เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 227 เผชิญหน้า

ตอนที่ 227 เผชิญหน้า

ตอนที่ 227 เผชิญหน้า


หยุนหงเฟยแทบจะระเบิดด้วยความโกรธแค้น ใบหน้าที่มืดทะมึนยิ่งทวีความบิดเบี้ยว ความเยียบเย็นก่อตัวขึ้นในแววตา จิตสังหารที่เขามีต่อซูหานพุ่งทะยานถึงขีดสุด

ทว่าหลังจากนั้น มุมปากของเขากลับยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มอันน่าขนลุก

สายตาของเขาราวกับกำลังมองดูคนตาย

"ซูหาน เจ้าจะโอหังได้ก็แค่ช่วงเวลานี้เท่านั้นแหละ"

หยุนหงเฟยจ้องมองซูหานด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ซูหานปรายตามองหยุนหงเฟยอย่างราบเรียบ แน่นอนว่าเขาหาได้ใส่ใจต่อคำขู่ของอีกฝ่ายไม่

"งั้นหรือ?"

"ช่วงนี้บุตรศักดิ์สิทธิ์ดูเหมือนจะข่มขู่ข้าซูหานบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ นะ"

"แต่ข้าก็ยังคงยืนอยู่ตรงนี้"

"เจ้าจะทำอะไรข้าได้ล่ะ?"

เมื่อได้ยินคำพูดของซูหาน แววตาของหยุนหงเฟยก็ยิ่งเยียบเย็นลง

แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก

พวกของฮั่วอันเองก็ไม่ได้กล่าวอะไรให้มากความ

"ออกเดินทาง"

เขาเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ฮั่วอันนำพาเหล่าเจ้ายอดเขาและบรรดาผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่วิญญาณพุ่งทะยานออกไปในชั่วพริบตา มุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่ตั้งของมหาชีพจรวิญญาณ

ท่ามกลางฝูงชน ซูหานมองไปที่เป่ยชิวเสวี่ย ดวงตาทอประกายเย็นเยียบวูบหนึ่งพลางกล่าว

"ระวังตัวด้วย"

เป่ยชิวเสวี่ยสบตาซูหาน

"เจ้าคิดว่ามีปัญหาอย่างนั้นหรือ?"

"อืม"

ซูหานพยักหน้ารับ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"ข้าไม่ได้แค่คิดว่ามีปัญหา"

"แต่มหาชีพจรวิญญาณแห่งนี้ ไม่ปรากฏขึ้นเร็วหรือช้ากว่านี้ กลับมาปรากฏขึ้นเอาตอนที่พวกเราเพิ่งออกจากแดนลับสุสานยุทธ์"

"การมาปรากฏตัวในช่วงเวลาประจวบเหมาะเช่นนี้ ย่อมต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน"

เป่ยชิวเสวี่ยพยักหน้ารับ

"ข้าเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างเช่นกัน"

"เรื่องราวทั้งหมดมันช่างบังเอิญเกินไป"

"แต่ว่าตอนนี้ไม่เป็นไรหรอก"

"ในเมื่อข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะแล้ว หากมีใครคิดจะอาศัยโอกาสนี้มาสังหารข้า ย่อมเป็นไปไม่ได้"

ดวงตาของซูหานทอประกายคมปลาบ เขายังคงมีความมั่นใจในพลังรบของตนเองเป็นอย่างมาก

เป่ยชิวเสวี่ยพยักหน้ารับ

เพียงชั่วครู่ กลุ่มคนจากสำนักกระบี่วิญญาณก็มาปรากฏตัว ณ ดินแดนสุดอุดรแห่งตงฮวง เมื่อทอดสายตามองออกไป ที่แห่งนี้คือดินแดนรกร้างอันเงียบเหงาและอ้างว้าง ห้วงมิติโดยรอบสั่นกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นบางเบา

มีขุมอำนาจจำนวนไม่น้อยปรากฏตัวขึ้น ณ ที่แห่งนี้ นอกจากตำหนักหลิงเซียว จวนเทียนหยวน ตระกูลสวี และตระกูลเฉาแล้ว ยังมีขุมกำลังอื่นๆ อีกมากมาย

รวมไปถึงผู้คนจากจวนเทียนหยวนต่างก็มารวมตัวกันพร้อมหน้า

ห้วงฟ้าดินบริเวณนี้แผ่กลิ่นอายกดดันอันหนักอึ้งออกมา

"หืม?"

นัยน์ตาของซูหานทอประกายเยือกเย็น จับจ้องไปยังผู้คนที่อยู่ ณ ที่นั้น

ไม่ไกลออกไปนัก สวีเอ้าเทียนและหลิวรูเยียนยืนอยู่ตรงนั้น

สายตาของทั้งสองปะทะเข้ากับสายตาของซูหานอย่างจัง ราวกับเกิดเสียงปะทะกันอย่างรุนแรงดังกึกก้อง

คล้ายกับมีคลื่นพลังทำลายล้างที่มองไม่เห็นพัวพันเข้าห้ำหั่นกัน

สายตาที่ทั้งสองมองมายังซูหานเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง

ซูหานมองทั้งสองด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะยกมือขึ้นทำท่าปาดคอ คล้ายจะเป็นการบอกกล่าวว่า วันนี้พวกเจ้าต้องตายอย่างแน่นอน

"บัดซบ!"

สีหน้าของสวีเอ้าเทียนและหลิวรูเยียนกลายเป็นย่ำแย่ถึงขีดสุด จิตสังหารปะทุพล่าน ไอ้หมอนี่มันช่างกำเริบเสิบสานไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ

ทว่าวันนี้ก็มาถึงจุดจบแล้ว

มันจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำผิดพลาดไป

นัยน์ตาของลั่วเซียว เจ้าตำหนักหลิงเซียวทอประกายคมกริบ เมื่อเห็นผู้คนจากสำนักกระบี่วิญญาณปรากฏตัว เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ยินดียินร้าย

"เจ้าสำนักฮั่วก็มาด้วยหรือ?"

เมื่อฮั่วอันได้ยินเช่นนั้น ก็หัวเราะหึๆ พลางกล่าว

"ในเมื่อมีมหาชีพจรวิญญาณแห่งนี้ปรากฏขึ้น สำนักกระบี่วิญญาณของข้าย่อมต้องการมาช่วงชิงด้วยเช่นกัน"

ลั่วเซียวเอ่ยเสียงเรียบ

"การที่เจ้าสำนักฮั่วต้องการมาร่วมแย่งชิง ข้าย่อมไม่มีข้อกังขาใด"

"แต่มหาชีพจรวิญญาณแห่งนี้จะต้องเป็นของตำหนักหลิงเซียวของข้า"

"ผู้ใดที่กล้าตั้งตัวเป็นปรปักษ์แย่งชิงกับตำหนักหลิงเซียว ย่อมมีแต่ความตายเท่านั้น"

เขามองฮั่วอันพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ฮั่วอันแค่นเสียงหัวเราะหยัน

"เจ้าตำหนักลั่วกล่าววาจาใหญ่โตเกินไปหน่อยกระมัง?"

"มหาชีพจรวิญญาณแห่งนี้ถือเป็นสมบัติที่ถือกำเนิดขึ้นในตงฮวง การที่ตำหนักหลิงเซียวคิดจะครอบครองไว้แต่เพียงผู้เดียวนั้นดูจะไม่สมเหตุสมผลนัก การปล่อยให้ทุกขั้วอำนาจเบ่งบานไปพร้อมกันต่างหากจึงจะเป็นทิศทางในปัจจุบัน"

ฮั่วอันจ้องมองลั่วเซียว น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาช่างเย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูก

"หึหึ"

"ทุกขั้วอำนาจเบ่งบานพร้อมกันงั้นหรือ?"

เมื่อได้ยินคำพูดของฮั่วอัน นัยน์ตาของลั่วเซียวก็ฉายแววเย้ยหยันออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง

"เจ้าสำนักฮั่วช่างน่าขันเสียจริง"

"หากเป็นไปตามที่เจ้าสำนักฮั่วกล่าวจริงๆ ล่ะก็"

"เช่นนั้น..."

"โศกนาฏกรรมที่แดนลับสุสานยุทธ์ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก"

นัยน์ตาของเฟิงเทาทอประกายความเคียดแค้นชิงชังถึงขีดสุด สายตาที่จับจ้องไปยังซูหานยิ่งทวีความหนาวเหน็บ

ฮั่วอันหรี่ตาลง

"ที่เปิ่นจงจู่กล่าวว่าทุกขั้วอำนาจเบ่งบานพร้อมกันนั้น ย่อมไม่ใช่คำโกหกมดเท็จ"

"แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่า พวกเราล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่"

"อารมณ์ของผู้ฝึกกระบี่ พวกเจ้าย่อมเข้าใจดีใช่หรือไม่ หากมีใครมารนหาที่หรือแกว่งเท้าหาเสี้ยน"

"ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ สังหารทิ้งก็สิ้นเรื่อง"

น้ำเสียงราบเรียบดังกังวานขึ้น

ฮั่วอันเผชิญหน้ากับคำพูดของลั่วเซียว และอธิบายออกมาตรงๆ

สิ้นคำกล่าวนั้น สีหน้าของลั่วเซียวก็ยิ่งดำทะมึน เขาจ้องมองฮั่วอันเขม็ง

เขารู้ดีว่า การที่สำนักกระบี่วิญญาณแห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในดินแดนตงฮวง การมีอยู่ของขุมอำนาจเช่นนี้รังแต่จะสั่นคลอนสถานะของตำหนักหลิงเซียวในตงฮวง

ฮั่วอันเอ่ยเสียงเรียบ

"พวกเราคงไม่อยู่สนทนาพาทีกับเจ้าตำหนักลั่วแล้ว"

"ออกตามหาชีพจรวิญญาณ"

เขาเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ผู้คนจากสำนักกระบี่วิญญาณพยักหน้ารับ และเริ่มกระจายกำลังค้นหามหาชีพจรวิญญาณในบริเวณนั้น

"..."

"เจ้าตำหนักลั่ว หลังจากนี้พวกเราควรทำเช่นไรดี"

เฟิงเทาเดินเข้าไปหาลั่วเซียว สีหน้ามืดทะมึนจนแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง น้ำเสียงแฝงความหนักอึ้ง

ริมฝีปากของลั่วเซียวโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ นัยน์ตาทอประกายลึกล้ำมืดมิด เขามองไปยังทิศทางที่พวกซูหานจากไป สีหน้ายิ่งดูดุร้ายและอำมหิต

"ข้าย่อมมีวิธีของข้า"

"อืม ข้าเชื่อใจเจ้าตำหนักลั่ว"

เฟิงเทาพยักหน้ารับ

อีกด้านหนึ่ง ทางฝั่งของสำนักไท่สวี

เจ้าสำนักเจียงเย่าหรี่ตาลงเล็กน้อย สีหน้าดูเคร่งเครียดขึ้นหลายส่วน

"ท่านเจ้าสำนัก เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?"

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งมองไปที่เจียงเย่า น้ำเสียงเจือความสงสัย ราวกับสังเกตเห็นว่าท่านเจ้าสำนักกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่

"บัดซบ!"

ใบหน้าของเจียงเย่าเย็นชาดุจเหล็กกล้า ลึกลงไปในดวงตาทอประกายแสงอันแหลมคม เขากล่าวเสียงต่ำ

"เกรงว่าพวกเราจะถูกคนเขาวางหมากหลอกใช้เข้าให้แล้ว"

"ถูกหลอกใช้?"

สิ้นคำกล่าวนี้ สีหน้าของผู้อาวุโสและผู้คนรอบข้างล้วนเปลี่ยนไป

"ถูกต้อง แม้ว่าที่แห่งนี้จะมีมหาชีพจรวิญญาณปรากฏขึ้นจริง แต่เกรงว่าคงเป็นตำหนักหลิงเซียวที่จงใจจัดฉากขึ้นมา"

ผู้อาวุโสกลอกตาไปมา เอ่ยอย่างครุ่นคิด

"หรือว่าจะเป็นเพราะ..."

แม้อีกฝ่ายจะยังกล่าวไม่จบประโยค แต่เจียงเย่าย่อมเข้าใจกระจ่างแจ้งแก่ใจ เขาแค่นรอยยิ้มขมขื่น

"เดิมทีข้าคิดว่าสำนักไท่สวีของเราจะสามารถกันตัวเองออกจากเรื่องราวเหล่านี้และรักษาตัวรอดได้ แต่ดูจากตอนนี้แล้ว คงไม่อาจทำได้เลยจริงๆ"

"ไม่ว่าจะทำเช่นไร สุดท้ายก็ต้องเลือกข้างอยู่ดี"

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง

เมื่อผู้คนจากสำนักไท่สวีได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของทุกคนต่างกลายเป็นเคร่งเครียดอย่างยิ่ง

พวกเขารู้ดีว่า ในสถานการณ์อันสลับซับซ้อนเช่นนี้ การที่สำนักไท่สวีคิดจะเอาตัวรอดเพียงลำพังและถอนตัวออกไปอย่างปลอดภัย ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

ตำหนักหลิงเซียวไม่มีทางยอมให้เป็นเช่นนั้นแน่

"พวกเราควรทำเช่นไรดีขอรับท่านเจ้าสำนัก?"

ผู้อาวุโสเอ่ยถาม

เจียงเย่านิ่งคิดไปครู่หนึ่ง

"เช่นนั้นก็คอยดูสถานการณ์ไปก่อนเถอะ"

"ข้ารู้สึกอยู่เสมอว่าวันนี้ จะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน"

ดวงตาของเขาทอประกายวาบ

"..."

ผู้คน ณ ที่นั้นเริ่มออกตามหามหาชีพจรวิญญาณกันอย่างบ้าคลั่ง

ในขณะนั้นเอง ซูหานและเป่ยชิวเสวี่ยเพิ่งจะเริ่มเคลื่อนไหว ทว่าจู่ๆ ก็มีเงาร่างหลายสายปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา

ซูหานมองดูคนเหล่านี้ที่ปรากฏตัวขึ้น

หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มที่มีสีหน้าดุร้าย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ

"เจ้าคือซูหานงั้นสินะ?"

ซูหานจ้องมองพวกเขากลับไป

"คนของตำหนักหลิงเซียว?"

"ในเมื่อรู้ว่าพวกเรามาจากตำหนักหลิงเซียวแล้ว ยังไม่รีบคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนอีก!"

เสียงเหี้ยมเกรียมดังกังวานขึ้น

ชายหนุ่มผู้เอ่ยวาจาสวมชุดคลุมสีม่วง ผิวพรรณเปล่งประกายแสงสีม่วงทอง นัยน์ตาเย็นชา แฝงไว้ด้วยแววตาดูแคลนมองเหยียดหยาม

จบบทที่ ตอนที่ 227 เผชิญหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว