เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 ร้านอาหารฉู่ยวี่

บทที่ 27 ร้านอาหารฉู่ยวี่

บทที่ 27 ร้านอาหารฉู่ยวี่


บทที่ 27 ร้านอาหารฉู่ยวี่

จิ่นซิ่วการ์เดน

หลินเฟิงมองแสงไฟสลัวในบ้าน พลางถอนหายใจ ปิดประตูแล้วกลับเข้าห้องของตัวเอง

สำหรับหลินเฟิงแล้ว เขารู้สึกว่าที่นี่ไม่เหมือนบ้าน แต่มันเป็นแค่ที่ซุกหัวนอนมากกว่า

หากเปรียบกับสมัยโบราณ เขาก็คงมีสถานะไม่ต่างจาก 'ลูกอนุ'

เรื่องที่ป่าวประกาศให้คนนอกรับรู้ว่าครอบครัวมีโรงงานเล็กๆ นั้น เป็นเพียงข้ออ้างที่หลินเฟิงกุขึ้นมาเองทั้งนั้น

เขาอยู่โรงเรียนประจำมาตั้งแต่ประถม จนกระทั่งเรียนจบมัธยมปลายก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

ดังนั้น ตั้งแต่จำความได้ เขาจึงไม่ได้มีความผูกพันกับผู้เป็นพ่อมากนัก

อีกฝ่ายเป็นเหมือนตู้เอทีเอ็มมากกว่าจะเป็นพ่อเสียด้วยซ้ำ

ส่วนแม่ของเขานั้นห่วงใยเขามาก แต่ทว่าผลจากการเลือกเป็นนกน้อยในกรงทองตั้งแต่วัยสาว ก็ต้องแลกมาด้วยการค่อยๆ หมดความสำคัญลงเมื่ออายุมากขึ้น

สิ่งนี้ส่งผลให้แม่ของหลินเฟิงมีอาการซึมเศร้าอยู่เสมอ เธอจะมีความสุขอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อได้กลับไปเยี่ยมพี่น้องที่บ้านเกิดเท่านั้น

หลินเฟิงไม่ได้มีความคิดเห็นอะไรกับเรื่องนี้ เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีอะไรบ้างที่เขาจะดูแลตัวเองไม่ได้?

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขามีเงินแล้ว เรื่องพวกนี้ยิ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่

อันที่จริง ด้วยสภาพครอบครัวแบบนี้ หากหลินเฟิงไม่ได้อยู่โรงเรียนประจำมาตั้งแต่เด็ก แต่เรียนโรงเรียนไปกลับตามปกติ...

ป่านนี้เขาคงกลายเป็น 'เด็กแว้น' ไปแล้ว

เมื่อกลับถึงบ้าน เขาก็สั่งอาหารเดลิเวอรีมากินง่ายๆ ระหว่างรอ เขาก็พิมพ์แชตหยอดคำหวานกับอันหมินหมิ่น

และพิมพ์แชตคุยเรื่องติดเรตกับอู๋เมิ่งฉี

ไม่นาน พนักงานส่งอาหารก็มาถึง

หลังจากเปิดกล่องอาหาร หลินเฟิงก็เตรียมจะไถโต่วอินไปกินไป แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าต้องถ่ายรูปรายงานเซี่ยเวยเสียก่อน

หลินเฟิง: [ส่งรูปภาพ]

อาหารนึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่า

มันคือเซ็ตข้าวหน้าไก่นึ่งเห็ดหอมราคาประมาณสามสิบกว่าหยวน

มีทั้งเนื้อ ข้าว ผัก ซุป และยังมีไข่ตุ๋นเพิ่มมาให้อีกหนึ่งถ้วย

หลินเฟิงรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์

อย่างน้อยก็ดีกว่าพวกอาหารขยะที่กินแล้วพานจะท้องร่วงเป็นน้ำพุล่ะนะ?

ในขณะเดียวกัน เซี่ยเวยเพิ่งอาบน้ำเสร็จ หยดน้ำยังคงเกาะพราวอยู่บนผิวพรรณอันเนียนนุ่ม สวมชุดนอนผ้าไหมสีแชมเปญโกลด์ เนื้อผ้าพริ้วไหวแนบชิดลูบไล้ผิวกายอย่างแผ่วเบา ราวกับจะสัมผัสได้ถึงความนุ่มละมุนนั้น

เซี่ยเวยเอนกายพิงโซฟาอย่างเกียจคร้าน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ทันทีที่หน้าจอสว่าง เธอก็เห็นข้อความจากหลินเฟิง เป็นรูปภาพอาหารเย็นของเขา

คิ้วเรียวดุจใบหลิวของเซี่ยเวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แววตาคู่สวยฉายแววไม่สบอารมณ์ นิ้วเรียวพิมพ์ลงบนหน้าจออย่างรวดเร็ว ตอบกลับไปว่า "นี่คือมื้อเย็นของคุณงั้นเหรอ?" ประโยคนี้เผยให้เห็นถึงความกังขาในอาหารมื้อนี้ของหลินเฟิง

หลินเฟิงที่กำลังจะลงมือทานข้าว ตอบกลับไปสั้นๆ ว่า "ใช่ครับ"

แต่ก่อนที่หลินเฟิงจะได้ตักข้าวเข้าปาก เสียงสายเรียกเข้าจากวีแชตก็ดังขึ้น

เมื่อเห็นว่าเป็นเซี่ยเวย หลินเฟิงก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงโทรมา

"ฮัลโหล? พี่เวยเวยเหรอครับ?"

เซี่ยเวยถามตรงประเด็น "ปกติคุณกินของแบบนี้เหรอ?"

ช่วงไม่กี่วันมานี้ก็ไม่ได้กินนะ

หลินเฟิงอยากจะตอบไปแบบนั้น แต่ถ้านับย้อนไปก่อนหน้านี้ด้วย มันก็เป็นความจริงตามนั้น

แม่ไม่อยู่บ้าน ครอบครัวก็ไม่ได้จ้างแม่บ้าน ปกติเขาก็กินนอนอยู่โรงเรียนประจำ พอกลับมาบ้าน อาหารส่วนใหญ่ก็เป็นพวกอาหารสำเร็จรูปแบบนี้แหละ

"แบบนี้ไม่ได้การล่ะ เดี๋ยวฉันพาคุณไปกินข้าวที่หนึ่ง"

"ที่นั่นเหมาะสำหรับคนเล่นฟิตเนส อาหารคลีนแถมยังสั่งทำแบบเฉพาะเจาะจงได้ด้วย"

ความรับผิดชอบสูงของเซี่ยเวยทำให้หลินเฟิงถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย นี่มันไม่ใช่ชั่วโมงเรียนซะหน่อยนะ?

จะมีคนที่ใส่ใจขนาดนี้อยู่จริงๆ เหรอเนี่ย?

ส่วนอาหารเดลิเวอรีตรงหน้าน่ะเหรอ ไปตายซะให้พ้นๆ เลยไป!

กินข้าวคนเดียวมันจะไปสนุกอะไร!

การได้กินข้าวกับเทพธิดาระดับท็อปอย่างเซี่ยเวยต่างหาก ถึงจะเรียกว่าอาหารตา อาหารจมูก และอาหารปากอย่างแท้จริง!

"โอเคครับ เดี๋ยวเจอกัน"

หลินเฟิงวางสาย มองดูโลเคชันที่อีกฝ่ายส่งมา แล้วฟอร์เวิร์ดส่งต่อให้คนขับรถเหอทันที

ไม่นาน ลุงเหอก็ขับรถคัลลิแนนมาจอดรอใต้ตึกของหลินเฟิง

ใช้เวลาเพียงแค่สิบนาที คัลลิแนนก็มาถึงจุดหมายปลายทาง

ขณะที่หลินเฟิงก้าวลงจากรถ เขาก็เห็นเรียวขายาวตรงคู่หนึ่งก้าวออกมาจากรถปอร์เช่ พานาเมร่า

แสงไฟยามค่ำคืนสาดส่องเข้ามาในวินาทีที่ประตูรถเปิดออก เสียงรองเท้าส้นเข็มหนังแก้วกระทบพื้นดังกังวานปลุกเงาไม้ให้ตื่นจากภวังค์ เรียวขาที่ทอดตัวยาวออกมาจากกระโปรงทรงสอบยาวกรอมข้อเท้านั้นงดงามราวกับงานศิลปะที่ถูกเลี่ยมทอง ส่วนโค้งเว้าของหลังเท้าที่เกร็งขึ้นช่างงดงามจนแทบหยุดหายใจ

เมื่อเรือนร่างอันเย้ายวนขยับลุกขึ้นยืนผ่านกรอบประตูรถ โครงหลังคารถที่ดูปราดเปรียวก็ยังกลายเป็นเทอะทะไปถนัดตา

ท่วงท่าการปิดประตูรถด้วยหลังมือของเซี่ยเวยนั้นดูมีจังหวะจะโคน และในวินาทีที่ชายกระโปรงกับปลายผมของเธอพลิ้วไหวไปตามสายลมเอื่อย กระจกหน้าร้านกาแฟริมทางก็สะท้อนใบหน้าที่สวยสะกดทุกสายตาของเธอออกมา

สัดส่วนช่วงเอวคอดรับกับสะโพกถูกโอบรัดด้วยกระโปรงทรงสอบอย่างลงตัว กระดุมเม็ดที่สามของเสื้อเชิ้ตผ้าไหมที่ปริออกเล็กน้อยอย่างพอดี และลำคอระหงดั่งหงส์ที่ทอดยาวจรดมวยผมสีเกาลัดที่มัดรวบไว้

เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นทางเท้าดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เรียวขาคู่นั้นดูยาวขึ้นไปอีกเมื่อต้องแสงไฟ ก้าวเดินด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ก่อนจะหยุดชะงักลงที่หัวมุมถนน

ขณะที่นิ้วเรียวซึ่งแต่งแต้มด้วยสีทาเล็บโทนนู้ดกำลังทัดปอยผมที่หลุดรุ่ยไว้หลังใบหู ท่าทางนั้นราวกับเป็นการสื่อสารเงียบๆ กับสร้อยคอเพชรระยิบระยับที่ทาบทับอยู่บนกระดูกไหปลาร้า

งดงาม

สวยจนแทบลืมหายใจ

ในขณะที่หลินเฟิงเห็นเซี่ยเวย เธอก็ย่อมเห็นหลินเฟิงก้าวลงมาจากรถคัลลิแนนเช่นกัน

คัลลิแนน?

เซี่ยเวยพิจารณาหลินเฟิงอย่างละเอียดอีกครั้ง

เขาเป็นลูกเศรษฐีรุ่นสองจากต่างถิ่นจริงๆ งั้นเหรอ?

"อาเฟิง"

"พี่เวยเวย"

แตกต่างจากลุคสปอร์ตเกิร์ลในฟิตเนส เซี่ยเวยในยามนี้แผ่กลิ่นอายเสน่ห์ของผู้หญิงที่โตเต็มวัย

ด้วยรูปร่างและใบหน้าที่สวยไร้ที่ติของเซี่ยเวย เธอก็แทบจะเอาอยู่กับเสื้อผ้าทุกสไตล์

"ไปกันเถอะ ที่นี่เป็นร้านอาหารส่วนตัวที่เพื่อนของฉันเปิดเองน่ะ"

เซี่ยเวยเดินนำหลินเฟิงเข้าไปด้านใน

ภายนอกอาคารดูเรียบง่าย ไม่มีป้ายชื่อร้านหรือป้ายโฆษณาใดๆ และประตูจะเปิดออกก็ต่อเมื่อเซี่ยเวยสแกนใบหน้ายืนยันสิทธิ์สมาชิกแล้วเท่านั้น

"ที่นี่ไม่เปิดรับลูกค้าทั่วไปนะ ต้องเป็นเพื่อนของเจ้าของร้าน หรือไม่ก็เป็นเพื่อนที่คนรู้จักแนะนำมาเท่านั้น"

"แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสมัครสมาชิกได้หรอกนะ ถึงฉันจะเชื่อว่าระดับคุณคงไม่มีปัญหาก็ตาม"

เซี่ยเวยอธิบายให้หลินเฟิงฟังระหว่างเดิน

เมื่อมองดูการตกแต่งสไตล์จีนโบราณ เฟอร์นิเจอร์ไม้หงมู่ราคาแพงระยับ ล้วนบ่งบอกถึงฐานะและบารมีของเจ้าของร้านได้เป็นอย่างดี

"คุณผู้หญิงเซี่ยเวย ยินดีต้อนรับครับ"

"ห้องส่วนตัวอักษร 'เสวียน' ที่คุณจองไว้พร้อมแล้ว เชิญตามผมมาทางนี้เลยครับ"

พนักงานเสิร์ฟเดินนำเซี่ยเวยและหลินเฟิงมายังห้องขนาดไม่ใหญ่นัก ทว่าตกแต่งอย่างประณีตงดงาม

เมื่อทั้งสองนั่งลง เซี่ยเวยก็พูดต่อ "ข้อดีอย่างหนึ่งของการมากินข้าวที่นี่ก็คือ คุณไม่ต้องมานั่งคิดว่าจะกินอะไรดี"

"เพราะคุณแค่ส่งตารางสัดส่วนร่างกายให้ผู้จัดการร้าน แล้วพวกเขาจะจัดเตรียมอาหารมื้อนี้ตามความต้องการของร่างกายเราให้เอง"

"ถ้าอยากได้บริการที่ลึกซึ้งกว่านั้น ก็ส่งประวัติการกินช่วงนี้ไปให้เขา แล้วทางร้านจะจัดเซ็ตโภชนาการให้สอดคล้องกันได้ด้วย"

"แน่นอนว่า ต้องจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อย"

หลินเฟิงประหลาดใจเล็กน้อย มีร้านแบบนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย

"คอนเซปต์ของที่นี่คือการผสมผสานระหว่างอาหารฟิตเนสแบบจีนและตะวันตก ว่ากันว่าเจ้าของที่นี่เป็นปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ผู้ลึกลับด้วยนะ แต่น่าเสียดายที่ฉันก็ไม่เคยเจอเขาเหมือนกัน"

จากคำอธิบายของเซี่ยเวย หลินเฟิงก็เริ่มรู้สึกสนใจโมเดลธุรกิจของที่นี่ขึ้นมาบ้างแล้ว

แพทย์แผนจีน ศิลปะการต่อสู้ ฟิตเนส และโภชนาการตะวันตก

โมเดลธุรกิจแบบสี่อินวัน

แต่ทว่า สิ่งที่กระตุ้นความสนใจหลินเฟิงได้มากกว่าก็คือ... ปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้เหรอ?

มีของแบบนั้นอยู่จริงๆ ดิ?

แน่ใจนะว่าไม่ใช่พวกวิชา 'เพลงแส้สายฟ้าห้าวิถี' อะไรเทือกนั้น?

ไม่ได้หลอกกันใช่ไหมเนี่ย?

เซี่ยเวยราวกับมองทะลุความคิดของหลินเฟิง มุมปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อยราวกับดอกไม้ที่แย้มบาน พร้อมกับหัวเราะเบาๆ "เรื่องปรมาจารย์นั่นจะจริงหรือเปล่าก็ยากจะตัดสินใจนะ แต่อาหารโภชนาการของที่นี่โดดเด่นและไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน"

"แค่คุณสมัครเป็นสมาชิกของที่นี่ แล้วเติมเงินเข้าบัตรให้มากพอ พวกเขาก็มีบริการจัดส่งเดลิเวอรีให้ถึงที่ด้วยซ้ำ"

เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของหลินเฟิงก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ราวกับดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

แบบนี้มันดีกว่าพวกอาหารสำเร็จรูปตั้งเยอะไม่ใช่หรือไง?

จบบทที่ บทที่ 27 ร้านอาหารฉู่ยวี่

คัดลอกลิงก์แล้ว