เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 ผลประโยชน์

บทที่ 27 ผลประโยชน์

บทที่ 27 ผลประโยชน์ 


“ซูโยวกวง!”

ท่าทางของเขาทำให้ความอดทนของจางหยาสิ้นสุดลง

ลูกชายคนนี้เธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุด ก็เพราะต้องการให้เขาเป็นบุคคลผู้โดดเด่นมีชื่อเสียง วันหนึ่งในอนาคตเธอจะได้ก้าวขึ้นไปสู่ชนชั้นสูงแห่งมณฑลเทียนหนานและใช้สถานะอันสูงส่งของเขาเพื่อให้ซูไหวเฟิงพ่อแท้ๆ ของเขาได้เสียใจที่ละทิ้งพวกเธอไป

หลายปีก่อน ลูกชายคนนี้ยอมทำตามที่เธอบอกอย่างว่าง่าย ไม่มีการโต้แย้งใดๆ

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาตระกูลจางเติบโตขึ้น เธอจึงคิดว่าตนสามารถพึ่งพาพลังของครอบครัวเพื่อลบล้างความเจ็บปวดในอดีตได้ อีกทั้งยังเริ่มไม่พอใจที่ซูโยวกวงไม่มีความก้าวหน้า ทั้งที่เธอทุ่มเทเลี้ยงดูมานานแต่เขากลับไม่มีผลงานใดโดดเด่น เธอจึงหันกลับไปใส่ใจเรื่องของตระกูลมากขึ้นและผ่อนคลายการควบคุมเขาลงเล็กน้อย

แต่ในตระกูลใหญ่เช่นนี้จะมีอะไรที่เรียบง่าย? เธอจากบ้านไปนานจนกระทั่งห่างเหินกับเหล่าผู้ใหญ่ในตระกูล

เมื่อกลับมาใช้เวลาอยู่ในตระกูลอีกหนึ่งถึงสองปี เธอก็ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จำใจต้องหันเหสายตากลับมาหาซูโยวกวงอีกครั้ง หวังใช้ลูกชายที่มีสายเลือดเดียวกันเป็นสื่อกลางในการหาทางกลับเข้ามาในตระกูล จากนั้นก็ใช้กำลังของตระกูลจางในการเอาเงินจากตระกูลซูมาสร้างความมั่นคงให้ตนเอง

แต่ผลลัพธ์…

เพียงแค่ปล่อยปละละเลยการอบรมดูแลไปเพียงหนึ่งถึงสองปี ลูกชายที่เคยว่าง่ายกลับกลายมาเป็นคนที่กล้าขึ้นเสียงใส่เธออย่างนั้นหรือ!?

จางหงซึ่งสังเกตเห็นว่าญาติของเขากำลังจะคุมสติไม่อยู่ รีบพูดขึ้นก่อนที่ความขัดแย้งจะทวีความรุนแรง

“หรือว่าคนในตระกูลซูมาพูดอะไรกับเธอ พวกเขาให้คำสัญญาอะไรไว้รึเปล่า?”

“ทั้งพวกคุณและคนตระกูลซู ผมก็ไม่อยากยุ่งด้วยทั้งนั้น”

โยวกวงตอบอย่างสงบนิ่ง

“ไม่อยากยุ่งด้วย? งั้นการที่เมื่อไม่กี่วันก่อนซูเหยาหยวี่ถึงกับรีบตามมาที่เมืองอวิ๋นเมิ่งนี่ไม่ใช่การตามหาคนรักหรือ?”

ชายวัยสามสิบกว่าอีกคนที่อยู่แถวนั้นกล่าวพลางหัวเราะเยาะ

โยวกวงหันไปมองเขา

“นายเป็นใคร?”

“ฉันจางหรูเฟิง ถ้านับตามลำดับญาตินายต้องเรียกฉันว่าพี่”

แต่ยังไม่ทันพูดจบ โยวกวงก็ยกมือขึ้นสั่งให้หยุด

“พูดไม่เป็นก็เงียบไป”

“น้องชาย ถึงนายจะเคยทำงานและเคยเจอเล่ห์เหลี่ยมในสังคมมาแล้ว แต่ควรจะเข้าใจแล้วใช่ไหมว่า ในสังคมนี้สถานะและเบื้องหลังมันสำคัญแค่ไหน?”

จางหงพูดด้วยท่าทีผู้ใหญ่ ใจเย็นและพูดชักจูง

“หากมีเบื้องหลังดี เธอจะเข้าถึงวงการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย คนอื่นทำงานจนแทบขาดใจ รายได้เพียงปีละแค่หลักแสนก็ถือว่าดีมาก แต่ถ้ามีเส้นสายหรือนามสกุลดีๆ เธอแค่รับงานใหญ่มาโยนต่อให้คนอื่นทำ ไม่ต้องทำอะไรเองก็ได้เงินมาเป็นหลักสิบล้านแล้ว นี่เป็นเงินที่พนักงานทั่วไปทำงานหนักทั้งชีวิตก็หาไม่เจอ ต่อให้ทำงานล่วงเวลาจนตายก็ยังไม่พอ เธอควรฟังที่ฉันกับแม่ของเธอพูด นี่มันไม่ใช่เรื่องแย่เลย”

จางหงหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

“อีกอย่าง พวกเราแค่ต้องการทวงของที่เป็นของเธอกลับมา ของที่คนอื่นแย่งชิงไปจริงๆแล้วมันควรเป็นของเธอ”

“แล้วไง?”

โยวกวงมองจางหง

“เมื่อได้กลับมาแล้ว จะให้ใครจัดการล่ะ? พวกคุณหรือ?”

“เธอยังเด็กอยู่ หากได้ทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่มาในคราวเดียวคงควบคุมตัวเองไม่อยู่ ไปเที่ยวสำมะเลเทเมาใช้เงินฟุ่มเฟือยจนชีวิตพัง พวกผู้ใหญ่เราจึงช่วยถือเงินเอาไว้ให้ นี่ก็เพื่อความปลอดภัยของเธอ อีกทั้งพวกเราจะนำเงินไปลงทุนจะมีเงินปันผลส่งให้เธอทุกปี แค่พึ่งพาเงินปันผลก็ทำให้เธอมีชีวิตสุขสบายได้แล้ว”

จางหงพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย

โยวกวงได้ฟังก็ส่ายหน้า

เขาหมดความสนใจที่จะพูดคุยกับคนเหล่านี้ต่อ

“ตึก ตึก ตึก”

ในขณะนั้นเองมีเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้

จากนั้นซูเหยาหยวี่กับสาวใช้ชื่อฉายวิ่นและหลินเสี่ยวเว่ยพร้อมกับชายวัยกลางคนในชุดสูทรีบเดินเข้ามา

เมื่อเห็นจางหยากับคนอื่นที่ยืนขวางประตูอยู่ ซูเหยาหยวี่แสดงสีหน้าซับซ้อน แต่ก็ยังเรียกขึ้นว่า “แม่”

“ฮึ ฉันไม่มีลูกสาวที่อกตัญญูอย่างแก”

จางหยาพูดด้วยเสียงเย็นชา

“อุ้มท้องลำบากลำบนตั้งสิบเดือน พอให้ช่วยทำอะไรเล็กน้อยก็ไม่ยอมทำเลย แล้วจะมีลูกสาวไปทำไม?”

“แม่ ที่แม่ทำ…มันผิดกฎหมาย…”

ซูเหยาหยวี่กล่าวออกมาอย่างกลัดกลุ้ม แต่เพราะมีคนอื่นอยู่มากจึงไม่ได้พูดอะไรมาก

เธอจึงเอ่ยเพียงว่า

“ฉันมีธุระต้องพาโยวกวงกลับบ้าน พวกคุณมาทำอะไร?”

“มีธุระ?”

จางหยาพูดด้วยท่าทางสะใจ

“ซูไหวเฟิงป่วยหนักล่ะสิ? ครั้งนี้เขาคงรอดไม่ไหวแล้ว จะพาโยวกวงไปพบหน้าครั้งสุดท้าย? ถ้าอย่างนั้น รู้แบบนี้แล้วจะทำไปทำไมตั้งแต่แรก!”

“แม่ พ่อเขากับแม่…อยู่ด้วยกันตั้งสามปีนะ…หนึ่งวันเป็นสามี ภรรยาก็เหมือนมีบุญคุณ…”

“หยุดพูด!”

ยังพูดไม่ทันจบ ซูเหยาหยวี่ก็ถูกจางหยาตะคอกขัดอย่างเกรี้ยวกราด “ตั้งแต่วันที่ฉันจับได้ตอนท้องแก่ ว่าเขากำลังสำเริงสำราญกับผู้หญิงอีกสามคน ที่ฉันมีกับเขาก็ไม่ใช่บุญคุณแล้ว เหลือแต่ความแค้นเท่านั้น!”

ซูเหยาหยี่อ้าปากค้าง ไม่รู้จะตอบอย่างไร

ส่วนโยวกวงก็ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ

สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆมากนัก

ยังไงเขาก็ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม จึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับทั้งตระกูลจางหรือตระกูลซูมากนัก

แม้จะได้ยินจากปากของจางหยาเองว่าซูไหวเฟิงกำลังจะตาย แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไร

หากไม่ใช่เพราะเขาได้รับร่างนี้และผลกรรมจากเจ้าของร่างเดิม เขาคงไม่อยากแม้แต่จะพบหน้าตระกูลจางหรือตระกูลซูด้วยซ้ำ

จางหงซึ่งแอบสังเกตท่าทางของโยวกวงอยู่ตลอดก็แอบทอดถอนใจ

การจะใช้โยวกวงเป็นสะพานให้ตระกูลจางเข้าไปเอาส่วนแบ่งจากตระกูลซู คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

แต่...

เมื่ออารมณ์อ่อนไหวไม่ได้ผลก็ต้องใช้ผลประโยชน์แทน

ในโลกของผู้ใหญ่ผลประโยชน์มีประสิทธิภาพมากกว่าอารมณ์ความรู้สึกเสมอ

“ซูไหวเฟิงนั้นสิบปีที่ผ่านมาเดิมพันถูกทาง ทรัพย์สินที่เขามีเติบโตขึ้นเป็นสิบเท่า ตอนนี้เขาเป็นสมาชิกในบอร์ดของปู้โจวกรุ๊ปด้วย ทรัพย์สินของเขารวมๆ แล้วคงมีอยู่ห้าหกพันล้านเป็นอย่างน้อย แค่ ‘ศูนย์ซิงอวี้’ที่มีอยู่ตึกเดียวก็มีมูลค่ามากกว่าหลายพันล้านหยวนแล้ว แต่คิดหรือว่าตระกูลซูจะยอมแบ่งทรัพย์สินให้โยวกวงมากเท่าไหร่? จะถึงสิบเปอร์เซ็นต์ไหม? ส่วนที่เหลือคงจะถูกลุงๆ อาๆ ของเขากินเรียบหมดแล้ว”

จางหงพูดพลางหันไปมองซูเหยาหยวี่

“สำหรับเธอ เมื่อซูไหวเฟิงตายไป เธอก็กลายเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีใครจะช่วยทวงความเป็นธรรมให้อีกแล้ว ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้งไป ฝ่ายนั้นคงยอมให้สินสอดเธอสักล้านสองล้านก็นับว่าปรานีแล้วนะ ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมซิงอวี้ อินเตอร์เนชั่นแนลของเธอก็คงจบลง ณ จุดนี้ คนอื่นยังจะยกย่องเรียกเธอว่า ‘คุณหนูซู’ แต่หากไร้ซึ่งความเคารพ พอกลับไปที่ตระกูลซูแล้ว เธอคงไม่มีที่ให้ยืนแม้แต่ในโต๊ะอาหาร”

“นี่มันเรื่องภายในตระกูลซู ไม่ต้องให้คุณมายุ่งหรอก”

ซูเหยาหยวี่กล่าวกับจางหงอย่างไร้มารยาท ซึ่งต่างจากท่าทางสุภาพที่มีต่อจางหยาอย่างเห็นได้ชัด

“เรื่องของตระกูลซูฉันไม่ยุ่ง แต่ทรัพย์สินที่ควรเป็นของหลานชายฉันถูกคนอื่นแย่งไป ฉันจะไม่ทนเฉยอยู่ได้”

จางหงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ซูเซี่ยงหยางนั้นมีคดีติดตัวหนักหนาเอาการ ตระกูลซูปกป้องเขาไว้ไม่ได้แน่ น่าจะต้องเข้าคุกในเร็วๆนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด ศาลน่าจะตัดสินให้จำคุกยี่สิบปี แม้ภายหลังอาจลดโทษเหลือสิบห้าปีหรือสิบปี แต่ก็ไม่ทันได้มีส่วนในมรดกก้อนโตจากซูไหวเฟิงแน่นอน”

จางหงพูดพลางเหลือบมองไปที่โยวกวง

“หลานชาย เธอสบายใจได้ พวกเราจะอยู่ข้างเธอ”

“เรื่องนี้…”

ซูเหยาหยวี่ตั้งใจจะปฏิเสธ

แต่ในตอนนั้นเอง โยวกวงก็กล่าวขึ้น

“เดี๋ยวก่อน!”

เขาก้าวไปข้างหน้า

“ซูเซี่ยงหยางจะต้องไปนอนในคุก?”

“เรื่องนี้มันใหญ่มาก หลักฐานก็ชัดเจน คดีนี้ศาลตัดสินรอบแรกแล้วยี่สิบปี”

จางหงยิ้ม

“ในอนาคตหากมีการจัดการอาจลดโทษเหลือสิบห้าปีหรือสิบปี แต่คงไม่ทันได้แบ่งสมบัติของซูไหวเฟิงแน่นอน”

“ยี่สิบปี สิบปี”

โยวกวงพยักหน้าแล้วมองไปที่ซูเหยาหยวี่

“นี่หรือที่เรียกว่ากฎบ้านของตระกูลซู?”

“หัวหน้าตระกูลคงจะชดเชยให้เธอ...”

ซูเหยาหยวี่รีบกล่าว

“ไม่จำเป็น”

โยวกวงกล่าวอย่างเย็นชา

“เธออยากให้ฉันกลับไปตระกูลซูอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?’งั้นไปกันเถอะ”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 27 ผลประโยชน์

คัดลอกลิงก์แล้ว