เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 29 เพื่อนร่วมชั้น ฉันขอแลกที่นั่งกับนายได้ไหม?

ตอนที่ 29 เพื่อนร่วมชั้น ฉันขอแลกที่นั่งกับนายได้ไหม?

ตอนที่ 29 เพื่อนร่วมชั้น ฉันขอแลกที่นั่งกับนายได้ไหม?


ตอนที่ 29 เพื่อนร่วมชั้น ฉันขอแลกที่นั่งกับนายได้ไหม?

ณ หมู่บ้านวิลล่าหรูแห่งหนึ่งในเมืองสวี่เจียง

หญิงสาวผู้มีท่วงท่าสง่างามในชุดเดรสยาวกำลังเอ่ยกำชับเด็กสาวผมดำที่อยู่ในชุดต่อสู้รัดรูปและมีดาบยาวเหน็บอยู่ข้างเอว

"อันหยา ลูกต้องระวังตัวให้มากตอนสอบยุทธ์นะ ความปลอดภัยต้องมาก่อน! ต่อให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยยุทธ์ดีๆ ไม่ได้ ก็ต้องเอาชีวิตรอดกลับมาให้ได้นะลูก!"

"อ้อ แล้วก็ ลูกน่ะเก่งอยู่แล้ว ถ้าบังเอิญเจอลูกพี่ลูกน้องของลูกที่สนามสอบ ก็ฝากดูแลพี่เขาด้วยล่ะ!"

"เด็กคนนี้นี่ไม่รู้จักทำให้คนเป็นห่วงน้อยลงเลย จะไปสอบยุทธ์ก็ไม่ยอมมาปรึกษาน้าก่อน ไม่กลัวอันตรายในสนามสอบเลยหรือไงนะ"

หยุนซูฮุ่ย ผู้เป็นป้า ยังคงบ่นพึมพำกับจ้าวหยาหนานต่อไป ในขณะที่จ้าวหยาหนานโบกมืออย่างปัดรำคาญ

"โธ่ หนูรู้แล้วน่าแม่ หลี่จื่ออวี่น่ะเก่งกว่าที่แม่คิดไว้เยอะ แม่ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า!"

ตอนที่เธออยู่ที่สมาคมนักรบ เธอได้เห็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหลี่จื่ออวี่กับตาแล้ว จะให้เธอไปดูแลเขาเนี่ยนะ? เขาต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายดูแลเธอ

จ้าวหยาหนานอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบในใจ

"ลูกคนนี้นี่ พูดจาเหลวไหลอีกแล้ว ผลสอบที่โรงเรียนของหลี่จื่ออวี่ ครูเขาก็ส่งมาให้แม่ดูในโทรศัพท์แล้ว ทำไมแม่จะไม่รู้ว่าเขาเก่งแค่ไหน"

"เอาเป็นว่า ในสนามสอบ ลูกต้องดูแลหลี่จื่ออวี่ให้ดีนะ ถ้าพี่เขาเป็นอะไรไป กลับมาแม่เอาเรื่องลูกแน่"

จ้าวหยาหนานเบ้ปาก รู้ดีว่าต่อให้เธอพูดอธิบายไปเท่าไหร่ แม่ของเธอก็คงไม่เชื่ออยู่ดี

ถ้าเธอไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ต่อให้คนอื่นมาเล่าให้ฟัง เธอเองก็คงไม่เชื่อเหมือนกัน ดังนั้นเธอจึงเลิกเถียง โบกมือลาหยุนซูฮุ่ย แล้วมุ่งหน้าไปโรงเรียน

"ลูกพ่อ ตั้งใจสอบให้ดีล่ะ! ถ้าสอบติดมหาวิทยาลัยยุทธ์ดีๆ ได้ พ่อจะซื้อรถให้! เลือกรุ่นที่ราคาไม่เกินสามล้านมาได้เลย!"

"รับทราบครับพ่อ!"

"ลูกสาวแม่..."

เหตุการณ์ทำนองนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วทุกมุมเมืองสวี่เจียง

นับตั้งแต่สัตว์อสูรปรากฏตัวขึ้นและก่อให้เกิดยุคสมัยของนักรบ การสอบยุทธ์ประจำปีก็กลายเป็นงานที่สำคัญที่สุดของทั่วทั้งแคว้นต้าเซี่ย

ในเวลานี้ ถนนหนทางในเมืองสวี่เจียงถูกปิดล้อมอย่างสมบูรณ์ ร้านรวง ธุรกิจ และสำนักงานทุกแห่งต่างหยุดทำการเป็นเวลาหนึ่งวัน

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเคลียร์เส้นทางให้กับขบวนรถรับส่งผู้เข้าสอบยุทธ์

ผู้เข้าสอบแต่ละคนจะไปรวมตัวกันที่โรงเรียนของตนเองเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงจะขึ้นรถบัสที่ทางการจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ เพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามสอบยุทธ์

ขณะนี้ บนรถบัสคันหนึ่งที่มีตัวอักษร "โรงเรียนมัธยมปลายที่สาม" เขียนไว้ด้านข้าง

ภายในรถเนืองแน่นไปด้วยผู้เข้าสอบที่กำลังพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น หลิวเยี่ยนฟาง ครูประจำชั้นกำลังเช็กชื่อทีละคนเพื่อนับจำนวน

"ยี่สิบ ยี่สิบเอ็ด..."

"ขาดอีกคนนึง หลี่จื่ออวี่ล่ะ? เขาจะไม่มาเหรอ?

ไม่มาก็ดีแล้ว ขืนเข้าไปในสนามสอบแล้ว เกิดอยากจะถอนตัวขึ้นมามันจะลำบากเอา"

"ครูครับ หลี่จื่ออวี่มาแล้วครับ"

จังหวะที่หลิวเยี่ยนฟางกำลังลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เสียงของหัวหน้าห้องก็ดังขึ้นพร้อมกับชี้มือไปทางประตูรถบัส

หลิวเยี่ยนฟางมองตามทิศทางที่หัวหน้าห้องชี้

ที่ตรงนั้น เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง คิ้วดุจกระบี่ นัยน์ตาเปล่งประกาย แววตามุ่งมั่น กำลังค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดรถบัสเข้ามา

เด็กหนุ่มดูเหมือนจะใช้เวลาอยู่กลางแจ้งเป็นประจำ ผิวของเขาจึงเป็นสีแทนดูสุขภาพดี

เขาสะพายดาบยาวเล่มโตไว้ด้านหลัง สวมชุดต่อสู้รัดรูปสีดำ แผ่ซ่านกลิ่นอายความเฉียบขาดและความมั่นใจออกมาอย่างเต็มเปี่ยม

วินาทีที่เขาก้าวขึ้นมาบนรถบัส หลิวเยี่ยนฟางแทบจะคิดว่านี่ไม่ใช่หลี่จื่ออวี่ แต่เป็นแม่ทัพที่เพิ่งกรำศึกนับร้อยสนามและกลับมาจากสมรภูมิรบ

ท่วงท่าเช่นนั้นทำเอาหัวใจของหลิวเยี่ยนฟางกระตุกวูบ

"ขอโทษครับครู ผมมาสาย"

หลี่จื่ออวี่เห็นหลิวเยี่ยนฟาง ครูประจำชั้นของตนเอาแต่จ้องมองเขาตาค้าง ก็คิดว่าเธอคงไม่พอใจที่เขามาสาย จึงรีบเป็นฝ่ายเอ่ยปากอธิบายก่อน

เดิมทีเขาตั้งใจจะนั่งแท็กซี่มา แต่กลับเรียกไม่ได้สักคัน ก็เลยต้องวิ่งเหยาะๆ มาตลอดทาง

แต่ก็โชคดีที่ทักษะท่าร่างของเขาบรรลุถึงขั้นกลางแล้ว ความเร็วของเขาจึงไม่ธรรมดา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงมาไม่สายจนเกินไปนัก

"อ้อ... อ้อ หลี่จื่ออวี่ รีบไปนั่งที่เถอะ เหลือเธอคนสุดท้ายแล้วล่ะ"

หลิวเยี่ยนฟางเพิ่งจะได้สติกลับมาตอนที่หลี่จื่ออวี่เอ่ยทัก เธอพาหลี่จื่ออวี่ไปที่นั่ง สายตาที่มองชายหนุ่มเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน แต่หลี่จื่ออวี่กลับเปลี่ยนไปมากจนแม้แต่เธอซึ่งเป็นครูประจำชั้นก็แทบจะจำไม่ได้

ตอนแรกเธอตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมเขาอีกสักรอบให้ยอมล้มเลิกการสอบยุทธ์

แต่เมื่อนึกถึงออร่าความมั่นใจที่แผ่กระจายออกมาระหว่างที่หลี่จื่ออวี่เดินตรงมาหาเธอ หลิวเยี่ยนฟางก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไปโดยสัญชาตญาณ

"โห หลี่จื่ออวี่เปลี่ยนไปเยอะเลย! นี่ใช่หลี่จื่ออวี่ที่ฉันรู้จักจริงๆ เหรอเนี่ย?"

"เขาหล่อมากเลย ฉันว่าเขาหล่อกว่าเดือนโรงเรียนเราอีกนะ! ฉันรู้สึกเหมือนกำลังตกหลุมรักเลยอ่ะ"

"เอ๊ะ หลี่จื่ออวี่มีปราณโลหิตแค่ 0.8 ไม่ใช่เหรอ? ดูดาบที่เขาสะพายหลังสิ น้ำหนักคงไม่ต่ำกว่าหลายสิบปอนด์แน่ๆ ปราณโลหิตแค่นั้นเขาจะแกว่งดาบไหวเหรอ?"

หลังจากที่หลี่จื่ออวี่นั่งลง ทุกคนบนรถบัสต่างก็หันมามองเขาเป็นตาเดียว

เด็กสาวหน้าตาน่ารักหลายสิบคนถึงกับมองเขาด้วยสายตาเป็นประกายวิบวับ

ถัดจากหลี่จื่ออวี่

หวังฮ่าว เพื่อนร่วมโต๊ะของเขา เอื้อมมือออกไปหวังจะตบไหล่หลี่จื่ออวี่ตามสัญชาตญาณ

แต่ไม่รู้ทำไม จังหวะที่มือของเขากำลังจะสัมผัสโดนไหล่ของหลี่จื่ออวี่ เขากลับชักมือกลับอย่างรวดเร็ว

ราวกับว่ารอบตัวหลี่จื่ออวี่มีออร่าที่มองไม่เห็นแผ่กระจายอยู่

หวังฮ่าวชักมือกลับ มองหลี่จื่ออวี่ด้วยสีหน้าเกร็งๆ เล็กน้อย แล้วเอ่ยขึ้น

"พี่อวี่ พี่จะไปสอบยุทธ์จริงๆ เหรอ? เอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อผู้หญิงคนเดียวนี่มันไม่คุ้มเลยนะ!"

"พี่อยากลองกลับไปคิดดูใหม่ไหม?" หวังฮ่าวพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี

หวังฮ่าวอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่หลี่จื่ออวี่ไปทดสอบปราณโลหิต และตอนที่สวี่เมิ่งเหยาบอกเลิกเขาด้วย เขาจึงรู้ซึ้งถึงระดับความแข็งแกร่งของหลี่จื่ออวี่เป็นอย่างดี

เขาคิดว่าหลี่จื่ออวี่คงถูกสวี่เมิ่งเหยากระตุ้นต่อมอะไรสักอย่างเข้า ก็เลยอยากจะพิสูจน์ตัวเองให้เธอเห็น

และอุปกรณ์สวมใส่ทั้งหมด รวมถึงสีหน้าท่าทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของหลี่จื่ออวี่ในตอนนี้ ก็เป็นเพียงแค่การเสแสร้งแกล้งทำเท่านั้น!

เป้าหมายก็เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้สวี่เมิ่งเหยาเห็นยังไงล่ะ!

"ฉันไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วน่า"

หลี่จื่ออวี่มองเพื่อนร่วมโต๊ะที่ค่อนข้างจะสนิทสนมกับเจ้าของร่างเดิมอยู่บ้าง แล้วเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม

หวังฮ่าวอยากจะเกลี้ยกล่อมเขาต่อ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาของหลี่จื่ออวี่ ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก

แปลกจัง เขาไม่เคยรู้สึกเกร็งขนาดนี้มาก่อนเลย

หวังฮ่าวคิดในใจ

"เมิ่งเหยา โชคดีนะที่เธอรีบเลิกกับหมอนั่นไปก่อน ดูหลี่จื่ออวี่สิ ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้!"

"ยังไม่ได้เป็นนักรบด้วยซ้ำ แต่กลับกล้าไปสอบยุทธ์ ไม่หัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างเลยว่ามีน้ำยาแค่ไหน"

"ที่ตลกที่สุดก็คือการวางมาดเนี่ยแหละ อุตส่าห์ไปหาชุดนักรบมาใส่แอคอาร์ตทำตัวเป็นคนใหญ่คนโต ถ้าพวกเราไม่รู้ไส้รู้พุงมันมาก่อน คงโดนหลอกตาแตกไปแล้ว"

ที่นั่งแถวหน้าของรถบัส ถัดจากสวี่เมิ่งเหยาคืออันหยา เพื่อนสนิทของเธอที่แต่งหน้าจัดและมีคางแหลมเฟี้ยว เธอกำลังพูดจาถากถางหลี่จื่ออวี่อย่างไม่ลดละ

เมื่อเห็นว่าสวี่เมิ่งเหยาเอาแต่เงียบ อันหยาก็พูดต่อ

"ฉันว่านะ ดีแล้วล่ะที่เธอรีบตัดหางปล่อยวัดมันไป ดูสิว่าคุณชายป๋ายดีกว่าตั้งเยอะ"

"อายุแค่นี้ก็สอบรับรองเป็นนักรบระดับหนึ่งขั้นต้นได้แล้ว อัจฉริยะแบบนี้อนาคตไกลแน่นอน เผลอๆ อาจจะมีโอกาสสอบเข้าหนึ่งในสี่มหาวิทยาลัยยุทธ์ชั้นนำได้เลยด้วยซ้ำ"

"เมิ่งเหยา วันข้างหน้าเธอห้ามลืมเพื่อนสนิทอย่างฉันเด็ดขาดเลยนะ ไว้ช่วยถามคุณชายป๋ายให้หน่อยสิว่ามีเพื่อนที่บ้านรวยๆ แล้วก็เก่งๆ แนะนำให้ฉันบ้างไหม"

อันหยาพูดน้ำลายแตกฟอง เอาแต่เอ่ยปากชมวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของสวี่เมิ่งเหยาไม่หยุดหย่อน

ทว่าบนใบหน้าของสวี่เมิ่งเหยากลับไม่ได้มีวี่แววของความดีใจซ่อนอยู่เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเธอมีเพียงความขมขื่นและความเสียใจเท่านั้น

เพื่อนสนิทของเธอคนนี้ที่มักจะมองหลี่จื่ออวี่ด้วยสายตาเหยียดหยามมาตลอด รู้แค่ว่าป๋ายฮ่าวหรานสอบรับรองเป็นนักรบระดับหนึ่งขั้นต้นผ่านแล้ว แต่กลับไม่รู้เลยว่าหลี่จื่ออวี่นั้นสอบรับรองเป็นนักรบระดับกลางได้แล้ว!

แถมยังเป็นนักรบระดับกลางที่กำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่นักรบระดับสูงอีกด้วย!

ในวัยเดียวกัน คนหนึ่งเพิ่งจะแตะเกณฑ์นักรบระดับหนึ่งขั้นต้น แต่อีกคนกลับพุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุดของนักรบระดับกลางแล้ว

ช่องว่างระหว่างสองคนนี้มันช่างห่างไกลกันเหลือเกิน

สวี่เมิ่งเหยาลอบถอนหายใจ เธอหันกลับไปมองหลี่จื่ออวี่ที่นั่งอยู่ด้านหลังบ่อยครั้ง เมื่อมองใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายของหลี่จื่ออวี่ เธอก็รู้สึกเจ็บใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

เธอควรจะได้ครอบครองเด็กหนุ่มที่ทั้งแข็งแกร่งและมีอนาคตที่สดใสคนนี้สิ!

ด้วยความเจ็บใจอย่างถึงที่สุด แววตาของสวี่เมิ่งเหยาก็ฉายแววแน่วแน่ขึ้นมา

หลี่จื่ออวี่อาจจะแค่เล่นตัวกับเธอก็ได้ จากท่าทีที่เขามีต่อเธอก่อนหน้านี้ ขอแค่เธอยอมอ่อนข้อให้เขาสักนิด เขาก็น่าจะยอมให้อภัยเธอแล้ว

เมื่อคิดได้ดังนั้น สวี่เมิ่งเหยาก็ลุกพรวดขึ้นมา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของอันหยาเพื่อนสนิท แล้วเดินตรงไปหาหวังฮ่าวที่นั่งอยู่ข้างหลี่จื่ออวี่

เธอปรายตามองหวังฮ่าว แล้วเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

"เพื่อนหวัง ฉันขอแลกที่นั่งกับนายได้ไหม? ฉันอยากนั่งข้างๆ เพื่อนหลี่จื่ออวี่น่ะ"

จบบทที่ ตอนที่ 29 เพื่อนร่วมชั้น ฉันขอแลกที่นั่งกับนายได้ไหม?

คัดลอกลิงก์แล้ว