เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 4 ไป๋ฮ่าวหรานจะได้รับการรับรองเป็นนักสู้ได้เหมือนกันอย่างนั้นหรือ?

ตอนที่ 4 ไป๋ฮ่าวหรานจะได้รับการรับรองเป็นนักสู้ได้เหมือนกันอย่างนั้นหรือ?

ตอนที่ 4 ไป๋ฮ่าวหรานจะได้รับการรับรองเป็นนักสู้ได้เหมือนกันอย่างนั้นหรือ?


ตอนที่ 4 ไป๋ฮ่าวหรานจะได้รับการรับรองเป็นนักสู้ได้เหมือนกันอย่างนั้นหรือ?

ความคิดอันบ้าระห่ำผุดขึ้นมาในหัวของหลี่จื่ออวี๋อย่างกะทันหัน

ทว่าเขาก็รีบส่ายหน้าสลัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที พร้อมกับหัวเราะเยาะตัวเอง "ฉันนี่มันคิดอะไรเกินตัวไปจริงๆ สัตว์อสูรไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดาทั่วไปซะหน่อย ต่อให้นักสู้ระดับหนึ่งที่อ่อนแอที่สุด ก็ยังมีพลังต่อสู้เหนือกว่าเสือโคร่งไซบีเรียตั้งไม่รู้กี่เท่า"

"ด้วยค่าปราณโลหิตแค่ 0.9 ของฉันตอนนี้ ขืนไปเจอกับพวกมันคงโดนตบตายในทีเดียวแหงๆ"

"เรื่องสัตว์อสูรคงต้องพับเก็บไปก่อน แต่ออกไปล่าพวกกระต่ายตาแดงนอกเมืองก็อาจจะพอเป็นไปได้"

"ช่างเถอะ ตอนนี้อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องนั้นเลย มาทดสอบพลังต่อสู้อีกรอบดีกว่า"

หลังจากใคร่ครวญ หลี่จื่ออวี๋ก็กดปุ่ม 'ยุติการทดสอบ' สายท่อต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับร่างกายของเขาก็ปลดออกโดยอัตโนมัติ

เขาเดินกางแขนออกมาจากเครื่องทดสอบปราณโลหิต

ก้าวเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าหุ่นไม้เนื้อแข็งรูปร่างคล้ายมนุษย์

สิ่งนี้ถูกเรียกว่าหุ่นไม้

ทว่าบริเวณกึ่งกลางหน้าอกของหุ่นไม้กลับมีบางอย่างที่ดูคล้ายกับหน้าจอแสดงผลอิเล็กทรอนิกส์ติดตั้งไว้

รูปร่างหน้าตาของมันค่อนข้างคล้ายคลึงกับเครื่องวัดพลังหมัดในชีวิตก่อนของเขา

หุ่นไม้รูปคนนี้มีอุปกรณ์พิเศษซ่อนอยู่ภายในซึ่งสามารถวัดค่าพลังการต่อสู้ได้

ขอเพียงแค่จู่โจมใส่เป้าหมายด้วยกำลังทั้งหมด มันก็จะคำนวณการโจมตีนั้นออกมาเป็นค่าพลังต่อสู้ และแสดงผลบนหน้าจออิเล็กทรอนิกส์โดยอัตโนมัติ

นับว่าเป็นของที่น่าทึ่งไม่เบา

ถึงแม้มันจะสามารถทดสอบได้แค่ความแข็งแกร่งของนักสู้ที่ต่ำกว่าระดับสองเท่านั้น

แต่สำหรับเขาที่ยังไม่ได้เป็นแม้แต่นักสู้ หุ่นไม้ตัวนี้ย่อมเพียงพอต่อการใช้งานอย่างแน่นอน

หลี่จื่ออวี๋ยืนพิจารณามันอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่เข้าใจหลักการทำงานของมันนัก เขาจึงเลิกใส่ใจ

ปราณโลหิตคือรากฐานของนักสู้

โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งนักสู้มีปราณโลหิตที่กล้าแข็งมากเท่าไหร่ พลังการต่อสู้ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

ภายใต้สถานการณ์ปกติ การนำค่าปราณโลหิตมาคูณด้วยหนึ่งร้อยจะได้ค่าพลังต่อสู้ของนักสู้คนนั้น

แต่นั่นก็ไม่ใช่กฎตายตัวเสมอไป

เพราะปัจจัยที่ส่งผลต่อความแข็งแกร่งของพลังต่อสู้นั้น นอกจากปราณโลหิตแล้ว ยังรวมถึงโบนัสที่ได้จากทักษะยุทธ์อีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น เพลงหมัด วิชามีด วิชาดาบ เพลงทวน และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกขนานนามว่าเป็นวิชายุทธ์ขั้นพื้นฐาน

"โชคดีที่ฉันเชี่ยวชาญวิชาดาบเหมือนกัน ถึงมันจะเป็นแค่วิชาดาบระดับพื้นฐาน แต่นั่นก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการต่อกรกับศัตรูล่ะนะ"

"มาลองดูก่อนดีกว่าว่าถ้าไม่ใช้วิชายุทธ์ ฉันจะทำค่าพลังต่อสู้ได้สักเท่าไหร่"

"ย๊าก!"

หลี่จื่ออวี๋เพ่งมองเป้าหมายเบื้องหน้า รวบรวมสมาธิให้แน่วแน่

เขาย่อตัวลงในท่าม้า เกร็งกล้ามเนื้อทุกสัดส่วน รวบรวมพละกำลังไว้ที่หมัดขวา แล้วชกเข้าใส่เป้าหมายตรงหน้าอย่างดุดัน

ตึง! หุ่นไม้ส่งเสียงดังทึบๆ ออกมา

ตัวเลขสีแดงสดเด้งขึ้นมาบนหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ด้านบนทันที

92!

เขาบิดเอวเล็กน้อยพร้อมกับส่งเสียงคำราม เปลี่ยนจากการใช้หมัดมาเป็นเพลงเตะ

หลี่จื่ออวี๋ตวัดขาลูกเตะแส้เข้าใส่หุ่นเป้าหมายอีกครั้ง

เสียงทึบๆ ดังขึ้นอีกครา พร้อมกับตัวเลขอีกชุดที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอเหนือเป้าหมาย

93!

...

ที่เขาว่ากันว่าท่อนแขนย่อมสู้แรงต้นขาไม่ได้ เห็นทีจะมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน

พลังของลูกเตะแส้นั้นรุนแรงกว่าพลังของหมัดจริงๆ

ถึงอย่างนั้น ความผันผวนแค่นี้ก็ถือว่าน้อยเกินไป

อัตราการแปลงระหว่างปราณโลหิตกับพลังต่อสู้นั้นไม่ได้เกินเกณฑ์มาตรฐานเลยแม้แต่น้อย

หลี่จื่ออวี๋พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาและอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ

นี่มันหมายความว่ายังไง?

มันหมายความว่า ถึงปริมาณปราณโลหิตในร่างกายของเขาจะเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

"ลองใช้ดาบดูอีกรอบก็แล้วกัน"

เมื่อครู่เขาใช้เพียงพละกำลังกายล้วนๆ พลังต่อสู้ที่เพิ่มขึ้นมาจึงไม่ค่อยชัดเจนนัก

เขาสาวเท้าเดินไปยังชั้นวางอาวุธที่มุมห้อง หยิบดาบยาวโลหะผสมออกมาจากบรรดาอาวุธที่แขวนอยู่เรียงราย

ลองเดาะดูน้ำหนักในมือ ถือว่ากำลังพอดี

"วิชาดาบระดับพื้นฐาน!"

"ผ่าเขาฮว่าซาน!"

ดาบในมือพร้อม หลี่จื่ออวี๋เดินกลับมาที่หุ่นเป้าหมายและตะโกนชื่อกระบวนท่าอันคุ้นเคย

จากนั้นเขาก็รวบรวมพละกำลังไว้ที่มือขวาซึ่งจับด้ามดาบไว้แน่น แล้วฟาดฟันทะแยงเข้าใส่เป้าหมายอย่างดุดันจนเกิดเสียงลมแหวกอากาศดังก้อง

ตึง! เสียงทึบๆ ที่ดังสนั่นกว่าครั้งก่อนสะท้อนก้อง หุ่นเป้าหมายที่ทำจากไม้เนื้อแข็งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

รอยดาบสีขาวฝากไว้บนพื้นผิวของหุ่นไม้

บนหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ ตัวเลขที่มีสีเข้มกว่าเดิมเล็กน้อยกะพริบขึ้น

102!

ภายใต้การเสริมพลังจากวิชาดาบระดับพื้นฐาน พลังต่อสู้ของการโจมตีครั้งนี้พุ่งสูงถึง 102!

พลังต่อสู้เพิ่มขึ้นถึงสิบเปอร์เซ็นต์

"เป็นอย่างที่คิด ทักษะยุทธ์มีความสำคัญต่อพลังต่อสู้มากจริงๆ แค่วิชาดาบระดับพื้นฐานยังสามารถเพิ่มพลังต่อสู้ได้ถึงสิบเปอร์เซ็นต์"

"แล้วถ้าเป็นวิชาดาบระดับกลาง หรือแม้แต่วิชาดาบระดับสูงล่ะ? มันจะไม่ยิ่งแข็งแกร่งกว่านี้อีกเหรอ?"

"หรืออาจจะก้าวข้ามระดับสูงไปอีก? หรือเหนือกว่าวิชายุทธ์พื้นฐานไปเป็นทักษะยุทธ์เลยล่ะ จะเป็นยังไง?"

หัวใจของหลี่จื่ออวี๋เต้นรัวด้วยความตื่นเต้น

ฟังก์ชันของระบบย่อมไม่ได้มีดีแค่เพิ่มค่าปราณโลหิตอย่างแน่นอน เป็นไปได้สูงมากที่มันจะสามารถพัฒนาทักษะยุทธ์ได้ในภายหลัง

เขาต้องเพิ่มปราณโลหิตของตัวเองเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้

"เกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยวิชายุทธ์คือค่าปราณโลหิต 1.2 และพลังต่อสู้ต้องถึง 140"

"ตอนนี้ฉันมีปราณโลหิต 0.92 และพลังต่อสู้ 101"

"พูดอีกอย่างก็คือ ขอแค่ฉันเดินหน้าสังหารสิ่งมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ เพื่อรับการอัปเกรดจากระบบ ภายในหนึ่งสัปดาห์ ฉันก็สามารถสอบเข้าระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยวิชายุทธ์ได้อย่างแน่นอน"

"แถมยังมีโอกาสสอบติดมหาวิทยาลัยวิชายุทธ์ชั้นนำได้ด้วย!"

"แต่ว่า... มีระบบแบบนี้แล้ว ดูเหมือนฉันจะไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยวิชายุทธ์ด้วยซ้ำไป?"

"ฉันสามารถมุ่งเน้นไปที่การล่าสัตว์อสูร แล้วเลือกเดินบนเส้นทางของนักสู้อิสระแทนก็ได้นี่?"

หลี่จื่ออวี๋ครุ่นคิดในใจ

แต่คิดเรื่องพวกนี้ไปตอนนี้ก็ยังห่างไกลเกินไป

สิ่งที่เร่งด่วนในเวลานี้คือการรีบเพิ่มปราณโลหิตและยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเองให้เร็วที่สุด

ครู่ต่อมา หลังจากทดสอบพลังต่อสู้อีกสองสามครั้ง หลี่จื่ออวี๋ก็นำดาบกลับไปเก็บไว้ที่ชั้นวางอาวุธ แล้วผลักประตูเดินออกจากห้องทดสอบไป

...

"พี่ไป๋ฮ่าวหราน ค่าปราณโลหิตของพี่ทะลุ 1.4 แล้วใช่ไหมคะ? สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้สบายๆ แน่นอนเลย!"

บริเวณเคาน์เตอร์ต้อนรับ

สวีเมิ่งเหยานั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนขณะจ้องมองไป๋ฮ่าวหรานที่นั่งอยู่เคียงข้าง ซึ่งกำลังรอห้องฝึกซ้อมว่าง

ไป๋ฮ่าวหรานพยักหน้ารับอย่างไม่แยแส ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและทะนงตัว

"ไม่ใช่ 1.4 หรอก ตอนนี้มันถึง 1.5 แล้วต่างหาก"

"ว้าว! ถึง 1.5 แล้วเหรอคะ!? แบบนี้ก็แปลว่าพี่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่จะได้รับการรับรองเป็นนักสู้ระดับหนึ่งแล้วน่ะสิคะ!?"

เมื่อได้ยินคำพูดของไป๋ฮ่าวหราน สวีเมิ่งเหยาก็อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

ไป๋ฮ่าวหรานยิ้มบางๆ ยกชาขึ้นจิบ แล้วพยักหน้า

"อืม ถ้าผลการทดสอบปราณโลหิตครั้งนี้ไม่มีปัญหาอะไร พรุ่งนี้ฉันกะว่าจะไปที่สมาคมนักสู้เมืองสวี่เจียง เพื่อเข้ารับการประเมินเป็นนักสู้ระดับหนึ่งน่ะ"

บทสนทนาของพวกเขาไม่ได้ปิดบังเลยแม้แต่น้อย พนักงานต้อนรับสาวสวยได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน เธอหันมามองไป๋ฮ่าวหรานด้วยความประหลาดใจ

เธอไม่คาดคิดเลยว่าชายหนุ่มคนนี้จะเป็นอัจฉริยะ สามารถก้าวไปถึงขั้นนักสู้ระดับหนึ่งได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

เรื่องแบบนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งในเมืองสวี่เจียง

พนักงานสาวสวยเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมสวีเมิ่งเหยาถึงได้มาอยู่กับไป๋ฮ่าวหราน

"ผมทดสอบเสร็จแล้วครับ นี่คีย์การ์ดคืน"

จังหวะนั้นเอง ร่างของหลี่จื่ออวี๋ก็เดินออกมาจากด้านในของโรงฝึกยุทธ์หงซู เขาก้าวเดินมาที่เคาน์เตอร์แล้ววางคีย์การ์ดสีดำลงบนโต๊ะ

"เหอะ ทดสอบเสร็จแล้วเหรอ? ถอดใจแล้วล่ะสิ?"

"ถ้าไม่มีพรสวรรค์ด้านวิชายุทธ์ ก็กลับไปเป็นคนธรรมดาซะเถอะ หวังว่านายจะไม่มาโผล่หน้ากวนใจฉันอีกนะ"

สวีเมิ่งเหยาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เอ่ยจิกกัดหลี่จื่ออวี๋อย่างประชดประชัน

แค่นึกถึงท่าทีเย็นชาที่หลี่จื่ออวี๋แสดงต่อเธอก่อนหน้านี้ มันก็ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

ไอ้งั่งที่เคยคอยตามต้อยๆ รับใช้เธอ เป็นแค่คนธรรมดาที่ถูกลิขิตมาให้ไร้พรสวรรค์ทางด้านวิชายุทธ์ กล้าดีหน้าไหนมาทำสายตารังเกียจใส่เธอราวกับเธอเป็นขยะข้างถนนแบบนั้น?

หลี่จื่ออวี๋เมินเฉยต่อสวีเมิ่งเหยาโดยสิ้นเชิง ราวกับเธอเป็นเพียงธาตุอากาศ

หมากัดแล้วเขาจำเป็นต้องกัดตอบเหรอ?

สำหรับผู้หญิงหน้าเงินจอมเสแสร้งอย่างสวีเมิ่งเหยา

หลี่จื่ออวี๋รู้สึกว่าการเอ่ยปากพูดกับเธอแม้แต่ครึ่งคำ ก็ถือเป็นการดูดูถูกตัวเองแล้ว

หลังจากวางคีย์การ์ดลง หลี่จื่ออวี๋ก็หันหลังเดินออกจากโรงฝึกยุทธ์หงซูไป

"นี่นาย!"

สวีเมิ่งเหยาโกรธจัดกับท่าทีเย็นชาของหลี่จื่ออวี๋จนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง ใบหน้าสะสวยของเธอแดงก่ำด้วยความโมโห

บางครั้งการถูกเมินเฉยก็เป็นสิ่งที่ทนได้ยากยิ่งกว่าการถูกด่าทอหรือตบตีเสียอีก

"ไอ้ขี้แพ้ชั้นต่ำ แค่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยวิชายุทธ์ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่วางมาดซะยังกับเป็นนักสู้ จะแกล้งทำเก่งไปเพื่ออะไร?"

"ฉันล่ะอยากจะเห็นจริงๆ ว่าค่าปราณโลหิตกับพลังต่อสู้ของนายมันจะห่วยแตกซะแค่ไหนเชียว!"

จบบทที่ ตอนที่ 4 ไป๋ฮ่าวหรานจะได้รับการรับรองเป็นนักสู้ได้เหมือนกันอย่างนั้นหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว