- หน้าแรก
- ก็บ่มเพาะเซียนเหมือนกัน ข้าที่เป็นสายโอสถจะเก่งกว่านิดหน่อยแล้วจะทำไม
- บทที่ 48 อยากอยู่หรืออยากตาย
บทที่ 48 อยากอยู่หรืออยากตาย
บทที่ 48 อยากอยู่หรืออยากตาย
บทที่ 48 อยากอยู่หรืออยากตาย?
ฉู่กวนจิ้งไม่ได้แย่งลูกค้าของเถ้าแก่หอเสินตานก็จริง แต่นางดันไปแย่งลูกค้าของร้านขายโอสถระดับต่ำบริเวณนั้นเข้าอย่างจัง
เพราะฉู่กวนจิ้งขายโอสถระดับห้าที่มีสรรพคุณดีกว่าในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ร้านพวกนั้นยอดขายตกฮวบ
ที่จริงแล้ว โอสถที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายของพวกเขา มีแค่โอสถเติมปราณกับโอสถถอนพิษเท่านั้น ตอนนี้นางยังหลอมโอสถชนิดอื่นที่ไม่มีผลข้างเคียงไม่ได้
หลังจากกราบผู้อาวุโสหลิงเช่อเป็นอาจารย์ ผู้อาวุโสหลิงเช่อก็ไม่ได้พาฉู่กวนจิ้งไปหัดหลอมโอสถในทันที
เพราะนางเพิ่งจะออกจากด่านกักตัวฝึกตนมาหมาดๆ จึงมีงานในสำนักให้ต้องสะสางมากมาย นางไม่มีเวลามานั่งสอนฉู่กวนจิ้ง
นางจึงทำเพียงแค่โยนสมุดบันทึกการหลอมโอสถของนางให้ฉู่กวนจิ้งไปเล่มหนึ่ง ในนั้นจดบันทึกวิธีหลอมโอสถหลากหลายชนิด พร้อมทั้งข้อควรระวังต่างๆ ไว้อย่างละเอียด
ฉู่กวนจิ้งอ่านไปได้ไม่กี่หน้า นางก็รู้สึกสนใจมาก แต่นางไม่ได้ใช้บันทึกเล่มนี้ไปหลอมโอสถตามที่ผู้อาวุโสหลิงเช่อหวังไว้
นางกลับนำความรู้ในนั้นมาประยุกต์ใช้จนสามารถหลอมระเบิดแบบใหม่ขึ้นมาได้อีกหลายชนิด
นางกะว่าพอขายโอสถล็อตนี้หมด จะไปรับภารกิจกำจัดปีศาจที่หออวิ๋นเฟิง เพื่อทดสอบอานุภาพระเบิดรุ่นใหม่ของนางเสียหน่อย
แต่พวกร้านขายโอสถเจ้าอื่นไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า ฉู่กวนจิ้งสามารถหลอมโอสถได้แค่สองชนิดเท่านั้น
พวกเขาต่างก็พากันกังวลว่า หากปล่อยให้ฉู่กวนจิ้งขายโอสถราคาถูกตัดหน้าแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ พวกเขาคงหมดหนทางทำมาหากินแน่ๆ
ความกังวลว่าจะถูกตัดช่องทางทำกิน ทำให้เจ้าของร้านขายโอสถหลายร้านเริ่มคิดแผนร้าย
พวกเขาตกลงกันว่าจะจ้างคนไปสั่งสอนฉู่กวนจิ้งสักตั้ง เพื่อข่มขู่ไม่ให้นางมาขายโอสถระดับห้าราคาถูกในฉยงหลินอีก
พูดปุ๊บก็ทำปั๊บ จากเสื้อผ้าที่ฉู่กวนจิ้งสวมใส่ พวกเขารู้ว่านางเป็นศิษย์ของสำนักหลิงซี
แม้จะดูเป็นแค่ศิษย์สายโอสถที่บอบบางไร้เรี่ยวแรง แต่ยังไงก็ถือว่าเป็นผู้บ่มเพาะ เพื่อความชัวร์ พวกเขาจึงจ้างผู้บ่มเพาะอิสระสามคนไปสั่งสอนนาง
เย็นวันนั้น ขณะที่ฉู่กวนจิ้งกำลังเก็บแผงเตรียมตัวกลับสำนักหลิงซี นางก็รู้สึกได้ทันทีว่ามีคนสะกดรอยตามมา
พิจารณาจากกลิ่นอายแล้ว ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้บ่มเพาะ และมีกันถึงสามคน
นางไม่รู้ว่าพวกนั้นตามนางมาทำไม นางแกล้งทำเป็นไม่รู้ตัว เดินลัดเลาะเข้าไปในป่าทึบที่ไร้ผู้คน
สามคนที่แอบตามฉู่กวนจิ้งมา พอเห็นนางเดินเข้าไปในที่เปลี่ยว ก็แอบหัวเราะเยาะในความโง่เขลาของนาง
แต่ก็ดีเหมือนกัน ประหยัดเวลาพวกเขาไม่ต้องคิดหาวิธีล่อลวงนางมาที่เปลี่ยว
เมื่อกะจังหวะเหมาะสม ทั้งสามคนก็กระโจนออกมาขวางหน้าฉู่กวนจิ้งไว้
พวกเขาไม่ได้เลือกลอบโจมตี เพราะคิดว่าผู้ชายอกสามศอกสามคนมารุมลอบกัดศิษย์สายโอสถผู้หญิงตัวเล็กๆ มันดูเสียศักดิ์ศรีเกินไป
ยิ่งเห็นรูปร่างผอมบางอ้อนแอ้นของนางแล้ว แค่ชกหมัดเดียวก็คงลงไปกองกับพื้นแล้ว ไม่เห็นต้องใช้ถึงสามคนเลย แค่คนเดียวก็จัดการได้สบายๆ
ฉู่กวนจิ้งมองชายฉกรรจ์สามคนที่โผล่มาขวางหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ
นางปรายตามองพวกเขาก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ "มีธุระอะไรหรือ?"
หัวหน้ากลุ่มก้าวออกมายืนจังก้า ชี้หน้าข่มขู่นางเสียงแข็ง "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามเจ้ามาขายโอสถระดับห้าราคาถูกในฉยงหลินอีก ถ้าพวกข้าเห็นเจ้าโผล่มาอีกละก็ ไม่ตายดีแน่!"
ความจริงแล้ว ฉู่กวนจิ้งก็ตั้งใจไว้ว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปนางจะไม่มาขายโอสถระดับห้าอีกแล้ว เพราะโอสถระดับห้าที่นางมีถูกขายไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
ตอนนี้นางเหลือแต่โอสถระดับสี่จำนวนมาก กับโอสถระดับสามอีกจำนวนหนึ่ง และโอสถพวกนี้นางก็ไม่ได้คิดจะขายถูกๆ ด้วย
แต่ฉู่กวนจิ้งก็ไม่ได้คิดจะอธิบายเรื่องนี้ให้พวกเขาฟัง นางจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา พลางเอ่ยถาม "แล้วถ้าข้าดึงดันจะขายล่ะ?"
"หา? พูดดีๆ ไม่ชอบ ชอบให้ลงไม้ลงมือใช่ไหม? งั้นก็อย่าหาว่าพวกข้ารังแกผู้หญิงก็แล้วกัน!"
หัวหน้ากลุ่มตวาดเสียงดัง หวังจะข่มขู่ศิษย์สายโอสถที่ดูไม่รู้ประสีประสาคนนี้ให้หวาดกลัว
แต่คำขู่ของเขาไม่มีผลกับฉู่กวนจิ้งเลยแม้แต่น้อย ซ้ำนางยังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า "พวกเจ้าจะเข้ามาทีละคน หรือจะเข้ามาพร้อมกันล่ะ?"
ชายทั้งสามคนไม่นึกเลยว่าศิษย์สายโอสถจะกล้าปากดีใส่พวกเขาขนาดนี้
ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย แต่นางที่เป็นแค่ศิษย์สายโอสถ กล้าดีอย่างไรถึงมาท้าทายผู้บ่มเพาะสายกระบี่ถึงสามคนพร้อมกัน?
ทั้งสามคนโกรธจัดที่ถูกศิษย์สายโอสถหยามหน้า หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป พวกเขาคงถูกหัวเราะเยาะจนแทรกแผ่นดินหนีแน่
พวกเขาต้องสั่งสอนให้นางรู้สำนึก ว่าคำพูดอวดดีของนางจะทำให้นางต้องเจอกับอะไร
หัวหน้ากลุ่มชักกระบี่เตรียมจะพุ่งเข้าไปฟาดฟันกับฉู่กวนจิ้ง แต่ชายคนที่ยืนอยู่ฝั่งซ้ายก็ดึงแขนเขาไว้ "ลูกพี่ ขยะระดับนี้ไม่ต้องถึงมือลูกพี่หรอก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง"
"น้องสาม รีบจัดการให้จบๆ ไปซะ" หัวหน้ากลุ่มเก็บกระบี่เข้าฝัก เตรียมจะยืนดูน้องสามของตนใช้กระบี่ฟาดฟันจนศัตรูต้องคุกเข่าร้องขอชีวิต
คนที่ถูกเรียกว่าน้องสามพุ่งเข้าใส่ฉู่กวนจิ้งโดยไม่ได้ประเมินฝีมือนางไว้สูงนัก
แต่ฉู่กวนจิ้งเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบปลายกระบี่ของเขาอย่างพลิ้วไหว ในจังหวะที่เขายังไม่ทันตั้งตัว นางก็ยกเข่าขึ้นกระแทกเข้าที่ท้องของเขาอย่างจัง
เขายังไม่ทันได้ร้องโอดโอย สันมือของนางก็สับเข้าที่ท้ายทอยของเขา ส่งผลให้เขาสลบเหมือดล้มพับไปทันที
กระบวนท่าที่ต่อเนื่องและลื่นไหลของนาง ทำเอาชายอีกสองคนที่เหลืออ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ศิษย์สายโอสถมีฝีมือขนาดนี้เลยเชียวหรือ?
ฉู่กวนจิ้งใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนแผ่นหลังของคนที่ถูกเรียกว่าน้องสามซึ่งนอนสลบอยู่
ปรายตามองชายอีกสองคนที่เหลือด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง "จะเข้ามาพร้อมกัน หรือจะเข้ามาทีละคนล่ะ?"
ชายสองคนสบตากันอย่างรู้ใจ ชักกระบี่ออกมาพร้อมกัน แล้วพุ่งเข้าใส่ฉู่กวนจิ้ง
การรับมือกับคนสองคนพร้อมกันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับฉู่กวนจิ้งเลย พวกเขาไม่สามารถแตะต้องแม้แต่ชายเสื้อของนางได้ ซ้ำยังเกือบจะฟันกันเองเพราะเสียจังหวะจากการหลอกล่อของนาง
ในขณะที่ชายสองคนหอบแฮ่กๆ และเริ่มเหนื่อยล้า ฉู่กวนจิ้งกลับยืนนิ่งๆ ไม่แม้แต่จะหอบหายใจแรง นางมองดูพวกเขาด้วยสายตาที่สงบนิ่ง
ชายสองคนกำลังชั่งใจว่าจะสู้ต่อ หรือจะหอบร่างเพื่อนที่สลบอยู่หนีไปดี จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาของนางเอ่ยถามขึ้นมาอีก "อยากอยู่หรืออยากตาย?"
ชายทั้งสองคนถึงกับขนลุกซู่ พวกเขาแค่อยากจะรับงานขู่คนเพื่อหาเงินเล็กๆ น้อยๆ ใครจะไปอยากเอาชีวิตมาทิ้งกันล่ะ
คนที่เคยดูแคลนฉู่กวนจิ้งเมื่อครู่ บัดนี้ไม่มีใครคิดว่าคำพูดของนางเป็นเพียงการขู่โอ้อวดอีกต่อไป
จากการปะทะกันเมื่อครู่ พวกเขารู้ซึ้งเลยว่า มีหลายจังหวะมากที่ฉู่กวนจิ้งสามารถปลิดชีพพวกเขาได้สบายๆ
ฉู่กวนจิ้งไม่ได้อยากจะฆ่าคน นางเพียงแต่ต้องการคำตอบ "ใครส่งพวกเจ้ามา?"
หัวหน้ากลุ่มลังเล ไม่อยากจะบอก "ไม่บอกก็ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่แหละ"
แม้นางจะไม่ได้พูดตรงๆ ว่าทิ้งชีวิตไว้หมายถึงอะไร แต่ชายทั้งสามก็ย่อมเข้าใจความหมายดี
"เจ้าของร้านขายโอสถหลายร้านในฉยงหลินรวมหัวกันจ้างพวกข้ามาจัดการเจ้า"
เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ มีอะไรก็ต้องบอกให้หมดแหละ หลังจากชายคนนั้นบอกชื่อร้านขายโอสถเหล่านั้นให้ฉู่กวนจิ้งฟังจนหมด นางก็ยอมปล่อยพวกเขาไป
ก่อนจะจากไป หัวหน้ากลุ่มหันกลับมามองฉู่กวนจิ้งที่ยืนนิ่งไร้อารมณ์อยู่ไม่ไกล เขารู้สึกสังหรณ์ใจว่าเจ้าของร้านพวกนั้นกำลังจะซวยแล้วล่ะ
และเขาก็เดาถูกเผง
พอฉู่กวนจิ้งรู้ชื่อร้านพวกนั้น คืนนั้นนางก็สวมเสื้อคลุมสีดำ ลอบขึ้นไปบนหลังคาของร้านขายโอสถเหล่านั้นอย่างเงียบเชียบ
มุมปากของนางยกยิ้มอย่างเบิกบาน ในมือเดาะระเบิดรุ่นใหม่ที่นางเพิ่งประดิษฐ์ขึ้นมา
กำลังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะไปทดสอบอานุภาพของระเบิดใหม่ได้ที่ไหน ในเมื่อมีคนใจดีเสนอตัวมารับเคราะห์ถึงที่ นางก็จะไม่เกรงใจล่ะนะ
จบบท