เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 การฝึกฝน

บทที่ 50 การฝึกฝน

บทที่ 50 การฝึกฝน 


“ถ้าอยากทำงานให้สำเร็จ ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม”

ขณะนี้ที่ศูนย์ฝึกอุปกรณ์แห่งหนึ่งชานเมือง

พังหลงกำลังอธิบายข้อดีและข้อเสียของอาวุธทางทหารยุคใหม่ให้โยวกวงฟัง

เป็นวันที่สองหลังจากที่พวกเขาร่วมกับเย่สิงโจวและเซี่ยอู่เยวียนปฏิบัติการกวาดล้างปีศาจที่โรงงานเคมีไป่เซิ่ง เมื่อได้เห็นกับตาว่าปีศาจที่แปลงร่างสมบูรณ์ก็ยังถูกปืนและกระสุนสกัดไว้ได้ เขาจึงชวนพังหลงมายังศูนย์ฝึกแห่งนี้

“ความแข็งแกร่งของนักสู้มักถูกตัดสินจากสามปัจจัย ได้แก่ ตัวบุคคล อุปกรณ์และการสนับสนุนด้านหลัง”

พังหลงอธิบาย

“สำหรับตัวบุคคล ได้แก่ ความแข็งแกร่งทางร่างกาย ทักษะการต่อสู้ ประสบการณ์ อุปนิสัย และเจตจำนงในการต่อสู้ ส่วนการสนับสนุนด้านหลังรวมถึงข้อมูลข่าวกรอง การบำรุงรักษา การปกปิด และการรักษาสมรรถภาพการต่อสู้ ส่วนที่เราจะเน้นกันในวันนี้คือเรื่องอุปกรณ์ แบ่งเป็นสี่ประเภทคือ การโจมตี การป้องกัน การเสริมพลังและการควบคุมสถานการณ์”

จากนั้นเขาจัดการเปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฉายภาพอาวุธหลากหลายชนิด

“ทุกวันนี้อาวุธสำหรับการโจมตีมีความหลากหลายมากขึ้น สำหรับนักสู้มีอาวุธที่ผลิตเป็นพิเศษอยู่หลายประเภท ได้แก่ อาวุธประชิด ปืนพกและปืนหนัก”

เขาอธิบายลักษณะเฉพาะของอาวุธเหล่านี้ทีละประเภท ทั้งยังพาโยวกวงไปทดลองใช้อาวุธบางชนิดด้วยตัวเอง

ด้วยข้อจำกัดของศูนย์ฝึกแห่งนี้ อาวุธขนาดใหญ่ เช่น ปืนกลเกทลิ่ง จรวด RPG และเครื่องยิงลูกระเบิดจึงไม่สามารถทดลองใช้งานจริงได้ ต้องอาศัยดูผ่านวิดีโอแทนไปก่อน

หลังจากใช้เวลาเกือบครึ่งวันในการอธิบายอุปกรณ์ พังหลงก็พาโยวกวงไปยังโซนชุดเกราะต่อสู้

“ด้วยความอันตรายของปืนที่มีต่อนักสู้ที่มากขึ้นทุกวัน จึงเกิดวิธีการรับมืออาวุธปืนต่างๆ ขึ้นมากมาย คล้ายกับที่มีธนู ก็ต้องมีชุดเกราะตามมา ชุดเกราะป้องกันที่นิยมที่สุดในปัจจุบันคือชุดเกราะปิดคลุมทั้งตัว”

เขาหยิบชุดเกราะออกมาให้โยวกวงดู

“นี่คือชุดเกราะระดับสูงที่ผลิตในแคว้นต้าหยู่ แต่ในระดับสากลยังถูกจัดอยู่ในระดับ B เท่านั้น ประกอบไปด้วยส่วนหลักๆ เช่น เสื้อ กางเกง ถุงมือ หมวกนิรภัย และแว่นตาทางยุทธวิธี…”

โยวกวงสังเกตดู

ชุดเกราะนี้มีดีไซน์คล้ายกับชุดเก็บความร้อน สีเทา ดูมีเนื้อผ้าที่หนาและแข็งแรง

ด้วยข้อกำหนดของนักสู้ ชุดเกราะที่นี่จึงพัฒนาล้ำหน้ากว่าที่โยวกวงเคยรู้จักในสมัยที่อยู่แคว้นต้าชาอุปกรณ์เสริมการต่อสู้และเสื้อเกราะกันกระสุนที่นี่เรียกได้ว่าทันสมัยยิ่งกว่า

“วัสดุหลักของชุดเกราะที่เราผลิตนี้ทำจากเส้นใยที่ทนทานสูง แต่สำหรับของฝั่งจักรวรรดิดาวแดง พวกเขานำเทคโนโลยีนาโนเข้ามาใช้ ชุดเกราะของพวกเขาจึงอยู่ในระดับ A ซึ่งสามารถต้านทานการโจมตีจากปืนไรเฟิลได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

พังหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“หมายถึงไม่เพียงแต่จะกันกระสุนจากปืนไรเฟิลได้เท่านั้น แต่ยังไม่เกิดการบาดเจ็บภายในจากแรงกระแทกด้วย”

“ถ้าเป็นปรมาจารย์ขั้นสูงสุดใส่ชุดเกราะนี้ จะต้านทานปืนหนักได้หรือเปล่า?”

โยวกวงถาม

“เอ่อ...ถึงจะเป็นชุดเกราะก็ใช่ว่าจะทำให้ทนทานได้ขนาดนั้น ปืนหนักมีแรงอัดมากกว่าอาวุธปืนขนาดเล็กหลายเท่า”

พังหลงตอบก่อนจะเสริมว่า

“แต่อย่างไรก็ตาม ชุดเกราะระดับ S นั้นมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าอีกระดับ เป็นชุดเกราะที่ใช้เส้นใยพิเศษเรียกว่าจินอู๋ซือ ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันแรงกระแทกได้ดีเยี่ยมและยังดูดซับพลังงานความร้อนได้อย่างน่าอัศจรรย์”

เขาหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาแล้วเปิดข้อมูลให้โยวกวงดู

“เมื่อสิบสามปีก่อน มีสมาชิกในราชวงศ์ต้าหยู่ออกไปเยือนต่างประเทศแล้วถูกกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่นจับตัวไว้ จากนั้นปรมาจารย์ขั้นสูงสุดจากราชวงศ์ก็ตามไปช่วย แต่เมื่อไปถึงสมาชิกในราชวงศ์นั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว ด้วยความโกรธ ปรมาจารย์ขั้นสูงสุดจึงเข้าไปจัดการกองกำลังติดอาวุธกว่า 3,000 คน ที่มีทั้งปืนกลหนัก ปืนยิงระเบิดและอาวุธหนักอื่นๆ จนแทบไม่เหลือใครรอดไปได้ ขณะนั้นเขาสวมชุดเกราะระดับ S อยู่”

“ชุดเกราะระดับ S...”

พังหลงยิ้ม

“มีคำกล่าวในวงการว่า หากปรมาจารย์ขั้นสูงสุดสวมชุดเกราะระดับ S และมีอุปกรณ์ครบมือ เขาสามารถล้มกองกำลังทหารของกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลกได้เพียงลำพัง”

“ครึ่งหนึ่ง?”

“ใช่ ครึ่งหนึ่ง”

พังหลงพยักหน้าอย่างหนักแน่น

โยวกวงได้ฟังก็ถึงกับพูดไม่ออก

หากกระทั่งปรมาจารย์ขั้นสูงสุดยังเอาชนะไม่ได้ ประเทศเหล่านั้นจะมีอยู่ไปเพื่ออะไร?

แน่นอนว่าคำถามนี้พังหลงคงไม่มีคำตอบให้

ตลอดทั้งวันที่เหลือ โยวกวงใช้เวลาไปกับการฝึกฝนและทำความคุ้นเคยกับอาวุธปืน

พลบค่ำ

เหลยหยุนมารับโยวกวง

บนรถเธอรายงานว่า

“ตลอดทั้งวันฉันกับไป๋ย่าสืบหาร่องรอยของรองผู้ว่าการจ้าว จนกระทั่งเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว จึงได้ยืนยันว่า หลังจากกลับมาที่เทียนหนานหนึ่งวัน เขาก็หายไปอีกครั้ง”

“หายไป?”

โยวกวงแปลกใจก่อนจะคาดเดาได้ถึงบางอย่าง

จะหนีเหรอ?

แต่...ไม่น่าจะใช่

ในเมื่อเป็นผู้นำปีศาจที่ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการ ถึงจะต้องต่อสู้ เขาก็ยังมีโอกาสชนะ

“สืบต่อไป”

โยวกวงสั่ง

“เข้าใจแล้ว”

เหลยหยุนตอบ

รถมุ่งหน้ากลับไปยังเมือง

แต่เมื่อผ่านหน้าตึกศูนย์ซิงอวี้โยวกวงกลับให้หยุดรถ

เขามองเห็นรถราชการหลายคันจอดอยู่หน้าตึก

นอกจากรถของหน่วยรักษาความปลอดภัย ยังมีรถของสำนักงานตรวจสอบ สำนักงานภาษีและอื่นๆ

ดูเหมือนจะมีเรื่องใหญ่

โยวกวงนึกถึงธุรกิจของตระกูลซูที่กำลังจะโอนเงินหลายพันล้านให้เขาเพื่อเพิ่มประสบการณ์ในฐานะ พ่อค้า จึงถามว่า

“เกิดอะไรขึ้น?”

“คณะกรรมการหลายคนภายใต้การนำของจางอี้ซูได้เข้ามาเล่นงานประธานกรรมการในวันนี้ ท่านประธานพยายามแก้ปัญหาอยู่ค่ะ”

เหลยหยุนตอบ

“จางอี้ซู?”

“เขาเป็นน้องชายของภรรยาผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาของเทียนหนานและเป็นไปได้ว่าเป็นตัวแทนของผู้อำนวยการจาง”

“ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาของเทียนหนาน หากเชื่อมโยงคนรู้จักเข้ามา ก็สามารถมีอำนาจควบคุมได้ทั้งเมือง”

เหลยหยุนกล่าวเสริม

“ตระกูลซูเราอาจไม่กลัวแค่ผู้อำนวยการคนเดียว แต่ถ้าเขาค้นพบปัญหาบางอย่างขึ้นมา การแก้ไขก็อาจจะยุ่งยากอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขารวมตัวกับผู้มีอำนาจหลายฝ่าย”

“อืม” โยวกวงพยักหน้า

“บอกหัวหน้าตระกูลด้วยว่า หากต้องการความช่วยเหลือก็ให้เรียกผมได้”

“ทราบแล้วค่ะ”

เหลยหยุนตอบรับ

เธอเองรู้ว่าท่านเจ้าตระกูลวางแผนรับมือจางอี้ซูและพวกไว้ล่วงหน้าแล้ว ในทางทฤษฎี จึงไม่น่าจะถึงขั้นต้องรบกวนโยวกวง ทุกอย่างคงขึ้นอยู่กับว่าใครจะวางหมากเหนือกว่าใคร

รถแล่นผ่านศูนย์ซิงอวี้จนถึงสวนหยู่

ขณะกำลังจะเข้าบริเวณสวนมีรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาใกล้

หน้าต่างรถคันนั้นเลื่อนลง

เย่สิงโจวโผล่ออกมาจากรถพร้อมเอ่ยขึ้นว่า

“โยวกวงน้องรัก พี่กำลังจะมาหาพอดี คิดไม่ถึงว่าจะบังเอิญเจอกันที่นี่”

โยวกวงมองหน้าเขานิ่งๆ รู้ดีว่ารถคันนี้จอดรอมานานแล้ว

“มีธุระอะไรหรือ?”

“ไม่คิดจะชวนพี่เข้าไปนั่งคุยหน่อยหรือไง?”

เย่สิงโจวกล่าวพลางยิ้มกว้าง

“เข้ามาก่อนสิ”

โยวกวงตอบ

รถทั้งสองคันจึงแล่นเข้าไปในสวนหยู่

เหลยหยุนที่ขับรถให้โยวกวงอยู่แสดงสีหน้าตกใจและประหลาดใจเล็กน้อย

“คุณโยวกวง คนเมื่อครู่คือ…ผู้ใหญ่แห่งตระกูลเย่ เย่สิงโจว?”

“ใช่”

โยวกวงตอบ

“คุณ…รู้จักเขาเหรอ?”

“ก็น่าจะเรียกว่ารู้จักกันได้หละมั้ง”

โยวกวงตอบเรียบๆ

รู้จักกัน?

เหลยหยุนเริ่มเข้าใจในสไตล์การพูดของโยวกวงมากขึ้น

หากมองจากท่าทีที่เย่สิงโจวมีต่อโยวกวงเมื่อครู่ คำว่า ‘รู้จักกัน’ ดูจะเป็นคำที่ถ่อมตัวเกินไป

ตระกูลเย่!

ตระกูลอันทรงอำนาจที่ปกครองเทียนหนานมาช้านาน!

แม้ผู้ว่าการคนปัจจุบันอย่างเว่ยคงหมิงจะเด็ดขาดเพียงใด ร่วมมือกับหัวหน้าสำนักงานตรวจการอย่างลู่เจิ้นไห่จนทำให้เทียนหนานคุมเข้มเป็นปึกแผ่น แต่ก็ยังไม่อาจกดทับตระกูลเย่ได้อย่างสมบูรณ์

ตระกูลเย่ยังคงมีอิทธิพลที่ไม่อาจเทียบได้ในทุกแวดวงของเทียนหนาน

หากวันใดตระกูลเย่พร้อมบุกโจมตีโดยไม่สนผลกระทบ ความแข็งแกร่งนั้นย่อมจะสามารถโค่นล้มเว่ยคงหมิงและลู่เจิ้นไห่ได้แน่นอน

ตระกูลซูที่แม้เคยรุ่งโรจน์จนได้เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของเทียนหนาน ยังเทียบชั้นตระกูลเย่ไม่ได้แม้เพียงครึ่ง ทว่าตอนนี้ คุณชายโยวกวงกลับมีสายสัมพันธ์กับเย่สิงโจว หนึ่งในหัวใจของตระกูลเย่…

รถมาจอดหน้าบ้านหมายเลข 49

เย่สิงโจวลงมาพร้อมกับคนติดตามสองคน หนึ่งในนั้นคือผู้ขับรถที่เป็นปรมาจารย์ที่โยวกวงเคยพบ อีกคนหนึ่งเป็นหญิงสาวอายุไล่เลี่ยกับโยวกวง

ทั้งคู่ยกของหลายชิ้นจากท้ายรถมาด้วย ท่าทางตั้งใจมาอย่างพิถีพิถัน

“ปรมาจารย์เย่มีอะไรกันแน่?”

โยวกวงถามอย่างสงสัย

“บุญคุณช่วยชีวิตอันยิ่งใหญ่ ไม่มีสิ่งใดตอบแทนได้”

เย่สิงโจวกล่าวอย่างตั้งใจ

“ฉันทำได้เพียงนำของเล็กๆน้อยๆเหล่านี้มาแทนคำขอบคุณ หวังว่าจะไม่รังเกียจ”

“ไม่จำเป็นต้องลำบากแบบนี้หรอก เราร่วมต่อสู้กันในวันนั้น…”

“สำหรับเธออาจจะเป็นเพียงการทำหน้าที่ แต่สำหรับฉันหากไม่ใช่เพราะเธอ ฉันก็คงเอาชีวิตไม่รอด หากฉันไม่แสดงความขอบคุณเลย ก็คงติดค้างในใจไปตลอด”

สีหน้าของเย่สิงโจวแสดงออกถึงความจริงใจ

ในเมื่อเขากล่าวมาเช่นนี้ โยวกวงจึงไม่ปฏิเสธอีกต่อไปและพยักหน้า

“งั้นเชิญเข้ามานั่งกันก่อนเถอะครับ”

จากนั้นโยวกวงก็เชิญทุกคนเข้าไปในบ้าน

เหลยหยุนรีบไปเตรียมน้ำชาและของว่างสำหรับแขกพร้อมกับไอรี

“เรื่องนี้คุณอย่าคิดมากเลย”

โยวกวงกล่าว

“หลักการเป็นมนุษย์ต้องไม่ละทิ้งยังไงล่ะ”

เย่สิงโจวยิ้ม

“แม้การฝึกวิถีของปรมาจารย์ขั้นสูงสุดจะไม่ได้มีข้อบังคับด้านหลักการและกฎเกณฑ์…แม้ว่าฉันอาจไม่มีหวังบรรลุขั้นปรมาจารย์ขั้นสูงสุด แต่ฉันก็ยังคงยึดมั่นในหลักการของตัวเอง”

“หลักการและกฎเกณฑ์…”

คำนี้ทำให้โยวกวงสะกิดใจ

แม้ว่าการฝึกฝนเพื่อเป็นปรมาจารย์จะไม่เน้นเรื่องกฎเกณฑ์มากนัก

แต่...

ในระดับพลังจิตนั้นไม่เหมือนกัน

มีเพียงการรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์และยึดมั่นในหลักการ จึงจะทำให้พลังจิตทำงานได้ตามปกติ

สิ่งต่างๆอาจยืดหยุ่นได้ แต่ถ้าไม่มีหลักการหรือขอบเขตเลย คิดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเพียงแค่คำพูดของผู้อื่นปรมาจารย์ระดับนี้ก็ไม่มีวันสามารถบ่มเพาะพลังจิตของตนได้เลย

“ในเมื่อคุณพูดแบบนี้ งั้นผมก็จะขอรับไว้แล้วกัน”

โยวกวงกล่าวตอบ

“ฮ่าฮ่าฮ่า ดีแล้ว”

เย่สิงโจวยิ้มกว้าง

เย่สิงโจวยิ้มกว้าง “ที่จริงแล้วฉันก็มีความต้องการส่วนตัวอยู่บ้าง เพราะเธอนั้นเป็นถึงปรมาจารย์หนุ่มวัยสิบเก้าปี อนาคตต้องก้าวไกลอย่างแน่นอน ฉันคงต้องรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ ไม่อย่างนั้น ถ้าปล่อยไป โอกาสที่จะสร้างสัมพันธ์ก็คงหาไม่ได้อีกแล้ว”

“คุณเย่พูดเกินไป เรื่องอนาคตนั้น…”

โยวกวงตอบตามมารยาท

แต่ยังไม่ทันจบประโยค เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย

โยวกวงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในต้นไม้แห่งพลังจิตในโลกจิตวิญญาณของเขา

ทันใดนั้นสายตาของโยวกวงก็หันไปจับจ้องเย่สิงโจว

“คุณนำอะไรมาให้ผม?”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 50 การฝึกฝน

คัดลอกลิงก์แล้ว