- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 10 จอมตะกละ
บทที่ 10 จอมตะกละ
บทที่ 10 จอมตะกละ
บทที่ 10 จอมตะกละ
ฟิ้ว—
พร้อมกับเสียงตวาดลั่น ประกายแสงสีรุ้งเจิดจ้าก็พุ่งทะยานผ่านกลางอากาศ ส่องสว่างไปทั่วบริเวณรัศมีหลายร้อยเมตรจนสว่างไสวราวกับตอนกลางวัน! ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องกัมปนาท!
แล้วก็มีร่างคนชุดขาวเหาะเหินลงมาจากท่ามกลางสายฟ้าแลบแปลบปลาบ
"ฉีเตี่ยนแห่งสำนักหลินเจียงอยู่ที่นี่แล้ว ใครกล้าเหิมเกริม?"
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง ฉีเตี่ยนเปิดตัวอย่างอลังการงานสร้าง
"โคตรเท่เลย" เยว่เหวินที่แอบดูอยู่ข้างล่างถึงกับอดชมไม่ได้ สมกับที่เป็นศิษย์สำนักเซียนจริงๆ
แค่เอฟเฟคเปิดตัวพวกผู้ฝึกปราณเถื่อนอย่างเขาก็เทียบไม่ติดแล้ว
ชายชุดดำพอเห็นฉีเตี่ยนเหาะลงมาพร้อมแสงสีเสียงจัดเต็มแบบนั้น แววตาก็ฉายแววหวาดหวั่นขึ้นมาแวบหนึ่ง มันรีบดึงธงผืนใหญ่ขึ้นมาจากพื้น แล้วตวัดฟันขึ้นไปกลางอากาศ!
ฟิ้ว—
ธงยักษ์ม้วนเอาลมพายุไอหยินขุ่นคลั่ก กลายเป็นมังกรดำทะมึน พุ่งเข้าใส่ฉีเตี่ยนอย่างรวดเร็ว
ฉีเตี่ยนที่อยู่กลางอากาศพลิกฝ่ามือเรียกกระบี่ยาวออกมา ประกายกระบี่เย็นเยียบดูแล้วไม่น่าจะใช่ของธรรมดา เขากระตุ้นพลังปราณให้แผ่รัศมีกระบี่ยาวสามฟุต หมายจะฟันพายุไอหยินนั่นให้ขาดสะบั้น!
ตูม!
ประกายกระบี่ปะทะเข้ากับพายุไอหยิน แต่จู่ๆ ประกายกระบี่ก็สั่นไหวและแตกสลายไป! พายุไอหยินระเบิดออกเป็นกลุ่มควันสีดำ ฉีเตี่ยนโดนแรงกระแทกจนร่วงลงมากระแทกพื้นดังอั้ก หงายเก๋งสลบเหมือดไปในทันที
เปิดตัวได้ไม่ถึงสามวิ
ฉีเตี่ยนก็ลงไปนอนนับดาวซะแล้ว
"ที่แท้ก็มีดีแค่เอฟเฟคสินะ" เยว่เหวินเอามือกุมขมับ
เหตุการณ์เมื่อกี้ถึงจะเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ด้วยระดับพลังตบะของเขา เขาก็มองเห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง
พายุไอหยินที่ชายชุดดำพัดออกมาน่ะ มันแฝงการโจมตีทางจิตวิญญาณเอาไว้ด้วย ถึงประกายกระบี่ของฉีเตี่ยนจะคมกริบแค่ไหน แต่พอไปสัมผัสโดนพายุไอหยินนั่นเข้า จิตวิญญาณก็โดนป่วนจนเดินพลังปราณไม่นิ่ง ประกายกระบี่ก็เลยแตกซ่าน พลังปราณปั่นป่วน ถึงได้ร่วงลงมาหัวทิ่มแบบนั้นไงล่ะ
สลบเหมือดไม่ได้สติไปเลย
"เวรเอ๊ย" ขนาดชายชุดดำเองยังแอบอึ้งไปเหมือนกัน มันสบถออกมาว่า "ที่แท้ก็แค่พวกกระจอกนี่หว่า"
ตอนแรกเห็นมันเปิดตัวซะอลังการ มันก็แอบเสียวสันหลังเหมือนกัน ปกติสุสานทิศตะวันออกมันจะมีผู้ฝึกปราณมาคุมเชิงซะที่ไหนล่ะ? มันนึกว่าพวกกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติมาดักซุ่มโจมตีมันซะอีก
ฝีมือมีแค่นี้ จะเปิดตัวซะอลังการดาวล้านดวงไปทำไมวะ?
ชายชุดดำสะบัดมืออีกครั้ง เข็มเหล็กสีดำสี่เล่มก็พุ่งแหวกอากาศไปปักเข้าที่แขนขาของฉีเตี่ยน ตรึงร่างของเขาติดกับพื้น ถือเป็นการผนึกพลังไว้ชั่วคราว
"หึ" มันแสยะยิ้มชั่วร้าย "ในเมื่อเป็นศิษย์สำนักเซียน งั้นก็ยังไม่ต้องรีบฆ่าทิ้งหรอก สำนักหลินเจียงถึงจะไม่ใช่สำนักใหญ่โตอะไร แต่ก็มีอิทธิพลในเมืองเจียงเฉิงมานาน น่าจะมีของดีซุกซ่อนอยู่เยอะ จับตัวมันไปเรียกค่าไถ่ก่อนดีกว่า แล้วค่อยรีดเอาพวกของวิเศษกับเคล็ดวิชาของมันออกมาให้หมด สุดท้ายค่อยเอาไปทำเป็นศพหุ่นเชิด ถึงจะเรียกว่าใช้สอยอย่างคุ้มค่า หึๆๆๆ..."
ฟังจากเสียงหัวเราะชั่วร้ายของมัน เยว่เหวินก็พอจะเดาเบื้องลึกเบื้องหลังของไอ้หมอนี่ออกแล้ว
ตอนที่ฉีเตี่ยนโผล่มาก็เรียกมันว่า 'มารร้าย' แถมวิชาที่มันใช้ก็เป็นพวกวิชาปลุกศพ วิชาล่อลวงจิตวิญญาณ พอเอามาบวกกับพฤติกรรมของมันแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยเลย
พวก 'มารร้าย' หรือ 'ผู้ฝึกวิชามาร' ในสายตาของฝ่ายธรรมะ แบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือพวกที่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร แต่ดันไปฝึกวิชามารที่ทำร้ายคนอื่นเพื่อให้ได้พลังที่แข็งแกร่งขึ้น ส่วนอีกประเภทคือพวกที่ไม่มีพรสวรรค์ แต่ยอมแลกอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้บำเพ็ญเพียร ซึ่งข้อแลกเปลี่ยนนั้นก็มักจะทำให้พวกเขาต้องเดินเข้าสู่เส้นทางสายมาร
ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน สังคมก็รับไม่ได้ทั้งนั้นแหละ
และพวกมันทุกคนก็ล้วนเป็นพวกเดนตายที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ชายชุดดำคนนี้น่าจะอยู่ในประเภทแรก ถึงวิชาที่มันใช้จะดูชั่วร้ายมืดมน แต่มันก็ยังมีสภาพเป็นคนอยู่
ผู้ฝึกวิชามารแบบนี้ไม่มีทางโผล่หน้ามาให้ใครเห็นได้ง่ายๆ หรอก พวกมันมักจะรับงานใต้ดินเพื่อหาเลี้ยงชีพ วันนี้น่าจะมารับจ้างนายจ้างลึกลับคนนั้น ให้มาใช้วิชาปลุกศพเพื่อตามหา 'จางเหว่ย' ที่ต้องการตัว
เยว่เหวินสมองแล่นปรี๊ด กำลังคิดหาวิธีรับมืออยู่
ถ้าเขาปล่อยให้มันทำภารกิจสำเร็จ มันก็คงจะหิ้วตัวฉีเตี่ยนกลับไปด้วยแน่ๆ ถ้าเขาซ่อนตัวเนียนๆ ไปจนจบเรื่อง เขาอาจจะรอดปลอดภัย แต่ฉีเตี่ยนคงไม่รอดเงื้อมมือมันแน่
แต่ถ้าเขาโผล่ไปสู้กับชายชุดดำตรงๆ เขาก็ไม่มั่นใจว่าจะชนะหรอกนะ เพราะเขาไม่เคยสู้กับผู้ฝึกวิชามารมาก่อนเลย ไม่รู้ทั้งระดับพลัง ไม่รู้ทั้งลูกไม้ของมัน
ถ้าแอบโทรแจ้งกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติ ก็เสี่ยงจะโดนจับได้ แถมกว่าพวกนั้นจะแห่กันมาถึงก็คงอีกนาน
หลังจากคิดสะระตะอยู่พักหนึ่ง สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับศพที่ใส่ชุดเอี๊ยมตรงหน้า จู่ๆ เขาก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้
...
ชายชุดดำจัดการผนึกพลังของฉีเตี่ยนไว้ชั่วคราว เพื่อไม่ให้เขาฟื้นขึ้นมาขัดจังหวะได้อีก จากนั้นก็หันกลับมาหากองทัพศพต่อ
งานหลักยังไม่เสร็จเลยนี่หว่า
ถึงพวกผู้ฝึกวิชามารจะทำเรื่องเลวร้ายสารพัด แต่ถ้าพวกมันรับงานมาแล้ว พวกมันก็จะทำจนสำเร็จ ไม่งั้นถ้าเสียเครดิตขึ้นมา พวกมันก็จะหมดทางทำมาหากินในโลกใต้ดินทันที จะให้กลับไปใช้วิธีหาเงินแบบคนปกติก็ไม่ได้หรอก นับประสาอะไรกับการหาเงินมาบำเพ็ญเพียรล่ะ
ดังนั้น ในบางเรื่อง พวกผู้ฝึกวิชามารก็เคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบยิ่งกว่าพวกผู้ฝึกปราณฝ่ายธรรมะซะอีก
มันกดส่งข้อความเสียงไปหาอีกฝ่ายอีกรอบ "เมื่อกี้มีพวกผู้ฝึกปราณฝ่ายธรรมะโผล่มาขวาง แต่ข้าจัดการมันไปแล้ว มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเป้าหมายอีกก็ส่งมาให้หมดเลย"
อีกฝ่ายส่งข้อความยาวเหยียดเกี่ยวกับ 'จางเหว่ย' กลับมาอย่างรวดเร็ว
จากนั้น อีกฝ่ายก็ส่งข้อความต่อท้ายมาอีกประโยค "หวังว่าเจ้าจะรีบๆ หน่อยนะ ความอดทนของข้ามีจำกัด"
"วางใจได้เลยเถ้าแก่" ชายชุดดำตอบกลับไปอย่างมั่นใจ "ข้อมูลแน่นซะขนาดนี้ ถ้าข้ายังหาตัวมันไม่เจออีก ข้าจะยอมกินขี้โชว์เลยเอ้า!"
มันเก็บมือถือ มองหน้าศพห้าร่างที่ยืนเรียงรายกันอยู่ แล้วประกาศเสียงดังฟังชัด "จางเหว่ย หมาโสดตั้งแต่เกิดที่เรียนจบจากวิทยาลัยเทคนิคเจียงเฉิง ตอนฝึกทหารดันเมาแอ๋ไปยืนฉี่หน้าหอหญิงแถมยังจะโชว์ 'อาวุธประจำกาย' ให้สาวๆ ดูอีก เคยส่งปลากระป๋องสวีเดนไปสารภาพรักกับสาวที่ชอบ เคยใส่ถุงน่องตาข่ายถ่ายรูปเซลฟี่ในหอพักแล้วเอาไปโพสต์ขายเป็นของใช้แล้วในเน็ต แต่ดันเจอเพื่อนร่วมห้องซื้อไป เรียนจบแล้วไปทำงานที่ร้านขายของเก่า ก่อนตายดันขโมยของสำคัญของร้านไปตอนทำงานล่วงเวลา... ก้าวออกมาซะ!"
พูดจบ มันก็ยิ้มกริ่มอย่างมั่นใจ จ้องมองศพทั้งห้าร่างที่เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย รอให้เป้าหมายเดินออกมาเอง
เพราะพวกศพพวกนี้โดนเรียกให้ก้าวออกมาก่อนหน้านี้หลายรอบแล้ว พวกมันก็เลยมายืนกองกันอยู่ตีนเนินเขา ห่างจากมันแค่เอื้อม มันมองเห็นใบหน้าที่เละเทะและบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดก่อนตายของพวกมันได้อย่างชัดเจน... ซึ่งเป็นภาพที่มันชอบดูซะด้วยสิ...
ตึง ตึง
แต่รอยยิ้มของมันยังไม่ทันจะหุบ ก็เห็นศพสองร่างก้าวเท้ายาวๆ ออกมาพร้อมกัน
"..."
ความเงียบเข้าปกคลุม
ลมเย็นยะเยือกหอบเอาใบไม้แห้งพัดผ่านเนินเขา ชายชุดดำอ้าปากค้าง มองภาพตรงหน้าด้วยความอึ้งกิมกี่
แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
หา—?
ผ่านไปพักใหญ่ มันถึงค่อยหลุดปากออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ "เรื่องบัดซบขนาดนี้ยังมีคนทำซ้ำกันตั้งสองคนเลยเรอะ?"
ไอ้คนระยำตำบอนแบบนี้ บนโลกนี้มันมีถึงสองคนเลยรึ?
แถมยังชื่อจางเหว่ยเหมือนกัน แล้วดันมาตายฝังอยู่ที่เดียวกันอีก... มันชักเริ่มสงสัยแล้วว่าวิชาปลุกศพของมันมันเพี้ยนหรือเปล่าเนี่ย?
มันจะบังเอิญเกินไปไหมเนี่ย!
แต่ก็เอาเถอะ แค่ศพสองร่าง หอบกลับไปให้หมดเลยก็สิ้นเรื่อง แต่พอนึกถึงคำพูดคุยโวของตัวเองเมื่อกี้ มันก็แอบหวั่นใจนิดๆ
นายจ้างคงไม่คิดว่ามันเป็นจอมตะกละที่อยากจะกินขี้หรอกนะ?
"หืม?" ชายชุดดำที่กำลังสับสนกวาดสายตามองศพสองร่างนั้นสลับไปมา แล้วจู่ๆ ก็ขมวดคิ้วมุ่น
ศพหนึ่งใส่ชุดเอี๊ยม ไว้ผมแสกกลาง มองหน้าไม่ชัด ส่วนอีกศพใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ก้มหน้าอยู่เลยมองไม่เห็นหน้าเหมือนกัน แต่ดูจากโครงหน้าแล้วน่าจะเป็นคนหล่อเอาเรื่องเลยล่ะ
แถมยังดูมีออร่ากว่าศพอื่นๆ อีกด้วย
ดูโดดเด่นสะดุดตาเกินไปหน่อยแฮะ
มันจ้องมองศพหน้าหล่อที่ดูไม่เข้าพวกนั่น แล้วพึมพำด้วยความลังเลว่า "เมื่อกี้มีไอ้หมอนี่อยู่ด้วยรึเปล่าวะ?"
ในจังหวะที่มันกำลังยืนงงอยู่นั้น 'ศพ' ร่างนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลา คิ้วเข้มตาโต แถมยังยิ้มแฉ่งให้มันอีกต่างหาก "ความจำดีใช้ได้นี่"
"คนเป็น?!" ชายชุดดำตกใจสุดขีด รีบกระโดดถอยหลังหนี
เล่นกับศพมาครึ่งค่อนชีวิต นี่เป็นครั้งแรกที่โดนศพหลอกจนสะดุ้งเฮือก
แต่มันก็สายไปซะแล้ว
ศพหน้าหล่อจอมปลอมนั่นก็คือเยว่เหวินนั่นเอง เขาไม่แน่ใจว่าจะสู้กับชายชุดดำตรงๆ ไหวไหม ก็เลยแอบเนียนเข้ามาผสมโรงกับพวก 'จางเหว่ย' ซะเลย
อาศัยจังหวะที่ก้าวเท้าออกมาร่นระยะห่างระหว่างเขากับชายชุดดำ
และตอนนี้แหละ คือจังหวะลงมือ!
วิชาควบคุมกระบี่!
ประกายแสงเย็นเยียบพุ่งทะยานออกมาจากข้อมือของเยว่เหวินในพริบตา รวดเร็วปานลูกศรที่โฮ่วอี้ยิงดับดวงอาทิตย์! ถ้าอยู่ห่างกันมากกว่านี้ ชายชุดดำอาจจะพอหลบได้ทัน แต่ตอนนี้พวกเขายืนห่างกันไม่ถึงเจ็ดก้าว
เกินเจ็ดก้าว กระบี่บินเร็วกว่า
แต่ถ้าในระยะเจ็ดก้าว กระบี่บินทั้งเร็วทั้งแม่นยำ!
ฉึก—