- หน้าแรก
- แค่ตบยุงก็ไร้เทียมทาน มหกรรมไล่ทุบยอดนักรบ
- ตอนที่ 2 การใช้ระบบใหม่ การอัปเกรด และการทดสอบของสำนักยุทธ์
ตอนที่ 2 การใช้ระบบใหม่ การอัปเกรด และการทดสอบของสำนักยุทธ์
ตอนที่ 2 การใช้ระบบใหม่ การอัปเกรด และการทดสอบของสำนักยุทธ์
ตอนที่ 2 การใช้ระบบใหม่ การอัปเกรด และการทดสอบของสำนักยุทธ์
"โอ้โห เมื่อกี้หลี่จื่ออวี่ยังทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้อยู่เลย คงไม่ได้เสียใจเรื่องอกหักจนเป็นบ้าไปแล้วหรอกนะ?"
"เรื่องอกหักน่ะเรื่องเล็ก ฉันเดาว่าสิ่งที่ทำให้หลี่จื่ออวี่ช็อกจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องที่เขาไม่มีพรสวรรค์วิถียุทธ์มากกว่า"
"จุ๊ๆ เคยได้ยินคนเขาพูดกันว่าการสอบสายยุทธ์จะแบ่งแยกคนตามพรสวรรค์และชนชั้น เพิ่งรู้ว่ามันจริงก็วันนี้แหละ! พอผลประเมินค่าปราณโลหิตของหลี่จื่ออวี่ออกมาต่ำต้อย สวี่เมิ่งเหยาก็มาขอเลิกทันที จุ๊ๆ! โคตรจะเรียลเลย!"
"จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ก็สวี่เมิ่งเหยาเขามีพรสวรรค์วิถียุทธ์นี่นา"
"ฉันได้ยินมาว่าสวี่เมิ่งเหยาไปสานสัมพันธ์กับไป๋ฮ่าวหรัน เธอถึงได้รีบร้อนขอเลิกกับหลี่จื่ออวี่ขนาดนั้น"
"ไป๋ฮ่าวหรันคนไหน? อย่าบอกนะว่าเป็นอัจฉริยะจากห้องหัวกะทิของโรงเรียนเราน่ะ? นักเรียนอันดับหนึ่งของโรงเรียนเราเนี่ยนะ?"
"แล้วจะเป็นใครไปได้อีกล่ะ?!"
เหล่านักเรียนในห้องเรียนต่างมองแผ่นหลังของหลี่จื่ออวี่ด้วยความเวทนาพลางซุบซิบนินทากัน
หลี่จื่ออวี่ไม่ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นเลย ในเวลานี้ เขาได้เดินมาถึงป่าละเมาะหลังโรงเรียนแล้ว
แน่นอนว่าต่อให้เขาได้ยิน เขาก็ไม่สนใจอยู่ดี
บรรยากาศกลางฤดูร้อน สายลมพัดเอื่อยเฉื่อยสอดคล้องกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า ประจวบเหมาะกับเป็นเวลาเลิกเรียนพอดี
ในป่าละเมาะมีหนุ่มสาวจำนวนมากกำลังจับเข่าคุยพลอดรักกัน
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ
ในขณะนั้นเอง ลึกเข้าไปในป่าละเมาะ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นเป็นจังหวะ
สังหารยุง 1 ตัว ค่าปราณโลหิต +0.00001
สังหารยุง 1 ตัว ค่าปราณโลหิต +0.00001
...
บริเวณที่มีต้นไม้ใบหญ้ามักจะมียุงชุมเสมอ หลี่จื่ออวี่หูไวตาไวและเคลื่อนไหวอย่างปราดเปรียว ไม่ว่าเขาจะเห็นยุงที่ไหน เขาก็จะตบมือสังหารมันทันที
เสียงแจ้งเตือนการเพิ่มขึ้นของค่าปราณโลหิตที่แสนไพเราะดังขึ้นในหูของเขาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่ไหลเวียนไปทั่วแขนขา
แม้จะเพียงบางเบา แต่นี่ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าค่าปราณโลหิตกำลังพัฒนาขึ้น
ทว่าหน้าต่างระบบกลับไม่ได้แสดงค่าปราณโลหิตที่แน่ชัด หากต้องการทดสอบระดับปราณโลหิต เขาต้องไปหาสถานที่ที่มีเครื่องวัด
"จำได้ว่าที่สำนักยุทธ์หงซูซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมีเครื่องวัดค่าปราณโลหิตอยู่ เดี๋ยวค่อยแวะไปทดสอบที่นั่นก็แล้วกัน"
ในช่วงสามชั่วโมงที่ผ่านมา ยุงส่วนใหญ่ในป่าละเมาะถูกเขาตบตายไปเกือบหมด ถุงมือที่หลี่จื่ออวี่สวมใส่อยู่เต็มไปด้วยซากศพยุง
เพียงแค่สองชั่วโมง เขาก็สังหารยุงไปแล้วหลายร้อยตัว เขาประเมินว่าค่าปราณโลหิตของเขาน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็ไม่กี่ในพันส่วน
"ทำไมไอ้หมอนี่ถึงเอาแต่ตบยุงอยู่ได้ตั้งนาน? นี่ก็ปาเข้าไปสามชั่วโมงแล้ว สมองเขาผิดปกติหรือเปล่าเนี่ย?"
"เขาว่ากันว่าเพราะค่าปราณโลหิตของเขาไม่ถึงเกณฑ์ เลยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ไม่ได้ ก็เลยสติแตกไปเลยไง"
"อ้อ มิน่าล่ะ ทุกปีช่วงที่มีการทดสอบ ก็มักจะมีพวกที่รับความกดดันไม่ไหวจนเป็นบ้าแบบนี้แหละ เรื่องปกติจะตาย ช่างเถอะ คืนนี้มีสาวชวนฉันไปกินข้าวด้วยล่ะ"
"หืม? เทพธิดาที่นายตามจีบมาตั้งนานคนนั้นน่ะเหรอ? ทำไมจู่ๆ เธอถึงยอมไปเดตกับนายได้ล่ะ?"
"เหอะ เทพธิดาอะไรกัน? เธอก็แค่คนธรรมดาที่ไม่มีพรสวรรค์วิถียุทธ์ ต่อให้หน้าตาสะสวยก็เถอะ ผลทดสอบค่าปราณโลหิตของฉันคือ 1.19 ถ้าฉันพยายามฮึดอีกนิด ฉันสอบติดมหาวิทยาลัยยุทธ์และได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์แน่นอน ผู้หญิงแบบเธอน่ะหาได้ดาษดื่น"
"นั่นก็จริง... สัปดาห์นี้ฉันก็ต้องเร่งสปีดให้เต็มที่เหมือนกัน! เฮ้อ แต่การจะเพิ่มค่าปราณโลหิตนี่มันยากชะมัด! ฉันฝึกมาตั้งครึ่งปี ค่าปราณโลหิตขยับขึ้นมาแค่ไม่กี่ในร้อยส่วนเอง"
หนุ่มสาวในป่าละเมาะที่เห็นพฤติกรรมการตบยุงอย่างบ้าคลั่งและตื่นเต้นของหลี่จื่ออวี่ ต่างก็ชี้ชวนกันวิพากษ์วิจารณ์เขาลับหลัง
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งทนไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมาสองสามประโยคขณะเดินสวนกับหลี่จื่ออวี่
"ถ้าชอบตบยุงขนาดนั้น ทำไมไม่เอายาฆ่าแมลงมาฉีดซะเลยล่ะ?"
หลี่จื่ออวี่บังเอิญได้ยินเข้าพอดี เขาถึงกับชะงักอึ้งไปครู่หนึ่ง
จริงด้วย! นี่เส้นผมบังภูเขาแท้ๆ!
ระบบบอกแค่ว่าการสังหารยุงสามารถเพิ่มค่าปราณโลหิตได้ ไม่ได้กำหนดวิธีการสังหารสักหน่อย ถ้าฉันใช้ยาฆ่าแมลงฉีด มันก็ถือว่าฉันเป็นคนฆ่าเหมือนกันไม่ใช่หรือไง?
นัยน์ตาของหลี่จื่ออวี่เป็นประกายวาววับ เขารีบกล่าวขอบคุณเด็กสาวคนนั้น ทำเอาเธอสะดุ้งตกใจจนหน้าแดงก่ำแล้ววิ่งหนีไป พอวิ่งไปได้ไกล เธอก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองเขาอีกครั้ง
รู้อะไรไหม หมอนี่ก็หน้าตาหล่อเหลาเอาการอยู่เหมือนกันนะ
หลังจากได้รับแสงสว่างชี้ทางจากเด็กสาว หลี่จื่ออวี่ก็วิ่งเหยาะๆ ข้ามสนามไปยังห้องเก็บของทำความสะอาดที่ชั้นหนึ่งของอาคารเรียน หลังจากขอบคุณคุณป้าภารโรง เขาก็หยิบสเปรย์กำจัดแมลงแล้วมุ่งตรงกลับไปยังป่าละเมาะหลังสนามทันที
คราวนี้ เขาเจาะจงเลือกเฉพาะบริเวณที่มีพงหญ้าขึ้นหนาทึบ เพราะที่แบบนั้นย่อมมียุงชุมกว่า
ฟืด ฟืด ยุงส่งเสียงหึ่งๆ บินว่อนไปทั่วเหนือยอดหญ้าที่สูงระดับครึ่งฟุต
หลี่จื่ออวี่ยกหัวฉีดสเปรย์ขึ้น เล็งไปที่ฝูงยุงที่กำลังบินว่อน แล้วกดฉีดพ่นใส่พวกมัน
ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง ยุงร่วงหล่นเกลื่อนกลาดเต็มพื้น เสียงแจ้งเตือนอันแสนไพเราะของระบบดังขึ้นไม่ขาดสาย
ขณะเดียวกัน กระแสความอบอุ่นก็หลั่งไหลออกมาจากส่วนลึกของร่างกายอย่างต่อเนื่อง
หลี่จื่ออวี่ยืดเส้นยืดสาย สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
กรอบ แกรบ กรอบ เขาชกหมัดออกไปในอากาศเบื้องหน้าสองสามหมัดอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็บิดเอว กำหมัดแน่น และซัดหมัดสุดแรงเกิดเข้าใส่ต้นป็อปลาร์ขนาดเท่าวงแขนโอบที่อยู่ตรงหน้า
ตึง! เสียงทึบหนักดังขึ้น ลำต้นไม้หนาเท่าท่อนแขนสั่นสะเทือน ใบไม้ร่วงกราวลงมา
หลี่จื่ออวี่ไม่สนใจความเจ็บปวดที่หมัด เขายื่นมือไปปัดใบไม้ที่ร่วงหล่นใส่ศีรษะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
"ค่าปราณโลหิตของฉันเพิ่มขึ้นมากจริงๆ ด้วย เมื่อก่อนต่อให้ชกต้นไม้ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ฉันทำใบไม้ร่วงได้แล้ว!"
"แค่ยังไม่รู้ว่ามันเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่กันแน่ ต้องไปทดสอบที่สำนักยุทธ์หงซูซะแล้ว!"
...
ตามความทรงจำในหัว หลี่จื่ออวี่เดินทางมาถึงหน้าสำนักยุทธ์หงซูซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน และหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า
มันเป็นอาคารทรงเตี้ยสามชั้นที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนดั้งเดิม
เหนือประตูทางเข้ามีป้ายแขวนไว้ สลักอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวว่า 'สำนักยุทธ์หงซู' ส่องประกายเจิดจ้าท้าแสงแดด
ข้างๆ ประตูทางเข้ายังมีป้ายแนะนำสำนักยุทธ์ พร้อมด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการสมัครเรียน
"ให้ตายเถอะ ค่าเล่าเรียนเดือนเดียวตั้งสองหมื่นหยวน แถมยังไม่ใช่การสอนแบบตัวต่อตัวจากหัวหน้าผู้ฝึกสอนอีกต่างหาก..."
หลี่จื่ออวี่ถอนหายใจ เมื่อก่อนตอนที่เขารับจ้างส่งอาหาร เขาเคยเห็นสำนักยุทธ์แห่งนี้จากที่ไกลๆ และรู้สึกอิจฉาตาร้อนสุดๆ
พอมาเห็นใกล้ๆ แบบนี้ เขาก็ยังคงตกตะลึงอย่างหนักอยู่ดี
ค่าสมัครสองหมื่นหยวน ต่อให้เป็นในโลกก่อนของเขา ก็มีเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่จะจ่ายไหว
ไม่ต้องพูดถึงในประเทศมหาเซี่ยที่การหาเงินเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งกว่า
มันแทบจะเทียบเท่ากับเงินเดือนสามสี่เดือนของชายวัยทำงานโดยที่ไม่ได้กินไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ
"การฝึกฝนวิถียุทธ์นี่มันผลาญเงินชัดๆ!!"
หลี่จื่ออวี่ถอนหายใจ สายตาเลื่อนต่ำลงจนไปสะดุดเข้ากับข้อมูลส่วนตัวของหัวหน้าผู้ฝึกสอนแห่งสำนักยุทธ์หงซู ซึ่งนั่นก็ทำให้เขารู้สึกเข้าใจกับค่าเล่าเรียนที่แพงหูฉี่นี้ขึ้นมาบ้าง
"หงเทียนหลาง ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามขั้นสูง เชี่ยวชาญเพลงดาบและทักษะหมัดมวย"
"เขาเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับสาม แถมยังเป็นขั้นสูงอีกต่างหาก มิน่าล่ะถึงกล้าเก็บค่าเรียนแพงขนาดนี้"
ตามข้อมูลระดับชั้นของผู้ฝึกยุทธ์ที่เปิดเผยโดยสมาคมวิถียุทธ์แห่งชาติ ผู้ฝึกยุทธ์จะถูกแบ่งระดับจากต่ำไปสูงตามลำดับ ได้แก่ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่ง ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสอง ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสาม ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับห้า ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหก ปรมาจารย์ และปราชญ์ยุทธ์ รวมเก้าระดับขั้นใหญ่
ในแต่ละระดับขั้นจะถูกแบ่งย่อยออกเป็นสี่ช่วง ได้แก่ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง และขั้นสมบูรณ์
และผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามก็สามารถดำรงตำแหน่งเป็นถึงนายกเทศมนตรีของเมืองได้เลย
ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่สามารถดำรงตำแหน่งประธานสมาคมวิถียุทธ์ประจำเมืองได้
เท่าที่หลี่จื่ออวี่รู้ นายกเทศมนตรีคนปัจจุบันของเมืองสวี่เจียงก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามขั้นสูง
นั่นหมายความว่า หงเทียนหลาง หัวหน้าผู้ฝึกสอนของสำนักยุทธ์หงซู เป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลระดับเดียวกับนายกเทศมนตรีเมืองสวี่เจียงเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม หลี่จื่ออวี่ก็ยังรู้สึกว่ามันแพงเกินไปอยู่ดี จะทำยังไงได้ล่ะ ก็เขามันยากจนเกินไปนี่นา
เขาผลักประตูแล้วก้าวเดินเข้าไป
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเคาน์เตอร์ต้อนรับ ด้านหลังเคาน์เตอร์นั้น มีพนักงานสาวสวยในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและชุดพนักงานออฟฟิศกำลังจ้องมองประเมินเขาอยู่
เมื่อเห็นชุดนักเรียนของหลี่จื่ออวี่ พนักงานสาวก็ส่งยิ้มและเอ่ยทักทาย
"สุดหล่อ มาทดสอบค่าปราณโลหิตและพลังต่อสู้ใช่ไหมจ๊ะ?"
"หืม? พี่สาวรู้ได้ยังไงครับ?"
"การสอบวิถียุทธ์ใกล้เข้ามาแล้ว ช่วงนี้มีคนมาทดสอบพลังต่อสู้ที่สำนักยุทธ์ของเราเยอะมาก โดยเฉพาะนักเรียนจากโรงเรียนของน้อง เพราะมันอยู่ใกล้นี่แหละ"
"แต่ตอนนี้ห้องทดสอบเต็มหมดเลย ถ้าน้องอยากทดสอบคงต้องรอสักหน่อยนะ"
"ตรงนั้นมีห้องรับรองอยู่ เดี๋ยวพี่พาไปนั่งพักก่อนนะ"
พนักงานสาวสวยพูดพร้อมรอยยิ้ม เธอก้าวออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ เตรียมจะนำทางหลี่จื่ออวี่ไปยังห้องรับรอง
"ไม่เป็นไรครับ ผมรอตรงนี้ก็แล้วกัน"
หลี่จื่ออวี่โบกมือปฏิเสธ การทดสอบค่าปราณโลหิตและพลังต่อสู้ใช้เวลาไม่นานนัก เขาคาดว่าอีกเดี๋ยวห้องก็น่าจะว่างแล้ว
"โอเคจ้ะ งั้นเดี๋ยวพี่รินน้ำมาให้สักแก้วนะ"
หลี่จื่ออวี่รับแก้วกระดาษจากพนักงานสาวสวย กล่าวขอบคุณ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ เพื่อรอคอย
ทันใดนั้นเอง ประตูบานใหญ่ของสำนักยุทธ์ก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเปิดออก
หญิงสาวแต่งตัวนำแฟชั่นคนหนึ่งเดินควงแขนมากับชายหนุ่มผมสั้นหน้าตาคมคายและมีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ก้าวเดินเข้ามาด้วยกัน