เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 ร่วมมือ

บทที่ 40 ร่วมมือ

บทที่ 40 ร่วมมือ


“ต่อไปคุณจะสืบสวนยังไง?” โยวกวงเดินไปยืนข้างๆ

“ผมมีแนวทางแล้ว” เซี่ยอู่เยวียนเดินตามมาติดๆพร้อมพูดด้วยท่าทางสงบ

“ทันทีที่ผมออกจากบ้านตระกูลเย่ก็เจอการโจมตี มันกล้ามาก ผมทำคดีมามากมายไม่เคยเห็นใครที่อวดดีแบบนี้มาก่อน ช่างไร้ยางอายจริงๆกล้าทำขนาดนี้ได้ ต้องมีคนสำคัญคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแน่”

“คุณสงสัยว่าคือคนของตระกูลเย่เหรอ?”

“หากหัวหน้าตระกูลเย่ยอมออกมาพบ ผมคงสงสัยหนักกว่าเดิม แต่พอเขาเลือกที่จะเลี่ยงไม่พบ…ความสงสัยเลยลดลงไปหน่อย” เซี่ยอู่เยวียนส่ายศีรษะ

“แต่จะใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่สำคัญแล้ว”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ผมไปที่บ้านตระกูลเย่เพื่อสืบคดี แต่พอออกมาได้ไม่ทันไรก็โดนโจมตีโดยนักสู้ระดับปรมาจารย์จนเกือบตาย เรื่องนี้แค่รายงานขึ้นไปก็คงเขย่ามณฑลเทียนหนานได้ หากมีการส่งปรมาจารย์มาโจมตี ก็คงต้องให้ตระกูลเย่เป็นผู้ต้องสงสัยรายแรก หากไม่สืบสวนให้กระจ่างคงจะเป็นการละเลยหน้าที่ของสำนักงานตรวจการ”

“คุณจะใช้เรื่องนี้ดึงตระกูลเย่มาเกี่ยวพัน แล้วใช้พลังของตระกูลเย่สืบหากลุ่มอิทธิพลเบื้องหลังเหตุการณ์หยู่หลงอินเตอร์เนชั่นแนลงั้นเหรอ?”

โยวกวงเข้าใจความคิดของเขา

การส่งปรมาจารย์มาโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูง หากอีกฝ่ายตายอาจจะสามารถปกปิดด้วยการใช้เส้นสายหาแพะรับบาปได้ แต่หากไม่ตายแล้วยังตามสืบต่อ ไม่มีฝ่ายไหนรอดไปได้โดยไม่ต้องให้คำอธิบาย

การแจ้งให้เบื้องบนรับทราบและสร้างแรงสั่นสะเทือนในเทียนหนานไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง คงจะมีการสั่งให้สำนักงานตรวจการส่งเจ้าหน้าที่มาตั้งคณะทำงานสืบสวน

ตระกูลเย่ในฐานะตระกูลขนาดใหญ่ในเทียนหนานย่อมมีปัญหาสะสมไม่น้อย หากมีการสืบสวนเต็มรูปแบบไม่เพียงคนในทุกแผนกได้รับผลกระทบ แต่ชื่อเสียงในมณฑลคงป่นปี้

ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ตระกูลเย่ไม่พอใจนัก ก็ต้องยอมช่วยสืบหาผู้ต้องสงสัยเพื่อรักษาชื่อเสียงของตน

เซี่ยอู่เยวียนพยักหน้า

“ถ้าจะมีใครที่รู้ทุกซอกทุกมุมในเทียนหนานดีพอ ตระกูลเย่ย่อมเป็นที่หนึ่ง แม้แต่เว่ยคงหมิงผู้ว่าการมณฑลเทียนหนานก็ยังไม่เทียบเท่า”

ตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลอาจผลัดเปลี่ยนกันไปได้เรื่อยๆแต่ตระกูลเย่ยังยืนหยัดเหนียวแน่น

การให้ตระกูลเย่ลงมือตรวจสอบจึงแทบไม่เหลือความลับอะไรในมณฑลเทียนหนานที่ตระกูลเย่จะปิดไว้ได้

ผลลัพธ์สุดท้าย…

หากตระกูลเย่สืบพบหลักฐานย่อมเป็นเรื่องดี

หากหาไม่พบ…

ก็คงชัดเจนแล้วว่าใครคือผู้บงการอยู่เบื้องหลัง

“มันเสี่ยงมากนะ ถ้าพลาดก็คือเล่นกับเสือ”

โยวกวงกล่าว

“ถ้าอยากทำเรื่องใหญ่ คงเลี่ยงการแบกรับความเสี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว นี่คือวิธีที่ดีที่สุดที่ผมคิดออกในเวลานี้” เซี่ยอู่เยวียนตอบ

แม้สำนักงานตรวจการจะสามารถรายงานเบื้องบนได้โดยตรง แต่คงไม่สามารถทำได้หากขาดหลักฐานและมีแค่ความสงสัย

ไม่เช่นนั้นเบื้องบนจะเก็บพวกเขาไว้ทำไม?

“ทันทีที่ผมออกจากตระกูลเย่แล้วถูกโจมตีทันที ราวกับมีเจตนาจะใส่ความตระกูลเย่ด้วยเหตุนี้ ตระกูลเย่ก็คงช่วยสืบอย่างเต็มที่”

เมื่อเซี่ยอู่เยวียนพูดถึงตรงนี้ เขาหยุดเล็กน้อยแล้วมองโยวกวง

“ถ้าหากผมตายไป…”

“ตระกูลเย่” โยวกวงเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ

เซี่ยอู่เยวียนพยักหน้า

บรรยากาศรอบตัวดูเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย

ไม่นานนักเซี่ยอู่เยวียนก็สลัดความกังวลออกและปัดความเป็นไปได้นี้ทิ้งไปชั่วคราว

แม้จะรู้ดีว่าแผนนี้เสี่ยงแค่ไหน แต่เขาก็จำต้องทำ

“ตอนนี้เหลือแค่คำถามสุดท้าย”

เซี่ยอู่เยวียนสูดหายใจลึกแล้วถามอย่างจริงจัง

“ผมอยากรู้ว่า…พวกตัวประหลาดที่คุณจัดการไปก่อนหน้านี้ ทุกตัวแข็งแกร่งถึงระดับปรมาจารย์หรือเปล่า?”

โยวกวงเข้าใจเจตนาในคำถามนี้

เขาพยักหน้า

การพยักหน้าเพียงครั้งเดียวของเขาทำให้เซี่ยอู่เยวียนถึงกับรู้สึกเสียววาบไปทั้งศีรษะ

หากสามารถส่งปรมาจารย์หลายคนหรือเป็นสิบคนได้…จะเป็นกลุ่มอิทธิพลขนาดไหนกัน!?

โลกใต้ดินที่แฝงตัวอยู่ในมณฑลเทียนหนาน…กลับซุกซ่อนสัตว์ร้ายขนาดนี้ไว้หรือ!?

และเบื้องหลังทั้งหมดนี้…

มันซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่!?

“จะสืบต่อไปไหม?” โยวกวงถามด้วยน้ำเสียงขบขัน

“สืบ!” แววตาของเซี่ยอู่เยวียนมีแค่ความมุ่งมั่น

“ผมบอกแล้วว่าจะสืบให้ถึงที่สุด…ไม่ว่าข้างในนั้นจะมีความลับอะไรแฝงอยู่ก็ตาม”

“งั้นผมจะรอฟังข่าวดีจากคุณ”

โยวกวงยิ้มเล็กน้อยและหันหลังเตรียมจะเดินจากไป

เขายังต้องไปกินข้าวที่เต๋อเย่วโหลวอยู่

“ซูโยวกวง” เซี่ยอู่เยวียนเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ผมต้องการความช่วยเหลือจากคุณ”

โยวกวงชะงัก

เขามองชายหนุ่มผู้บรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นสูงตั้งแต่อายุเพียงสามสิบเศษ ก่อนพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับ

“ตกลง”

เซี่ยอู่เยวียนเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก

แม้เขาจะไม่เคยได้ต่อสู้กับโยวกวงตรงๆจึงไม่รู้ว่าพลังของโยวกวงแท้จริงแล้วแข็งแกร่งเพียงใด

แต่…

โยวกวงสามารถจัดการกับพวกตัวประหลาดที่แม้จะดูเป็นเพียงระดับปรมาจารย์ขั้นสูงแต่แท้จริงแล้วมีพลังต่อสู้เทียบเท่าปรมาจารย์ขั้นสูงสุดได้มากมายหลายตัว พลังของเขา…

คงน่ากลัวกว่าที่เขาคิดไว้มาก

ถึงขั้นไม่อาจวัดด้วยระดับปรมาจารย์ธรรมดา

ในเมื่อสถานการณ์ยังไม่ชัดเจน เบื้องหลังเต็มไปด้วยอิทธิพลใหญ่ที่แฝงตัวอยู่ การมีปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้มาร่วมมือในการสืบสวนก็นับเป็นแขนขาที่ยอดเยี่ยมที่สุด

“มนุษย์ธรรมดา นักสู้ ปีศาจ เลือดแห่งเทพ และเหล่าผู้มีอำนาจ”

บนรถโยวกวงรวบรวมและครุ่นคิดถึงคำสำคัญเหล่านี้ในหัว

มนุษย์ธรรมดาเป็นชั้นต่ำสุด เป็นเสบียงให้ปีศาจที่ใช้กินเพื่อกระตุ้นปัญญา

นักสู้อยู่ในลำดับที่สอง พวกปีศาจมองว่านักสู้นั้นเหมาะสมที่จะเป็นร่างสำหรับสิงสู่

ดูเหมือนว่า…

ยิ่งร่างที่มันสิงสู่แข็งแกร่งเท่าไร มันก็ยิ่งสามารถใช้พลังได้สูงเท่านั้น

นอกจากนี้เมื่อปีศาจผสานเข้ากับร่างมนุษย์ มันยังสามารถพัฒนาร่างกายให้แกร่งขึ้นได้อีก

ในทางทฤษฎี ยิ่งปีศาจตนใดมาอยู่โลกมนุษย์ได้นาน ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง แต่หากพวกมันติดอยู่ในระดับสี่หรือห้า ต่อให้มาอยู่นานแค่ไหนก็คงวนเวียนอยู่ที่ระดับนั้น

เหนือกว่านักสู้ก็คือปีศาจ…

และกุญแจที่ทำให้ปีศาจดำรงอยู่ในโลกมนุษย์ได้คือ เลือดแห่งเทพ

พวกมันมีเทคนิคสกัดเลือดแห่งเทพที่ช่วยยืดอายุให้ยืนยาว อ่อนเยาว์อยู่เสมอ อีกทั้งยังใช้เลือดแห่งเทพนี้ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจเพื่อให้ได้รับการคุ้มครอง

แต่…

“มันไม่ใช่แค่นั้น”

โยวกวงคิดในใจ

การใช้เลือดแห่งเทพเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจอาจจะเป็นเพียงกลยุทธ์ชั่วคราว

หรือบางที…

มีอะไรบางอย่างที่เขามองข้ามไป

อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อสิบปีหรือยี่สิบปีก่อน วัฏจักรเป็นแบบนั้น

ปีศาจต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนกับเหล่าผู้มีอำนาจเพื่อให้มีที่ยืนในโลกนี้

แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา…

สถานการณ์เปลี่ยนไป

ปีศาจเริ่มปฏิบัติการอย่างไม่เกรงกลัวใครอีกต่อไป

“พวกนักสู้อิสระ…และสำนักต่าง ๆ…”

คำสองคำนี้บ่งบอกว่าโลกนี้อาจมีด้านที่เขายังไม่รู้จักอยู่

แต่…

ใกล้แล้ว

ทั้งลูกแก้ววิเศษในมือเขาและการที่เซี่ยอู่เยวียนดึงตระกูลเย่เข้ามาเกี่ยว ทำให้ความจริงเริ่มใกล้เผยตัวออกมา

ในมณฑลเทียนหนาน บุคคลที่มีอำนาจสูงสุด ได้แก่ ผู้ว่าการเว่ยคงหมิง หัวหน้าสำนักงานตรวจการระดับสูงลู่เจิ้นไห่และประธานสภาท้องถิ่นเย่หนานสิง

ถัดจากพวกเขาก็เป็นรองผู้ว่าการ รองหัวหน้าสำนักงานตรวจการและรองประธานสภา รวมถึงกลุ่มอิทธิพลที่หนุนหลังอยู่เบื้องหลัง

บุคคลเหล่านี้ซึ่งมีอยู่ราวสิบคน ก่อร่างสร้างเป็นกลุ่มชนชั้นสูงสุดของมณฑลเทียนหนาน

ส่วนหน่วยงานสำคัญต่าง ๆ เช่น สมาคมวิถีแห่งนักสู้ สำนักงานตำรวจ สำนักงานการศึกษา สำนักงานข้าราชการ และสำนักงานการค้า ส่วนใหญ่แล้วคนจากกลุ่มอิทธิพลเหล่านี้มักจะนั่งอยู่ในตำแหน่งสำคัญ หรือมีอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลากร

และตระกูลเย่ได้แผ่อิทธิพลของพวกเขาไปถึงทุกแผนกสำคัญเหล่านี้

แม้อาจจะไม่สูงสุดในทุกแผนก แต่ในทุกแผนกย่อมมีคนของตระกูลเย่ที่คุ้นเคยอยู่

หากพวกเขาพร้อมทำงานจริง…

พวกปีศาจที่อยู่เบื้องหลังหยู่หลงอินเตอร์เนชั่นแนล รวมถึงผู้นำของพวกมันที่ปีศาจตนที่เขาจัดการไปก่อนหน้านี้พูดถึง ก็คงไม่สามารถซ่อนตัวได้นานนัก

“คุณชายโยวกวง…”

เหลยหยุนที่นั่งขับรถอยู่นิ่งเงียบมานาน สุดท้ายก็เอ่ยขึ้นด้วยความลังเล

“คุณ…”

“อย่างที่คุณคิดนั่นแหละ”

โยวกวงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

สำหรับทีมลับที่จัดการภารกิจภายหลังการต่อสู้ ซึ่งจะติดตามเขาไปในอนาคต โยวกวงไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร

“อย่างที่ฉันคิด?”

เหลยหยุนเบิกตากว้างทันที

“คุณ…คุณเป็น…”

“แน่นอน” โยวกวงตอบตรงไปตรงมา

“ไม่อย่างนั้นล่ะทำไมผมถึงไม่ได้กลับบ้านมาสิบกว่าปี พอกลับมาแล้ว ท่านหัวหน้าตระกูลซูถึงได้มอบหมายหน้าที่สำคัญให้ทันที?”

“นี่…”

เหลยหยุนสูดหายใจลึก

“สิบเก้าปี…คุณบรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นสูงตั้งแต่อายุสิบเก้า! มันช่างเหลือเชื่อจริง ๆ…”

“???”

โยวกวงได้ยินคำอุทานของเธอแล้วยังอดตกใจไม่ได้

สิบเก้า…

บรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นสูง?

“คุณชายคะ ตอนนี้คุณอายุแค่สิบเก้าแต่บรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นสูงได้แล้ว ถ้ายังรักษาความเร็วนี้ไว้ได้ ก่อนอายุสามสิบคงสามารถทะลุสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดได้ เป็นปรมาจารย์ระดับสูงของตระกูลเรา!” เหลยหยุนพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ตระกูลจางที่ใช้ทุกโอกาสกดดันตระกูลซูเรานั้นก็เพราะการแต่งงานกับจางเทียนจี ปรมาจารย์ผู้นั้นทำให้ตระกูลจางมียศศักดิ์เทียบเท่ากับตระกูลซูเราได้เลย”

“จางเทียนจี?” โยวกวงได้ยินชื่อแล้วนึกออก

“ปรมาจารย์ของตระกูลจาง?”

“ใช่ค่ะ” เหลยหยุนพยักหน้าหนักแน่น

“จางเทียนจีเมื่อวัยเยาว์สร้างปัญหาไว้มากจนโดนไล่ออกจากบ้าน แต่หลังจากที่ออกไปตะลอนไปหลายสิบปี เขาก็กลับมาพร้อมพลังระดับปรมาจารย์ เมื่อคนในตระกูลจางรู้เรื่องนี้ พวกเขาก็รีบไปติดต่อเขาให้กลับคืนตระกูล และด้วยอิทธิพลของปรมาจารย์ผู้นี้ ตระกูลจางก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ระดับแนวหน้าของเทียนหนาน”

“อืม” โยวกวงตอบสั้น ๆ

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ซูชี้หมิงถึงพูดถึงเรื่องร่วมมือกับปรมาจารย์ แล้วก็คิดถึงจางเทียนจี

“หากคุณชายสามารถบรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดในอนาคตได้ ด้วยอิทธิพลของตระกูลซูเราและศักยภาพของปู้โจวกรุ๊ป วันหนึ่งคงสามารถขยายออกไปทั่วประเทศได้ พอสร้างอิทธิพลทั่วประเทศสำเร็จแล้ว ค่อยสะสมอิทธิพลเพิ่มอีกหลายสิบปี วันหนึ่งตระกูลซูเราก็อาจจะก้าวไปถึงระดับตระกูลชั้นสูงของประเทศได้”

เหลยหยุนแววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาต่ออนาคตที่สดใส

“จริงๆแล้ว การคาดเดาของเธออาจจะเกินจริงได้อีกนิด” โยวกวงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“เกินจริงอีกนิด?”

เหลยหยุนอึ้งไปเล็กน้อย

ในวินาทีต่อมา ความคิดที่ไม่น่าเชื่อซึ่งเคยแวบเข้ามาในหัว แต่เธอเคยกดมันไว้ก็กลับมาชัดเจนอีกครั้ง

เธอเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

“คุณ…เป็น…ปรมาจารย์ขั้นสูงสุด…ใช่ไหมคะ?”

โยวกวงพยักหน้าเล็กน้อย

เพียงท่าทางง่ายๆแต่ทำให้เหลยหยุนรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต รู้สึกซู่ซ่าทั่วร่าง

ด้วยความตื่นเต้น ความรู้สึกยินดีที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนนี้ไหลลามไปทั่วทุกอณูในร่าง เธอแทบจะกลั้นความดีใจไม่อยู่ เซลล์ทุกเซลล์ราวกับกำลังโห่ร้องยินดี

ในวินาทีนั้น ทุกความรู้สึกตื่นตะลึง ยินดีและตื่นเต้นถูกแปรเปลี่ยนเป็นคำเพียงหนึ่งเดียว

“หา!?”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 40 ร่วมมือ

คัดลอกลิงก์แล้ว