- หน้าแรก
- เซียนสวรรค์แสนปี จ้าวแดนหวงห้าม
- ตอนที่ 65 หนึ่งพู่กันหนึ่งมหามรรค หนึ่งเส้นขีดจำแลงหงเหมิง (ฟรี)
ตอนที่ 65 หนึ่งพู่กันหนึ่งมหามรรค หนึ่งเส้นขีดจำแลงหงเหมิง (ฟรี)
ตอนที่ 65 หนึ่งพู่กันหนึ่งมหามรรค หนึ่งเส้นขีดจำแลงหงเหมิง (ฟรี)
ตอนที่ 65 หนึ่งพู่กันหนึ่งมหามรรค หนึ่งเส้นขีดจำแลงหงเหมิง
เสี่ยวหลงหนี่ว์เงยหน้าขึ้น มองหลี่หมิงอยู่นานโดยไม่พูดอะไร บุคคลตรงหน้านี้นางมองเห็นชัดเจน คือเซียนผู้เคยช่วยชีวิตนางครั้งหนึ่ง และไม่คาดคิดว่าเขาจะช่วยนางเป็นครั้งที่สองอีก คราวนี้น้ำตาสองสายไหลออกจากหางตาอย่างไม่อาจฝืนกลั้น
หลี่หมิงมองนางแล้วกล่าวว่า
“เจ้าเป็นอะไรไป? รีบกลับเป็นร่างคนเถอะ ร่างมังกรแบบนี้ข้าดูแล้วไม่ชินตา”
นางไม่ตอบ หากกลับร่างได้ตั้งแต่แรก ก็คงไม่ต้องหนีมาถึงที่นี่ และถูกผู้คนมองเป็นอสูรจนสิ้น ทำให้เพียงร่ำไห้เศร้าใจ หลี่หมิงจึงเริ่มรู้สึกว่านางผิดปกติ
เขายกมือแตะลงบนร่างมังกรของนาง เพียงครู่เดียว นางก็กลับคืนสู่ร่างมนุษย์
ชุดขาวโปร่งบางเปื้อนโลหิต เสื้อผ้าขาดวิ่นหลายแห่ง ผิวขาวดุจหิมะปรากฏรางๆ ใบหน้าซีดเผือด อาการอ่อนแรงชัดเจน ไร้สีเลือดแม้แต่น้อย
“เจ้าไปทำตัวเองให้ย่ำแย่เช่นนี้ได้อย่างไร?” หลี่หมิงรู้สึกแปลกใจ ครั้งก่อนที่พบ นางยังไม่ถึงกับเป็นเช่นนี้ แต่คราวนี้กลับถูกทำร้ายจนสภาพยับเยิน
“ข้า…ข้า…”
“อย่าเพิ่งพูด”
หลี่หมิงให้นางนั่งขัดสมาธิอยู่ในน้ำ ปลายนิ้วแตะที่หน้าผาก ความเย็นเยียบราวน้ำแข็งหมื่นปีทำให้เขาขมวดคิ้ว ก่อนที่ปราณเซียนจะไหลทะลักเข้าสู่ร่างนางอย่างรวดเร็ว
เขาพบว่าเส้นลมปราณทั้งแปดถูกทำลายยับเยิน อาการสาหัสยิ่งนัก
แม้แต่ตันเถียนก็แตกร้าว ราวกับใกล้พังทลาย
หากเป็นคนธรรมดา บาดเจ็บเช่นนี้ย่อมไม่มีทางรอดชีวิต
โชคดีที่รากฐานของนางแข็งแกร่ง
ปราณเซียนของหลี่หมิงหลั่งไหลไม่หยุด เริ่มซ่อมแซมเส้นลมปราณ และรอยร้าวของตันเถียน
พลังอ่อนโยนห่อหุ้ม แขนขาของนางถูกโอบประคองไว้ตลอดเวลา
เสี่ยวหลงหนี่ว์รู้สึกได้ถึงพลังประหลาดที่ไหลวนปะทะภายใน กระตุ้นจนเจ็บปวดอย่างยิ่ง
“อืม…อืม…”
นางครางเบาๆ ใบหน้าแดงก่ำ น่าอายเกินกว่าจะทนไหว
หลี่หมิงเห็นเหงื่อท่วมศีรษะของนาง คงเจ็บไม่น้อย เขาไม่ถนัดปลอบใจ จึงเอ่ยเพียงไม่กี่คำ
“ช่วงแรกจะเจ็บหน่อย อดทนเอา เดี๋ยวก็หาย”
สภาพภายในของนางย่ำแย่เกินไป ต้องซ่อมแซมเส้นลมปราณ และทางเดินพลังอย่างช้าๆ กระบวนการนี้ย่อมเจ็บปวดเป็นธรรมดา
ถึงขั้นเกิดความรู้สึกฉีกขาด และบวมพองที่ไม่เคยพบมาก่อน
ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องปกติ
ยิ่งกว่านั้น ยังมีเส้นลมปราณที่ตายด้าน ต้องหล่อหลอมขึ้นใหม่ เส้นลมปราณที่เกิดใหม่ย่อมเจ็บปวดเช่นเดียวกัน
ปราณเซียนของหลี่หมิงไหลเวียนไปทั่วร่างนาง เปิดทางเส้นลมปราณ และจุดชีพจร
โดยเฉพาะจุดชีพจรของนาง อุดตันอย่างหนัก
จุดถานจง จุดเทียนฉือ จุดจงหว่าน จุดเสินจั้ง จุดอิ้งชวง และจุดเส้าเจ๋อ ล้วนมีของเหลวสีดำตกค้าง นี่คือสิ่งที่เหลืออยู่หลังการชำระล้างไขกระดูก และแปรสภาพ
ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งเส้นสามอินของนางยังเอียงไปถึงแปดองศา หลี่หมิงอดอุทานไม่ได้ว่าเหลือเชื่อจริงๆ
หากไม่รู้มาก่อน คงคิดว่านางฝึกวิชานอกรีตเข้าไปแล้ว
เป็นผู้บำเพ็ญเซียนแท้ๆ แต่กลับทำร่างกายตนเองจนเละเทะเช่นนี้
ระหว่างการรักษา หลี่หมิงได้เห็นความทรงจำบางส่วนของนาง
ในที่สุด เขาก็เข้าใจความจริงทั้งหมด
หลังจากนางกลับจากสำนักห้วงเมฆา นางก็แทบไร้ผู้ต้านในใต้หล้า ไม่ว่าจะผู้เฒ่าหรือคนรุ่นเดียวกัน ล้วนพ่ายแพ้หมดสิ้น
เพราะนางแข็งแกร่งเกินไป อายุยังน้อย ยิ่งดึงดูดสายตาผู้คน
เหล่ายอดยุทธ์จากทั่วสารทิศต่างอยากรู้ความลับของนาง ติดตามและสืบค้นอยู่นานหลายปี จนพบว่านางฝึกวิชาที่สามารถแปลงกายเป็นมังกรได้
ทั้งร่างกายกลายเป็นมังกรทอง มิใช่เพียงแสดงพลังมังกรเช่นสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร
หนึ่งคือพลัง อีกหนึ่งคือแปลงกายเป็นมังกรจริงๆ
ข่าวแพร่ออกไปเรื่อยๆ จนมีผู้กล่าวหาว่านางเป็นอสูร
แต่นางไม่ใส่ใจ เพราะวิชานี้แข็งแกร่งจริง
เมื่อฝึกถึงขั้นเก้าของวิชาแปรมังกรมหาสุญญตา ‘ก้าวข้ามประตูมังกร’ เหล่ายอดยุทธ์จำนวนมากก็รุมโจมตี หวังแย่งชิงวิชา
พร้อมกันนั้น นางยังถูกเถาวัลย์สีดำลึกลับลอบเล่นงาน
ตั้งแต่นั้น ลมปราณของนางก็เริ่มไหลย้อน
การ ‘ก้าวข้ามประตูมังกร’ ล้มเหลว
เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ทั้งภายนอก และภายในบาดเจ็บสาหัส และไม่อาจฟื้นฟูได้อีก
นางพยายามเสี่ยง บังคับก้าวข้ามประตูมังกรอีกครั้ง ก็ยังล้มเหลว
ครั้งที่สามก็ยังล้มเหลว ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เส้นลมปราณแตกสลายโดยสิ้นเชิง
ขณะเดียวกัน ผู้คนในยุทธภพก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง มองนางเป็นอสูร อยากจับ อยากฆ่า อยากครอบครอง
นางสู้ไม่ไหว และยังไม่อาจกลับเป็นร่างคน จึงได้แต่หลบหนี
แต่ร่างมังกรเด่นชัดเกินไป หนีไปที่ใดก็ถูกพบเห็น สุดท้ายจึงมาถึงศาลากลางทะเลสาบ
คิดว่าหลบในน้ำแล้วจะปลอดภัย ไม่คิดว่าผู้คนยังตามมาฆ่าได้อีก
เวลานั้น นางสิ้นหวังจนหัวใจตายด้าน โลกทั้งใบมืดมิด
แล้วหลี่หมิงก็ปรากฏขึ้น ราวแสงสว่างหนึ่งสาย ขับไล่ความมืด พานางออกจากห้วงทุกข์อีกครั้ง
นางเงยหน้ามองเขา เอ่ยเสียงเบา
“ขอบคุณท่านมากจริงๆ”
“ไม่เป็นไร”
มือของหลี่หมิงยังแตะที่หน้าผาก ครู่หนึ่งจึงถอนออก
“เรียบร้อย บาดเจ็บหายดีแล้ว แต่ขั้นเก้าไม่ได้ฝึกแบบนี้ เจ้าเข้าใจผิด”
เสี่ยวหลงหนี่ว์มองเขาด้วยความงุนงง นางก็ฝึกตามตำรานี่นา เหตุใดจึงผิดได้
หลี่หมิงกล่าว
“เล่าแนวคิดการฝึกวิชาแปรมังกรมหาสุญญตาขั้นเก้าให้ข้าฟัง”
นางท่องคำอธิบายยาวเหยียด
หลี่หมิงส่ายหน้า
“ไม่ใช่ตามคัมภีร์ ข้าหมายถึง หลังอ่านแล้ว เจ้าคิดว่าควรฝึกอย่างไร”
เสี่ยวหลงหนี่ว์คิดครู่หนึ่ง
“มังกรซ่อนกายในเหว ลอยทะยานขึ้นเก้าหมื่นลี้”
หลี่หมิงส่ายหน้า มองตานาง
“ไม่รู้ว่าเจ้าเคยได้ยินหรือไม่ ไม่สะสมก้าวเล็ก ย่อมไม่ถึงพันลี้ ไม่สะสมสายน้ำ ย่อมไม่เป็นมหาสมุทร…”
นางพยักหน้า นางจำได้ทั้งหมด
“คำโบราณสอนแล้วว่า ใจอย่าร้อน เจ้าล้มเหลวครั้งแรก ก็รีบทำครั้งที่สอง ครั้งที่สาม เร่งร้อนเกินไปแล้ว”
“ขอท่านชี้ทางด้วย”
“อยากก้าวข้ามประตูมังกร ต้องสงบจิตก่อน ต่อมาคือ ‘มังกรซ่อนกายในเหว’ หาที่ลึกสงัด สระน้ำตื้นเลี้ยงเต่า เหวลึกเลี้ยงมังกร หาแหล่งน้ำใหญ่ ไร้ผู้รบกวน แล้วฝึกอย่างสงบ เจ้าเคยผ่านด่านเคราะห์หรือไม่?”
เสี่ยวหลงหนี่ว์ส่ายหน้า
“โชคดีที่เจ้าล้มเหลว หากสำเร็จ เจ้าคงเป็นเพียงมังกรชั้นต่ำ กึ่งมังกร”
“แล้วร่างมังกรของข้าล่ะ?”
“นั่นคือผลของวิชาแปรมังกรมหาสุญญตา มิใช่มังกรหลังก้าวผ่านด่านเคราะห์”
เสี่ยวหลงหนี่ว์เข้าใจในทันที
ฝึกเพียงลำพัง ไร้ผู้ชี้แนะ ย่อมผิดพลาดได้ง่าย
หากไม่มีหลี่หมิง นางคงฝึกวิชานี้จนพัง และพังร่างตนเองไปด้วย
“แล้วท่านคิดว่าที่ใดเหมาะแก่การฝึก?”
“ข้าไม่รู้” เขามาที่นี่ไม่ถึงชั่วโมง จะรู้ได้อย่างไรเล่า
“เช่นนั้น ท่านไปหากับข้าได้ไหม?”
หลี่หมิงพยักหน้า พานางขึ้นจากน้ำ ภายนอกยังมีผู้คนมากมาย เช่น หวงหรง หวงเหยาซือ พระอาจารย์อีเติง
เหล่าผู้อาวุโสที่เคยโจมตีนางต่างขอขมา
จากนั้น หวงหรงขอให้หลี่หมิงไปดูบุตรสาว เพราะฝ่ามือมีลายดำเช่นเดียวกัน
หลี่หมิงไปเมืองเซียงหยาง ตรวจดูแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ
เถาวัลย์น่าจะหายไปแล้ว เพื่อความแน่ใจ เขากระจายจิตสัมผัสครอบคลุมทั้งเมือง
วันนั้น ทุกคนรู้สึกถึงพลังประหลาด แต่ไม่อาจมองเห็นหรือสัมผัส
เถาวัลย์หายไปจริงๆ
พักอยู่หนึ่งวัน
ชายหญิงคู่หนึ่งออกจากเมือง มีสุนัขดำตัวใหญ่และหัวไชเท้าขาวติดตาม ผู้คนบนกำแพงเมืองมองพวกเขาแปรเป็นลำแสงหายลับฟ้า
…
บนท้องฟ้า หลี่หมิงพานางเหินกระบี่ ค้นหาสระลึก
หนึ่งวันผ่านไป ไม่พบ
ทุกแห่งตื้นเกินไป ไม่อาจสร้าง ‘ภูเขา’ และ ‘แรงส่ง’
หลี่หมิงมองป้ายพฤกษามังกร เหลือเวลาอีกสามสิบสี่ชั่วโมง
เวลาเริ่มกระชั้น ออกเดินทางต่อ
หนึ่งคืนผ่านไป เหลือยี่สิบสองชั่วโมง ก็ยังไม่พบ
สุนัขดำกับหัวไชเท้าเบื่อจนอยากหนีเที่ยว แต่หลี่หมิงไม่ยอม ค้นหาอีกสองชั่วโมง
หลี่หมิงนั่งบนหลังสุนัข ขัดขา มองเสี่ยวหลงหนี่ว์นวดขาให้ แล้วกล่าวว่า
“สระลึกคงหาไม่ได้แล้ว เปลี่ยนมุมคิดดีไหม?”
เขาคิดถึงทะเล
เสี่ยวหลงหนี่ว์ตาเปล่งประกาย
“หมายถึง…ทะเล?”
หลี่หมิงพยักหน้า
ลำแสงพุ่งทะยาน มู่งสู่ทะเลตะวันออก
ทะเลตะวันออก คลื่นทะเลกำลังขึ้นสูง
ระลอกหนึ่งซัดตามอีกระลอก คลื่นขาวโฟมกลิ้งกราว ผิวน้ำระยิบระยับ
คลื่นลมคำรามกึกก้อง จากไกลสู่ใกล้ ซัดกระหน่ำจนฟ้าดินสะเทือน ราวกับยกคลื่นหมื่นจั้งขึ้นฟาดฟัน
สายลมทะเลพัดเอื่อยๆ ปะทะใบหน้า
เส้นผมยาวของเสี่ยวหลงหนี่ว์ที่ปล่อยสยายถึงเอวถูกพัดลอย ปลายผมปัดโดนปลายจมูกของหลี่หมิง กลิ่นหอมอ่อนจางแทรกเข้าปลายจมูก
หลี่หมิงเอียงศีรษะเล็กน้อย เดินไปทางชายฝั่ง
พูดกันตามตรง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นทะเล คลื่นซัดไม่รู้จบ น้ำทะเลสะท้อนแสงอาทิตย์จนเกิดรุ้งสีงดงาม ชวนให้มองไม่รู้เบื่อ
เสี่ยวหลงหนี่ว์หลับตา รับรู้ลมทะเลพัดผ่านใบหน้า สัมผัสกลิ่นอายของมหาสมุทร
ผ้าขาวโปร่ง และเรือนผมดำปลิวไหวตามลม ภาพงดงามราวภาพวาด
ก่อนหน้านี้ นางก็เคยคิดจะมาฝึกที่ทะเล แต่ในบันทึกโบราณล้วนบันทึกว่า ใต้ทะเลมีอสูรปีศาจมากมาย ร่างกายแข็งแกร่งยิ่ง นางจึงไม่กล้าเหยียบย่าง
ทะเลไม่เหมือนสระลึกหรือทะเลสาบ สองอย่างหลัง ต่อให้คลื่นแรงเพียงใด ก็ยังมีขอบเขต
แต่ทะเล… เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ และความไม่รู้
โดยเฉพาะทะเลตะวันออก เป็นดินแดนแห่งตำนาน
เล่าลือกันว่ามีวังมังกร มีราชามังกรทะเลตะวันออก มีทหารกุ้งทหารปู มีเสนาบดีเต่า ล้วนเป็นตัวละครในตำนานเทพ
เสี่ยวหลงหนี่ว์ทั้งใฝ่ฝัน ทั้งหวาดหวั่น
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อมีหลี่หมิงอยู่ด้วย นางกลับไม่รู้สึกกลัวเลย ในใจกลับสงบนิ่งเป็นพิเศษ หรือเพราะ… เขาแข็งแกร่งเกินไป?
นางลืมตา สูดอากาศลึกหนึ่งครั้ง ก้าวไปข้างหน้าอีกสองก้าว กลับพบว่าหลี่หมิงหายไปแล้ว
สายตากวาดมองไปทั่ว เห็นว่าเขาไปยืนสนทนากับผู้คนกลุ่มหนึ่งตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้
ชายชราหลายคนคุกเข่าบนพื้น น้ำตานองหน้า
สตรีหลายคนคุกเข่าร่ำไห้ สีหน้าโศกเศร้า เด็กเล็กที่ยังไม่รู้เดียงสากลับกลิ้งเล่นอยู่บนพื้นอย่างร่าเริง
เสี่ยวหลงหนี่ว์จับชายเสื้อ เดินเข้าไปใกล้ ไม่กล้าเข้าไปชิดนัก เพียงยืนฟังอยู่ไม่ไกลไม่ใกล้
จึงรู้ว่า คนเหล่านี้คือชาวประมง บุตรของชายชรา สามีของสตรี ออกเรือไปหาปลา ยามนี้น้ำขึ้นแล้ว แต่ยังไม่กลับมา
ความกังวลเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติของชาวประมง
หากกลับไม่มา ชายชราจะไร้บุตร สตรีจะไร้สามี เด็กจะไร้บิดา
พวกเขาคุกเข่าอยู่หน้าโขดหินกำลังบวงสรวงฟ้าดิน ขอให้สวรรค์คุ้มครองคนของตนให้ปลอดภัย
ไม่นาน หลี่หมิงก็เดินกลับมา เอ่ยกับเสี่ยวหลงหนี่ว์ว่า
“ข้าเพิ่งถามพวกผู้เฒ่าที่มีประสบการณ์มา พวกเขาบอกข้าแล้วว่า ทะเลบริเวณใดของทะเลตะวันออกเหมาะสมที่สุด”
ทะเลตะวันออกกว้างใหญ่ ต้องเลือกจุดที่มีฮวงจุ้ยดี จากนั้นจึงสร้าง ‘รังมังกร’ บนพื้นฐานนั้น
พูดจบ เขาเดินไปทางทะเล
เสี่ยวหลงหนี่ว์เดินตาม จับชายเสื้อแน่น สีหน้าเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง สุดท้ายก็เอ่ยถาม
“ชาวประมงบวงสรวงฟ้าดิน… มีประโยชน์จริงหรือ?”
หลี่หมิงมองนาง
“เจ้าคิดว่ามีหรือไม่?”
เสี่ยวหลงหนี่ว์ส่ายหน้า หากบวงสรวงแล้วได้ผล นางคงบวงสรวงไปนานแล้ว
ชาวประมงเหล่านี้ คงเพียงต้องการที่พึ่งทางใจ
เห็นสีหน้านาง หลี่หมิงไม่พูดต่อ เคลื่อนจิตเล็กน้อย พานาง สุนัขดำ และลู่หลัว เหินกระบี่ขึ้นฟ้า
…
ชายชราคนหนึ่งที่ยังคุกเข่าอยู่ริมฝั่ง เผลอหันกลับมา เหมือนเห็นเงาบางอย่างวูบผ่าน เขาขมวดคิ้วงุนงง
“เอ๊ะ…เมื่อครู่ยังอยู่ตรงนี้ ทำไมพริบตาเดียวหายไปแล้ว?”
สตรีข้างๆ ก็รู้สึกแปลก
“เมื่อกี้ไม่ใช่ว่ายังมีชายหญิงคู่หนึ่งอยู่หรอกหรือ?”
…
เหนือทะเลตะวันออก
หลี่หมิงเหินกระบี่ช้าๆ ลู่หลัวเหยียดใบยืดเส้นอยู่บนไหล่เขา
สุนัขดำหลับพริ้ม เสี่ยวหลงหนี่ว์นั่งขัดสมาธิ ชมทิวทัศน์รอบตัว
ทันใดนั้น เสียงร้อง ‘ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!’ ดังมาจากเบื้องล่าง
เสี่ยวหลงหนี่ว์ลุกขึ้นทันที หากเป็นก่อนหน้านี้ นางคงไม่ใส่ใจ แต่หลังผ่านเรื่องราวมากมาย เห็นน้ำตาของชายชราและสตรี หัวใจนางอ่อนลง
ไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางลงมือทันที
พลังมังกรสายหนึ่งพุ่งลงสู่ทะเล ดึงคนที่กำลังดิ้นรนขึ้นมา พลิกเรือที่คว่ำให้กลับสู่สภาพเดิม แล้วส่งพวกเขากลับขึ้นเรือ
นางเพิ่งถอนหายใจโล่ง
“คลื่นยังแรงเกินไป พวกเขาอาจคว่ำอีก ช่วยแล้วก็ช่วยให้ถึงที่สุด”
หลี่หมิงกล่าว ลมแรงสายหนึ่งก่อกำเนิด ยกทั้งเรือให้ลอยขึ้น พุ่งตรงสู่ชายฝั่ง
พริบตาเดียว ชาวประมงเหล่านั้นก็ปรากฏตัวบนฝั่ง
ชายชราและสตรีตะลึงงัน ชาวประมงบนเรือก็อึ้งไปทั้งหมด เพียงเลือนรางว่าเห็นมังกร เห็นพายุ แล้วพวกเขาก็กลับมาอย่างปลอดภัย
ชายชราและสตรีดีใจจนร้องไห้ เด็กๆ วิ่งเข้าหา ตะโกนเรียก ‘พ่อ!’ ด้วยรอยยิ้มสดใส
…
เสี่ยวหลงหนี่ว์นั่งอยู่บนกระบี่ มองไปยังชายฝั่งไกลลิบ บรรยากาศอบอุ่นชวนสุขใจ รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้านาง
ที่แท้… การช่วยคนก็ทำให้มีความสุขเช่นนี้
หลี่หมิงมองแก้มนาง เห็นรอยยิ้มงดงาม ครู่หนึ่งจึงละสายตา แล้วมุ่งไปยังตำแหน่งที่ผู้เฒ่าบอกไว้
มองเพียงแวบเดียวก็รู้ ฮวงจุ้ยที่นี่ใช้ไม่ได้
ผู้เฒ่ามีประสบการณ์ แต่สายตายังไปไม่ไกลพอ
หลี่หมิงค้นหาต่อ สุดท้ายพบสถานที่หนึ่ง
ผิวน้ำสงบนิ่ง ใสกระจ่าง กลางทะเลมีวังวนเล็กๆ หมุนเป็นเกลียว
ที่นี่แหละ
บริเวณนี้มีอสูรทะเลมากมาย พลังไม่สูงนัก บางตัวเริ่มมีสติปัญญา ฟังภาษาคนได้
“ลึกในทะเล ซ่อนมังกรหลับไว้จริงๆ”
เสี่ยวหลงหนี่ว์ถอนใจโล่ง ทะเลตะวันออกซับซ้อนกว่าที่นางคิดมาก
ต่อจากนั้น หลี่หมิงกวาดล้างอสูรทะเล ตัวใดดุร้ายก็สังหาร ตัวใดอ่อนโยน ก็ให้เฝ้ารักษานาง
จากนั้น เขาหยิบพู่กันชุนชิวออกมา เริ่มสร้างรังมังกร
เสี่ยวหลงหนี่ว์มองเขา ถามว่า “ท่านจะทำอะไรหรือ?”
หลี่หมิงยิ้ม ไม่ตอบ เพียงรู้สึกว่าที่นี่เรียบโล่งเกินไป ควรแต่งเติมทิวทัศน์เสียหน่อย
แล้วนางก็ได้เห็นภาพที่ราวกับเทพเซียนในตำนาน
เขาถือพู่กัน ขีดเส้นหนึ่ง
ทะเลตะวันออกเกิดวังวนมหึมา แสงทองเจิดจ้า
ค่ายกลพร่าเลือนปรากฏ ลากเส้นต่อเนื่อง ผิวน้ำแปรเปลี่ยนเป็นรังขนาดมหึมา ก่อนจะเลือนหายไป
เขาขีดเส้นอีกครั้ง
วังมโหฬารผุดขึ้นใต้ทะเล ทอดยาวคดเคี้ยว
ฤดูใบไม้ผลิ ร้อน ใบไม้ร่วง หนาว พรรณไม้หลากหลายเติบโตในวังมังกร งดงามเกินบรรยาย
เสี่ยวหลงหนี่ว์คิดว่าเป็นเพียงภาพลวง แต่กลับพบว่าเป็นของจริง สิ่งมีชีวิตยังถูกวาดขีดเขียนออกมาได้
นางนึกถึงตำนานเซียนที่เคยอ่านซึ่งกล่าวว่า ขอบเขตสูงสุดของเซียนคือ หนึ่งพู่กันหนึ่งมหามรรค หนึ่งเส้นขีดจำแลงหงเหมิง
หรือว่า… เขาจะอยู่ในระดับนั้นแล้ว?
ต้องฝึกฝนนานเพียงใด จึงจะไปถึงจุดนี้ได้
นางมองอย่างเลื่อนลอย ยิ่งรู้สึกว่าการบำเพ็ญเซียนช่างมหัศจรรย์ ผลักดันขีดจำกัดของมนุษย์ไม่รู้จบ
หลี่หมิงขีดเขียนทั่วก้นทะเลวางค่ายกล เปลี่ยนที่นี่ให้เป็นรัง เป็นดังโลกหนึ่ง
คนนอกมองไม่เห็น ก็ไม่มีทางเข้ามาได้
นี่คือรังมังกร เพียงพอสำหรับรับด่านเคราะห์แล้ว
หลี่หมิงมองนาง
“เจ้ายังอยากได้อะไรอีกหรือเปล่า? ข้าสร้างให้ได้”
“ช่วยวาดเชือกให้ข้าสักสองสามเส้นได้ไหม?”
“จะเอาเชือกไปทำอะไร?”
“นอน”
“ได้”
หลี่หมิงหัวเราะ นึกขึ้นได้ว่านางชอบนอนบนเชือกจริงๆ วาดเสร็จแล้วจึงถาม
“มีอีกไหม?”
นางส่ายหน้า
เห็นนางไม่ขออะไรอีก หลี่หมิงจึงแต่งเติมวังให้เหมือนบ้าน ตามรสนิยมของหญิงสาว
สุดท้าย เขาหยุดพู่กัน รังมังกรเลือนหาย ตาเปล่าไม่อาจเห็นหรือสัมผัส
จากนั้น เขาสอนนางวิธีเข้าออกวัง
นางเรียนรู้ได้ทันที ประสานมุทรา ก้าวเข้าไปในวัง
ทุกอย่างงดงามราวแดนสวรรค์ ปราณวิญญาณไหลรวมไม่หยุด ก่อเป็นดินแดนฮวงจุ้ยชั้นยอด
“ท่าน…ตั้งชื่อวังดีไหม?” เสี่ยวหลงหนี่ว์หยุดเดิน มองเขา
“เจ้าอยากเรียกว่าอะไร?”
“ข้าไม่ถนัดตั้งชื่อ”
หลี่หมิงก็ไม่ถนัดเช่นกันจึงกล่าวว่า
“ชื่อเจ้ามีคำว่ามังกร เรียก ‘วังมังกร’ ดีไหม?”
“กล้าตั้งจริงๆ”
สุนัขดำอดบ่นไม่ได้ นี่คือชื่อในตำนานเทพ ใจเขาใหญ่โตจริงๆ
แต่ลู่หลัวกลับดีใจ ใบเขียวสั่นไหว ส่งเสียงยินดี
เสี่ยวหลงหนี่ว์ยิ้มอ่อน “งั้นก็เรียกวังมังกร”
วังมังกรในตำนานมีจริงหรือไม่ ไม่รู้
แต่ตั้งแต่นี้ ความจริงเริ่มซ้อนทับตำนาน
หลี่หมิงสร้างป้าย เขียนคำว่า ‘วังมังกร’ ลายพู่กันดั่งมังกรเหิน แข็งแกร่งทรงพลัง
บางที วันหนึ่ง มันอาจกลายเป็นวังมังกรจริงๆ ก็เป็นได้
“ต่อไป เจ้าอยู่ที่นี่ ฝึกบำเพ็ญเซียนให้ดี”
“ฮวงจุ้ยรังมังกรนี้ จะทำให้สิ่งมีชีวิตรอบข้างค่อยๆ เบิกปัญญา ถึงตอนนั้น จะมีคนคุยเป็นเพื่อนเจ้า”
“หากเบื่อ ก็ออกไปเดินเล่นได้ แถวนี้มีชาวประมง”
“ส่วนด่านเคราะห์จะมาถึงเมื่อใด ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และความเข้าใจของเจ้า แต่ไม่ว่าอย่างไร จงปกป้องตัวเองให้ดี”
ฟังคล้ายคำสั่งเสีย เสี่ยวหลงหนี่ว์มองเขา
“ท่าน…จะไปแล้วหรือ?”
หลี่หมิงพยักหน้า มองป้ายพฤกษามังกรที่เอว
“ข้าอยู่ที่นี่นานไม่ได้ เลยพูดเสียตอนนี้ การฝึกจะเร่งรีบไม่ได้”
เสี่ยวหลงหนี่ว์ฟังอย่างตั้งใจ แล้วชวนเขาไปเดินริมทะเล
ทั้งสองปรากฏตัวที่ชายฝั่ง เดินเคียงกันเงียบๆ
สองชั่วยามผ่านไป
ตัวเลขบนป้ายพฤกษามังกรกลายเป็น ‘0’
เบื้องหน้าหลี่หมิง ปรากฏกระจกสีขาว เชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน
สุนัขดำเห่าร้อง ลู่หลัวส่งเสียงเร่ง
สุนัขดำถอนใจ พาลู่หลัวเข้าไปในกระจก แล้วหายไป
หลี่หมิงมองดวงตาใสสะอาดของเสี่ยวหลงหนี่ว์
“ข้าต้องไปแล้ว”
เขาก้าวเข้าไปในกระจก
“พวกเราจะได้พบกันอีกไหม?” นางถามเบาๆ
“แน่นอน”
“สัญญานะ”
เสี่ยวหลงหนี่ว์ยิ้ม มองเขาหายไป มองกระจกเลือนหาย มองทุกอย่างจบสิ้น
เนิ่นนาน นางหันกลับสู่วังมังกร เริ่มฝึกบำเพ็ญเซียนอย่างสงบ
ระหว่างฝึก มักมีชาวประมงประสบภัย นางไม่อาจทนดู จึงช่วยชีวิตพวกเขาไว้
ต่อมาไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด หมู่บ้านรอบๆ เริ่มตั้งรูปสลักบูชานาง เรียกนางว่า “ธิดามังกรแห่งทะเลตะวันออก”
เรื่องเล่าเริ่มแพร่กระจาย
แน่นอน… ทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องราวในภายหลัง