เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 224 เจตจำนงกระบี่ขั้นสี่

ตอนที่ 224 เจตจำนงกระบี่ขั้นสี่

ตอนที่ 224 เจตจำนงกระบี่ขั้นสี่


หลังจากโคจรเคล็ดกายาเทพมารบรรพกาล บนผิวหนังของซูหานก็ปรากฏลวดลายวิถีอันลี้ลับซับซ้อนขึ้นมาเป็นระลอก

นัยน์ตาอันเย็นชาของเขาสาดประกายคมปลาบราวกับมีตัวตนจับต้องได้

"ฟุ่บ"

ชั่วขณะที่เขาก้าวเท้าขึ้นบันได พลังอันน่าใจหายก็พลันถาโถมลงมา ดุจดังขุนเขาอันสูงตระหง่าน กดทับลงบนผิวหนังอย่างหนักอึ้ง ทำให้ร่างกายของเขาพองขยายขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้

"ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย"

ซูหานหรี่ตาลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"แถมในแสงสว่างที่สาดประสานกันนี้ ยังดึงดูดค่ายกลกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวออกมาอีกด้วย"

ค่ายกลกระบี่อย่างนั้นหรือ?

"หึ"

รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของเขาอย่างเงียบเชียบ

เจตจำนงกระบี่ที่ก่อตัวขึ้นจากค่ายกลกระบี่แต่ละสายพุ่งเข้าปะทะซูหานอย่างต่อเนื่อง

ซูหานมีสีหน้าเรียบเฉย นัยน์ตาสาดประกายประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยความยินดีปรีดา

"หืม? ค่ายกลขัดขวางที่ปรากฏขึ้นระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นสองนี้"

"แท้จริงแล้วไม่ใช่ค่ายกลที่เอาไว้ขัดขวางไม่ให้ข้าขึ้นไปเลยสักนิด"

"แต่เป็นวาสนาครั้งใหญ่ต่างหากเล่า"

เขากล่าว

พลังที่ค่ายกลกระบี่เหล่านี้ควบแน่นขึ้นมา สำหรับผู้ที่ฝึกฝนวิถีกระบี่แล้ว มันคือวาสนาชัดๆ

ปราณกระบี่ที่ค่ายกลควบแน่นขึ้นมาถูกเคล็ดกายาเทพมารบรรพกาลของซูหานกลืนกินเข้าไปจนหมดสิ้น

เพียงพริบตาเดียว ซูหานก็กักเก็บปราณกระบี่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมไว้ในร่างกายได้สำเร็จ

ซูหานยิ้มออกมา

ก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อไปยังชั้นสองอย่างไม่หยุดหย่อน

เขาโคจรเคล็ดกายาเทพมารบรรพกาลอย่างต่อเนื่อง กักเก็บปราณกระบี่ที่ค่ายกลมากมายปลดปล่อยออกมา ก่อนจะกลืนกินเข้าไปจนหมดเกลี้ยง

เขาบิดขี้เกียจคราหนึ่ง

รู้สึกปลอดโปร่งสบายตัวไปทั่วร่าง

ในเวลาไม่นาน

ซูหานก็ก้าวขึ้นมาถึงชั้นสอง

ภายนอก

ลำแสงจากหอกระบี่ชั้นสองสว่างวาบขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่ออ๋าวชิงเห็นภาพตรงหน้า ก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา

"แปลกจริงแฮะ ผ่านไปแค่วันเดียว ไอ้เด็กนั่นก็ขึ้นไปถึงชั้นสองแล้วรึ?"

เขาหันไปมองเป่ยชิวเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยความประหลาดใจ

"แม่หนูเป่ย ข้าจำได้ว่าตอนที่เจ้าขึ้นไปถึงชั้นสอง ใช้เวลาไปสองวันครึ่งใช่หรือไม่?"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เป่ยชิวเสวี่ยก็พยักหน้ารับ

"ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านปู่อ๋าวชิง"

"ใช้เวลาสองวันครึ่งก้าวขึ้นสู่หอกระบี่ชั้นสอง ก็นับว่าเป็นตัวตนระดับปีศาจน้อยชั้นยอดแล้ว แต่เด็กนั่นใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ก้าวขึ้นสู่ชั้นสองได้"

"พรสวรรค์คงจะเหนือกว่าเจ้าเสียแล้วกระมัง"

อ๋าวชิงเอ่ยด้วยความตกตะลึง

รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเป่ยชิวเสวี่ย

หากพรสวรรค์ของซูหานแข็งแกร่งกว่านาง นางย่อมยินดีที่จะได้เห็น

อย่างไรเสียซูหานก็เป็นคู่บำเพ็ญเพียรของนาง

ผู้ใดบ้างเล่าจะไม่อยากให้คู่บำเพ็ญเพียรของตนมีพรสวรรค์สูงส่งกว่าตัวเอง

แม้ว่าเมื่ออยู่เบื้องหน้าผู้อื่น นางจะมีฐานะเป็นถึงธิดาศักดิ์สิทธิ์ของสำนัก

แต่นางก็เป็นสตรีผู้หนึ่งเช่นกัน

ย่อมต้องการที่พึ่งพิงเป็นธรรมดา

อ๋าวชิงเอ่ยกลั้วหัวเราะ

"สำนักกระบี่วิญญาณของเราได้ให้กำเนิดปีศาจน้อยขึ้นมาคนหนึ่งแล้วจริงๆ"

"..."

ตำหนักบุตรศักดิ์สิทธิ์

"อะไรนะ?"

"ใช้วลาแค่วันเดียวก็ขึ้นไปถึงชั้นสองแล้วงั้นหรือ?"

หยุนหงเฟยเมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าก็มืดครึ้มถึงขีดสุด ใบหน้าเย็นชา ดวงตาสาดประกายจิตสังหารอันบ้าคลั่ง เอ่ยเสียงกร้าว

ต้องรู้ว่าตอนนั้นเป่ยชิวเสวี่ยใช้เวลาสองวันครึ่งกว่าจะขึ้นไปถึงชั้นสองได้

ส่วนตัวเขาใช้เวลาไปสามวันครึ่ง

แม้จะช้ากว่าหนึ่งวัน

แต่ฮั่วอันยังคงกล่าวว่า การที่สามารถขึ้นสู่ชั้นที่สองได้ภายในเวลาสามวันครึ่ง นับว่าเป็นปีศาจน้อยที่หาตัวจับยาก

แต่ตอนนี้ซูหานกลับใช้เวลาเพียงวันเดียว ก็สามารถก้าวขึ้นสู่ชั้นที่สองได้สำเร็จ

นี่ไม่เท่ากับเป็นการเอาหน้าเขาไปถูไถกับพื้นหรอกหรือ?

"บัดซบ"

"น่าบัดซบสิ้นดี"

"ภายภาคหน้า ในสำนักกระบี่วิญญาณแห่งนี้ จะยังมีที่ยืนสำหรับข้า หยุนหงเฟย อีกอย่างนั้นหรือ?"

หยุนหงเฟยกล่าวด้วยใบหน้ามืดครึ้ม

ฟุ่บ

ในตอนนั้นเอง

จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากภายนอก

"ท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์"

ชายหนุ่มผู้นั้นประสานมือคารวะ

หยุนหงเฟยหรี่ตามองเขา

"ข้าสืบรู้มาเรียบร้อยแล้วขอรับ ลองสอบถามหลี่เหยียนผู้ที่พาซูหานเข้ามาในสำนักกระบี่วิญญาณในวันนั้นดูแล้ว"

"เวลาที่เขาบอกข้า ดูเหมือนจะเป็นเมื่อหลายเดือนก่อน หลังจากท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์และธิดาศักดิ์สิทธิ์ออกไปทำภารกิจได้ไม่นาน ซูหานผู้นี้ก็มาถึง อีกทั้งยังถือป้ายคำสั่งของธิดาศักดิ์สิทธิ์มาด้วยขอรับ"

เมื่อได้ยินคำกล่าวของชายหนุ่ม นัยน์ตาของหยุนหงเฟยก็สาดประกายเย็นเยียบและอำมหิตวูบหนึ่ง

เป็นครั้งนั้นจริงๆ ด้วย

เมื่อคิดถึงตรงนี้

จิตสังหารที่หยุนหงเฟยมีต่อซูหานยิ่งลุกโชนถึงขีดสุด เขากำหมัดแน่น ในตอนนั้นเองที่เป่ยชิวเสวี่ยและซูหานได้ลงเอยกัน

และพูดตามตรง ในเรื่องนี้เขาก็มีส่วนร่วมอยู่ด้วยเหมือนกัน

"อ๊ากกก"

"ซูหาน หากข้าไม่ได้ฆ่าเจ้า ความแค้นในใจข้าคงไม่มีวันดับสูญ"

เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวดังกึกก้อง

ดวงตาของหยุนหงเฟยเบิกกว้าง จิตสังหารเข้มข้นถึงขีดสุด

ซูหานผู้นี้แย่งชิงสตรีของเขาไป

หนี้แค้นนี้จะต้องให้มันชดใช้อย่างสาสม

ชายหนุ่มไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงแค่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งและทรงพลังยิ่งขึ้นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของหยุนหงเฟย

หยุนหงเฟยหมุนตัวเดินออกจากตำหนักบุตรศักดิ์สิทธิ์ นัยน์ตาสาดประกายเย็นเยียบ

"ดูเหมือนว่า... จะถึงเวลาต้องแจ้งข่าวให้ตระกูลหยุนทราบแล้ว"

"ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะเจ้าบีบบังคับข้าเอง ซูหาน"

ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวถมึงทึง

"..."

ในเวลาเดียวกัน

หอกระบี่ชั้นสอง

"หอกระบี่ชั้นที่สองแห่งนี้ กลับกลายเป็นค่ายกลกระบี่ขนาดมหึมาถึงเพียงนี้เชียวหรือ"

"ค่ายกลกระบี่บนขั้นบันไดเมื่อครู่ ดูเหมือนจะยังไม่ถึงหนึ่งในสามของค่ายกลกระบี่ตรงหน้านี้เสียด้วยซ้ำ"

"แข็งแกร่งยิ่งนัก"

นัยน์ตาของซูหานสาดประกายเจิดจ้า กลิ่นอายโดยรอบเริ่มบ้าคลั่งและเกรี้ยวกราด เขามองไปยังค่ายกลกระบี่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกยินดีปรีดายิ่งขึ้น

ค่ายกลกระบี่นี้เป็นของดี ภายในแฝงไว้ด้วยปราณกระบี่หลากหลายรูปแบบ ยิ่งไปกว่านั้น หากซูหานสัมผัสไม่ผิด

ภายในค่ายกลกระบี่นี้ ยังมีเจตจำนงกระบี่อันบริสุทธิ์ยิ่งยวดไหลเวียนอยู่ ดุจดั่งน้ำทิพย์อันล้ำค่า

นี่คือสมบัติล้ำค่าชั้นยอดสำหรับการหลอมรวมและดูดซับ สามารถช่วยยกระดับการบำเพ็ญเพียรเจตจำนงกระบี่ของเขาได้อย่างมหาศาล

ซูหานรู้ดีว่าโอกาสเช่นนี้ไม่อาจปล่อยให้หลุดมือไปได้ เขาจึงไม่รอช้าอีกต่อไป ก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในค่ายกลกระบี่ทันที

เมื่อเขาก้าวเข้าไป เสียงหึ่งๆ ต่ำๆ ก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงกระบี่ดังระงม ก้องกังวานอยู่ในอากาศอย่างไม่ขาดสาย

เขารีบนั่งขัดสมาธิลงอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาสาดประกายคมกริบ

ในชั่วพริบตา แสงกระบี่อันคมปลาบนับไม่ถ้วนราวกับมีชีวิต พุ่งลงมากดทับร่างของเขาดุจคมมีดที่กำลังพ่นลมหายใจเข้าออก

เมื่อเห็นเช่นนั้น ซูหานก็ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย นัยน์ตาสาดประกายเย็นเยียบ โคจรเคล็ดกายาเทพมารบรรพกาลอย่างเต็มกำลัง

ฉัวะ! ฉัวะ!

ปราณกระบี่อันคมกริบกรีดผ่านผิวหนังของเขา สร้างรอยแผลกระบี่อันน่าสยดสยอง โลหิตไหลรินดั่งสายน้ำ ย้อมอาภรณ์จนแดงฉาน สาดกระเซ็นไปไกลหลายฉื่อ

คิ้วของซูหานขมวดเข้าหากันแน่น ความเย็นชาในก้นบึ้งดวงตายิ่งทวีความรุนแรง แววกระหายเลือดเริ่มก่อตัวขึ้น

ความเจ็บปวดแปลบปลาบราวกับถูกเข็มทิ่มแทงที่ส่งมาจากผิวหนัง ทำให้สายตาของเขายิ่งเย็นเยียบ ทวีความน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น

นี่ไม่ใช่เพียงความรู้สึกที่สร้างขึ้นจากภาพลวงตา แต่เป็นความจริงอันเปลือยเปล่า

ปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวแต่ละสายที่ฉีกกระชากเลือดเนื้อ ทำให้ใบหน้าของเขายิ่งบิดเบี้ยวถมึงทึง เย็นเยียบดุจสระน้ำเย็นเยือก

"กลืนกิน!"

เมื่อเคล็ดกายาเทพมารบรรพกาลเริ่มทำงาน เจตจำนงกระบี่หลากหลายธาตุที่แฝงอยู่ในค่ายกลนี้ ก็พุ่งเข้าสู่ร่างกายของซูหานอย่างต่อเนื่องดั่งสายน้ำหลาก

เจตจำนงกระบี่แต่ละสายราวกับถูกบังคับให้ไหลเวียนเข้ามา แฝงไว้ด้วยพลานุภาพอันยากจะต้านทาน

รูขุมขนของเขาขยายออกเล็กน้อยเมื่อถูกเจตจำนงกระบี่ปะทะ ซึมซับพลังสายนี้อย่างตะกละตะกลาม

เจตจำนงกระบี่เริ่มยกระดับขึ้นแล้ว

นัยน์ตาของซูหานหดเกร็ง

ในชั่วพริบตา

เจตจำนงกระบี่ของเขาก็บรรลุถึงขั้น 3 สูงสุดในทันที และยังคงยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"ยังไม่จบเพียงเท่านี้หรอก"

นัยน์ตาของซูหานสาดประกายเจิดจ้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ในยามนี้ เจตจำนงกระบี่ภายในร่างกำลังไต่ระดับขึ้นอีกครั้ง

เจตจำนงกระบี่ทุกธาตุถูกควบแน่นอยู่ภายในร่างของซูหาน ทำให้เขาต้องโคจรเคล็ดกายาเทพมารบรรพกาลอย่างต่อเนื่องเพื่อเผาผลาญมัน

หลอมรวม

ชีพจรยุทธ์และอวัยวะภายในร่างกายกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

หนึ่งวัน

สองวัน

นัยน์ตาของซูหานสาดประกายเจิดจ้าวูบหนึ่ง เจตจำนงกระบี่ที่ไหลทะลักอยู่ภายในร่างพลันพุ่งทะยานออกมา ส่งเสียงกระบี่ก้องกังวาน ราวกับจะสร้างทะเลกระบี่แห่งการทำลายล้างขึ้นมา

"เจตจำนงกระบี่ขั้น 4 สูงสุดแล้วงั้นหรือ?"

เมื่อสัมผัสได้ถึงเจตจำนงกระบี่อันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่าง ซูหานก็ไม่อาจเก็บซ่อนความยินดีปรีดาไว้ในใจได้

เจตจำนงกระบี่ของเขา บรรลุถึงขั้น 4 สูงสุดแล้ว

"เช่นนี้ หากไปถึงชั้นที่สาม ข้าคงสามารถยกระดับเจตจำนงกระบี่ให้ถึงขั้น 5 ได้เป็นแน่"

สายตาของซูหานทอดมองไปยังชั้นที่สาม นัยน์ตาสาดประกายแห่งความคาดหวังที่ไม่อาจปิดบังได้

จบบทที่ ตอนที่ 224 เจตจำนงกระบี่ขั้นสี่

คัดลอกลิงก์แล้ว