- หน้าแรก
- ถอนพิษจอมนาง สู่วิถีผู้ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 229 เปิดฉากสงคราม
ตอนที่ 229 เปิดฉากสงคราม
ตอนที่ 229 เปิดฉากสงคราม
สีหน้าของลั่วเซียวมืดครึ้มถึงขีดสุด เขาจ้องมองฮั่วอันและผู้คนจากสำนักกระบี่วิญญาณที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้น
"ฮั่วอัน ศิษย์สำนักของเจ้าสังหารศิษย์ตำหนักหลิงเซียวของข้าต่อหน้าต่อตาข้า เรื่องนี้เจ้าคงไม่คิดจะปัดความรับผิดชอบหรอกกระมัง?"
น้ำเสียงเย็นเยียบดังกังวาน
"เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ข้าเท่านั้นที่เห็นประจักษ์แก่สายตา ทว่าผู้คนจากขุมอำนาจทั้งหลายที่ปรากฏตัวอยู่ ณ ที่แห่งนี้ต่างก็เป็นพยานได้"
"พวกเจ้ายังคิดจะพลิกลิ้นแก้ตัวอยู่อีกหรือ?"
"ฆ่าคนงั้นหรือ?"
สีหน้าของหลิงโฉว กู่หลิ่ว และผู้อาวุโสท่านอื่นของสำนักกระบี่วิญญาณต่างก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดลงในทันที
"นี่มัน..."
"ลู่เทียนหยางแห่งตำหนักหลิงเซียวนี่?"
มุมปากของหยุนหงเฟยยกขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อยที่เห็นซูหานสังหารลู่เทียนหยาง
หลิงโฉวจ้องมองซูหานด้วยสายตาเย็นชา พลางกล่าวเสียงกร้าว
"ซูหาน พวกเรามาที่นี่เพื่อค้นหามหาชีพจรวิญญาณ"
"ไม่ใช่มาให้เจ้าเข่นฆ่าผู้คนเช่นนี้"
สีหน้าของเขาแลดูมืดมน
พรสวรรค์ของซูหานนั้นร้ายกาจจนเข้าขั้นปีศาจ อัจฉริยะปีศาจเช่นนี้ ไม่สมควรปล่อยให้มีชีวิตรอดต่อไปได้เป็นอันขาด
นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้กำจัดเสี้ยนหนามชิ้นนี้ทิ้งเสีย
ซูหานปรายตามองหลิงโฉวด้วยสายตาเย็นชา
"เจ้ายอดยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณ ท่านลดตัวไปเป็นเจ้ายอดเขาของตำหนักหลิงเซียวตั้งแต่เมื่อใดกันเล่า"
"เหตุใดข้าถึงจำไม่ได้?"
"ตำหนักหลิงเซียวว่าอย่างไร ท่านก็ว่าตามนั้นงั้นหรือ?"
สีหน้าของหลิงโฉวดูไม่ได้ถึงขีดสุด ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาจ้องมองซูหานด้วยความเคียดแค้น พร้อมคำรามลั่น
"ผู้คนมากมายที่นี่ต่างก็เห็นเจ้าฆ่าคนกับตา"
"เจ้ายังมีคำแก้ตัวอะไรอีก?"
หยุนหงเฟยเอ่ยเสียงเย็น
"ซูหาน กล้าทำก็ต้องกล้ารับ"
"การที่เจ้าสังหารศิษย์ตำหนักหลิงเซียวต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจอย่างแน่นอน"
"การกระทำของเจ้า เท่ากับชักนำสำนักไปสู่หายนะชัดๆ"
ซูหานมองดูคนเหล่านั้นด้วยสีหน้าราบเรียบ ทว่าในใจกลับแค่นหัวเราะเยาะเย้ย
เขารู้ดีแก่ใจ
นี่คือแผนการที่ตำหนักหลิงเซียวจงใจวางไว้เล่นงานเขา
และเป็นไปได้มากว่าหลิงโฉวรวมถึงหยุนหงเฟยเองก็รู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้ด้วย
ซูหานแค่นเสียงหัวเราะหยัน
"หึหึ"
"ลู่เทียนหยางขวางทางข้า ข้าจึงสั่งสอนจนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นมันก็จุดพลุสัญญาณ แล้วคนของตำหนักหลิงเซียวก็โผล่หัวมาทันที"
"พวกมันกำลังวางแผนอะไรอยู่ สมองหมูอย่างพวกเจ้าคิดไม่ออกจริงๆ หรือ?"
ทั้งหลิงโฉวและหยุนหงเฟยต่างหน้าดำคร่ำเครียด การถูกซูหานด่าทอฉีกหน้าต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ ทำให้พวกเขาอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
ไอ้เด็กนี่มัน...
"ได้ยินแล้วใช่ไหม?"
"นี่คือคำอธิบายของซูหาน"
ฮั่วอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ยินดียินร้าย
นัยน์ตาของลั่วเซียวทอประกายเย็นเยียบ เขาตวาดเสียงกร้าว
"ในเมื่อเขาไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน แล้วเหตุใดจึงต้องลงมือสังหารศิษย์ตำหนักหลิงเซียวต่อหน้าผู้คนด้วย!"
ซูหานแสยะยิ้มเย็น
"อยากจะโยนความผิดให้ข้ากระนั้นหรือ"
"ฝันไปเถอะ"
"ผู้ใดที่บังอาจใส่ร้ายข้า ล้วนต้องตายตกไปตามกัน"
สิ้นคำกล่าวของซูหาน
สีหน้าของลั่วเซียวก็มืดทะมึนลงถึงขีดสุด ส่วนผู้คนรอบข้างที่ได้ยินน้ำเสียงอันเย็นชาไร้ความปรานีของซูหานต่างก็ตื่นตระลึงไปตามๆ กัน
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าซูหานผู้นี้จะโอหังและกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้
ต่อหน้ายอดฝีมือมากมาย ยังกล้าวางท่าจองหองเช่นนี้อีก
"หึ"
"ข่าวลือที่ว่านั้นเป็นเรื่องจริงสินะ"
ทันใดนั้นเอง
ลั่วเซียวก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ข่าวลือ?
ฮั่วอันหรี่ตาลงเล็กน้อย
"ข่าวลืออันใด"
เขาจ้องมองลั่วเซียวด้วยสายตาเย็นชา
"เรื่องนี้ให้ข้าเป็นคนอธิบายเองเถอะ"
เฟิงเทา เจ้าสำนักจวนเทียนหยวนจ้องมองซูหานและฮั่วอันด้วยสายตามาดร้าย เขาก้าวเดินออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ ก่อนจะประกาศกร้าวเสียงเย็น
"ความทะเยอทะยานที่สำนักกระบี่วิญญาณคิดจะรวบรวมดินแดนตงฮวงให้เป็นหนึ่ง คงมีมาเนิ่นนานแล้วสินะ"
"ถึงได้ฉวยโอกาสนี้ สังหารเหล่าอัจฉริยะของทั้งสองสำนักของพวกเราจนสิ้นซาก"
"เพื่อไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามขัดขวางแผนการของพวกเจ้า"
สีหน้าของอู่หลัวแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เขาจ้องมองเฟิงเทาด้วยสายตาเย็นชา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามแต่อย่างใด
เฟิงเทาเอ่ยเสียงเหี้ยม
"ความมักใหญ่ใฝ่สูงของสำนักกระบี่วิญญาณช่างยิ่งใหญ่นัก ถึงกับปิดบังพวกเรามาได้ยาวนานถึงเพียงนี้"
สวีหลาง ผู้นำตระกูลสวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"ซูหานสังหารอัจฉริยะตระกูลสวีของข้าไปมากมายในแดนลับสุสานยุทธ์ หนำซ้ำยังทำลายวรยุทธ์ของสวีเอ้าเทียน อัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลข้าอีก หนี้เลือดครั้งนี้ถึงเวลาต้องชำระแล้วกระมัง"
สีหน้าของเฉาเจิ้งเย่ ผู้นำตระกูลเฉาก็เยือกเย็นถึงขีดสุด
รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา
ขุมอำนาจมากมาย ณ ที่แห่งนั้นต่างจับจ้องไปยังสำนักกระบี่วิญญาณด้วยสายตาเคร่งเครียด จิตสังหารปะทุพล่าน
"ท่านเจ้าสำนัก พวกเราส่งตัวซูหานให้พวกเขาไปเถอะขอรับ"
"อย่าให้เรื่องนี้ต้องกระทบกระเทือนถึงความสัมพันธ์ระหว่างขุมอำนาจในตงฮวงเลย"
หลิงโฉวกล่าวเสียงเย็น
ฮั่วอันปรายตามองหลิงโฉวด้วยสายตาเย็นเยียบ
"เจ้ายอดยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณ ดูเหมือนว่าแซ่หลิงของเจ้าจะมีความเกี่ยวข้องกับคำว่า ยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณของตำหนักหลิงเซียวจริงๆ สินะ"
(ยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณ ถ้าต้นฉบับคือ หลิงหยวน)
สีหน้าของหลิงโฉวดูไม่ได้เอาเสียเลย
เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นชาไร้เยื่อใยที่แผ่ซ่านออกมาจากแววตาของฮั่วอัน
สายตาเช่นนี้ บ่งบอกชัดเจนว่าท่านเจ้าสำนักหมดสิ้นซึ่งความไว้วางใจในตัวเขาแล้ว
"กู่หลิ่ว ในเมื่อท่านเจ้าสำนักไม่ไว้วางใจพวกเราแล้ว ตำแหน่งเจ้ายอดเขานี้ พวกเราก็คืนให้เขาก็แล้วกัน"
แววตาของหลิงโฉวทอประกายโหดเหี้ยม
ในเมื่อเจ้าสำนักกระบี่วิญญาณไม่เชื่อใจพวกเขา
หากยังทนรั้งอยู่ที่นี่ต่อไป
ก็คงไม่มีหวังจะได้นั่งตำแหน่งเจ้ายอดเขาแห่งสำนักกระบี่วิญญาณอีกต่อไป
สู้ฉวยโอกาสนี้ย้ายข้างไปอยู่ฝั่งตำหนักหลิงเซียวเสียเลยจะดีกว่า
เมื่อเทียบกับสำนักกระบี่วิญญาณแล้ว โอกาสชนะของฝั่งตำหนักหลิงเซียวย่อมมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
"ตกลง"
กู่หลิ่วหน้าตึง นัยน์ตาที่ทอดมองไปยังฮั่วอันฉายแววซับซ้อน
"ท่านเจ้าสำนัก การที่สำนักกระบี่วิญญาณต้องพบจุดจบเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะความลำเอียงของท่านทั้งสิ้น"
"หากท่านยอมส่งตัวซูหานออกไปตั้งแต่แรก สำนักกระบี่วิญญาณจะตกต่ำถึงเพียงนี้ได้อย่างไร"
ความคิดของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับหลิงโฉว
ตำหนักหลิงเซียวเริ่มพุ่งเป้าโจมตีสำนักกระบี่วิญญาณแล้ว
ในเมื่อฝ่ายของพวกเขามีโอกาสชนะน้อยนิดเพียงนี้
สู้แปรพักตร์ย้ายฝั่งไปเลยจะดีกว่า
รวมถึงผู้อาวุโสของทั้งสองยอดเขาด้วย
"ประเสริฐ ผู้ที่รู้จักโอนอ่อนผ่อนตามสถานการณ์ย่อมเป็นผู้ที่ฉลาดหลักแหลม"
ลั่วเซียวหัวเราะร่วน สีหน้าท่าทางของเขาแสดงออกถึงความจองหองพองขนอย่างไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย
เขาปรายตามองฮั่วอันอย่างผู้มีชัย ราวกับจะเย้ยหยันว่า แม้แต่เจ้ายอดเขาทั้งสองแห่งสำนักกระบี่วิญญาณของเจ้ายังย้ายมาอยู่ฝั่งข้าแล้ว เจ้าจะเอาอะไรมาสู้กับข้าได้?
ฮั่วอันจ้องมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยสายตาเย็นชาเสียดกระดูก ก่อนจะเอ่ยเสียงกร้าว
"สำนักกระบี่วิญญาณจะกวาดล้างพวกทรยศให้สิ้นซาก"
พวกทรยศงั้นหรือ?
บรรดาผู้อาวุโสที่แยกตัวออกไป นำโดยหลิงโฉวและกู่หลิ่ว ต่างมีสีหน้ามืดครึ้มลงทันตา
ฮั่วอันผู้นี้ถึงกับตราหน้าพวกเขาว่าเป็นผู้ทรยศเชียวหรือ
"เจ้า..."
แววตาของหลิงโฉวยิ่งทวีความเย็นเยียบ รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมา
"ลงมือได้"
"กวาดล้างพวกเหลือบไรแห่งตงฮวงให้สิ้นซาก!"
เสียงเหี้ยมเกรียมดังกังวานขึ้น
ใบหน้าของลั่วเซียวบิดเบี้ยวด้วยความดุร้าย
ภายในกลุ่มคนของตำหนักหลิงเซียว
"ในที่สุดไอ้หมอนี่ก็ถึงคราวตายแล้วสินะ? ข้าจะต้องชิงเอากระดูกรบมังกรวารีของข้าคืนมาจากร่างของมันให้จงได้"
สวีเอ้าเทียนคำรามลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้น
หลิวรูเยียนพยักหน้าเห็นด้วย
"กระดูกรบมังกรวารีนั่น เดิมทีก็เป็นของท่านพี่เอ้าเทียนอยู่แล้ว"
สวีเอ้าเทียนพยักหน้ารับ สายตาที่จับจ้องไปยังซูหานเต็มไปด้วยจิตสังหารอันไร้ขีดจำกัด
ฟึบ!
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเฉาพุ่งตัวเข้ามาในกลุ่มคนของสำนักกระบี่วิญญาณอย่างรวดเร็ว สายตาเย็นยะเยือกของเขาจ้องมองไปที่ศีรษะของซูหาน พร้อมกับซัดหมัดออกไปอย่างสุดแรง
นัยน์ตาของซูหานทอประกายโหดเหี้ยม เขาแสยะยิ้มเย็น
"ข้ารอเจ้าอยู่ตั้งนานแล้ว คิดหรือว่าซ่อนตัวอยู่ในเงามืดแล้วข้าจะไม่เห็น?"
"น่าขันนัก"
สิ้นเสียงอันเยือกเย็น ซูหานก็ปลดปล่อยเข็มดับวิญญาณออกไปในทันที
พลังวิญญาณในทะเลวิญญาณปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ควบแน่นกลายเป็นเข็มเล่มเล็กจิ๋ว พุ่งทะลวงออกไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
"อ๊ากกก"
สีหน้าของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเฉาเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ลงในฉับพลัน ใบหน้าซีดเผือด หว่างคิ้วของเขาถูกพลังของเข็มดับวิญญาณทะลวงเจาะเข้าไปถึงทะเลวิญญาณ วินาทีต่อมา ซูหานก็ใช้วิชาย่างก้าวเทพวายุ พุ่งทะยานร่างราวกับพายุเฮอริเคน
กระบี่กลืนวิญญาณในมือของเขาตวัดฟันลงมาอย่างดุดัน
พริบตาเดียว
ร่างของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเฉาก็ถูกกระบี่กลืนวิญญาณของซูหานผ่าออกเป็นสองซีก เลือดและเนื้อสาดกระเซ็น สภาพน่าสยดสยองเกินจะทนดู
ทุกคนในที่นั้นต่างตื่นตะลึงจนหน้าถอดสี
รวดเร็วอะไรเช่นนี้
ช่าง... แข็งแกร่งยิ่งนัก!