- หน้าแรก
- แค่ดูดวงขำๆ ทำไมความลับชาวบ้านถึงแตกกระจายได้ล่ะเนี่ย
- บทที่ 5 อย่าหาทำ มันก็แค่คำพูดพล่อยๆ
บทที่ 5 อย่าหาทำ มันก็แค่คำพูดพล่อยๆ
บทที่ 5 อย่าหาทำ มันก็แค่คำพูดพล่อยๆ
บทที่ 5 อย่าหาทำ มันก็แค่คำพูดพล่อยๆ
เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว ยังมีอะไรที่ทุกคนจะไม่เข้าใจอีก?
สิ่งที่หญิงสาวคนนี้พูดเป็นความจริงทุกประการ เถียนเซิ่งคือฆาตกรตัวจริง
"คาดไม่ถึงเลยจริงๆ รู้หน้าไม่รู้ใจ ปกติเถียนเซิ่งดูเป็นคนดีมีสกุลรุนชาติ แต่ลับหลังกลับเป็นคนพรรค์นี้"
"ตระกูลเถียนก็ช่างกล้า ซ่อนศพไว้ในบ้าน ไม่กลัววิญญาณอาฆาตมาตามทวงแค้นตอนกลางดึกหรือไง?"
"ไม่ได้ยินที่คุณหนูเสิ่นบอกเหรอว่า ขอบตาของเถียนเซิ่งดำคล้ำจนแทบจะหลุดร่วง ดูเหมือนคนโดนสูบพลังชีวิตไปจนหมด นั่นแหละวิญญาณอาฆาตมาแก้แค้นล่ะ"
"อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันเพิ่งไปจิบน้ำชายามบ่ายที่บ้านเธอมา แค่คิดก็ขนลุกซู่แล้ว"
"แต่คุณบอกว่าเรื่องนี้ถูกปิดบังไว้อย่างมิดชิดจนแม้แต่ตำรวจก็ยังไม่รู้ แล้วเสิ่นซวี่ไปรู้มาได้ยังไงล่ะ?"
หูของเสิ่นโยวโยวอื้ออึงไปด้วยคำว่า 'ศพ ศพ' 'เสิ่นซวี่ เสิ่นซวี่' เธอโกรธจัดจนน้ำตาเอ่อคลอ
นี่คืองานเลี้ยงของเธอ เธอคือตัวเอกของงานอย่างแท้จริง
แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน!
เสิ่นซวี่!
เป็นเพราะนังนั่นคนเดียว
นังนั่นจงใจชัดๆ!
จงใจทำลายงานเลี้ยงของเธอและทำให้เธอต้องอับอายขายหน้า!
"ฮือๆๆ คุณแม่คะ เป็นความผิดของหนูเอง คงเป็นเพราะหนูทำอะไรให้พี่สาวโกรธ แต่ถ้าพี่เขาไม่พอใจก็น่าจะบอกหนูดีๆ ทำไมถึงต้องมาทำแบบนี้ในเวลาแบบนี้ด้วยล่ะคะ...?"
เสิ่นโยวโยวโผเข้ากอดฟางซูฮว่าทั้งน้ำตา "หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่นี่จะไม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องเอาปี๊บคลุมหัวเดินต่อหน้าทุกคนเหรอคะ?"
ฟางซูฮว่ากำลังโกรธจัดอยู่แล้ว เมื่อถูกยุยงเพิ่มเข้าไปอีก ดวงตาของเธอก็แดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว
เธอไม่สนภาพลักษณ์อะไรอีกต่อไปแล้ว และเดินจ้ำอ้าวเข้าไปหาเสิ่นซวี่ด้วยความโกรธจัด
"เสิ่นซวี่ แกเป็นคนร้องห่มร้องไห้จะแต่งงานกับเถียนเซิ่งเอง แล้วแกก็เป็นคนมาสร้างเรื่องบ้าๆ แบบนี้ แกหมายความว่ายังไงกันแน่? แกไม่รู้หรือไงว่าวันนี้คืองานเลี้ยงของโยวโยว ไม่ใช่ที่ให้แกมาอาละวาดนะ!"
"เวรกรรมจริงๆ! ตระกูลเสิ่นของเราเลี้ยงดูแกมาตลอดยี่สิบกว่าปีเสียข้าวสุกเปล่าๆ นี่คือวิธีที่แกตอบแทนบุญคุณพวกเรางั้นเหรอ?"
หลี่เวยเพิ่งมาถึงตระกูลเสิ่นเมื่อวานนี้ และยังไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวนี้มากนัก เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอจึงรีบอธิบาย "ไม่ใช่ความผิดของคุณหนูเสิ่นหรอกค่ะ เธอทำทั้งหมดนี่ก็เพื่อช่วยฉัน..."
"หุบปากไปเลยนะ!" ฟางซูฮว่าตวาดลั่น "แกกับนังนั่นมันรวมหัวกัน! คอยดูเถอะ! ฉันจะฟ้องพวกแกทั้งคู่แน่!"
หลี่เวย : ...?
เธอกำลังจะอธิบายต่อ แต่เสิ่นซวี่ก็ยื่นมือออกมาห้ามไว้
ดวงตาสีเข้มของเธอกวาดมองผ่านทุกคนก่อนจะหยุดลงที่ฟางซูฮว่า
เมื่อครู่นี้ เธอมัวแต่วุ่นวายอยู่กับสองแม่ลูกตระกูลเถียนจนลืมผู้หญิงคนนี้ไปเสียสนิท
แต่ไม่เป็นไร
เรื่องแค่นี้จัดการได้สบายมาก
จู่ๆ เธอก็เผยรอยยิ้มออกมา ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมานั้นกลับทำให้ทุกคนในห้องที่กำลังจะทยอยกลับต้องชะงักงัน
"ยี่สิบปีที่ผ่านมานี้ คุณแน่ใจนะว่าเป็น 'บุญคุณ' ไม่ใช่ 'ความแค้น'?"
เธอจ้องมองใบหน้าของฟางซูฮว่า น้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยัน "ศีรษะแหลม หน้าผากแบนเรียบ ชีวิตเต็มไปด้วยความโชคร้าย มีแต่ความยากลำบากคอยพัวพัน แต่กลับขยันขันแข็งไม่ย่อท้อ แม้จะอายุเข้าเลขสามแล้วก็ตาม จริงๆ แล้วคุณน่าจะมีชีวิตที่สุขสบายไปแล้ว
เพียงแต่ความโลภมันบังตา ทำให้คุณดึงดันที่จะเสวยสุขกับสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง ดังคำกล่าวที่ว่า 'บุญพาวาสนาส่ง หากบุญไม่ถึงย่อมนำพาความวิบัติมาให้' ถ้าไม่ใช่เพราะดวงชะตาของฉันคอยค้ำจุนเอาไว้ ด้วยสิ่งที่คุณทำลงไป คุณคิดว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้งั้นเหรอ?"
เดิมทีทุกคนคิดว่าเรื่องซุบซิบที่ได้ยินมาวันนี้มันน่าตกใจมากพอแล้ว แต่พอได้ยินคำพูดเหล่านี้ ใบหน้าของทุกคนต่างก็ฉายแววไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขาถึงขั้นสงสัยว่าตัวเองกำลังหูฝาดไปหรือเปล่า
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นเรื่องงมงายไร้สาระไปได้ล่ะ?
สีหน้าของแขกเหรื่อที่อายุค่อนข้างมากเปลี่ยนไปในทันที
เมื่อยี่สิบปีก่อน นักพรตเฒ่าคนนั้นก็เคยพูดอะไรทำนองนี้เอาไว้เหมือนกัน
หรือว่า... มันจะบังเอิญขนาดนี้ ฟางซูฮว่าเองก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้เช่นกัน
เบื้องหน้าของเธอ สายตาอันลึกล้ำของเสิ่นซวี่ซ้อนทับกับสายตาคู่นั้นเมื่อยี่สิบปีก่อน ความหวาดหวั่นและความอัปยศอดสูในคราวนั้นผุดขึ้นมาในใจของเธออีกครั้ง
"แก!"
ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปากด่าทอ จู่ๆ เธอก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย เสียงวิ้งๆ ดังขึ้นในหัว แล้วร่างของเธอก็หงายหลังล้มตึงลงไปทันที
เธอเป็นลมล้มพับไปตรงนั้นเลย
"ว้าย!"
"คุณแม่!"
"ซูฮว่า คุณเป็นอะไรไปน่ะ!"
เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายไปหมด เสิ่นโยวโยวร้องอุทานด้วยความตกใจ
"หมอ! หมอ! รีบมาช่วยคุณแม่เร็วเข้า!"
โชคดีที่มีหมอประจำตระกูลอยู่ในงานด้วย หมอตรวจดูอาการแล้วบอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แค่อารมณ์พลุ่งพล่านจนเลือดลมเดินไม่สะดวกเท่านั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ โกรธจนเป็นลมนั่นแหละ
หลังจากพักผ่อนไปได้ครู่หนึ่ง ฟางซูฮว่าก็ฟื้นขึ้นมาเอง
"คุณแม่คะ เป็นยังไงบ้างคะ?" ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา เธอก็พบกับใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาของเสิ่นโยวโยว หัวใจของเธอพลันเอ่อล้นไปด้วยความตื้นตันใจ
ลูกแท้ๆ นี่มันดีกว่าจริงๆ
นังเด็กเหลือขอนั่นมันเนรคุณ เลี้ยงเสียข้าวสุก!
เสิ่นเฟิงขมวดคิ้วมุ่น ไม่ได้ก้าวเข้าไปหาในทันที เขากลับมองเธอด้วยสายตาที่เคลือบแคลงสงสัย "ตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ตอนนี้ฟางซูฮว่าเริ่มได้สติกลับมาบ้างแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมานิดหน่อย "คุณคะ เราแต่งงานกันมาตั้งหลายปี คุณไม่เชื่อในความบริสุทธิ์ใจของฉันเลยเหรอคะ?"
"คุณยังไม่เข้าใจอีกเหรอคะ? เรื่องทั้งหมดนี้มันเป็นฝีมือของนังเด็กเหลือขอนั่นทั้งนั้น!"
"ลองนึกถึงสีหน้าของนังเด็กนั่นเมื่อวานนี้ดูสิคะ มันคงแอบไปสืบเรื่องของเถียนเซิ่งมาตั้งนานแล้ว แถมยังเรื่องของพวกเราตอนนั้นอีก... จงใจทำให้เราอับอายขายหน้าต่อหน้าพวกไฮโซเมืองจิงชัดๆ!"
เสิ่นโยวโยวก็ช่วยสุมไฟอย่างอ่อนแรง "มิน่าล่ะคะ ตอนอยู่ในงานเลี้ยง หนูเห็นพี่สาวกับผู้หญิงที่ชื่อหลี่เวยซุบซิบอะไรกันตั้งนาน ที่แท้ก็... เป็นแบบนี้นี่เอง... แล้วทีนี้คนอื่นจะมองตระกูลเสิ่นของเรายังไงล่ะคะ?
แล้วเราจะอธิบายเรื่องนี้กับลุงเถียนและครอบครัวเขายังไงดี?"
เธอไม่เชื่อหรอกว่าเสิ่นซวี่จะดูดวงเป็น เธอคิดแค่ว่านี่เป็นความอิจฉาริษยาของเสิ่นซวี่ที่จงใจทำลายงานเลี้ยงของเธอและแย่งซีนเธอไปต่างหาก
ทำให้เธอต้องกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมืองจิง
เธอจะทำให้นังนั่นต้องชดใช้ให้สาสม!
เสิ่นเฟิงยังคงครุ่นคิดถึงคำพูดของนักพรตเฒ่า แต่พอได้ฟังคำพูดของภรรยาและลูกสาว สีหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงทันที
"ไปลากตัวนังเด็กนั่นมานี่สิ ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่ามันผีเข้าหรือยังไงถึงได้ทำบ้าอะไรลงไป!"
ทว่า หลังจากที่เขาสั่งการไปครู่หนึ่ง ป้าโจวและป้าหลิวที่ปกติมักจะหัวไว กลับยืนนิ่งไม่ไหวติง
ป้าโจวกับพ่อบ้านสบตากัน สีหน้าของพวกเขาดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่นัก
"คุณผู้ชายคะ พวกเรา... คุณไปดูเอาเองเถอะค่ะ"
เสิ่นเฟิงงุนงงไปหมด ฟางซูฮว่าตบโต๊ะดังปังแล้วลุกขึ้นยืน "ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตอนนี้นังเด็กนั่นกำลังทำบ้าอะไรอยู่!"
เสิ่นโยวโยวเบะปากแล้วเดินตามไป
รอดูงิ้วฉากต่อไป
ทว่า วินาทีที่เธอก้าวเท้าออกจากประตูใหญ่ เธอก็แข็งทื่ออยู่กับที่ทันที
รูม่านตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ภาพที่เห็นคือเสิ่นซวี่ในชุดนักพรตเต๋าตัวใหม่เอี่ยม กำลังเดินสายแจกนามบัตรอยู่ท่ามกลางบรรดาเศรษฐีและผู้มีอิทธิพล "รับปราบผี ขับไล่วิญญาณร้าย ดูฮวงจุ้ย และทำนายดวงชะตาค่ะ"
"นี่นามบัตรของฉันนะคะ ใครมีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็ติดต่อมาได้เลยค่ะ"
"คุณผู้ชายคะ ช่วงนี้คุณฝันแปลกๆ ฝันเห็นผู้ชายที่คุณไม่รู้จักมาเข้าฝันบ้างหรือเปล่าคะ? ฉันแก้ให้ได้นะคะ"
คุณผู้ชาย : "!"
"คุณนายคะ ลูกชายของคุณไม่ได้ติดต่อมาหลายวันแล้วใช่ไหมคะ? รีบไปตามหาเขาเถอะค่ะ ถ้าช้ากว่านี้สถานการณ์จะไม่ค่อยสู้ดีนัก ถ้าติดต่อเขาไม่ได้จริงๆ มาหาฉันได้นะคะ"
คุณนาย : "?"
เสิ่นโยวโยว : ?
เสิ่นโยวโยวจินตนาการถึงสารพัดวิธีที่เสิ่นซวี่จะใช้เรียกร้องความสนใจเป็นร้อยๆ วิธี แต่เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมาเจอสถานการณ์แบบนี้ เธอหันขวับกลับไปมองด้วยความตกตะลึง
และก็ต้องเห็นพ่อของเธอเซถลาแล้วหงายหลังตึงลงไปกองกับพื้น
"คุณพ่อ!"
สีหน้าของเสิ่นโยวโยวเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบเข้าไปประคองไหล่พ่อไว้ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียง 'ตุ้บ' ดังขึ้นข้างกาย
ฟางซูฮว่าตาเหลือกค้าง เป็นลมล้มพับลงไปกองกับผืนหญ้าอีกคน