- หน้าแรก
- ยอดนักสู้เหนือฟ้าแห่งยุคสมัยใหม่
- บทที่ 27 ผลประโยชน์
บทที่ 27 ผลประโยชน์
บทที่ 27 ผลประโยชน์
“ซูโยวกวง!”
ท่าทางของเขาทำให้ความอดทนของจางหยาสิ้นสุดลง
ลูกชายคนนี้เธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุด ก็เพราะต้องการให้เขาเป็นบุคคลผู้โดดเด่นมีชื่อเสียง วันหนึ่งในอนาคตเธอจะได้ก้าวขึ้นไปสู่ชนชั้นสูงแห่งมณฑลเทียนหนานและใช้สถานะอันสูงส่งของเขาเพื่อให้ซูไหวเฟิงพ่อแท้ๆ ของเขาได้เสียใจที่ละทิ้งพวกเธอไป
หลายปีก่อน ลูกชายคนนี้ยอมทำตามที่เธอบอกอย่างว่าง่าย ไม่มีการโต้แย้งใดๆ
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาตระกูลจางเติบโตขึ้น เธอจึงคิดว่าตนสามารถพึ่งพาพลังของครอบครัวเพื่อลบล้างความเจ็บปวดในอดีตได้ อีกทั้งยังเริ่มไม่พอใจที่ซูโยวกวงไม่มีความก้าวหน้า ทั้งที่เธอทุ่มเทเลี้ยงดูมานานแต่เขากลับไม่มีผลงานใดโดดเด่น เธอจึงหันกลับไปใส่ใจเรื่องของตระกูลมากขึ้นและผ่อนคลายการควบคุมเขาลงเล็กน้อย
แต่ในตระกูลใหญ่เช่นนี้จะมีอะไรที่เรียบง่าย? เธอจากบ้านไปนานจนกระทั่งห่างเหินกับเหล่าผู้ใหญ่ในตระกูล
เมื่อกลับมาใช้เวลาอยู่ในตระกูลอีกหนึ่งถึงสองปี เธอก็ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จำใจต้องหันเหสายตากลับมาหาซูโยวกวงอีกครั้ง หวังใช้ลูกชายที่มีสายเลือดเดียวกันเป็นสื่อกลางในการหาทางกลับเข้ามาในตระกูล จากนั้นก็ใช้กำลังของตระกูลจางในการเอาเงินจากตระกูลซูมาสร้างความมั่นคงให้ตนเอง
แต่ผลลัพธ์…
เพียงแค่ปล่อยปละละเลยการอบรมดูแลไปเพียงหนึ่งถึงสองปี ลูกชายที่เคยว่าง่ายกลับกลายมาเป็นคนที่กล้าขึ้นเสียงใส่เธออย่างนั้นหรือ!?
จางหงซึ่งสังเกตเห็นว่าญาติของเขากำลังจะคุมสติไม่อยู่ รีบพูดขึ้นก่อนที่ความขัดแย้งจะทวีความรุนแรง
“หรือว่าคนในตระกูลซูมาพูดอะไรกับเธอ พวกเขาให้คำสัญญาอะไรไว้รึเปล่า?”
“ทั้งพวกคุณและคนตระกูลซู ผมก็ไม่อยากยุ่งด้วยทั้งนั้น”
โยวกวงตอบอย่างสงบนิ่ง
“ไม่อยากยุ่งด้วย? งั้นการที่เมื่อไม่กี่วันก่อนซูเหยาหยวี่ถึงกับรีบตามมาที่เมืองอวิ๋นเมิ่งนี่ไม่ใช่การตามหาคนรักหรือ?”
ชายวัยสามสิบกว่าอีกคนที่อยู่แถวนั้นกล่าวพลางหัวเราะเยาะ
โยวกวงหันไปมองเขา
“นายเป็นใคร?”
“ฉันจางหรูเฟิง ถ้านับตามลำดับญาตินายต้องเรียกฉันว่าพี่”
แต่ยังไม่ทันพูดจบ โยวกวงก็ยกมือขึ้นสั่งให้หยุด
“พูดไม่เป็นก็เงียบไป”
“น้องชาย ถึงนายจะเคยทำงานและเคยเจอเล่ห์เหลี่ยมในสังคมมาแล้ว แต่ควรจะเข้าใจแล้วใช่ไหมว่า ในสังคมนี้สถานะและเบื้องหลังมันสำคัญแค่ไหน?”
จางหงพูดด้วยท่าทีผู้ใหญ่ ใจเย็นและพูดชักจูง
“หากมีเบื้องหลังดี เธอจะเข้าถึงวงการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย คนอื่นทำงานจนแทบขาดใจ รายได้เพียงปีละแค่หลักแสนก็ถือว่าดีมาก แต่ถ้ามีเส้นสายหรือนามสกุลดีๆ เธอแค่รับงานใหญ่มาโยนต่อให้คนอื่นทำ ไม่ต้องทำอะไรเองก็ได้เงินมาเป็นหลักสิบล้านแล้ว นี่เป็นเงินที่พนักงานทั่วไปทำงานหนักทั้งชีวิตก็หาไม่เจอ ต่อให้ทำงานล่วงเวลาจนตายก็ยังไม่พอ เธอควรฟังที่ฉันกับแม่ของเธอพูด นี่มันไม่ใช่เรื่องแย่เลย”
จางหงหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“อีกอย่าง พวกเราแค่ต้องการทวงของที่เป็นของเธอกลับมา ของที่คนอื่นแย่งชิงไปจริงๆแล้วมันควรเป็นของเธอ”
“แล้วไง?”
โยวกวงมองจางหง
“เมื่อได้กลับมาแล้ว จะให้ใครจัดการล่ะ? พวกคุณหรือ?”
“เธอยังเด็กอยู่ หากได้ทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่มาในคราวเดียวคงควบคุมตัวเองไม่อยู่ ไปเที่ยวสำมะเลเทเมาใช้เงินฟุ่มเฟือยจนชีวิตพัง พวกผู้ใหญ่เราจึงช่วยถือเงินเอาไว้ให้ นี่ก็เพื่อความปลอดภัยของเธอ อีกทั้งพวกเราจะนำเงินไปลงทุนจะมีเงินปันผลส่งให้เธอทุกปี แค่พึ่งพาเงินปันผลก็ทำให้เธอมีชีวิตสุขสบายได้แล้ว”
จางหงพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย
โยวกวงได้ฟังก็ส่ายหน้า
เขาหมดความสนใจที่จะพูดคุยกับคนเหล่านี้ต่อ
“ตึก ตึก ตึก”
ในขณะนั้นเองมีเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้
จากนั้นซูเหยาหยวี่กับสาวใช้ชื่อฉายวิ่นและหลินเสี่ยวเว่ยพร้อมกับชายวัยกลางคนในชุดสูทรีบเดินเข้ามา
เมื่อเห็นจางหยากับคนอื่นที่ยืนขวางประตูอยู่ ซูเหยาหยวี่แสดงสีหน้าซับซ้อน แต่ก็ยังเรียกขึ้นว่า “แม่”
“ฮึ ฉันไม่มีลูกสาวที่อกตัญญูอย่างแก”
จางหยาพูดด้วยเสียงเย็นชา
“อุ้มท้องลำบากลำบนตั้งสิบเดือน พอให้ช่วยทำอะไรเล็กน้อยก็ไม่ยอมทำเลย แล้วจะมีลูกสาวไปทำไม?”
“แม่ ที่แม่ทำ…มันผิดกฎหมาย…”
ซูเหยาหยวี่กล่าวออกมาอย่างกลัดกลุ้ม แต่เพราะมีคนอื่นอยู่มากจึงไม่ได้พูดอะไรมาก
เธอจึงเอ่ยเพียงว่า
“ฉันมีธุระต้องพาโยวกวงกลับบ้าน พวกคุณมาทำอะไร?”
“มีธุระ?”
จางหยาพูดด้วยท่าทางสะใจ
“ซูไหวเฟิงป่วยหนักล่ะสิ? ครั้งนี้เขาคงรอดไม่ไหวแล้ว จะพาโยวกวงไปพบหน้าครั้งสุดท้าย? ถ้าอย่างนั้น รู้แบบนี้แล้วจะทำไปทำไมตั้งแต่แรก!”
“แม่ พ่อเขากับแม่…อยู่ด้วยกันตั้งสามปีนะ…หนึ่งวันเป็นสามี ภรรยาก็เหมือนมีบุญคุณ…”
“หยุดพูด!”
ยังพูดไม่ทันจบ ซูเหยาหยวี่ก็ถูกจางหยาตะคอกขัดอย่างเกรี้ยวกราด “ตั้งแต่วันที่ฉันจับได้ตอนท้องแก่ ว่าเขากำลังสำเริงสำราญกับผู้หญิงอีกสามคน ที่ฉันมีกับเขาก็ไม่ใช่บุญคุณแล้ว เหลือแต่ความแค้นเท่านั้น!”
ซูเหยาหยี่อ้าปากค้าง ไม่รู้จะตอบอย่างไร
ส่วนโยวกวงก็ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ
สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆมากนัก
ยังไงเขาก็ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม จึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับทั้งตระกูลจางหรือตระกูลซูมากนัก
แม้จะได้ยินจากปากของจางหยาเองว่าซูไหวเฟิงกำลังจะตาย แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
หากไม่ใช่เพราะเขาได้รับร่างนี้และผลกรรมจากเจ้าของร่างเดิม เขาคงไม่อยากแม้แต่จะพบหน้าตระกูลจางหรือตระกูลซูด้วยซ้ำ
จางหงซึ่งแอบสังเกตท่าทางของโยวกวงอยู่ตลอดก็แอบทอดถอนใจ
การจะใช้โยวกวงเป็นสะพานให้ตระกูลจางเข้าไปเอาส่วนแบ่งจากตระกูลซู คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
แต่...
เมื่ออารมณ์อ่อนไหวไม่ได้ผลก็ต้องใช้ผลประโยชน์แทน
ในโลกของผู้ใหญ่ผลประโยชน์มีประสิทธิภาพมากกว่าอารมณ์ความรู้สึกเสมอ
“ซูไหวเฟิงนั้นสิบปีที่ผ่านมาเดิมพันถูกทาง ทรัพย์สินที่เขามีเติบโตขึ้นเป็นสิบเท่า ตอนนี้เขาเป็นสมาชิกในบอร์ดของปู้โจวกรุ๊ปด้วย ทรัพย์สินของเขารวมๆ แล้วคงมีอยู่ห้าหกพันล้านเป็นอย่างน้อย แค่ ‘ศูนย์ซิงอวี้’ที่มีอยู่ตึกเดียวก็มีมูลค่ามากกว่าหลายพันล้านหยวนแล้ว แต่คิดหรือว่าตระกูลซูจะยอมแบ่งทรัพย์สินให้โยวกวงมากเท่าไหร่? จะถึงสิบเปอร์เซ็นต์ไหม? ส่วนที่เหลือคงจะถูกลุงๆ อาๆ ของเขากินเรียบหมดแล้ว”
จางหงพูดพลางหันไปมองซูเหยาหยวี่
“สำหรับเธอ เมื่อซูไหวเฟิงตายไป เธอก็กลายเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีใครจะช่วยทวงความเป็นธรรมให้อีกแล้ว ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้งไป ฝ่ายนั้นคงยอมให้สินสอดเธอสักล้านสองล้านก็นับว่าปรานีแล้วนะ ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมซิงอวี้ อินเตอร์เนชั่นแนลของเธอก็คงจบลง ณ จุดนี้ คนอื่นยังจะยกย่องเรียกเธอว่า ‘คุณหนูซู’ แต่หากไร้ซึ่งความเคารพ พอกลับไปที่ตระกูลซูแล้ว เธอคงไม่มีที่ให้ยืนแม้แต่ในโต๊ะอาหาร”
“นี่มันเรื่องภายในตระกูลซู ไม่ต้องให้คุณมายุ่งหรอก”
ซูเหยาหยวี่กล่าวกับจางหงอย่างไร้มารยาท ซึ่งต่างจากท่าทางสุภาพที่มีต่อจางหยาอย่างเห็นได้ชัด
“เรื่องของตระกูลซูฉันไม่ยุ่ง แต่ทรัพย์สินที่ควรเป็นของหลานชายฉันถูกคนอื่นแย่งไป ฉันจะไม่ทนเฉยอยู่ได้”
จางหงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ซูเซี่ยงหยางนั้นมีคดีติดตัวหนักหนาเอาการ ตระกูลซูปกป้องเขาไว้ไม่ได้แน่ น่าจะต้องเข้าคุกในเร็วๆนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด ศาลน่าจะตัดสินให้จำคุกยี่สิบปี แม้ภายหลังอาจลดโทษเหลือสิบห้าปีหรือสิบปี แต่ก็ไม่ทันได้มีส่วนในมรดกก้อนโตจากซูไหวเฟิงแน่นอน”
จางหงพูดพลางเหลือบมองไปที่โยวกวง
“หลานชาย เธอสบายใจได้ พวกเราจะอยู่ข้างเธอ”
“เรื่องนี้…”
ซูเหยาหยวี่ตั้งใจจะปฏิเสธ
แต่ในตอนนั้นเอง โยวกวงก็กล่าวขึ้น
“เดี๋ยวก่อน!”
เขาก้าวไปข้างหน้า
“ซูเซี่ยงหยางจะต้องไปนอนในคุก?”
“เรื่องนี้มันใหญ่มาก หลักฐานก็ชัดเจน คดีนี้ศาลตัดสินรอบแรกแล้วยี่สิบปี”
จางหงยิ้ม
“ในอนาคตหากมีการจัดการอาจลดโทษเหลือสิบห้าปีหรือสิบปี แต่คงไม่ทันได้แบ่งสมบัติของซูไหวเฟิงแน่นอน”
“ยี่สิบปี สิบปี”
โยวกวงพยักหน้าแล้วมองไปที่ซูเหยาหยวี่
“นี่หรือที่เรียกว่ากฎบ้านของตระกูลซู?”
“หัวหน้าตระกูลคงจะชดเชยให้เธอ...”
ซูเหยาหยวี่รีบกล่าว
“ไม่จำเป็น”
โยวกวงกล่าวอย่างเย็นชา
“เธออยากให้ฉันกลับไปตระกูลซูอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?’งั้นไปกันเถอะ”
(จบบท)