- หน้าแรก
- วิถีเซียนจ้าวอสูร เมื่อระบบเปลี่ยนสัตว์ป่าเป็นสัตว์เทวะบรรพกาล
- ตอนที่ 292 หอหลอมอาวุธ!
ตอนที่ 292 หอหลอมอาวุธ!
ตอนที่ 292 หอหลอมอาวุธ!
ก่อนหน้านี้กู้หย่วนเคยกินผลโลหิตมังกรเพื่อชำระล้างร่างกายของตนเองมาแล้ว จึงมีรากฐานที่แข็งแกร่งพอตัว การย่อยสลายแก่นสารกระดูกขาวในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องเกินกำลังนัก ซ้ำยังเรียกได้ว่าเหมือนพยัคฆ์ติดปีกเสียด้วยซ้ำ
ไม่นานนัก กู้หย่วนก็คลายมือออก เถ้ากระดูกสีเทาขาวร่วงหล่นลงสู่พื้นเป็นสาย
ส่วนตัวกู้หย่วนเอง เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลภายในร่าง เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกได้ชัดเจนว่าความแข็งแกร่งของร่างกายถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น!
เขาพ่นลมหายใจสีขาวขุ่นออกมาเป็นสาย มันคดเคี้ยวราวกับมังกรและงู ลอยอวลอยู่ในอากาศเนิ่นนานไม่ยอมสลายไป
ส่วนร่างกายของกู้หย่วนที่ขยายใหญ่และกำยำขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อครู่นี้ ก็เริ่มหดตัวลงอย่างรวดเร็ว และกลับคืนสู่รูปลักษณ์ชายหนุ่มรูปงามที่มีรูปร่างสูงโปร่งดังเดิม
ในเวลานี้ ตบะบารมีของเขาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ทว่าในด้านความแข็งแกร่งของร่างกาย กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
กู้หย่วนในตอนนี้ เมื่อเพ่งมองเข้าไปภายในร่างกาย ก็จะเห็นว่ากระดูกของเขาที่เดิมทีขาวเนียนดุจหยกและดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ บัดนี้กลับโปร่งแสงเล็กน้อย และมีประกายแสงสีทองแทรกซึมอยู่
แสงสีทองเหล่านี้ร้อยรัดผ่านกระดูกทุกชิ้น จากภายในสู่ภายนอก เป็นเส้นสายที่เรียวเล็กยิ่งกว่าเส้นผมเสียอีก
ทว่าเส้นด้ายสีทองเหล่านี้ กลับทอประกายเงางามประหลาด แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายลึกลับที่ยากจะผุพังทำลายได้
สำหรับเรื่องนี้ กู้หย่วนไม่ได้รู้สึกแปลกใจ ในทางกลับกัน เขากลับรู้สึกตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เขาไม่เคยฝึกฝนเคล็ดวิชาหรือมหาฤทธาวิชาสายกายาใดๆ มาก่อน แต่เป็นเพราะระดับการฝึกตนของเขา ทำให้ร่างกายมีความแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ต่อมา หลังจากหลอมกลั่นผลโลหิตมังกร ความแข็งแกร่งของร่างกายก็ไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกตนสายกายาในระดับเดียวกันเลย ซ้ำยังอาจจะแข็งแกร่งกว่าหนึ่งหรือสองส่วนด้วยซ้ำ
และหลังจากที่เขาเพิ่งหลอมกลั่นพญามารกระดูกขาวจอมพลังไปหมาดๆ ความแข็งแกร่งของร่างกายก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีกมหาศาล
ตอนนี้บรรลุถึงระดับความแข็งแกร่งทางกายาเทียบเท่ายอดฝีมือสายกายาระดับจินตานแล้ว
หากวันใดกระดูกของเขากลายเป็นสีทองบริสุทธิ์ นั่นก็หมายความว่าความแข็งแกร่งทางกายาของกู้หย่วน จะก้าวขึ้นไปสู่อีกระดับที่สูงล้ำยิ่งกว่า!
แม้จะไม่ถึงขั้นหยินเสิน แต่ก็คงอยู่ห่างจากระดับหยินเสินไม่ไกลแล้ว
แน่นอนว่าการจะทำเช่นนั้นให้สำเร็จ ยังคงมีหนทางอีกยาวไกลที่ต้องก้าวเดิน
แต่ถึงกระนั้น ด้วยความแข็งแกร่งทางร่างกายของกู้หย่วนในปัจจุบัน ต่อให้เขาไม่ใช้วิชากระบี่ หรือวิชาเทวะอื่นๆ เขาก็สามารถประลองต่อสู้กับยอดฝีมือระดับจินตานได้โดยไม่ตกเป็นรองเลยแม้แต่น้อย
“ศิษย์น้องทั้งสอง พวกเราไปดูทางฝั่งนั้นกันเถอะ”
กู้หย่วนไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ เขาหันไปร้องเรียกหญิงสาวทั้งสอง แล้วชี้ไปยังหอหลอมอาวุธที่อยู่อีกด้านหนึ่ง
เขาได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากหอวิถีโอสถแห่งนี้แล้ว ส่วนโอสถวิญญาณอื่นๆ แม้อาจจะมีโอสถที่อยู่ในระดับเดียวกับโอสถเทวะหล่อหลอมวิญญาณหลงเหลืออยู่ แต่กู้หย่วนก็ไม่คิดจะลงมือไขว่คว้าอีกแล้ว
คนเราไม่ควรโลภมากจนเกินไป มิเช่นนั้นอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย
ส่วนหอหลอมอาวุธ ด้านในย่อมเต็มไปด้วยอาวุธเวท ดีไม่ดีอาจจะมีของวิเศษตลอดจนวัสดุหลอมอาวุธหายากบางชนิดอยู่ด้วย กู้หย่วนย่อมมีความคิดอยากจะได้มาครอบครองบ้าง
อาวุธเวททั่วไปก็แล้วไปเถอะ ตอนนี้กู้หย่วนมีกระบี่อิ๋นเจียว และโล่วิญญาณเจี่ยหมู่ ซึ่งเป็นอาวุธเวทระดับสุดยอดถึงสองชิ้นแล้ว เขาจึงไม่ได้สนใจอาวุธเวทชิ้นอื่นๆ มากนัก
เว้นเสียแต่ว่ามันจะเป็นอาวุธเวทพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง หรือเป็นของวิเศษที่แท้จริง เขาถึงจะสนใจ
อาวุธเวทพิเศษ หมายถึงอาวุธเวทประเภทอื่นที่นอกเหนือจากอาวุธเวทสายโจมตีและสายป้องกัน อย่างเช่น อาวุธเวทเตาหลอมโอสถ อาวุธเวทที่สามารถปกป้องดวงวิญญาณได้ หรืออาวุธเวทอานุภาพทำลายล้างสูงแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เป็นต้น
ส่วนของวิเศษยิ่งไม่ต้องพูดถึง ของวิเศษไม่ว่าชิ้นใด ล้วนมีอานุภาพที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง
โดยทั่วไปแล้ว หากยอดฝีมือระดับจินตานสองคนที่มีตบะบารมีและวิชาเทวะสูสีกันมาประลองกัน คนหนึ่งมีของวิเศษ ส่วนอีกคนไม่มี ผลลัพธ์ที่ออกมาจะต้องเป็นการบดขยี้อยู่ฝ่ายเดียวอย่างแน่นอน
ต่อให้ยอดฝีมือระดับจินตานทั้งสองคนจะมีระดับการฝึกตนห่างกันมาก ยกตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอยู่ระดับจินตานขั้นต้น ส่วนอีกคนอยู่ระดับจินตานขั้นสมบูรณ์ หากผู้ฝึกตนระดับจินตานขั้นต้นมีของวิเศษที่เข้ามือ ส่วนยอดฝีมือระดับจินตานขั้นสมบูรณ์ไม่มีของวิเศษ เมื่อทั้งสองปะทะกัน แม้ฝ่ายแรกอาจจะไม่ชนะ แต่ก็สามารถต่อกรได้อย่างสูสีแน่นอน
ด้วยระดับตบะและพละกำลังของกู้หย่วนในปัจจุบัน หากเขาสามารถครอบครองของวิเศษที่เข้ามือได้สักชิ้น พละกำลังของเขาย่อมพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
แน่นอนว่า หากมีวัสดุระดับโลหะเทวะทั้งเก้า กู้หย่วนย่อมปรารถนามากยิ่งกว่า
อาวุธเวทหรือของวิเศษต่อให้ดีแค่ไหน สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว ก็สู้ของที่ตนเองหลอมกลั่นขึ้นมากับมือไม่ได้หรอก
ยิ่งไปกว่านั้น วัสดุระดับโลหะเทวะทั้งเก้า เดิมทีก็เป็นวัสดุวิญญาณชั้นยอดสำหรับการหลอมของวิเศษระดับวิญญาณอยู่แล้ว
หากใช้วัสดุวิญญาณระดับนี้มาหลอมเป็นอาวุธเวทประจำกาย ย่อมต้องมีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน
ความเปลี่ยนแปลงของกู้หย่วนเมื่อครู่นี้ จี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิงล้วนเห็นอยู่ในสายตา และต่างก็รู้ดีว่ากู้หย่วนจะต้องได้รับผลประโยชน์ชิ้นโตอะไรมาแน่ๆ ทว่าทั้งสองสาวกลับปิดปากเงียบสนิท
อย่างไรเสีย นี่ก็คือความลับของกู้หย่วน
การใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงผู้ฝึกตน ทุกคนล้วนมีความลับเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ การสอดรู้สอดเห็นความลับของผู้อื่นสุ่มสี่สุ่มห้า ถือเป็นเรื่องที่ต้องห้ามอย่างยิ่ง
ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทกันก็ไม่มีข้อยกเว้น
เมื่อเห็นกู้หย่วนร้องเรียก พวกนางก็เดินตามเขาออกจากหอวิถีโอสถ มุ่งหน้าไปยังหอหลอมอาวุธด้วยกัน
ในเวลานี้ พวกนางสองคนถือว่าผูกติดลงเรือลำเดียวกับกู้หย่วนแล้ว ร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกัน
เมื่อมาถึงหอหลอมอาวุธ กู้หย่วนก็กวาดสายตามองไปรอบๆ
แตกต่างจากหอวิถีโอสถ พื้นที่ในหอหลอมอาวุธนี้ดูกว้างขวางโล่งเตียนกว่ามาก และมีผู้คนเบาบางกว่า
ทว่าหากเทียบกับตู้ไม้ในหอวิถีโอสถที่เต็มไปด้วยขวดยาและโอสถวิญญาณจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ภายในหอหลอมอาวุธแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยเตาหลอมอาวุธขนาดเล็กใหญ่ตั้งกระจายอยู่ทั่วทุกสารทิศ
เตาหลอมอาวุธเหล่านี้กระจายตัวอยู่ทั่วตำหนักใหญ่ โดยด้านล่างของเตาหลอมส่วนใหญ่นั้น มีเพลิงแท้กลุ่มหนึ่งลุกโชนอยู่
พูดให้ถูกก็คือ เบื้องล่างของเพลิงแท้เหล่านี้ คือบ่อเพลิงแก่นปฐพี เพลิงแท้ที่ลุกไหม้อยู่คือเพลิงแท้แก่นปฐพีที่ถูกชักนำขึ้นมาจากใต้พิภพ ซ้ำยังเป็นเพลิงที่ผ่านการสกัดให้บริสุทธิ์มาแล้วด้วย
ทั้งสามคนเดินมาหยุดอยู่หน้าเตาหลอมอาวุธเตาหนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจนัก
เตาหลอมเตานี้สูงประมาณตัวคน รูปร่างพิลึกพิลั่น แผ่ซ่านกลิ่นอายความเก่าแก่โบราณ พื้นผิวเป็นรอยฉลุโปร่ง ด้านล่างมีเพลิงแท้แก่นปฐพีสีแดงอมดำลุกโชนอยู่
ทว่าเนื่องจากเตาหลอมอาวุธเตานี้ ตลอดจนบ่อเพลิงแก่นปฐพีด้านล่างถูกวางค่ายกลป้องกันเอาไว้ กู้หย่วน จี้เยวี่ยเฟย และเหยียนเสี่ยวหลิง จึงไม่รู้สึกถึงความร้อนเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสามคนยังมองเห็นอาวุธเวทชิ้นหนึ่งอยู่ด้านในด้วย
มันคืออาวุธเวทรูปร่างคล้ายโล่ทรงรี เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งเชียะกว่า บนนั้นสลักลวดลายโบราณ แผ่ประกายแสงวิญญาณจางๆ ออกมา
กู้หย่วนลองสัมผัสอย่างละเอียด ก็สามารถรับรู้ได้ว่า บนอาวุธเวทโล่บานนี้ แฝงไว้ด้วยพลังแห่งธาตุน้ำอันบริสุทธิ์นุ่มนวล และพลังแห่งธาตุดินอันหนักแน่นมั่นคง
และแรงกดดันทางวิญญาณที่แผ่ออกมาจากโล่บานนี้ ก็ยังดูจะเหนือกว่ากระบี่อิ๋นเจียวและโล่วิญญาณเจี่ยหมู่ของกู้หย่วนอยู่นิดๆ เสียด้วยซ้ำ
กู้หย่วนพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าก็ค่อยๆ เผยรอยยิ้มเข้าใจแจ่มแจ้ง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง...”
เหยียนเสี่ยวหลิงที่อยู่ด้านข้างเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อะไรหรือ? ศิษย์พี่กู้ค้นพบอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่มีอะไรหรอก”
กู้หย่วนยิ้มบางๆ พลางกล่าวว่า
“ข้าแค่พอมองออกถึงที่มาที่ไปของโล่บานนี้ มันน่าจะถูกหลอมขึ้นมาจากกระดองของเต่าเสวียนกุย (เต่าดำ) น่ะ”
ความจริงแล้ว สิ่งที่กู้หย่วนไม่ได้พูดออกไปก็คือ กลิ่นอายบนโล่บานนี้ ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหยาต้า สัตว์เลี้ยงวิญญาณที่เขาเลี้ยงไว้อย่างเห็นได้ชัด
หรือจะเรียกว่ามีความคล้ายคลึงกันก็ได้
สิ่งนี้บ่งบอกว่า เจ้าของเดิมของโล่บานนี้ หรือก็คือเต่าเสวียนกุยตัวนั้น มีสายเลือดที่เกี่ยวพันกับเหยาต้าที่กู้หย่วนเลี้ยงไว้นั่นเอง
(จบตอน)