เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 520 - ข้าคือยอดคนระดับฮั่วเสิน (2)

บทที่ 520 - ข้าคือยอดคนระดับฮั่วเสิน (2)

บทที่ 520 - ข้าคือยอดคนระดับฮั่วเสิน (2)


บทที่ 520 - ข้าคือยอดคนระดับฮั่วเสิน (2)

ริมทะเลสาบ

รูปปั้นหินของนักตกปลาสองคนที่สวมเสื้อกันฝนและหมวกสาน ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ

แม้ลมจะพัดกระหน่ำรุนแรงเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้รูปปั้นหินสั่นคลอนได้แม้แต่น้อย

“ศิษย์เอ๋ย จิตใจเจ้าไม่สงบแล้วนะ” รูปปั้นชายชรายังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง แต่กลับมีเสียงทุ้มต่ำและทรงพลังดังแว่วออกมาจากที่ใดสักแห่ง

รูปปั้นชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ รูปปั้นชายชราสั่นสะท้านขึ้นมาทันที ก่อนจะกลับคืนสู่ร่างของชายหนุ่มตามเดิม

“ท่านอาจารย์ มีคนกำลังรับทัณฑ์อยู่ แถมยังรับทัณฑ์พร้อมกันตั้งหลายคนด้วย” ชายหนุ่มตาสว่างวาบ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าคันเบ็ดในมือหมดความน่าสนใจไปเสียดื้อๆ:

“ท่านอาจารย์ ศิษย์อยากไปดูขอรับ”

นี่คือวาสนาอันยิ่งใหญ่เลยนะ

คราบหินบนร่างของชายชราค่อยๆ หลุดร่อนออก เผยให้เห็นร่างมนุษย์ตามเดิม น้ำเสียงของเขาราบเรียบ:

“อยากดูก็ดูอยู่ที่นี่แหละ”

“ที่นี่หรือขอรับ?” ชายหนุ่มมองไปที่ทัณฑ์อัสนีซึ่งอยู่ไกลลิบๆ เขารู้สึกว่าถ้าไม่ได้ไปดูใกล้ๆ ก็คงไม่อาจทำความเข้าใจวิถีแห่งอัสนีที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นได้

“พวกนั้นล้วนเป็นแค่ภาพลวงตา จะดูใกล้หรือดูไกลก็ไม่ต่างกันหรอก” น้ำเสียงของชายชรายังคงราบเรียบ

ภาพลวงตางั้นหรือ?

ชายหนุ่มฉุกคิดขึ้นมาได้ในทันที เข้าใจความหมายของอาจารย์ และนึกถึงตำนานเก่าๆ บางเรื่องขึ้นมาได้

นั่นสินะ

จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีคนรับทัณฑ์พร้อมกันมากมายขนาดนี้?

เขาหลงกลภาพลวงตาเข้าเสียแล้ว

“ท่านอาจารย์ พอจะหาคนที่กำลังรับทัณฑ์จริงๆ เจอไหมขอรับ? ศิษย์อยากไปดูใกล้ๆ แค่ดูเฉยๆ รับรองว่าจะไม่เข้าไปรบกวนเด็ดขาด” ชายหนุ่มอ้อนวอน

ชายชรายิ้มบางๆ:

“หาไม่เจอหรอก”

“คนผู้นี้ใช้สมบัติวิเศษที่ไม่ธรรมดาเลย รัศมีของภาพลวงตาที่สร้างขึ้นนั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก การรับทัณฑ์แม้จะมีทัณฑ์อัสนีถึงเก้าสาย แต่ความจริงแล้วมันเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาแค่ไม่กี่สิบลมหายใจเท่านั้น เป็นโอกาสที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก กว่าข้าจะหาเจอ การรับทัณฑ์ก็คงจบลงไปตั้งนานแล้ว”

ชายหนุ่มเลิกซักไซ้ แต่หันหลังกลับไปมองทัณฑ์อัสนีเบื้องหลังแทน โดยหันหลังให้กับอาจารย์ของตน

อาจารย์ของเขาเป็นถึงยอดคนระดับฮั่วเสิน หากอาจารย์บอกว่าเป็นไปไม่ได้ มันก็คือเป็นไปไม่ได้

สู้ฉวยโอกาสนี้สังเกตการณ์ภาพลวงตาน่าจะดีกว่า

สาเหตุที่ภาพลวงตาเหล่านี้สามารถตบตายอดคนระดับฮั่วเสินได้ ก็เพราะมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาลอยๆ แต่มันสะท้อนมาจากทัณฑ์อัสนีของการรับทัณฑ์จริงๆ นอกจากกลิ่นอายอัสนีจะอ่อนลงกว่าของจริงนิดหน่อยแล้ว อย่างอื่นก็เหมือนกันทุกประการ

แม้กระทั่งความผันผวนของกลิ่นอายในสถานที่จริง และกลิ่นอายแห่งมรรคาที่แผ่วเบาของผู้ที่กำลังรับทัณฑ์ ก็ยังสามารถ ‘มองเห็น’ ได้อย่างชัดเจน

ดังนั้น การสังเกตการณ์ภาพลวงตาจึงสามารถช่วยให้เกิดการตระหนักรู้ได้เช่นเดียวกัน

ในตอนนั้นเอง เสียงของอาจารย์ก็ดังแว่วมาอีกครั้ง:

“ไสหัวไปดูไกลๆ อย่ามารบกวนข้าตกปลา”

ชายหนุ่มยิ้มแฉ่ง ลุกขึ้นเหินร่างออกไปไกลหลายลี้ แล้วนั่งขัดสมาธิดูต่อ

ดูไปสักพักก็หันกลับมาตะโกนคุยกับอาจารย์ที่อยู่ห่างออกไป:

“ท่านอาจารย์ ของที่เรากำลังตกอยู่ มันจะกินเบ็ดจริงๆ หรือขอรับ?”

“พวกเรามานั่งตกกันอยู่ที่นี่เป็นสิบๆ ปีแล้ว ยังไม่เห็นตกอะไรได้เลยสักอย่าง”

“คนเต็มใจย่อมกินเบ็ดเองแหละ” ชายชราตอบเรียบๆ

ชายหนุ่มเบะปาก

อาจารย์บอกแค่ว่า ที่ก้นบึ้งของทะเลสาบอันหนาวเหน็บนี้ มีสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนตัวอยู่ และเมื่อมันกักขังตัวเอง มันจะให้กำเนิด ‘ไข่’ ที่มีมูลค่ามหาศาลออกมา

เมื่อก่อนเคยมีผู้ฝึกตนจากแดนมนุษย์มารับทัณฑ์ที่นี่ แล้วเผลอไปทำลายข้อห้ามของที่นี่เข้า ทำให้สัตว์ประหลาดหลุดรอดออกมาได้ ผู้ฝึกตนจากแดนมนุษย์คนนั้นจึงถูกสิงร่างชั่วคราว จนเสียสติและก่อเรื่องเลวร้ายที่ทำให้ทั้งมนุษย์และเทพเจ้าต้องโกรธแค้น

จนทำให้ผู้ฝึกตนจำนวนมากต้องรวมหัวกันมาล้อมปราบ

และสิ่งที่อาจารย์กำลังตกอยู่ ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับสัตว์ประหลาดตัวนั้น

เพียงแต่อาจารย์ไม่อยากเล่ารายละเอียดให้ฟังเท่านั้นเอง

“ท่านอาจารย์ คนผู้นั้นมารับทัณฑ์ที่นี่ จะไม่ทำให้สัตว์ประหลาดในทะเลสาบตื่นตระหนกหรือขอรับ?”

“หึหึ แค่ผู้ฝึกตนอิสระตัวเล็กๆ มารับทัณฑ์ มีหรือจะทำให้สัตว์ประหลาดตกใจได้?”

ชายหนุ่มคิดว่าก็มีเหตุผล เขาจึงหันกลับไปสังเกตการณ์การรับทัณฑ์ต่อ

หุบเขาน้ำแข็ง

“ทัณฑ์อัสนีสายที่เจ็ดแล้วเจ้าค่ะ”

อวี๋หลิงชุนพึมพำ

ใบหน้างดงามของนางเต็มไปด้วยความกังวล ดวงตาทั้งคู่จับจ้องไปที่สามีซึ่งอยู่ในหุบเขาอย่างไม่วางตา

ทัณฑ์อัสนีสายที่เจ็ดแล้ว

เหลืออีกแค่สองสายเท่านั้น หากผ่านไปได้ สามีของนางก็จะกลายเป็นยอดคนระดับฮั่วเสิน

แต่ทัณฑ์อัสนีสองสายสุดท้ายนี้ ก็เป็นสองสายที่อันตรายที่สุดเช่นกัน

“หลิงชุน มือเจ้าสั่นทำไมน่ะ?” เสียงของกวนซินอี๋ดังแว่วมา

“ปะ... เปล่าเจ้าค่ะ ไม่มีอะไร” อวี๋หลิงชุนพ่นลมหายใจออกมา

ก็คนมันตื่นเต้นนี่นา

กวนซินอี๋: ...

กวนซินอี๋มีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าอวี๋หลิงชุนทั้งสองคน หลังจากผ่านความกังวลในช่วงแรกมาได้ ตอนนี้นางก็เริ่มจะคลายความกังวลลงไปบ้างแล้ว

นางมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเฉินผิงดูนิ่งสงบเกินไป

ดูนิ่งกว่าศิษย์ของตระกูลกวนคนนั้นเสียอีก

ราวกับว่าทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายดายเหมือนดื่มน้ำ และเฉินผิงก็สามารถผ่านมันไปได้อย่างสบายๆ

นางยังไม่เห็นวี่แววว่าเฉินผิงจะถูกทัณฑ์อัสนีฟาดจนหมอบกระแต หรือจิตวิญญาณดั้งเดิมจะบอบช้ำเลยแม้แต่น้อย

นางเริ่มรู้สึกตะหงิดๆ อยู่ในใจว่า ศิษย์น้องของนางคนนี้ อาจจะมีโอกาสกลายเป็นยอดคนระดับฮั่วเสินได้จริงๆ

ก้าวขึ้นเป็นตัวตนระดับสูงสุดในโลกหล้านี้

นางหวนนึกไปถึงตอนที่พบกับเฉินผิงครั้งแรกที่ดินแดนซีฮวง ตอนนั้นเฉินผิงยังเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับจู้จี มาจากเขตชิงอวิ๋นอันแร้นแค้น และได้รู้จักกับท่านอาจารย์ก็เพราะฝีมือการหมักสุราอันยอดเยี่ยมเท่านั้น

หลายร้อยปีผ่านไป ศิษย์น้องที่ไม่มีใครรู้จักในวันนั้น กลับก้าวล้ำหน้าทุกคนไปไกลลิบ

และมีโอกาสได้เห็นทิวทัศน์อันงดงามของจุดสูงสุดแห่งแดนมนุษย์

“ไม่ต้องกังวลไปหรอก สามีของพวกเจ้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น” กวนซินอี๋ปลอบใจสองสาวที่กำลังตื่นเต้น

เมื่อเห็นทั้งสองคนพยักหน้ารับ นางก็ถามต่อ:

“จริงสิ สมบัติวิเศษที่รูปร่างเหมือนกรงนกของศิษย์น้อง พวกเจ้ารู้ไหมว่ามันคืออะไร?”

พวกนางย่อมรู้ดีอยู่แล้ว

ตอนนี้พวกนางก็มีพกติดตัวกันคนละอัน

“มันคือสมบัติวิเศษสำหรับใช้รับทัณฑ์เจ้าค่ะ” อวี๋หลิงชุนตอบกำปั้นทุบดิน

กวนซินอี๋: ...

กวนซินอี๋รู้สึกอยู่เสมอว่ากรงนกอันนี้ไม่ธรรมดา เมื่อสัมผัสดูใกล้ๆ ก็พบว่ากลิ่นอายอัสนีของทัณฑ์อัสนีทั้งหมดถูกกักขังเอาไว้ภายในกรงนก

และดูเหมือนมันจะช่วยลดความเสียหายจากทัณฑ์อัสนีลงได้ด้วย

ในจุดนี้ กรงนกอันนี้ดูจะมีประสิทธิภาพมากกว่าลานรับทัณฑ์ของตระกูลกวนเสียอีก

ศิษย์น้องนี่ซ่อนคมเก่งจริงๆ

หุบเขาน้ำแข็ง

เฉินผิงหลับตาลงครึ่งหนึ่ง นั่งขัดสมาธิลอยตัวอยู่กลางอากาศ สัมผัสวิญญาณของเขาจดจ่ออยู่กับทัณฑ์อัสนีสายที่แปดที่กำลังฟาดฟันลงมา

จิตวิญญาณดั้งเดิมอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านเบาๆ

คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว

ทัณฑ์อัสนีสองสายสุดท้ายนี้ รุนแรงกว่ามากจริงๆ

อานุภาพของทัณฑ์อัสนีเจ็ดสายแรกรวมกัน ยังไม่แน่ว่าจะเทียบเท่ากับทัณฑ์อัสนีสายที่แปดนี้ได้เลย

แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

‘เหลือทัณฑ์อัสนีสายสุดท้ายแล้ว’

‘ตอนนั้นที่เซียนจื่อปี้หยวนดึงดูดทัณฑ์อัสนีสายที่สิบมาได้ ก็เพราะนางสำเร็จวิชาผสานวิญญาณร่วมกับข้า แถมตอนรับทัณฑ์เรายังอยู่ด้วยกันอีก คราวนี้ข้าอยู่คนเดียว ไม่น่าจะมีทัณฑ์อัสนีสายที่สิบหรอกมั้ง’

‘ขอแค่ผ่านทัณฑ์อัสนีสายสุดท้ายนี้ไปได้ ก็ถือว่ารอดตัวแล้ว’

เฉินผิงไม่ได้รู้สึกยินดีปรีดาแต่อย่างใด

เขากลับเตรียมรับมือกับทัณฑ์อัสนีสายที่เก้าอย่างจริงจัง

หากทัณฑ์อัสนีสายที่แปดมีอานุภาพรุนแรงกว่าทัณฑ์อัสนีเจ็ดสายแรกรวมกัน ทัณฑ์อัสนีสายที่เก้าก็ย่อมมีอานุภาพรุนแรงกว่าทัณฑ์อัสนีแปดสายแรกรวมกันเช่นกัน

รุนแรงกว่ามากเสียด้วย

นี่คือด่านที่อันตรายที่สุดของการรับทัณฑ์

ผู้ที่ล้มเหลวในการรับทัณฑ์ส่วนใหญ่ ล้วนแต่มาตกม้าตายเอาด่านนี้นี่แหละ

ศิษย์ของตระกูลกวนในตอนนั้นก็เช่นกัน

‘มาแล้ว’

เฉินผิงดึงสัมผัสวิญญาณที่กำลังจับจ้องความน่าเกรงขามแห่งสวรรค์กลับมา กวาดสายตามองกรงนก และกระตุ้นขีดจำกัดสูงสุดในการลดทอนความเสียหายจากทัณฑ์อัสนีอีกครั้ง

อันที่จริงเขาเปิดใช้ความสามารถนี้ตั้งแต่ตอนที่ทัณฑ์อัสนีสายที่เจ็ดฟาดลงมาแล้ว

แต่ตอนนั้นเปิดใช้แค่ครึ่งเดียว

ตอนนี้เปิดใช้เต็มกำลัง ซึ่งสามารถลดความเสียหายจากทัณฑ์อัสนีลงได้ถึง 20% และหากเป็นสมบัติวิเศษของคนอื่น การลดความเสียหายจากทัณฑ์อัสนีมักจะทำให้ประสิทธิภาพในการขัดเกลาและปรับปรุงร่างกายของผู้ฝึกตนลดลงตามไปด้วย

แต่กรงนกอันนี้ไม่เป็นเช่นนั้น

มันลดเฉพาะความเสียหาย แต่ไม่ลดโอกาสในการขัดเกลา

บนท้องฟ้า เมฆดำก่อตัวหนาทึบ สายฟ้าแลบแปลบปลาบ เสาอัสนีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหลายจั้งกำลังก่อตัวขึ้น นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก แต่เฉินผิงกลับได้ยินเสียงหนึ่งอย่างชัดเจน

เป็นเสียงที่ดังก้องกังวานไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ:

“มดปลวกเอ๋ย บังอาจท้าทายกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์เชียวหรือ?”

“ยังไม่รีบยอมจำนน แล้วกลับไปเวียนว่ายตายเกิดอีกหรือ?”

ยอมจำนนงั้นหรือ?

ข้าอุตส่าห์ได้เกิดใหม่ แล้วมาเยือนโลกใบนี้ทั้งที

ไม่ได้มาเพื่อจะยอมจำนนหรอกนะ

เวียนว่ายตายเกิดหรือ?

ไปเวียนว่ายตายเกิดของเจ้าเองเถอะ

ไม่สนอดีตชาติ ไม่หวังชาติหน้า ขอแค่ชาตินี้ได้มีอายุยืนยาวตราบฟ้าดินสลายก็พอ

“เปรี้ยง!”

บนยอดเขาหิมะ อวี๋หลิงชุนทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัว หลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้ามองภาพเบื้องหน้า

ห่างออกไปเกือบล้านลี้ ชายหนุ่มเพ่งสายตามองอย่างตั้งใจ

“เปรี๊ยะ!”

ภายในหุบเขาน้ำแข็ง ร่างของเฉินผิงสั่นสะท้าน ผิวหนังภายนอกปริแตกออกในชั่วพริบตา

ความรวดเร็วของทัณฑ์อัสนีสายนี้ ทำให้เฉินผิงไม่ทันได้กระตุ้นกายาจักรพรรดิ เขามองเห็นสายฟ้าทะลวงผ่านร่างกายอย่างไร้การป้องกัน พุ่งตรงเข้าโจมตีวิญญาณหยวนอิงคู่

แต่ทว่า

ก่อนที่สายฟ้าจะไปถึง กำไลสีม่วงบนข้อมือของวิญญาณหยวนอิงหลักก็ปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างฉับพลัน ก่อตัวเป็นม่านหมอกสีม่วงหนาทึบ ห่อหุ้มวิญญาณหยวนอิงทั้งสองดวงเอาไว้ ทัณฑ์อัสนีสายที่เก้าอันดุร้ายพุ่งเข้าชนอย่างจัง แต่กลับถูกม่านหมอกสีม่วงลดทอนพลังลงอย่างรวดเร็ว

วิญญาณหยวนอิงคู่สั่นไหวอย่างรุนแรง

หมอกจิตวิญญาณดั้งเดิมรั่วไหลออกมา แต่ก็ถูกดึงกลับไปอย่างรวดเร็ว

หมอกจิตวิญญาณดั้งเดิมบางส่วนพยายามจะหลบหนีต่อไป แต่ก็ไปกระตุ้นม่านหมอกสีม่วงให้ปล่อยพลังออกมามากขึ้น ม่านหมอกสีม่วงเหล่านั้นจับหมอกจิตวิญญาณดั้งเดิมที่พยายามหลบหนีกลับมาจนหมดสิ้น

ไม่สูญเสียไปเลยแม้แต่นิดเดียว

การโจมตีจากสายฟ้ายังคงดำเนินต่อไป ร่างกายที่ไม่ได้กระตุ้นกายาจักรพรรดิตั้งแต่แรก บัดนี้แหลกเหลวไม่มีชิ้นดี มีสายฟ้าสีขาวแล่นพล่านไปทั่ว

แต่เฉินผิงไม่ได้สนใจร่างกายของเขาเลย บาดแผลทางร่างกายแค่นี้ ไม่นับเป็นอะไรเลยสำหรับคนที่บำเพ็ญเพียรกายาจนสำเร็จอย่างเขา การรักษานั้นง่ายดายมาก

ในตอนนี้ เขามุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่การรับทัณฑ์ของจิตวิญญาณดั้งเดิม

สายฟ้าฟาดลงมา... จิตวิญญาณดั้งเดิมแตกซ่าน... ม่านหมอกสีม่วงถูกกระตุ้น... จิตวิญญาณดั้งเดิมถูกดึงกลับ... สายฟ้าฟาดลงมารุนแรงขึ้น...

กระบวนการนี้ดำเนินไปนานกว่าสิบลมหายใจก่อนจะหยุดลง

‘แค่นี้เองหรือ?’

เฉินผิงมองดูจิตวิญญาณดั้งเดิมของตนเองที่ไม่แตกซ่านสลายไป พลันรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ

แค่นี้ก็ถือว่ารับทัณฑ์เสร็จแล้วหรือ?

ก็งั้นๆ นี่นา

เขาแอบยิ้มอยู่ในใจ

พอคลายสัมผัสวิญญาณออกอีกครั้ง ถึงได้พบว่าหลังจากที่กลุ่มก้อนม่านหมอกสีม่วงเหล่านี้ถูกกระตุ้นให้ทำงาน และห่อหุ้มวิญญาณหยวนอิงคู่ของเขาไว้อย่างมิดชิด กลิ่นอายทั้งหมดของเขาก็ถูกปิดผนึกกลับเข้าไปจนหมด

แม้แต่กลิ่นอายแห่งมรรคาที่แผ่ออกมาในระหว่างที่รับทัณฑ์ ก็ถูกดูดกลับเข้าไปด้วยเช่นกัน

หากสัมผัสจากภายนอก ตอนนี้เขาก็เหมือนคนที่ไม่มีจิตวิญญาณดั้งเดิมหลงเหลืออยู่อีกต่อไป

บนยอดเขาหิมะ

อวี๋หลิงชุนหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสาย เข่าทรุดลงกับพื้นหิมะอย่างหมดแรง

อวิ๋นหลิงซานแม้จะไม่ได้คุกเข่าลง แต่ก็ร้องไห้จนน้ำตานองหน้า ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว

ทั้งที่ทัณฑ์อัสนีแปดสายแรกก็ผ่านมาได้อย่างราบรื่นแท้ๆ ทั้งที่ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อมแท้ๆ ทั้งที่การบรรลุระดับฮั่วเสินอยู่แค่ปลายจมูกแท้ๆ

แต่ทว่า...

ทัณฑ์อัสนีสายสุดท้ายกลับรุนแรงถึงเพียงนี้

ทำเอาผู้เป็นสามีร่างแหลกเหลวไม่มีชิ้นดีในพริบตา

กลิ่นอายของจิตวิญญาณดั้งเดิมก็หายวับไปจนหมดสิ้น

แม้แต่กลิ่นอายแห่งมรรคาที่เคยปรากฏให้เห็นลางๆ ก็อันตรธานหายไปจนไร้ร่องรอย

นี่มันคือสัญญาณของจิตวิญญาณดั้งเดิมที่แตกสลายชัดๆ

พวกนางรู้สึกราวกับโลกทั้งใบถล่มลงมาตรงหน้า

“เฮ้อ”

กวนซินอี๋ถอนหายใจยาว เฉินผิงวางค่ายกลป้องกันเอาไว้ พวกนางทั้งสามคนไม่มีทางเข้าไปในลานรับทัณฑ์ของเฉินผิงได้เลยก่อนที่ค่ายกลจะสลายตัวไป

ในตอนนี้ ได้แต่มองดูร่างของเฉินผิงที่นั่งนิ่งเป็นศพด้วยความปวดร้าว

หัวใจของพวกนางหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนหิน

เดี๋ยวก่อน

ไม่ถูกสิ

กลิ่นอายกำลังฟื้นคืนมา?

กวนซินอี๋ดีใจจนเนื้อเต้น การรอดชีวิตหมายความว่าผ่านการรับทัณฑ์แล้ว หมายความว่าบรรลุระดับฮั่วเสินแล้ว

การพลิกผันสถานการณ์แบบหน้ามือเป็นหลังมือนี้ ทำเอานางร้องไห้โฮออกมาด้วยความดีใจ

ถึงกับร้องไห้โฮเสียงดังลั่น

เมื่ออวี๋หลิงชุนเห็นศิษย์พี่กวนร้องไห้หนักขนาดนั้น ความเศร้าโศกก็ถาโถมเข้ามา นางร้องไห้หนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

“หลิงชุนเอ๊ย เจ้าจะร้องไห้ทำไมนักหนา ฮือๆๆ”

“หลิงชุนร้องไห้เพราะเสียใจ ไม่มีท่านพี่แล้ว หลิงชุนก็ไม่อยากอยู่คนเดียว ศิษย์พี่ ท่าน...”

“ศิษย์พี่ไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจหรอก ฮึก”

“อ้าว?”

“เพราะดีใจต่างหากล่ะ”

อวี๋หลิงชุน: ???

“หลิงชุน เลิกร้องไห้ได้แล้ว ท่านพี่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านพี่กลายเป็นยอดคนระดับฮั่วเสินแล้ว” อวิ๋นหลิงซานเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจเช่นกัน

อวี๋หลิงชุนหันขวับไปมองที่หุบเขา น้ำตาก็ไหลพรากออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความปีติยินดี

นางแหงนหน้ามองฟ้า

สวรรค์ เจ้าโหดร้ายนัก แต่สุดท้ายก็ต้องยอมสยบให้สามีข้าอยู่ดีไม่ใช่หรือ?

แต่ทว่า...

“ศิษย์พี่ ทำไมเมฆดำของทัณฑ์สวรรค์ถึงยังไม่สลายไปอีกล่ะเจ้าคะ?”

กวนซินอี๋: ???

ห่างออกไปเกือบล้านลี้

ริมทะเลสาบ

“ท่านอาจารย์ จะไม่สังเกตการณ์จริงๆ หรือขอรับ?”

“ผู้เยาว์รับทัณฑ์ ยอดคนระดับฮั่วเสินอย่างข้ามีอะไรน่าดูนักหนา? ทัณฑ์อัสนีเลื่อนระดับของพวกระดับหยวนอิงกระจอกๆ หมายังไม่มองเลย”

ชายหนุ่มทอดสายตามองดูทัณฑ์อัสนีที่ค่อยๆ หายไป และกลิ่นอายแห่งมรรคาที่หลงเหลืออยู่:

“ท่านอาจารย์...”

ชายชราที่กำลังตั้งอกตั้งใจตกปลาไม่แม้แต่จะหันกลับมา น้ำเสียงของเขาราบเรียบ:

“ไม่ต้องดูแล้วล่ะ ตายแล้ว”

น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งความเศร้าหรือความยินดี ราวกับชาชินกับภาพเหตุการณ์เช่นนี้ไปเสียแล้ว

การผ่านทัณฑ์อัสนีแปดสายแรกมาได้อย่างราบรื่น แต่กลับมาตายเอาในทัณฑ์อัสนีสายสุดท้าย ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย

ในทางกลับกัน มันเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยมากเสียด้วยซ้ำ

ทัณฑ์อัสนีสายที่เก้า ถือเป็นทัณฑ์อัสนีที่ยากที่สุด อานุภาพของมันรุนแรงยิ่งกว่าทัณฑ์อัสนีแปดสายแรกรวมกันเสียอีก สามารถเด็ดหัวผู้ฝึกตนระดับหยวนอิงนับไม่ถ้วนได้อย่างง่ายดาย

“แต่ว่า ศิษย์มีความรู้สึกว่าคนผู้นี้ผ่านทัณฑ์อัสนีสายแรกๆ มาได้อย่างราบรื่นมาก กลิ่นอายแทบจะไม่ปั่นป่วนเลย ตามหลักแล้ว ไม่น่าจะมาตายง่ายๆ ในทัณฑ์อัสนีสายสุดท้ายแบบนี้ แถมยังไม่มีวี่แววว่าวิญญาณหยวนอิงจะหลบหนีออกมาเลยด้วยซ้ำ” ชายหนุ่มส่ายหน้า

ชายชราไม่ได้ ‘สังเกตการณ์’ การรับทัณฑ์ของเฉินผิงเลยตั้งแต่แรก จึงไม่รู้เรื่องราวความเป็นไปก่อนหน้านี้เลย เพิ่งจะมา ‘ดู’ ก็ตอนที่ได้ยินเสียงถอนหายใจของศิษย์รักในตอนท้ายนี่เอง

เมื่อได้ยินศิษย์พูดเช่นนั้น เขาก็ทำเพียงแค่ตอบกลับไปว่า:

“สรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นได้เสมอ จะเอาอะไรมาเป็น ‘ตามหลัก’ หรือ ‘ไม่ตามหลัก’ เล่า?”

“ตายแล้วก็คือตาย”

“ข้าเชื่อในสัมผัสของตัวเองเท่านั้น”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำ ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับ เขากลับสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายแห่งมรรคาที่จางหายไปนั้น กำลังค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา

“ท่านอาจารย์ สัมผัสของท่านก็ไม่ได้แม่นยำเสมอไปนะขอรับ”

ชายชรา: ...

“อะแฮ่ม ภาพลวงตามันสะท้อนออกมาไม่แม่นยำเองต่างหาก ไม่อย่างนั้นสัมผัสของข้าจะพลาดได้อย่างไร?”

“แต่ถึงอย่างนั้น คนผู้นี้ก็ไม่รอดอยู่ดี”

“ศิษย์เอ๋ย ลองมองดูท้องฟ้าสิ”

บนท้องฟ้า เมฆดำหนาทึบ ภายในวังวนเมฆดำขนาดยักษ์ มีมังกรสายฟ้านับไม่ถ้วนกำลังแหวกว่ายอยู่

นั่นไม่ใช่คลื่นควันหลงของทัณฑ์อัสนีสายที่เก้าที่ยังไม่ทันสลายไป

แต่เป็นทัณฑ์อัสนีสายใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ต่างหาก

สายฟ้านั้นเป็นสีทองม่วง——

——ทัณฑ์อัสนีสายที่สิบ

——อัสนีล้างบางทองม่วง

ชายหนุ่มตกตะลึง คนผู้นี้ดึงดูดอัสนีล้างบางทองม่วงมาได้เชียวหรือ

เมื่อมองดูทัณฑ์อัสนีที่กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้า เขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาเข้าใจความหมายของอาจารย์แล้ว

ผู้ฝึกตนที่เลือกมารับทัณฑ์ในป่าเขาแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ใช่ศิษย์อัจฉริยะของสำนักหรือตระกูลใหญ่ๆ หรอก

แม้จะไม่รู้ว่าใช้วิธีใดถึงผ่านทัณฑ์อัสนีเก้าสายแรกมาได้

แต่สำหรับทัณฑ์อัสนีสายที่สิบนี้ วิธีการพลิกแพลงใดๆ ก็ดูจะไร้ความหมายไปเสียหมด

ที่พึ่งพาได้มีเพียงตัวเองเท่านั้น

ส่วนผู้ฝึกตนอิสระที่มารับทัณฑ์ในป่าเขาโดยไร้รากฐาน แทบไม่เคยมีใครได้ยินว่าสามารถดึงดูดอัสนีล้างบางทองม่วงมาได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการรับทัณฑ์ผ่านเลย

การรับทัณฑ์นั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ

หุบเขาน้ำแข็ง

เฉินผิงรู้สึกชาหนึบไปทั้งหนังศีรษะ

เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?

ทำไมถึงกระตุ้นทัณฑ์อัสนีสายที่สิบขึ้นมาได้ล่ะ?

เซียนจื่อปี้หยวนไม่อยู่ ข้าคนเดียวก็กระตุ้นได้งั้นหรือ?

สายฟ้านี้ไม่ได้มีไว้ฟาดพวกอัจฉริยะหรอกหรือ?

ข้าไม่ใช่อัจฉริยะนะ

ภาพที่เคยถูกอัสนีล้างบางทองม่วงโจมตีจนเกือบวิญญาณแตกซ่านในตอนนั้น ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ

แต่หลังจากตั้งสติได้ จิตใจของเขาก็กลับมาสงบนิ่งดุจผิวน้ำ

ตอนที่เพิ่งเข้าสู่ระดับหยวนอิง เขาก็เคยถูกสายฟ้าทองม่วงโจมตีมาแล้ว หลายปีมานี้ เพื่อเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้นี้ เขาก็ได้เตรียมการไว้อย่างพร้อมสรรพแล้ว

ต่อให้เป็นอัสนีล้างบางทองม่วง ก็ต้องเดินฝ่าไปให้ได้อย่างสง่างาม

เข้ามาเลย

ก็แค่อัสนีล้างบางทองม่วงไม่ใช่หรือ?

จะทำอะไรข้าได้ล่ะ?

บนยอดเขาหิมะ กวนซินอี๋มองดูสายฟ้าสีทองม่วงที่ทวีความน่าสะพรึงกลัวขึ้นเรื่อยๆ ในใจร้อนรนดั่งไฟสุม

เดินวนไปวนมาพลางบ่นพึมพำไม่หยุด

“บ้าเอ๊ย เฉินผิงมันไปทำเวรทำกรรมอะไรเอาไว้นักหนา ถึงได้ดึงดูดอัสนีล้างบางทองม่วงลงมาได้เนี่ย”

“หลายร้อยปีมานี้ ไม่เคยได้ยินเลยว่ามีใครรับทัณฑ์อัสนีล้างบางทองม่วงผ่านได้”

“นั่นมันทัณฑ์สวรรค์สำหรับคนจริงๆ หรือ? ผู้ฝึกตนอิสระอย่างเจ้าจะไปทนรับไหวได้อย่างไร?”

“ก็บอกแล้วว่าอย่าไปบ้าผู้หญิงให้มากนัก ไม่ยอมเชื่อฟังศิษย์พี่ เห็นไหมล่ะ ไปขัดใจสวรรค์เข้าจนได้”

“...ศิษย์น้อง อดทนไว้นะ”

“ศิษย์พี่เชื่อในตัวเจ้านะ”

“...”

ในหุบเขา

กลิ่นอายรอบตัวเฉินผิงแผ่ซ่านออกไป เขาลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางวังวนเมฆดำที่ม้วนตัวไปมา

เมฆดำบนท้องฟ้าทวีความน่าสะพรึงกลัวขึ้นเรื่อยๆ สีของสายฟ้าในหมู่เมฆก็เข้มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นสีทองม่วง

มังกรสายฟ้าที่เต้นระบำอยู่ในหมู่เมฆพากันมารวมตัวกัน จนกลายเป็นลูกบอลสายฟ้าขนาดยักษ์

“เปรี้ยง!”

เสาสายฟ้าสีทองม่วงขนาดมหึมาฟาดลงมา ราวกับดาบยักษ์อันไร้เทียมทาน แฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำเอาผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมอง พุ่งตรงเข้าใส่เฉินผิงอย่างจัง

“กายาจักรพรรดิ จงตื่นขึ้น!”

เฉินผิงมีบทเรียนจากครั้งก่อน เขาจึงเพ่งสมาธิ ทำให้ทั่วทั้งร่างเปล่งประกายแสงสีทองอร่ามในพริบตา เกล็ดที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายปรากฏขึ้นมาปกคลุมทั่วทั้งร่างในชั่วอึดใจ ก่อตัวเป็นภาพมายาอันตระการตา ปรากฏขึ้นรอบตัวเฉินผิง

กลายเป็นโล่ที่แข็งแกร่งที่สุด

“เปรี้ยง!”

เสาแสงปกคลุมพื้นที่ไปกว่าครึ่งของหุบเขา

เต่าวิญญาณหลวนแสงเผาไหม้แม่ที่อยู่ในถ้ำ ส่งเสียงร้องครางออกมาอย่างอึดอัด

เกล็ดภายในร่างของเฉินผิงถูกกระชากหลุดออกไปหลายแผ่นในพริบตา

ผิวหนังภายนอกกลับมาแหลกเหลวไม่มีชิ้นดีอีกครั้ง

ทั่วทั้งร่างถูกปกคลุมไปด้วยสายฟ้าสีทองม่วง ราวกับถูกห่อหุ้มไว้ในลูกบอลสายฟ้า

สายฟ้าสีทองม่วงพุ่งทะลวงเข้าสู่จุดตันเถียนอย่างต่อเนื่อง โจมตีวิญญาณหยวนอิง ลำแสงสายฟ้าสาดกระเซ็นไปทั่วจุดตันเถียน ทำให้จุดตันเถียนตกอยู่ในภาวะวิกฤต

เฉินผิงขมวดคิ้วแน่น ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม

เขากระตุ้นกำไลที่ข้อมือของวิญญาณหยวนอิงหลักอีกครั้ง ปล่อยหมอกสีม่วงออกมาเป็นจำนวนมาก

ในใจลึกๆ เขาแอบเสียใจที่ไปกระตุ้นกำไลสีม่วงตอนรับทัณฑ์สายที่เก้า เพราะสีม่วงมันก็มีวันหมดไปเหมือนกัน

แต่ทว่า ในตอนนั้นเอง สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

ในเสี้ยววินาทีที่กำไลถูกกระตุ้น อัสนีล้างบางทองม่วงในร่างกายกลับหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทาง เลิกโจมตีวิญญาณหยวนอิง แล้วหันไปพุ่งเข้าใส่กำไลสีม่วงอย่างพร้อมเพรียงกัน

ไม่ ไม่ใช่การโจมตี

แต่เป็นการถูกกำไลดูดกลืนเข้าไปต่างหาก

หมอกสีม่วงจำนวนมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่กำไลอย่างต่อเนื่อง กำไลเองก็ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของมันก็หนักแน่นและทรงพลังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แต่ตอนนี้เฉินผิงไม่มีเวลามานั่งประหลาดใจ เขาจดจ่ออยู่กับวิญญาณหยวนอิงคู่เพียงอย่างเดียว

แม้อัสนีล้างบางทองม่วงจะถูกกำไลดูดซับไป แต่ด้วยความที่ทัณฑ์อัสนีมีอานุภาพมหาศาล ก็ยังมีลำแสงสายฟ้าบางส่วนที่เล็ดลอดไปโจมตีส่วนต่างๆ ของจุดตันเถียนอย่างไม่เลือกหน้า

รวมถึงวิญญาณหยวนอิงด้วย

“เก็บ”

เมื่อเฉินผิงตะโกนก้องในใจเป็นครั้งสุดท้าย คลื่นควันหลงของทัณฑ์อัสนีในร่างกายก็สลายไปจนเกือบหมด

ถึงตอนนี้ ทัณฑ์อัสนีสายที่สิบก็ถือว่าผ่านพ้นไปได้แล้ว

“ฟู่”

เฉินผิงพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา

โชคดีนะ

ความเสียหายไม่มากเท่าไหร่

ตอนนี้เขาไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ถูกอัสนีล้างบางทองม่วงฟาดจนจิตวิญญาณดั้งเดิมเกือบแตกซ่านคนนั้นอีกต่อไป

การรับทัณฑ์ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นนี่นา

เดี๋ยวก่อนนะ

ทำไมข้ารับทัณฑ์เสร็จแล้ว วิญญาณหยวนอิงถึงยังไม่เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วอีกล่ะ?

เฉินผิงเงยหน้ามองฟ้า

ให้ตายเถอะ

ยังมาอีกหรือ!!!

จะเอาให้ตายกันไปข้างเลยใช่ไหม!!

ห่างออกไปเกือบล้านลี้

ริมทะเลสาบ

“ท่านอาจารย์ คนผู้นี้รับทัณฑ์สำเร็จแล้วขอรับ” ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้น หันกลับมายิ้มแฉ่ง:

“ท่านอาจารย์ สัมผัสของท่านถดถอยลงแล้วนะขอรับ”

“อะแฮ่ม” ชายชรานั่งนิ่งอยู่บนผิวน้ำ “เป็นเพราะภาพลวงตานั่นแหละ เป็นเพราะภาพลวงตา ไม่ใช่ความผิดของข้าหรอก”

“แต่ก็น่าประหลาดใจจริงๆ คนผู้นี้มีฝีมือไม่เบาเลยนะเนี่ย จุ๊ๆ ขนาดอัสนีล้างบางทองม่วงยังฆ่าไม่ตาย”

ชายหนุ่มมองอาจารย์ของตน

นานๆ ทีจะได้ยินอาจารย์ชมใครสักคน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะเนี่ย

ชายหนุ่มเอ่ยถาม: “ท่านอาจารย์ ทำอย่างไรถึงจะดึงดูดอัสนีล้างบางทองม่วงมาได้ขอรับ?”

ชายชราตอบ: “เมื่อเจ้าแข็งแกร่งพอ อัสนีล้างบางทองม่วงก็จะมาหาเจ้าเองแหละ”

“งั้น... ท่านอาจารย์คิดว่าศิษย์มีโอกาสจะดึงดูดอัสนีล้างบางทองม่วงมาได้ไหมขอรับ?” ชายหนุ่มยิ้มแห้งๆ

“...อืม แน่นอนสิ”

“ท่านอาจารย์ ทำไมท่านตอบดูฝืนๆ จังเลยล่ะขอรับ?”

“คอแห้งน่ะ”

“แล้วท่านอาจารย์ตอนนั้นเคยดึงดูดอัสนีล้างบางทองม่วงมาได้บ้างไหมขอรับ?”

“หืม? ศิษย์เอ๋ย เราอย่าคุยเรื่องไร้สาระพวกนี้กันเลยดีกว่า มาๆ มาตกปลากัน ข้าสัมผัสได้ว่าไอ้ตัวที่อยู่ในทะเลสาบมันขยับแล้วนะ”

ชายหนุ่มเหินร่างขึ้นไปแล้วร่อนลงข้างๆ อาจารย์ ยกคันเบ็ดขึ้นมาเตรียมตกปลา เหลือบมองอาจารย์ของตน:

“ท่านอาจารย์ ตกปลาก็ตกปลาไปสิขอรับ ทำไมท่านต้องหันหลังให้ทะเลสาบด้วยล่ะ?”

ชายชราหันหลังให้ทะเลสาบ หันหน้าไปทางทิศเหนือที่กำลังมีคนรับทัณฑ์อยู่:

“เจ้าตกไปเถอะ”

“ข้าจะดูคนรับทัณฑ์”

ชายหนุ่ม: ...

ท่านอาจารย์ ท่านเพิ่งจะบอกไปไม่ใช่หรือว่าหมายังไม่มองเลย?

เดี๋ยวก่อนนะ

รับทัณฑ์งั้นหรือ?

ชายหนุ่มหันขวับกลับไปมอง

ที่นั่น ทัณฑ์อัสนีที่ดุร้ายยิ่งกว่าอัสนีล้างบางทองม่วงกำลังก่อตัวขึ้น

บนยอดเขาหิมะ

กวนซินอี๋มองดูอวี๋หลิงชุนทั้งสองคนที่กำลังดีใจจนน้ำตาไหล แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

อัสนีล้างบางทองม่วงนั้นน่ากลัวมากเสียจนพวกนางทั้งสามคนต้องถอยร่นออกไปอีกสองยอดเขาในตอนที่มันฟาดลงมา

วินาทีที่สายฟ้าฟาดลงมา นางแทบไม่กล้าลืมตาดูเลยด้วยซ้ำ

แต่ใครจะไปคิดว่า ศิษย์น้องของนางที่ดูเรียบง่ายและไม่ชอบทำตัวโดดเด่น จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปได้อีกครั้ง

เรื่องนี้ทำให้นางทั้งดีใจและประหลาดใจอย่างยิ่ง

ศิษย์น้องไปเก่งกาจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

แม้แต่ท่านบรรพชนในอดีต ก็ยังดึงดูดอัสนีล้างบางทองม่วงมาไม่ได้เลยนะ

นางแอบสูดจมูกเบาๆ อย่างไม่ตั้งใจ แล้วแหงนหน้าขึ้น

แต่พอแหงนหน้าขึ้นไปมอง หัวใจก็กระตุกวูบอีกครั้ง

ยังมีทัณฑ์อัสนีอีกสายงั้นหรือ?

“ศิษย์พี่ เหมือนว่าจะมีทัณฑ์อัสนีอีกสายใช่ไหมเจ้าคะ?” ในตอนนั้นเอง อวิ๋นหลิงซานทั้งสองคนก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเมฆดำเช่นกัน

อวี๋หลิงชุนเข่าอ่อนยวบลงไปอีกครั้ง

กวนซินอี๋ยืนเงียบกริบ

แต่ในใจกลับร้อนรนดั่งไฟสุม

“ศิษย์น้องเอ๊ย เจ้าไปทำเวรทำกรรมอะไรเอาไว้กันแน่เนี่ย?”

“เอาล่ะสิทีนี้”

“ทัณฑ์อัสนีสายที่สิบเอ็ด ทัณฑ์อัสนีประหารเทพเก้าชั้นฟ้า เจ้าช่างรู้หรือไม่ว่า ทัณฑ์อัสนีประหารเทพเก้าชั้นฟ้ามันไม่ได้ปรากฏมานานแค่ไหนแล้ว?”

“นี่มันทัณฑ์อัสนีที่รุนแรงที่สุดในระดับฮั่วเสินเลยนะเว้ย”

แต่ถึงจะร้อนรนแค่ไหน ก็ทำได้เพียงแค่เฝ้าดูอยู่เงียบๆ เท่านั้น

การรับทัณฑ์เป็นเรื่องที่ไม่มีใครช่วยได้ ต้องพึ่งพากำลังของตัวเองในการฝ่าฟันไปให้ได้เท่านั้น

ภายในหุบเขา

เฉินผิงยิ้มเจื่อนๆ ไม่นึกเลยว่าตัวเองจะดึงดูดทัณฑ์อัสนีที่รุนแรงที่สุดในการทะลวงสู่ระดับฮั่วเสินมาได้... ทัณฑ์อัสนีประหารเทพเก้าชั้นฟ้า

สวรรค์ช่างให้เกียรติข้าจริงๆ นะ

คนที่มีร่างกายแบบข้า กว่าจะทะลวงระดับฮั่วเสินได้ก็ปาเข้าไปเกือบแปดร้อยปีแล้ว ท่านยังจะประทานทัณฑ์อัสนีที่รุนแรงที่สุดมาให้อีกหรือ?

ท่านคงเข้าใจผิดแล้วล่ะมั้ง

ทัณฑ์อัสนีประหารเทพเก้าชั้นฟ้า ตามชื่อของมันเลย คือทัณฑ์อัสนีที่ใช้ประหารเทพ

อานุภาพของทัณฑ์อัสนีสายนี้ รุนแรงกว่าทัณฑ์อัสนีสิบสายแรกรวมกันเสียอีก มันอยู่คนละระดับกันเลย

ภายใต้ทัณฑ์อัสนีสายนี้ ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนที่เก่งกาจแค่ไหน ก็ยังมีโอกาสรอดแค่หนึ่งในสิบเท่านั้น

และคนที่รอดมาได้ ก็ต้องแลกด้วยชีวิตไปเกินครึ่ง

‘หรือว่าต้องยอมสละวิญญาณหยวนอิงรองไปจริงๆ ?’

เฉินผิงจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างตั้งใจ

หากไม่ถึงคราวคับขันจริงๆ เขาก็ไม่อยากสูญเสียวิญญาณหยวนอิงรองไป

แต่ถ้ามันเป็นอันตรายถึงชีวิต เขาก็พร้อมจะทิ้งทุกอย่าง

บนท้องฟ้า แม้แต่เมฆดำก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองม่วงแล้ว

ทัณฑ์อัสนีประหารเทพเก้าชั้นฟ้ายังคงเป็นสีทองม่วง ซึ่งเป็นการสานต่อจากอัสนีล้างบางทองม่วง

แต่สิ่งที่แตกต่างจากอัสนีล้างบางทองม่วงก็คือ ทัณฑ์อัสนีสายนี้ไม่ได้เป็นเสาแสงขนาดยักษ์อีกต่อไป แต่กลับก่อตัวเป็นใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัวของสายฟ้าอยู่บนท้องฟ้า

ใบหน้าสายฟ้านั้นใหญ่โตจนบดบังแสงอาทิตย์ ราวกับเทพเจ้าที่กำลังจ้องมองลงมายังโลกมนุษย์

“หึ!”

“อย่างเจ้าเนี่ยนะคู่ควร?”

เฉินผิงได้ยินสองเสียงนี้ดังก้องกังวานอยู่ในใจอย่างชัดเจน ทำเอาจิตวิญญาณดั้งเดิมของเขาสั่นสะท้านไปหมด

เฉินผิงรวบรวมสมาธิ ไม่วอกแวก

‘ชำระล้างพายุฝนที่โหมกระหน่ำ พลิกผันวันเวลาและแสงตะวัน’

‘เข้ามาเลย’

‘การที่ข้ามาเยือนดินแดนแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ ก็ถือเป็นการรับทัณฑ์อยู่แล้ว ผู้คนและเรื่องราวมากมายที่พานพบตลอดหลายร้อยปีมานี้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ล้วนเป็นดั่งทัณฑ์สวรรค์ที่ต้องฝ่าฟัน แล้วการรับทัณฑ์ในตอนนี้มันจะต่างกันตรงไหน?’

จิตใจของเฉินผิงหนักแน่นดั่งศิลา มั่นคงไม่คลอนแคลน

ทัณฑ์อัสนีประหารเทพเก้าชั้นฟ้างั้นหรือ?

‘ข้าคู่ควรหรือไม่ ข้าเป็นคนตัดสินเอง’

มาเลย

“เปรี้ยง!”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 520 - ข้าคือยอดคนระดับฮั่วเสิน (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว