- หน้าแรก
- คู่รักทะลุมิติยุค เจ็ดศูนย์ พกมิติวิเศษเกาะขอบสนามรอดูความบรรลัย
- บทที่ 19 คว่ำโต๊ะ
บทที่ 19 คว่ำโต๊ะ
บทที่ 19 คว่ำโต๊ะ
บทที่ 19 คว่ำโต๊ะ
ภรรยาของหัวหน้าหลี่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก "ถ้าอย่างนั้นก็พอไหวค่ะ แต่ทางตระกูลกู้เขาจะยอมหรือคะ"
แม้โดยปกติเธอจะไม่ค่อยเข้าไปก้าวก่ายเรื่องภายในบ้านของใคร แต่ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่ากู้ไอ่เย่คนนั้นพอเมียตายก็รีบคว้าเมียใหม่เข้าบ้านทันที แถมยังมีลูกแฝดชายหญิงตามออกมาอีกหนึ่งคู่ ไม่ต้องบอกก็จินตนาการออกว่ากู้เจิ้นสือต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างกล้ำกลืนฝืนทนเพียงใด
หัวหน้าหลี่ยิ้มกริ่ม "ห้องในตึกแฟลตนั่นลงชื่อกู้เจิ้นสือเป็นผู้ครอบครองไว้แต่แรก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คงจัดการได้ไม่ยาก"
เมื่อได้ยินดังนั้น ภรรยาของหัวหน้าหลี่ก็รีบเก็บข้าวของจากตะกร้าเข้าห้องด้วยความยินดี "ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาค่ะ คราวหน้าถ้าเสี่ยวกู้มาอีก ฉันคงต้องฝากถามเสียหน่อยว่าญาติของเขามีน้ำตาลทรายแดงบ้างไหม เสี่ยวหลานกำลังอยู่ไฟพอดี ตอนนี้กำลังขาดแคลนของพวกนี้อยู่เชียว"
อีกด้านหนึ่ง หลังจากกู้เจิ้นสือไปที่บ้านหัวหน้าหลี่ ลู่หมิงจิ๋วก็กลับมาที่บ้านตระกูลลู่ก่อน
เฮ้อ ก่อนจะย้ายออกไปกับเสี่ยวสื่อ เพื่อรักษาชื่อเสียงของตัวเองเอาไว้ เธอจะเที่ยวเตร่ไม่กลับบ้านทั้งคืนก็คงจะไม่งามนักใช่ไหมล่ะ
ทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา ลู่เม่ยเม่ยที่กำลังถือชามข้าวอยู่ก็ถึงกับตัวสั่นเทิ้ม ก่อนจะเหลือบมองไปทางลู่ซิ่งกั๋วที่นั่งอยู่ข้างๆ
หลี่ซิ่วเหมยวางชามลงกระแทกโต๊ะเสียงดังปัง "ในที่สุดก็รู้จักกลับมาเสียทีนะ หายหัวไปทั้งวันไม่โผล่เข้าบ้าน ไม่รู้ไปแรดที่ไหนมา ไหนบอกว่าไม่อยากแต่งงานไง ฉันว่าแกต้องมีชู้รอนอกบ้านแน่ๆ"
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ลู่ซิ่งกั๋วก็เอ่ยขัดขึ้นด้วยเสียงอันดัง "พูดจาเลอะเทอะอะไรของแก!"
เขาปั้นหน้ายักษ์พลางวางชามลง "นั่นมันคำพูดที่คนเป็นแม่ควรใช้พูดกับลูกสาวตัวเองหรือไง ไปเที่ยวเตร่อะไรกัน ไม่กลัวชาวบ้านชาวช่องเขาได้ยินแล้วจะพลอยอับอายขายหน้าไปด้วยเหรอ"
ยิ่งมองหลี่ซิ่วเหมย เขาก็ยิ่งรู้สึกรำคาญใจ เมื่อก่อนเขาไม่ทันสังเกตเลยว่าหลี่ซิ่วเหมยจะโง่เง่าได้ขนาดนี้ การเที่ยวไปใส่ความลูกสาวตัวเองแบบนั้น ถ้าคนนอกเชื่อขึ้นมาจริงๆ มีหรือที่จ้าวชิ่งไหลจะยังยอมควักเงินก้อนโตมาซื้อตัวลู่หมิงจิ๋วอยู่อีก
ราคาที่ฝ่ายนั้นยอมจ่าย ก็เพราะต้องการเด็กสาวที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องเท่านั้น
ลู่หมิงจิ๋วเมินเฉยต่อการแสดงบท "ตบหัวแล้วลูบหลัง" ของทั้งคู่ สมัยที่เจ้าของร่างเดิมยังอยู่ ลู่ซิ่งกั๋วก็มักจะทำตัวแบบนี้ เขาจะปล่อยให้หลี่ซิ่วเหมยดุด่าตบตีลูกสาวไปตามใจชอบ แต่พอเห็นว่าหลี่ซิ่วเหมยเริ่มจะล้ำเส้นเกินไป เขาก็จะทำทีเป็นฮีโร่ขี่ม้าขาวเข้ามาช่วย
พอนานวันเข้า มันก็ทำให้เจ้าของร่างเดิมตื้นตันใจจนอยากจะสละทุกอย่างเพื่อทดแทนพระคุณเขา
เธอกวาดสายตามองชามและตะเกียบที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วยิ้มเยาะ "โอ๊ะ มีเงินซื้อชามใหม่มาใช้แล้วเหรอคะ"
คราวก่อนเธอขว้างชามทิ้งจนเกลี้ยงบ้าน ชามที่วางอยู่บนโต๊ะตอนนี้ดูเหมือนหลี่ซิ่วเหมยจะไปหาซื้อมาแก้ขัด
ทันทีที่สิ้นคำพูด ทุกคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะต่างก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ลู่เม่ยเม่ยรีบกอดชามในมือไว้แน่น หากพี่รองขว้างชามของเธอทิ้งอีก แม่ไม่มีทางควักเงินซื้อให้ใหม่แน่ๆ
ลู่หมิงจิ๋วส่งสายตาชื่นชมให้ลู่เม่ยเม่ย เด็กคนนี้หูไวตาไวใช้ได้เลยทีเดียว
หลี่ซิ่วเหมยถลึงตาใส่เธออย่างอาฆาต "แกยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ แกขว้างชามทิ้งทั้งบ้าน แกต้องชดใช้เงินคืนให้ฉันด้วย ฉันจะหักเงินก้อนนี้ออกจากค่าตัวแกนั่นแหละ รอให้จ้าวชิ่งไหลมา..."
ลู่หมิงจิ๋วไม่รอช้า เธอสืบเท้าเข้าไปใกล้แล้วใช้มือคว่ำโต๊ะกินข้าวอย่างรวดเร็ว วินาทีต่อมา เสียงถ้วยโถโอชามแตกกระจายก็ดังระงมไปทั่วพื้นห้อง นอกจากชามที่ลู่เม่ยเม่ยกอดไว้แน่นแล้ว อย่างอื่นต่างก็ลงไปกองรวมกันอยู่ที่พื้นหมด
เธอสำรวจดูแล้วว่าอาหารบนโต๊ะถูกกินไปเกือบหมด ดังนั้นนี่จึงไม่ถือว่าเป็นการกินทิ้งกินขว้าง แต่เป็นการผลาญเงินของตระกูลลู่ต่างหาก
ลู่หมิงจิ๋วเอ่ยขึ้น "จ้าวชิ่งไหลอะไรกัน ดูท่าพวกคุณยังไม่เลิกคิดจะขายลูกสาวกินอีกสินะ ช่างเยียวยาไม่ได้จริงๆ พรุ่งนี้ฉันจะไปแจ้งความจับพวกคุณ"
หลี่ซิ่วเหมยแผดเสียงคำรามด้วยความเหลือเชื่อ "อีเด็กเวรนี่ ดูซิว่าฉันจะตบแกให้ตายคามือไหม!"
ลู่หมิงจิ๋วไม่คิดจะเสียแรงปะทะด้วย เธอวิ่งกลับเข้าห้องเพียงไม่กี่ก้าวแล้วลงกลอนประตู ปล่อยให้หลี่ซิ่วเหมยยืนด่าทอโวยวายอยู่ข้างนอกไปตามลำพัง
ลู่หมิงจิ๋วตะโกนสวนออกมา "ถ้าด่าอีกคำเดียว พรุ่งนี้ฉันจะไปที่โรงงานแล้วป่าวประกาศให้ทั่วเลยว่าครอบครัวคุณขายลูกสาวกินยังไงบ้าง"
"อีเด็กเปรต อีตัวล้างผลาญ!" คำหยาบคายพรั่งพรูออกมาจากปากหลี่ซิ่วเหมยไม่ขาดสาย
"หุบปาก!" เสียงที่ดังกว่าตวาดหยุดเธอไว้ นั่นคือเสียงของลู่ซิ่งกั๋ว
ลู่ซิ่งกั๋วถลึงตาใส่หลี่ซิ่วเหมยจนเธอต้องเงียบกริบลงทันที
เธอมองลู่ซิ่งกั๋วด้วยท่าทางกลัวๆ "คุณคะ"
ลู่ซิ่งกั๋วเอ่ย "ฉันบอกให้หุบปากไง เข้าห้องไปซะ"
เมื่อเห็นหลี่ซิ่วเหมยเดินเลี่ยงไปแล้ว ลู่ซิ่งกั๋วก็เดินมาที่หน้าประตูห้องแล้วเอ่ยว่า "หมิงจิ๋ว แม่เขาแค่โกรธจนหน้ามืดตามัวไปชั่วขณะน่ะ อย่าถือสาแม่เขาเลยนะ เรื่องเงินค่าชามอะไรนั่นลูกไม่ต้องจ่ายหรอก พ่อจะไม่ยอมให้ลูกต้องแต่งงานกับจ้าวชิ่งไหลคนนั้นแน่ๆ สบายใจได้นะ"
แม้ปากจะพร่ำบอกคำปลอบโยน แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม ลู่เม่ยเม่ยที่บังเอิญสบตาพ่อเข้าพอดีถึงกับตัวสั่นขึ้นมาอีกรอบ
เธอมองดูพี่ชายคนที่สามที่กำลังโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง แล้วก็เริ่มไม่เข้าใจว่าครอบครัวของเธอเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อก่อนพี่รองเป็นคนว่าง่ายที่สุดในบ้าน ไม่ว่าแม่จะด่าว่าอย่างไรเธอก็ไม่เคยเถียง แถมยังก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านทุกอย่าง
ทุกอย่างมันเริ่มพังทลายลงตั้งแต่พี่รองไม่ยอมแต่งงานกับผู้อำนวยการคนนั้น ถ้าพี่รองยอมตกลงแต่งกับคนตระกูลจ้าวไปเสียแต่แรกก็คงจะดีกว่านี้ไม่ใช่หรือ ถึงจะรู้ว่าจ้าวชิ่งไหลคนนั้นจะอายุมากไปหน่อย แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นถึงผู้อำวยการ แถมเงินเดือนยังสูงลิบ
แม่เคยบอกว่าถ้าพี่รองแต่งเข้าไปที่นั่นจะได้เสวยสุขมีชีวิตที่สุขสบาย เธอไม่เข้าใจเลยว่าพี่รองยังจะไม่พอใจอะไรอีก
เมื่อได้ยินคำพูดมุสาของลู่ซิ่งกั๋ว ลู่หมิงจิ๋วที่อยู่ในห้องก็ได้แต่กลอกตาใส่ ตาแก่นี่คิดว่าเธอเป็นเด็กสามขวบที่จะยอมเชื่อเรื่องโกหกพกลมของเขาหรือไง
ตกดึก ลู่หมิงจิ๋วก็เข้าไปในมิติ ห้องนอนของเธอมีเพียงกำแพงกั้นกลางระหว่างห้องของลู่ซิ่งกั๋วเท่านั้น หลังจากเข้ามิติแล้ว เธอเดินไปทางซ้ายสองก้าวแล้วใช้พลังจิตคอยจับความเคลื่อนไหวสถานการณ์ภายนอก
เสียงพูดคุยของลู่ซิ่งกั๋วและหลี่ซิ่วเหมยดังแว่วเข้าหูเธออย่างชัดเจน
น้ำเสียงของเขาดุดัน "นังเด็กนี่เริ่มคุมยากขึ้นทุกที เราจะปล่อยให้ล่วงเลยไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว วันอาทิตย์นี้แกไปส่งข่าวบอกจ้าวชิ่งไหลให้มาทานข้าวที่บ้านเรา"
หลี่ซิ่วเหมยพยักหน้าเห็นด้วย "จริงที่สุดค่ะ แค่ไม่กี่วันอีเด็กเวรนี่ก็กล้าคว้าโต๊ะคว่ำใส่กันแล้ว ถ้าไม่รีบจับมันแต่งออกไป มันคงได้รื้อบ้านทิ้งแน่ๆ"
พอนึกถึงชามที่แตกกระจาย หลี่ซิ่วเหมยก็รู้สึกปวดใจเหลือเกิน กว่าเธอจะรวบรวมเงินไปซื้อชามใหม่มาได้ในช่วงสองวันที่ผ่านมา กลับถูกขว้างแตกอีกแล้ว นี่มันเงินทั้งนั้นเลยนะ
เธอหันไปมองลู่ซิ่งกั๋ว "แล้วถ้าอีเด็กนั่นไหวตัวทันขึ้นมาล่ะคะ"
หลี่ซิ่วเหมยเริ่มกังวล เพราะยัยเด็กคนนี้ไม่ได้เล่นตามกติกาเลยสักนิด มีที่ไหน ลูกสาวที่ไหนจะมาคว่ำโต๊ะใส่พ่อแม่เพียงเพราะคุยกันไม่ถูกคอแค่ไม่กี่คำ
ลู่ซิ่งกั๋วถลึงตาใส่เธอ "ฉันบอกแล้วไงว่าช่วงสองสามวันนี้ให้ทำดีกับมันหน่อยเพื่อให้มันตายใจ แต่พอวันนี้มันกลับมาถึงบ้านแกก็ดันไปแผดเสียงด่ามันซะงั้น ทะเลาะกับมันทุกวันแบบนี้ เป็นใครเขาก็คงไม่เชื่อแกหรอก"
หลี่ซิ่วเหมยอยากจะอ้าปากเถียงเพื่อปกป้องตัวเองบ้าง แต่พอเห็นสีหน้าของลู่ซิ่งกั๋วเธอก็ไม่กล้าทำได้เพียงพยักหน้าอย่างคนขลาดกลัว "ทราบแล้วค่ะ"
ลู่ซิ่งกั๋วตบไหล่เธอเบาๆ "อดทนแค่อีกไม่กี่วันนี้เท่านั้นแหละ พอจ้าวชิ่งไหลมาถึง ฉันจะแอบใส่ยาลงไป ถึงตอนนั้นเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้ว มันจะอยากแต่งหรือไม่แต่งก็ไม่ใช่เรื่องที่มันจะมาตัดสินใจได้อีกต่อไป"
สีหน้าของลู่ซิ่งกั๋วเหี้ยมเกรียมขึ้น ลู่หมิงจิ๋วคือลูกสาวของเขา ดังนั้นเธอจึงมีหน้าที่ต้องเสียสละเพื่อครอบครัวนี้ เรื่องที่เธอจะแต่งงานหรือไม่นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะกำหนดเองได้
พอนึกถึงงานที่ลูกชายทั้งสองคนกำลังจะได้ทำ หลี่ซิ่วเหมยก็รู้สึกลิงโลดใจขึ้นมาทันทีพลางพยักหน้าตกลงอย่างรวดเร็ว
ภายในมิติ สีหน้าของลู่หมิงจิ๋วเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ เดิมทีเธอคิดว่าต่อให้ครอบครัวนี้จะเลวร้ายแค่ไหน อย่างน้อยพวกเขาก็เลี้ยงดูเจ้าของร่างเดิมมา และที่ผ่านมาพวกเขาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเธออยู่แล้ว รอให้เธอและเสี่ยวสื่อย้ายออกไปในอีกไม่กี่วันนี้ เธอก็ว่าจะไม่เอาความอะไรอีก แต่ใครจะไปรู้ว่าครอบครัวนี้ช่างเป็นพวกประเภทไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาของจริง