสร็จแล้ว จึงให้ฝูงลิงรายงานเรื่องราวตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา
ผลที่ได้คือ มีเพียงลิงส่วนน้อยที่ฝึกสำเร็จหนึ่งถึงสองวิชา ที่เหลือยังอยู่ขั้นฝึกพื้นฐาน
เห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องของพรสวรรค์
ราชาวานรฟังแล้ว สั่งให้ฝูงลิงลบล้างร่องรอยการบำเพ็ญเซียนทั้งหมด
จากนั้น จุดไฟเผาถ้ำที่ตนเคยปิดด่าน เผาทิ้งคัมภีร์ และร่องรอยวิชาจากสำนักห้วงเมฆาทั้งหมด
ตัวเขานั้น หลอมรวมเข้าใจจนหมดแล้ว การเผาทิ้ง ก็แค่เพื่อ ‘กันไว้ก่อน’
ฟ้าดินกว้างใหญ่ ผู้แข็งแกร่งมากมายนับไม่ถ้วน เทพ เซียน พุทธ มาร ปะปนกัน ระวังไว้ ย่อมดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้สึกว่าตนเอง ‘ยังอ่อนด้อยง
แม้แต่หมาหนึ่งตัวกับเด็กคนหนึ่งยังเคยแพ้พ่ายมาแล้ว
ต้องรอบคอบให้มาก
หลังจากจัดการทุกอย่าง ราชาวานรไปดูต้นไม้สองต้นเมื่อสามร้อยปีก่อน ต้นไม้เซียนที่ปลูกจากเมล็ดของสำนักห้วงเมฆา
ผ่านมาสามร้อยปียังไม่ผลิดอกออกผล
ดูเสร็จเขาก็ตัดสินใจออกเดินทางไปยังถ้ำสามดาว เพื่อเรียนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม
ฝูงลิงมาส่งกันเต็มภูเขา
ราชาวานรโบกมืออำลา เหยียบไม้ไผ่หนึ่งลำ มุ่งหน้าสู่มหาสมุทร
อาศัยลมอาคเนย์ ระหว่างทางพบอสูรทะเลทรงพลัง เขาเพียงปล่อยกลิ่นอายออกมาเล็กน้อยอสูรเหล่านั้นก็หนีเตลิด
ในที่สุด ก็มาถึงฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ
บนชายฝั่ง ผู้คนทำงานกันวุ่นวาย จับปลา ยิงนก ขุดหอย ต้มเกลือ
ราชาวานรเพิ่งเข้าไปถาม คนเหล่านั้นก็พากันวิ่งหนี
เขาคิดว่าคงเพราะไม่เคยเห็นลิงจึงพากันตกใจจึงแปลงกายเป็นมนุษย์ธรรมดา
นี่คือการใช้วิชาเจ็ดสิบสองแปลงกายเปลี่ยนทั้งตนเอง และสรรพสิ่ง
ด้วยรูปลักษณ์มนุษย์ เขาก็สอบถามได้ง่าย จนรู้ตำแหน่งของถ้ำสามดาว
จากนั้น เขากดจุดชีพจร ปิดบังพลังทั้งหมดเดินทางไปเจ็ดแปดลี้ก็มาถึงหน้าถ้ำ
ขณะกำลังสังเกต พลันมีศิษย์ผู้หนึ่งเดินออกมา
ราชาวานรรีบเข้าไปคำนับ กล่าวความประสงค์
ศิษย์กล่าวว่า “อาจารย์กำลังจะเทศนา จู่ๆ ก็สั่งให้ข้าออกมาเปิดประตู บอกว่ามีผู้มาขอฝากตัวเป็นศิษย์ ที่แท้ก็คือเจ้านี่เอง ตามข้ามาเถอะ”
ราชาวานรติดตามเข้าไป พบปรมาจารย์ผู่ถี
หลังซักถาม ปรมาจารย์ผู่ถีก็พอใจเห็นว่าเขาไร้นาม จึงตั้งแซ่ให้
อธิบายความหมาย สุดท้ายให้แซ่ ‘ซุน’
ราชาวานรรีบขอบคุณ ขอชื่อเพิ่มเติม
ปรมาจารย์ผู่ถีคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
“เจ้าเป็นศิษย์รุ่นนี้ ข้าขอตั้งชื่อให้เจ้าว่า ‘ซุนหงอคง’ ดีหรือไม่”
“ดี! ดี! ดี!” ราชาวานรดีใจ ตั้งแต่นี้ไป เขาจะชื่อว่าซุนหงอคง
ลู่หลัวพยักหน้าเข้าใจ
“หลี่หมิง ก่อนหน้านี้เจ้าก็บอกว่าลิงชื่อซุนหงอคง ที่แท้ชื่อนี้มาจากปรมาจารย์ผู่ถีนี่เอง แล้วเขาเก่งกาจมากไหม?”
“เก่งมาก” หลี่หมิงตอบ “เก่งจนเกินเหตุ”
“อืม”
“ดูไปเถอะ อย่าพูดมาก” หลี่หมิงลูบหัวลู่หลัว
“มานั่งตักข้าดูไหม ภาพจะได้เห็นชัดขึ้น”
ลู่หลัวกลอกตา ส่งเสียงหึ แล้วหันไปดูต่อ
ซุนหงอคงวางตัวต่ำ ไม่เผยพลัง ใช้ชีวิตเหมือนศิษย์ทั่วไป เรียนรู้กฎระเบียบ กวาดลาน แบกน้ำ
เจ็ดปีผ่านไป
วันหนึ่ง ปรมาจารย์ผู่ถีเคาะศีรษะเขาสามครั้ง
ซุนหงอคงเข้าใจทันที กลางดึกจึงไปพบอาจารย์
ปรมาจารย์ผู่ถีถ่ายทอดวิชาจิตเซียนชั้นสูง วิชาทะยานเมฆ และวิชาเจ็ดสิบสองแปลงกาย
ความจริงวิชาเจ็ดสิบสองแปลงกาย เขารู้มานานแล้ว
เรียนเสร็จ เขาก็ยัง ‘ซ่อนตัว’
อยากเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อรับมือเคราะห์ในอนาคต
เพราะหลี่หมิงเคยบอกว่าเขามีเคราะห์ใหญ่ แต่ไม่ได้บอกว่าอะไร
ปรมาจารย์ผู่ถีไม่สอนอะไรเพิ่ม ซุนหงอคงเริ่มรู้สึกผิดปกติจึงขอเข้าอ่านเองในหอคัมภีร์
ปรมาจารย์ผู่ถีนิ่งไป ครุ่นคิด แล้วเอ่ยอนุญาต
หลายปีผ่านไป ปรมาจารย์ผู่ถีเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“ตามเส้นเรื่อง หงอคงควรถูกขับออกไปนานแล้ว เหตุใดถึงยังไม่เป็นเช่นนั้น?”
ทำนายชะตาเท่าไรก็ไม่พบคำตอบ
“หรือจะเป็นตัวแปร… ช่างเถอะ ให้มันอยู่อีกหน่อยล่ะกัน”
ซุนหงอคงทำตัวเรียบร้อย ไม่เคยทำผิด มั่นคงจนเกินไป
ปรมาจารย์ผู่ถีหลายครั้งคิดจะไล่ แต่คิดหาเหตุผลไม่ได้
“หงอคง เจ้าอยู่ที่นี่นานแล้ว ไม่คิดกลับบ้านบ้างหรือ?”
“อาจารย์ ข้ามาที่นี่แล้ว หากยังไม่แข็งแกร่งพอ ข้าจะไม่กลับไป”
“……”
ปรมาจารย์ผู่ถีหน้าเขียวคล้ำ
ซุนหงอคงรีบถามต่อ
“อาจารย์ ที่นี่มีวิชาประเภทข้ามพ้นหกภพ ขยับทีดาวดับ สร้างห้วงจักรวาลหรือเปล่า?”
ปรมาจารย์ผู่ถีหน้าเขียวคล้ำกว่าเดิม หมุนตัวเดินหนี ในใจคิดว่าเจ้าลิงตัวนี้อ่านคัมภีร์จนเพี้ยนแล้วแน่
ซุนหงอคงจึงอยู่ต่อทำงานประจำ แล้วอ่านคัมภีร์ไม่หยุด ขยันที่สุดในสำนัก
ศิษย์คนอื่นยังรู้สึกละอายใจ
อีกหลายปีผ่านไป ซุนหงอคงรู้มากจนศิษย์คนอื่นมาถามเขา
ปรมาจารย์ผู่ถียิ่งรู้สึกอันตราย ถ้าไม่ไล่เขาไป ต้องเกิดเรื่องเป็นแน่
วันหนึ่ง ปรมาจารย์ผู่ถีเห็นตนเองดูแก่ลง นอนดึกทุกคืน เพราะคิดไม่ตก
“หงอคง ขอร้องเถอะ ทำผิดสักครั้งได้ไหม ถ้าเจ้าไม่ไป ถ้ำสามดาราจะพังเอา…”
วันหนึ่ง ปรมาจารย์ผู่ถีเรียกซุนหงอคงมา กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“รู้หรือไม่ เหตุใดข้าจึงเรียกเจ้ามาพบ?”
ซุนหงอคงตื่นเต้น
“ข้ารอวันนี้มานาน อาจารย์ ท่านจะถ่ายทอดวิชาที่แข็งแกร่งกว่านี้ให้ข้าสินะข้าสัญญาว่าจะตั้งใจเรียน เรียนไม่ดี จะไม่ออกไปทำให้ท่านเสียหน้าเด็ดขาด”
ปรมาจารย์ผู่ถีถึงกับนิ่งงัน
เจ้าลิงตัวนี้ ไม่เล่นตามบทเลยจริงๆ