เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 เสิ่นเชียนฮุ่ยตาสว่างกะทันหัน

บทที่ 6 เสิ่นเชียนฮุ่ยตาสว่างกะทันหัน

บทที่ 6 เสิ่นเชียนฮุ่ยตาสว่างกะทันหัน


บทที่ 6 เสิ่นเชียนฮุ่ยตาสว่างกะทันหัน

เสิ่นรั่วจิงรับสาย เสียงหวานเจี๊ยบของหญิงสาวก็ดังเจื้อยแจ้วมาจากปลายสาย "ที่รัก ฉันลงมือตรวจดีเอ็นเอให้เธอด้วยตัวเองเลยนะเนี่ย อดหลับอดนอนจนเสียสละเวลานอนหลับพักผ่อนเพื่อความงามไปเลยนะเว้ย จำไว้เลยนะว่าเธอติดหนี้บุญคุณฉันครั้งนึง~"

"อืม"

"ฉันล่ะอิจฉาเธอจริงๆ ที่ได้เกษียณตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วก็ใช้ชีวิตสบายๆ ไปวันๆ คนที่เกิดมาเพื่อทำงานหนักอย่างฉันนี่มันน่าสมเพชจริงๆ..."

เสิ่นรั่วจิงพูดแทรกขึ้นมา "ตกลงผลตรวจเป็นยังไงบ้าง?"

"...เป็นพ่อลูกกันจริงๆ! ฉันส่งรายงานผลตรวจฉบับอิเล็กทรอนิกส์ไปที่อีเมลของเธอแล้วนะ!"

"ขอบใจมาก"

เสิ่นรั่วจิงวางสายพลางขมวดคิ้วมุ่น: ถ้าเธอไม่ได้จำคนผิด แล้วทำไมฉู่ฉือเชินถึงจำเธอไม่ได้ล่ะ?

เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาข่าวเกี่ยวกับฉู่ฉือเชิน

ผลปรากฏว่า อย่าว่าแต่ข่าวเรื่องที่เขาเคยได้รับบาดเจ็บหรือล้มป่วยในอดีตเลย แม้แต่รายงานข่าวในหน้าเศรษฐกิจก็ยังไม่มี

ไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับฉู่ฉือเชินปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์เลย

ทายาทตระกูลฉู่ผู้นี้เปรียบเสมือนบุคคลลึกลับแห่งเมืองไห่

นับตั้งแต่เกิด เขาถูกกำหนดตัวให้เป็นผู้สืบทอดและได้รับการฝึกฝนอย่างลับๆ ตระกูลฉู่เพียงแค่ปล่อยข่าวลือบางอย่างออกมาให้คนภายนอกได้รับรู้เท่านั้น แต่ชื่อและภาพถ่ายของเขากลับไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนเลย

มิน่าล่ะ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เธอถึงไม่เคยค้นพบเบาะแสใดๆ เกี่ยวกับเขาเลย

ทันใดนั้น เสิ่นเชียนฮุ่ยก็ขับรถเก๋งเชฟโรเลตออกไปพอดี

เสิ่นรั่วจิงไม่มีเวลาคิดอะไรให้มากความ เธอรีบสตาร์ทมอเตอร์ไซค์แล้วขับตามไปทันที

หลายปีมานี้ แม่ของเธอยอมลดศักดิ์ศรีลงไปทำงานงกๆ ให้กับตระกูลเสิ่นเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว ไม่ว่าเธอจะพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไร้ผล บางทีวันนี้ แม่ของเธออาจจะได้เห็นธาตุแท้ของคุณนายเสิ่นเสียที

สองแม่ลูกขับรถตามกันเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น

หลังจากจอดรถเสร็จ เสิ่นรั่วจิงก็รีบสาวเท้าเดินตามแม่ของเธอให้ทัน

เมื่อเสิ่นเชียนฮุ่ยเห็นลูกสาว ใบหน้าของเธอก็สว่างวาบขึ้นมาทันที "จิงจิง ลูกคิดได้แล้วใช่ไหม? ดีแล้วล่ะ ต่อไปนี้ลูกควรจะใกล้ชิดกับคุณยายให้มากๆ เข้าไว้นะ ยังไงพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน"

เธอวาดฝันถึงอนาคต "ถ้าคราวนี้แม่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปล่ะก็ แม่จะฝากฝังตำแหน่งงานในตระกูลเสิ่นให้ลูกด้วยนะ ลูกจะได้มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่งเสียที"

เสิ่นรั่วจิง: ...ไม่จำเป็นเลยสักนิด!

ขณะที่คุยกัน ทั้งสองก็เดินเข้ามาถึงในห้องนั่งเล่น

คุณนายหลินนั่งหน้าตึงอยู่บนที่นั่งประธาน ส่วนคุณนายเสิ่นที่มีผมสีดอกเลาเต็มศีรษะนั้นนั่งอยู่ข้างๆ ใบหน้าของนางประดับไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง กำลังพร่ำพูดอะไรบางอย่างอยู่

เมื่อเห็นเช่นนั้น เสิ่นเชียนฮุ่ยก็ประหลาดใจเล็กน้อย "คุณนายหลินก็มาด้วยเหรอคะเนี่ย? แขกหายากเลยนะคะ"

หลังจากกล่าวทักทายพอเป็นพิธี เธอก็รีบเดินตรงเข้าไปหาคุณนายเสิ่นอย่างกระตือรือร้น "คุณแม่คะ เรื่องตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป..."

"เพียะ!"

ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ คุณนายเสิ่นก็ตวัดฝ่ามือตบหน้าเธอฉาดใหญ่!

แก้มของเธอชาหนึบ เสิ่นเชียนฮุ่ยยืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ "คุณแม่?"

คุณนายเสิ่นตวาดลั่น "ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่! ฉันผู้เป็นแม่ของแก อบรมสั่งสอนเรื่องมารยาท สอนหนังสือหนังหาและสอนให้แกรู้จักการวางตัวเป็นคนดี แต่ฉันไม่เคยสอนให้แกเป็นแม่คนแบบนี้! แกตามใจเสิ่นรั่วจิงจนเสียนิสัย กลายเป็นคนไม่เห็นหัวใครแบบนี้ไง มันถึงได้ไปก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้!..."

หลังจากที่คุณนายเสิ่นเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงของตระกูลฉู่ให้ฟัง น้ำตาของเสิ่นเชียนฮุ่ยก็เอ่อล้นออกมา "คุณแม่คะ มันต้องมีเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ จิงจิงไม่ใช่คนแบบนั้นนะคะ!"

เสิ่นรั่วจิงที่ยืนอยู่ข้างๆ หลุบตาดอกท้อลงพลางถอนหายใจแผ่วเบา

เธออุตส่าห์คิดว่าหลังจากที่แม่ของเธอโดนตบหน้าไปฉาดหนึ่งแล้ว จะยอมตาสว่างรับรู้ความเป็นจริงเสียที แต่ไม่นึกเลยว่ายัยจิ้งจอกเฒ่านี่จะใช้คำพูดแค่ไม่กี่คำ มาล้างสมองเสิ่นเชียนฮุ่ยได้อีกครั้ง

แต่แม่ผู้แสนจะหัวอ่อนของเธอก็ขึ้นชื่อเรื่องการปกป้องลูกสาวแบบสุดลิ่มทิ่มประตูอยู่แล้ว

แม้แต่ตอนที่เธอท้องไม่มีพ่อจนถูกไล่ออกจากตระกูล แม่ของเธอก็ไม่เคยปริปากดุด่าหรือตำหนิเธอเลยแม้แต่คำเดียว

ในฐานะเด็กกำพร้า เธอโหยหาความรักความอบอุ่นจากครอบครัวเป็นที่สุด

ทั้งจากตัวคุณยายเอง และที่สำคัญที่สุดคือจากตัวแม่ของเธอเอง

คุณนายเสิ่นถอนหายใจ "ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดอะไรก็ตาม แต่ความจริงก็คือนังเด็กนั่นมันไปทำร้ายร่างกายคุณหนูหลินเข้าแล้ว! เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว ตอนนี้ตระกูลฉู่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถ้าเราอยากจะยุติเรื่องนี้ เราก็ต้องขอโทษคุณนายหลินซะ!"

เสิ่นเชียนฮุ่ยหันไปมองคุณนายหลินที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยว

ทว่าคุณนายหลินกลับก้มหน้าลงพลางแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ "อุ๊ย ทำไมรองเท้าฉันถึงมีรอยเปื้อนได้ล่ะเนี่ย?"

ร่างของเสิ่นเชียนฮุ่ยแข็งทื่อ

คุณนายเสิ่นเอ่ยเตือนสติ "มัวยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ? รีบเข้าไปเช็ดรองเท้าให้คุณนายหลินสิ!"

เสิ่นเชียนฮุ่ยหันขวับกลับมา มองคุณนายเสิ่นด้วยสายตาเหลือเชื่อ

คุณนายเสิ่นหลุบตาลง แล้วจู่ๆ ก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว "ฉันอุตส่าห์อ้อนวอนคุณนายหลินตั้งนานสองนาน กว่าท่านจะยอมรับปากว่า ขอแค่แกยอมขอโทษอย่างจริงใจและแสดงความรับผิดชอบออกมา ท่านก็จะยอมปล่อยรั่วจิงไป ฉันรู้ว่าแกเป็นคนหยิ่งทะนง ฆ่าได้หยามไม่ได้ เป็นความผิดของฉันเองที่สั่งสอนแกมาไม่ดี ถ้าแกไม่ยอมเช็ด งั้นฉันจะเป็นคนเช็ดให้ท่านเอง..."

เมื่อเห็นว่าคุณนายเสิ่นทำท่าจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ เข่าของเสิ่นเชียนฮุ่ยก็อ่อนยวบลงด้วยความตกใจ "คุณแม่คะ!"

แต่วินาทีต่อมา ท่อนแขนของเธอก็ถูกใครบางคนคว้าเอาไว้แน่น

เสิ่นรั่วจิงประคองแม่ของเธอให้ลุกขึ้น ดวงตาดอกท้อมองไปที่คุณนายเสิ่นด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก แฝงแววเย้ยหยันอยู่ในที

ขาของคุณนายเสิ่นงอลงเล็กน้อย ในจังหวะนี้ นางจะคุกเข่าก็ไม่ได้ จะยืนก็ไม่ลง แถมอารมณ์ดราม่าที่เพิ่งบิ้วท์ขึ้นมาก็สะดุดกึกไปดื้อๆ

นางถลึงตาใส่เสิ่นรั่วจิงด้วยความเคียดแค้น

นังตัวดีนี่ดันไปล่วงเกินตระกูลหลินเข้า คุณนายหลินรับปากกับนางไว้แล้วว่า ขอเพียงนางยอมร่วมมือกับคุณนายหลิน เพื่อฉีกหน้าและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเสิ่นเชียนฮุ่ยให้จมดิน คุณนายหลินก็จะไม่ผูกใจเจ็บกับตระกูลเสิ่น

ส่วนนังเสิ่นรั่วจิงน่ะเหรอ จะเป็นจะตายยังไงก็ช่างหัวมันสิ!

คุณนายเสิ่นยืดตัวขึ้นยืนตรง จากนั้นก็คว้ามือของเสิ่นเชียนฮุ่ยมากุมไว้ แสร้งทำเป็นห่วงใย "เชียนฮุ่ย ฉันรู้ว่าแกรู้สึกคับแค้นใจ เห็นแกเป็นแบบนี้ ฉันเองก็ปวดใจเหมือนกัน! แต่แกต้องเห็นแก่ตระกูลเสิ่นบ้างสิ! หรือถึงแม้ว่าแกจะไม่ทำเพื่อตระกูลเสิ่น แต่แกก็ต้องเห็นแก่รั่วจิงมันนะ! ลำพังแค่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวมันก็ลำบากมากพออยู่แล้ว นี่ยังต้องมาถูกตระกูลฉู่หมายหัวอีก..."

เพื่อจิงจิง... น้ำตาของเสิ่นเชียนฮุ่ยร่วงเผาะเป็นสาย "ไม่ต้องพูดอะไรแล้วค่ะ หนูจะเช็ดให้เอง..."

เสิ่นรั่วจิงขมวดคิ้ว "ต่อให้แม่เช็ดไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ ตระกูลหลินไม่ยอมปล่อยพวกเราไปง่ายๆ หรอก"

ร่างของเสิ่นเชียนฮุ่ยสั่นเทาเล็กน้อย "จิงจิง ไม่เป็นไรลูก ไม่ต้องห่วงนะ คุณยายของลูกไม่มีทางโกหกพวกเราหรอกจ้ะ"

เสิ่นรั่วจิงกำหมัดแน่น รู้ดีว่าพูดอะไรไปตอนนี้ก็ป่วยการ จึงปิดปากเงียบ

เสิ่นเชียนฮุ่ยดึงกระดาษทิชชู่ออกจากกล่องบนโต๊ะกระจก แล้วค่อยๆ ย่อตัวลงครึ่งนั่งครึ่งคุกเข่าตรงหน้าคุณนายหลิน

เธอยื่นมืออันสั่นเทาออกไป ยกเท้าของคุณนายหลินขึ้นมาวางพาดบนเข่าของตัวเอง บรรจงเช็ดทำความสะอาดรอยเปื้อนบนรองเท้าอย่างระมัดระวัง แล้วจึงเอ่ยปาก "คุณนายหลิน ฉันขอโทษค่ะ"

"..."

คุณนายหลินก้มลงมองเสิ่นเชียนฮุ่ย สามีของนางเคยแอบรักเสิ่นเชียนฮุ่ยสมัยยังหนุ่มสาว ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คอยกวนใจคุณนายหลินมาโดยตลอด บัดนี้เมื่อเห็นอีกฝ่ายต้องยอมก้มหัวให้ นางก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจในที่สุด

คุณนายเสิ่นรีบเอ่ยถาม "คุณนายหลิน ท่านหายโกรธแล้วใช่ไหมคะ?"

คุณนายหลินชักเท้ากลับแล้วตอบยิ้มๆ "ใช่ ฉันจะไปบอกตระกูลฉู่ให้ ว่าตระกูลเสิ่นได้ไล่พวกหล่อนออกจากบ้านไปตั้งนานแล้ว และเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลเสิ่นเลย ส่วนครอบครัวของพวกหล่อน... ตระกูลฉู่ไม่มีทางปล่อยไปแน่! คุณนายเสิ่น ตระกูลเสิ่นมีข้อขัดข้องอะไรไหมคะ?"

คุณนายเสิ่นรีบละล่ำละลักตอบ "ไม่มีข้อขัดข้องอะไรเลยค่ะ! ฉันลบชื่อนังเด็กนั่นออกจากทะเบียนบ้านไปตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว พวกเราตัดขาดกันไปตั้งนานแล้วค่ะ..."

เสิ่นเชียนฮุ่ยมองดูคนทั้งสองด้วยความตกตะลึง เมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเขาก็แทบไม่เชื่อหูตัวเอง

เมื่อกี้แม่ของเธอพูดว่าอะไรนะ?

วินาทีนั้นเอง ท่อนแขนของเธอก็ถูกใครบางคนพยุงขึ้น แล้วดึงตัวเธอให้ลุกขึ้นยืน

ดวงตาของเสิ่นรั่วจิงมืดหม่นดุจรัตติกาล ราวกับอสูรกายจากขุมนรก น้ำเสียงของเธอเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ:

"แม่คะ ตอนนี้แม่เชื่อในสิ่งที่หนูพูดหรือยัง?"

"ถ้าแม่เชื่อแล้ว ก็ถอยออกไปห่างๆ หน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวจะ... โดนลูกหลงไปด้วย"

จบบทที่ บทที่ 6 เสิ่นเชียนฮุ่ยตาสว่างกะทันหัน

คัดลอกลิงก์แล้ว