เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 560 - [วิญญาณแฝด]

บทที่ 560 - [วิญญาณแฝด]

บทที่ 560 - [วิญญาณแฝด]


บทที่ 560 - [วิญญาณแฝด]

เมื่อแผ่นหลังของหลินผิงและ "หลี่เฉียง" หายเข้าไปหลังม่านประตูเต็นท์อันหนาหนักและมืดมิดทีละคน

เสียงโหวกเหวกโวยวายบริเวณนอกประตูเมืองทิศใต้ก็ค่อยๆ สงบลง

สายลมยังคงพัดโชย หอบเอากลิ่นคาวเลือดฉุนกึกและกลิ่นเหม็นไหม้ของซากสัตว์อสูรมาด้วย

หานเยวี่ยถือ [เขี้ยวสุนัขวิญญาณน้ำแข็ง] ปลายกระบี่ชี้เฉียงลงพื้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ

ร่างของซุนซื่อกลืนหายเข้าไปในเงาของกำแพงเมืองไปครึ่งตัวแล้ว กริชสีม่วงเข้มพลิกหมุนไปมาบนปลายนิ้วอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับอสรพิษที่พร้อมจะฉกเหยื่อได้ทุกเมื่อ

สือเหล่ยกระแทกโล่ยักษ์อันหนักอึ้งลงกับพื้นอย่างแรง ร่างอันใหญ่โตกั้นขวางอยู่ด้านหน้าราวกับกำแพง

เฉินหยวนฝูหิ้วค้อนยักษ์ อวิ๋นตั่วกำคทาแน่น ถังโต้วนั่งอยู่ขอบห้องโดยสารของรถเจาะเกล็ดน้ำแข็ง สมาชิกหลักทุกคนปักหลักเฝ้าอยู่รอบนอกเต็นท์ในระยะสามเมตรอย่างไม่คลาดสายตา

เวลานี้บนกำแพงเมืองทิศใต้ ทหารยามและผู้เปลี่ยนอาชีพธรรมดาหลายคนชะโงกหน้าออกมาและเริ่มซุบซิบนินทากัน

"ไอ้ตัวนั้นมันสัตว์ประหลาดอะไรวะ ฆ่าล้างคลื่นมอนสเตอร์ด้วยตัวคนเดียวเลย..."

"ก่อนหน้านี้หลี่เฉียงไม่ได้หน้าตาแบบนี้นี่นา เขาไม่ได้ตายไปแล้วเหรอ"

"ท่านเจ้าเมืองเข้าไปกับเขาสองต่อสองแบบนั้น จะเป็นอันตรายหรือเปล่า"

"...."

เสียงกระซิบกระซาบแพร่กระจายไปในฝูงชน

สือเหล่ยขมวดคิ้วดกหนา หันไปมองพ่อของตนที่อยู่ข้างๆ แล้วลดเสียงลง

"พ่อ คนที่นี่เยอะเกินไปแล้วนะ"

สืออู๋เฟิงได้ยินดังนั้นก็ชำเลืองมองสีหน้าเคร่งเครียดของลูกชาย ก่อนจะเงยหน้ามองความวุ่นวายบนกำแพงเมือง

เขาชักดาบยาวข้างเอวออกมาทันที สันดาปเคาะลงบนช่องเชิงเทินทองแดงอย่างแรง

"เคร้ง!"

เสียงกึกก้องกัมปนาททำเอาแก้วหูของคนรอบข้างสั่นสะเทือน

"ทำอะไรกันอยู่วะ!"

น้ำเสียงแหบห้าวของสืออู๋เฟิงดังก้องบนกำแพงเมืองราวกับสายฟ้าฟาด แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่อาจโต้แย้งได้

"มามุงดูงิ้วหรือไง นึกว่าที่นี่เป็นตลาดสดเหรอ!"

เสียงซุบซิบเงียบกริบลงทันตา ทุกคนหันขวับไปมองสืออู๋เฟิง

สืออู๋เฟิงใช้คมดาบกวาดชี้ไปยังกองซากสัตว์อสูรที่สูงเป็นภูเขานอกเมือง

"ฉงฉีบนฟ้ามันไปแล้วก็จริง แต่สัตว์อสูรรอบๆ นี้มันตายห่าหมดแล้วหรือไง! หน่วยป้องกันที่หนึ่ง ระวังภัยทางฝั่งทะเลมรณะต่อไป! หน่วยพลาธิการ ลงจากกำแพงไปเคลียร์สนามรบ! หน่วยพยาบาล ไปรักษาคนเจ็บ! ท่านเจ้าเมืองอุตส่าห์ออกไปรับหน้าให้ แต่พวกแกอยู่แนวหลังกลับทำหน้าที่ของตัวเองไม่เป็นงั้นเรอะ!"

ภายใต้คำสั่งเด็ดขาดแบบทหารของสืออู๋เฟิง ทั่วทั้งเมืองหลินอันก็สลัดความตื่นตระหนกและความสับสนวุ่นวายทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เครื่องจักรสงครามขนาดมหึมานี้กลับมาขับเคลื่อนตามปกติอย่างเป็นระบบระเบียบอีกครั้ง

……

ขณะเดียวกัน

ภายในเต็นท์สีดำ

ไร้ซึ่งเสียงลมและเสียงโหวกเหวกจากภายนอก ที่นี่เงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ

การตกแต่งภายในเต็นท์เรียบง่ายสุดๆ มีเพียงเก้าอี้ประธานตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว

หลินผิงนั่งวางมาดเป็นเจ้านายอยู่บนเก้าอี้ด้วยสายตาเย็นชา

เขาไม่พูดอะไรเลย

ความเงียบสงัดขั้นสุดยอดนำมาซึ่งแรงกดดันทางจิตใจที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ

"หลี่เฉียง" ที่ยืนอยู่ตรงข้ามหลินผิงตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้

ดวงตาที่เปล่งประกายสีเขียวมรกตแปลกประหลาดคู่นั้น เต็มไปด้วยความกลัวที่ไม่อาจปกปิดได้

"ท่านเจ้าเมืองหลิน..."

"หลี่เฉียง" ทนรับการทรมานจากความเงียบงันนี้ไม่ไหวอีกต่อไป เข่าทั้งสองข้างอ่อนยวบ

"ตุบ"

เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้นแข็งๆ อย่างแรงอีกครั้งในระหว่างที่พูด

หลินผิงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

"ชื่อ"

น้ำเสียงของหลินผิงราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ราวกับกำลังบอกเล่าข้อเท็จจริง

"แล้วก็ ออกมาจากร่างของหลี่เฉียงก่อน"

"หลี่เฉียง" สะดุ้งโหยง

เขาอ้าปากกว้างอย่างไม่ลังเล เสียงกรามหลุดดังกึกดังขึ้นมา

ตามมาด้วยภาพที่ทั้งแปลกประหลาดและน่าสะอิดสะเอียนสุดบรรยาย

กิ่งไม้เล็กๆ สีเขียวที่ชุ่มไปด้วยเมือกเหนียวเหนอะหนะจำนวนนับไม่ถ้วน พุ่งพรวดออกมาจากช่องปาก โพรงจมูก และแม้กระทั่งเบ้าตาของเขาอย่างบ้าคลั่งราวกับอสรพิษที่มีชีวิต

กิ่งไม้เหล่านี้ถักทอ พัวพัน และหลอมรวมกันกลางอากาศอย่างรวดเร็ว

เพียงไม่กี่วินาที เมือกสีเขียวที่ผสมผสานกับเส้นใยไม้ก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นบนพื้น กลายเป็นมนุษย์ต้นไม้ร่างค่อมที่สูงไม่ถึงเมตรครึ่ง

เมื่อรากเส้นสุดท้ายถูกดึงออกจากปากของหลี่เฉียง

ร่างของหลี่เฉียงก็ไร้ซึ่งการค้ำจุน ล้มพับลงกับพื้นอย่างอ่อนปวกเปียก

เขาสลบเหมือดไปอย่างสมบูรณ์ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเล็กน้อย ลมหายใจสม่ำเสมอ บาดแผลฉกรรจ์บนลำคอหายสนิท ไม่มีอันตรายถึงชีวิตใดๆ

หลังจากร่างต้นไม้ก่อตัวขึ้น มันก็แสดงท่าทีเจียมเนื้อเจียมตัวอย่างยิ่ง

มันรู้หน้าที่ด้วยการยืดเถาวัลย์ขนาดใหญ่ออกมารัดร่างหลี่เฉียงบนพื้นอย่างนุ่มนวล แล้วส่งหลี่เฉียงออกไปนอกเต็นท์ผ่านรอยแยกด้านล่าง

หานเยวี่ยและคนอื่นๆ ที่เฝ้าอยู่หน้าเต็นท์เห็นดังนั้นก็ตาเป็นประกาย

หานเยวี่ยรีบก้าวเข้าไปรับร่างหลี่เฉียงทันที หลังจากตรวจดูจนแน่ใจว่าเขายังมีลมหายใจ ก็ส่งสายตาให้สือเหล่ย

สือเหล่ยเรียกหน่วยพลาธิการสองคนมาจัดการส่งหลี่เฉียงไปยังค่ายพยาบาลในเมืองทันที

……

ภายในเต็นท์

หลังจากส่งหลี่เฉียงออกไปแล้ว มนุษย์ต้นไม้ก็หดเถาวัลย์กลับทันที มันยังคงหมอบกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์แทบเท้าหลินผิง

"ฉันชื่อ... ชิงชาง"

น้ำเสียงของมนุษย์ต้นไม้แหบแห้งและเหี่ยวเฉา แฝงไปด้วยเสียงสั่นเครืออย่างหนัก

เมื่อชื่อนี้หลุดออกมา อุณหภูมิภายในเต็นท์ก็ลดฮวบลง

ตาของหลินผิงหรี่ลงเล็กน้อย จิตสังหารอันเย็นยะเยือกพาดผ่านก้นบึ้งของดวงตา

"โครม!"

แรงกดดันอันเป็นเอกลักษณ์ของการข่มขวัญอย่างเด็ดขาดจากตัวหลินผิง พุ่งเข้ากดทับร่างของชิงชางโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย

"กร๊อบ! กร๊อบ!"

มนุษย์ต้นไม้ตรงหน้ายังไม่ทันได้ร้องอุทาน ก็ถูกแรงกดดันกระแทก "ปัง" จนหมอบราบติดพื้น กิ่งไม้แห้งๆ บนตัวหักสะบั้นไปทีละกิ่ง น้ำหล่อเลี้ยงสีเขียวสาดกระเซ็นไปทั่ว

"แกกำลังเล่นตลกกับฉันอยู่หรือไง" น้ำเสียงของหลินผิงเริ่มเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ จิตสังหารที่จับต้องได้เชือดเฉือนไปทั่วเต็นท์อย่างบ้าคลั่ง

ชิงชางดิ้นรนอย่างสุดชีวิตท่ามกลางความเจ็บปวดและความกลัวสุดขีด

"เปล่า! ฉันไม่ได้โกหก!"

"ฉัน... ฉันชื่อชิงชาง... แต่คนที่คุณฆ่าในเมืองมู่เซิน... ไม่ใช่คนเดียวกัน!"

"พูดให้ถูกก็คือ... เราแบ่งวิญญาณออกเป็นสองดวงจากร่างเดียวกัน! ท่านเจ้าเมืองหลิน! ไว้ชีวิตด้วยเถอะ!"

น้ำเสียงของชิงชางในตอนนี้บิดเบี้ยวไปหมดแล้ว เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความกลัวขั้นสุด

เมื่อหลินผิงได้ยินดังนั้น จิตสังหารในดวงตาก็ลดทอนลงเล็กน้อย

เขามองลงมาจากเบื้องบน จ้องมองมนุษย์ต้นไม้ที่เละเป็นโคลนตม

ชิงชางตรงหน้าช่างขี้ขลาด อ่อนแอ และมีความปรารถนาที่จะเอาชีวิตรอดอย่างแรงกล้า

อาการสั่นเทาที่มาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณเช่นนี้ไม่สามารถเสแสร้งแกล้งทำได้ มันมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชิงชางผู้หยิ่งผยอง ป่าเถื่อน และมองชีวิตคนนับแสนเป็นเพียงอาหารที่เขาฟาดฟันในเมืองมู่เซิน

ถ้าเป็นการเล่นละคร มันก็เนียนเกินไปหน่อยล่ะนะ

หลินผิงชักเท้าขวากลับ แรงกดดันภายในเต็นท์ก็เบาบางลงไปหลายส่วน

"พูดต่อ"

หลินผิงเอ่ยเพียงสองคำ

เมื่อชิงชางสัมผัสได้ว่าแรงกดดันที่มากพอจะบดขยี้มันได้ลดลงไปมาก มันก็รู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อย รีบรวบรวมกิ่งไม้ที่หักมาต่อกันใหม่แล้วกลับไปอยู่ในท่าคุกเข่าอย่างเจียมตัวตามเดิม

มันหอบหายใจฮักๆ เริ่มเล่าเรื่องราวด้วยความหวาดผวา

ผ่านบทสนทนา ในที่สุดหลินผิงก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวอันแสนพิลึกพิลั่นนี้ได้

ชิงชาง เป็นผู้เปลี่ยนอาชีพระดับล่างของเมืองมู่เซินที่ถูกกลั่นแกล้งสารพัด จนสุดท้ายก็ถูกริบวรยุทธ์และถูกอัปเปหิออกจากเมืองหลัก

นับตั้งแต่ถูกไล่ออกจากเมืองมู่เซิน เพื่อที่จะมีชีวิตรอดในโลกเทพจุติที่แสนอันตราย และเพื่อที่จะแก้แค้น ชิงชางพยายามหาวิธีเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองมาโดยตลอด

แต่เมื่อปราศจากความคุ้มครองจากเมืองหลัก ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างแสนสาหัส

ตัวแปรเดียวที่มีคืออาชีพอันหาตัวจับได้ยากยิ่งของตัวเอง——[วิญญาณแฝด]

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 560 - [วิญญาณแฝด]

คัดลอกลิงก์แล้ว