เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 เป่าจือหลิน

บทที่ 16 เป่าจือหลิน

บทที่ 16 เป่าจือหลิน


บทที่ 16 เป่าจือหลิน

หลังจากพูดคุยกันสั้นๆ เยว่เหวินก็ตกลงรับงานนี้

ชายคนนั้นชื่อกัวหยาง เป็นช่างเทคนิคอยู่ในโรงงานแถวชานเมือง ภรรยาเสียชีวิตไปตั้งแต่ลูกยังเล็ก สองพ่อลูกก็เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตามลำพัง ลำพังแค่หาเช้ากินค่ำก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดอยู่แล้ว ใครจะไปคิดว่าผีซ้ำด้ามพลอย เพิ่งจะประสบอุบัติเหตุจนแขนขาดได้ไม่นาน ลูกชายก็ดันมาหายตัวไปอีก

มิน่าล่ะ สภาพถึงได้ดูทรุดโทรมขนาดนี้

เขานัดเจรจากับเถ้าแก่หน้าเลือดตอนหนึ่งทุ่มตรง เยว่เหวินรับปากว่าจะไปถึงก่อนเวลา เพื่อไปช่วยคุมเชิงให้ ถ้าเรื่องลูกชายหายไม่ได้เป็นฝีมือของเถ้าแก่นั่น เขาก็จะช่วยรับหน้าพวกมาเฟียให้ เพื่อทวงเงินชดเชยที่กัวหยางควรจะได้กลับมา

แต่ถ้าลูกชายกัวหยางโดนไอ้เถ้าแก่นั่นจับตัวไปจริงๆ ล่ะก็ ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องช่วยเด็กออกมาให้ได้

หลังจากนัดแนะเวลากันเรียบร้อย เยว่เหวินก็ฝากให้จ้าวซิงเอ๋อร์เฝ้าสำนักงาน ส่วนตัวเองก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าออกไปทำธุระ

ในเมืองเจียงเฉิงเขตเจ็ด มีร้านรับซื้อของเซียนอยู่แค่สามร้าน เยว่เหวินเลือกร้านที่ใหญ่ที่สุดและชื่อเสียงดีที่สุด ชื่อว่า 'เป่าจือหลิน'

ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเข้าเมืองหลักนี่มันน่าเบื่อจริงๆ ไฟแดงเยอะแยะไปหมด บางทีเยว่เหวินก็แอบคิดว่าอยู่ชานเมืองนี่แหละดีแล้ว รถไม่ติดดี

ท่ามกลางตึกระฟ้าเรียงรายริมแม่น้ำ มีตึกหลังคาทรงแหลมสูงสามชั้นตั้งตระหง่านอยู่ มองไกลๆ ก็ดูโอ่อ่าภูมิฐานสุดๆ พอเดินก้าวเท้าเข้าไปในเขตตึก ก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังของค่ายกลทันที คนข้างนอกจะมองเห็นแค่ทิวทัศน์รอบๆ ตึก แต่จะมองไม่เห็นลูกค้าที่เดินเข้าออกอยู่ข้างใน แถมที่นี่ยังมีทางออกตั้งสิบกว่าทาง เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ที่เยว่เหวินเลือกร้านนี้ นอกจากความใหญ่โตแล้ว ก็เพราะความเป็นมืออาชีพในการเก็บความลับของลูกค้านี่แหละ

ตัวเขาเองน่ะไม่ได้มีอะไรปิดบังหรอก แต่ของที่เอามาให้ประเมินราคาวันนี้มันเป็นของที่ได้มาจากการฆ่าคนชิงทรัพย์ไงล่ะ ขืนทำตัวประเจิดประเจ้อ เดี๋ยวก็โดนตามมาคิดบัญชีเอาหรอก

ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครยืนยันตัวตนของไอ้ชุดดำที่โดนเขาฆ่าตายเมื่อคืนได้ แต่ถ้ามันเป็นคนของพรรคเพลิงอเวจีอย่างที่ฉีเตี่ยนบอกจริงๆ เขาก็ต้องระวังตัวไว้หน่อยล่ะ

พรรคเพลิงอเวจีเป็นสำนักผู้ฝึกวิชามารที่ค่อนข้างมีอิทธิพลในมณฑลเทียนเป่ย วิชาหลักๆ ที่พวกมันฝึกก็คือพวกวิชาปลุกศพ หลอมหุ่นเชิด ควบคุมวิญญาณอะไรเทือกนั้น

ถึงกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติจะกวาดล้างหนักขนาดไหน แต่วิชาของพรรคเพลิงอเวจีมันช่วยให้ผู้ฝึกมีพลังรบพุ่งปรี๊ดปร๊าดในช่วงแรกๆ ได้จริงๆ... ต่อให้ต้องแลกกับการทำลายอนาคตการบำเพ็ญเพียรในระยะยาว ก็ยังมีพวกที่พรสวรรค์ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่อยากเก่งทางลัด ยอมเสี่ยงชีวิตไปเข้าร่วมกับพวกมันอยู่ดี

พอเดินเข้าไปในโถงรับรองชั้นหนึ่ง พนักงานต้อนรับรู้ว่าเยว่เหวินต้องการจะประเมินราคาของ ก็รีบยื่นหน้ากากกับป้ายคิวให้ทันที แล้วบอกให้ไปนั่งรอคิวหน้าห้องที่ระบุไว้

เยว่เหวินเดินขึ้นไปชั้นสอง นั่งรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง หน้าจอหน้าห้องก็ปรากฏหมายเลขคิวของเขาขึ้นมา

"สวัสดีครับ" เขาใส่หน้ากากสีเงินเดินเข้าไปในห้อง

ภายในห้องตกแต่งเรียบง่าย มีแค่โต๊ะตัวหนึ่งปูด้วยผ้าแพรสีแดง ด้านหลังโต๊ะมีชายหนุ่มตาตี่สวมแว่นตานั่งอยู่

"สวัสดีครับคุณลูกค้า ผมคือผู้เชี่ยวชาญประเมินราคาหมายเลข 116 ชื่อทิงปัวครับ" พอเห็นเยว่เหวินเดินเข้ามา เขาก็รีบแนะนำตัวทันที

"รบกวนอาจารย์ช่วยดูของชิ้นนี้ให้หน่อยครับ"

เยว่เหวินไม่พูดพร่ำทำเพลง ล้วงเอาหัวกะโหลกครึ่งซีกสีดำทองออกมาวางแหมะบนโต๊ะทันที ก็แหม เวลาในห้องนี้มันเป็นเงินเป็นทองนี่นา แถมยังแพงหูฉี่อีกต่างหาก

"โอ๊ะ?" ทิงปัวสวมถุงมือสีขาว หยิบหัวกะโหลกครึ่งซีกสีดำทองขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดผ่านไปพักใหญ่ ก็ค่อยๆ เอ่ยปากว่า "นี่มัน... หัวกะโหลกสีดำครึ่งซีกนี่ครับ"

"อาจารย์ครับ ผมก็รู้ว่ามันคือหัวกะโหลก" เยว่เหวินถึงกับมองบน "แล้วก็รู้ด้วยว่ามันมีแค่ครึ่งเดียว"

ผมยังรู้ด้วยซ้ำว่าพ่อคุณนามสกุลอะไร คุณนามสกุลอะไร

ปัดโธ่เว้ย

อุตส่าห์เสียเงินมาให้ประเมิน ช่วยพูดอะไรที่ผมยังไม่รู้หน่อยได้ไหมวะ?

...

"ฮะๆ ขอโทษทีครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังเดี๋ยวนี้แหละ" ทิงปัวดันหัวกะโหลกสีดำทองกลับไปตรงหน้าเยว่เหวิน แล้วอธิบายว่า "จากการสังเกตของผม บนหัวกะโหลกชิ้นนี้ไม่มีรอยสลักค่ายกลอะไรเลย ไม่ใช่ของวิเศษแน่นอน แต่วัสดุที่ใช้ทำคือโลหะลายมังกรน้ำดำของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นของหายากเลยล่ะครับ ดูทรงแล้วน่าจะเป็นป้ายคำสั่งอะไรสักอย่างมากกว่า"

"อย่างนี้นี่เอง"

พอได้ยินแบบนี้ เยว่เหวินก็เดาว่าไอ้นี่คงเป็นป้ายคำสั่งอะไรสักอย่างของพรรคเพลิงอเวจีแหงๆ งั้นเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาล่ะสิ

เขาเลยถามต่อว่า "แล้วทางร้านรับซื้อของชิ้นนี้ไหมครับ?"

"ต้องขออภัยด้วยครับ" ทิงปัวโบกมือปฏิเสธ "ดูจากรูปร่างแล้ว ของชิ้นนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับพรรคผู้ฝึกวิชามาร ทางเรามีนโยบายไม่รับซื้อของที่มาที่ไปไม่ชัดเจนแบบนี้ครับ"

พวกสำนักรับซื้อของเซียนมักจะระมัดระวังเรื่องของที่เกี่ยวกับผู้ฝึกวิชามารเป็นพิเศษอยู่แล้ว เยว่เหวินก็เข้าใจเหตุผลของอีกฝ่ายดี

เขาเลยลดเสียงลง ถามต่อว่า "แล้วถ้าผมเอาไปขายข้างนอก น่าจะได้ราคาสักเท่าไหร่ครับ?"

"ถ้าให้ประเมินราคาล่ะก็ ตัดเรื่องที่มันอาจจะเป็นป้ายคำสั่งทิ้งไป หัวกะโหลกครึ่งซีกชิ้นนี้ก็คือโลหะลายมังกรน้ำดำก้อนเบ้อเริ่มที่มีความบริสุทธิ์สูงทีเดียว ถ้าเอาไปขายข้างนอก ผมว่าน่าจะได้ราคาสักแสนหยวน หรือไม่ก็พันเหรียญยันต์ครับ" ทิงปัวตอบอย่างเป็นมืออาชีพ

เหรียญยันต์ที่ว่านี่ ก็คือสกุลเงินที่ใช้แลกเปลี่ยนกันระหว่างสำนักเซียนนั่นเอง

เพราะสำหรับผู้ฝึกปราณหลายๆ คน เงินทองของมนุษย์มันไม่มีความหมายอะไรแล้ว ส่วนของวิเศษที่ช่วยเพิ่มพลังตบะได้ แต่ละชิ้นก็ถูกปั่นราคาจนสูงปรี๊ด ตลาดมืดก็วุ่นวายสุดๆ

บรรดาสำนักเซียนใหญ่ๆ หลายสำนักก็เลยจับมือกัน โดยมีกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นตัวตั้งตัวตี ผลิต 'เหรียญยันต์' ที่ปลอมแปลงไม่ได้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนของวิเศษโดยเฉพาะ เหรียญยันต์พวกนี้สามารถเอาไปแลกเปลี่ยนเป็นยันต์หรือยาเม็ดคุณภาพสูงจากสำนักเซียนชั้นนำได้โดยตรง ทำให้มูลค่าของมันมั่นคง

แต่เหรียญยันต์พวกนี้มันเป็นของหายาก ระดับสูงๆ หน่อย คนธรรมดาทั่วไปไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้หรอก ส่วนใหญ่จะใช้ในการประมูลของวิเศษราคาแพงๆ ซะมากกว่า

เยว่เหวินเองก็ยังไม่เคยจับเหรียญยันต์จริงๆ เหมือนกัน

พอได้ยินราคาประเมิน เยว่เหวินก็พอจะกะราคาในใจได้แล้ว เขาก็เลยถามต่อว่า "แล้วที่เป่าจือหลินมี 'กิ่งหยกม่วง' ขายไหมครับ?"

วัตถุดิบสำหรับหลอมปราณมังกรแห่งความโกลาหลมีตั้งสี่อย่าง เยว่เหวินคงไม่โง่พอจะถามรวดเดียวสี่อย่างหรอก ขืนทำแบบนั้นก็เท่ากับเอาสูตรหลอมปราณไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้สิ คราวนี้เขาเลยลองหยั่งเชิงถามแค่กิ่งหยกม่วงดูก่อน

ส่วนวัตถุดิบอย่างอื่น เดี๋ยวค่อยไปหาเอาจากที่อื่น

"ต้องขออภัยด้วยครับ กิ่งหยกม่วงเป็นเชื้อไฟปราณระดับสูงสุด ทางสาขาเมืองเจียงเฉิงเขตเจ็ดของเราไม่มีสต็อกของไว้เลยครับ เดี๋ยวผมลองโทรไปถามสาขาหลักในเมืองให้ไหมครับ?" ทิงปัวรีบตอบ "ถ้ามีของ เดี๋ยวผมให้เขาส่งมาให้เลยครับ"

"ได้ครับ รบกวนด้วยนะครับ" เยว่เหวินพยักหน้ารับ

ทิงปัวเหลือบมองเยว่เหวินแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า "เชื้อไฟระดับนี้ ส่วนใหญ่จะใช้ตอนหลอมพลังปราณคุ้มกายขั้นสูงๆ น่ะครับ ความจริงแล้ว ถ้าไม่ได้ฝึกสุดยอดเคล็ดวิชาล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องใช้เชื้อไฟระดับท็อปขนาดนี้ก็ได้นะครับ ทางร้านเรามี 'หลิวต้อนรับเซียน' กับ 'ไม้ฟ้าคราม' ระดับท็อปเกรดอยู่ น่าจะตอบโจทย์ความต้องการของคุณลูกค้าได้นะครับ ลองพิจารณาดูไหมครับ?"

"เดี๋ยวผมขอคิดดูก่อนก็แล้วกันครับ แต่ถ้ามีกิ่งหยกม่วงเข้ามาเมื่อไหร่ รบกวนแจ้งผมด้วยนะครับ" เยว่เหวินลุกขึ้นยืน

เขาไม่เคยสงสัยในความจำเป็นของวัตถุดิบพวกนี้เลย บางทีผู้เชี่ยวชาญประเมินราคาอาจจะคิดว่าในเมืองบริวารเล็กๆ แบบนี้ คงไม่มีใครมีวาสนาได้ฝึกสุดยอดเคล็ดวิชาหรอกมั้ง

แต่เยว่เหวินน่ะ มี 'ตำราวิถีมังกรแท้จริง' เชียวนะ

กลับมาถึงสำนักงาน ก็เพิ่งจะสี่โมงเย็นกว่าๆ

เยว่เหวินให้จ้าวซิงเอ๋อร์เฝ้าร้านต่อ ส่วนตัวเองก็ขึ้นไปหมกตัวอยู่บนห้องชั้นสอง เพื่อทำความเข้าใจคาถาถอดรหัสต่อ ตอนนี้เขาชักจะเริ่มเสียใจนิดๆ แล้วที่รับสมัครผู้ช่วยช้าไป

เกือบๆ หกโมงเย็น ทั้งสองคนถึงได้ออกจากสำนักงาน มุ่งหน้าไปยังจุดนัดหมายที่กัวหยางนัดเจรจากับเถ้าแก่

"คุณจะซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผมไปไหม?" ก่อนออกจากร้าน เยว่เหวินหันไปถามจ้าวซิงเอ๋อร์ "ถ้าไม่ชอบ คุณจะนั่งแท็กซี่ไปเองก็ได้นะ"

"ฉันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าก็ได้ค่ะ" จ้าวซิงเอ๋อร์ยิ้มหวาน "ปกติฉันไม่ค่อยนั่งแท็กซี่หรอกค่ะ"

ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามอัสดง ชายหนุ่มรูปงามขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันจิ๋วสีขาว โดยมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยผมยาวสยายรับลมซ้อนท้ายอยู่ ทั้งสองคนขับผ่านสะพานยกระดับ กลายเป็นภาพที่น่ามองที่สุดบนท้องถนนในเมือง

มีตาลุงขับรถหรูผ่านมาเห็นเข้า ถึงกับกัดฟันกรอด ทุบพวงมาลัยด้วยความอิจฉาตาร้อน

แต่ปากก็ยังคงพ่นคำหวานเจี๊ยบใส่โทรศัพท์ "จ๊ะที่รัก พี่รู้แล้วจ้ะว่าวันนี้วันเกิดครบรอบหกสิบปีลูกชายหนู พี่กำลังรีบบึ่งไปอยู่นี่ไงจ๊ะ ไม่สายแน่นอน รักนะจุ๊บๆ"

"โธ่ เมียพี่เขาเข้าใจแหละน่า ยังไงนั่นก็พ่อบังเกิดเกล้าของเขานี่นา"

...

ในเวลาเดียวกัน ที่โรงงานแห่งหนึ่งแถวชานเมือง

เถ้าแก่พุงพลุ้ยเปิดประตูต้อนรับชายฉกรรจ์ใส่สูทดำสวมแว่นตาดำหน้าตาเหี้ยมเกรียมสองคนเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมกับฉีกยิ้มประจบประแจง "พี่ชายทั้งสอง วันนี้ต้องรบกวนพวกพี่อีกแล้วนะครับ"

"เถ้าแก่เฉินเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของแก๊งหัวเสือเรานี่นา มีอะไรให้พวกเราช่วยจัดการก็บอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ" ชายฉกรรจ์คนหนึ่งพูดเสียงเหี้ยม พออ้าปากก็เห็นฟันเลี่ยมทองอร่ามเชียว

"แค่ให้มาจัดการไอ้คนพิการที่มาทวงเงินชดเชยใช่ไหม?" ชายฉกรรจ์อีกคนบิดคอดังกร๊อบแกร๊บ "งานถนัดพวกเราเลยล่ะ"

"ใช่ครับ" เถ้าแก่เฉินยิ้มกริ่ม "แต่ว่ารีบๆ จัดการไอ้คนพิการนั่นให้เสร็จๆ ไปเถอะครับ พอดีผมมีเรื่องอื่นอยากจะรบกวนพวกพี่อีกเรื่องนึง... วันนี้รถที่ลูกชายผมเพิ่งถอยมาใหม่ โดนคนทุบซะเละเลยครับ!"

จบบทที่ บทที่ 16 เป่าจือหลิน

คัดลอกลิงก์แล้ว