เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ระบบศิษย์ขยัน 165 ภารกิจที่ 5 ธีมห้องลับ: คุมขังมิอาจจองจำ

ระบบศิษย์ขยัน 165 ภารกิจที่ 5 ธีมห้องลับ: คุมขังมิอาจจองจำ

ระบบศิษย์ขยัน 165 ภารกิจที่ 5 ธีมห้องลับ: คุมขังมิอาจจองจำ


ระบบศิษย์ขยัน 165 ภารกิจที่ 5 ธีมห้องลับ: คุมขังมิอาจจองจำ

“อืมฮึ...”

ต๋าฉี่เห็นหลี่ซวีล้มลงตรงหน้านาง ริมฝีปากแนบชิดกับเท้าเล็ก ๆ ของนาง นางที่กำลังดื่มน้ำอยู่ก็ไอออกมาไม่หยุด เอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า

“ท่านอาจารย์ ท่านทำอันใดอยู่หรือเจ้าคะ?”

“ตรงนั้น... สกปรก... ไม่ได้นะเจ้าคะ...”

ใบหน้าของนางแดงก่ำ กระโดดขึ้นมา

นางก้มหน้าลง สายตาลอกแลก ไอออกมาไม่หยุดหย่อน เป็นเพราะเมื่อครู่นี้นางดื่มน้ำแล้วสำลัก

หลี่ซวีรีบปีนลุกขึ้นมา เกาหัวพลางกล่าวว่า “ขออภัยด้วย พื้นมันลื่นเกินไป ข้าไม่ทันระวังก็เลยล้มลง เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?”

เขาเดินไปตรงหน้าต๋าฉี่ ตบหลังนางเบา ๆ เพราะเขาสังเกตเห็นว่าเสี่ยวต๋าฉี่สำลักน้ำ จึงรีบตบหลังนางเบา ๆ

ต๋าฉี่ค่อย ๆ อาการดีขึ้น ไม่ไออีกต่อไป หันไปมองหลี่ซวี “ท่านอาจารย์ เมื่อครู่นี้เหตุใดจู่ ๆ ท่านจึงล้มลง ทั้งยังจูบเท้าของข้า ท่านโรคจิตนิด ๆ หรือเปล่าเจ้าคะ?”

“พูดจาเหลวไหล เมื่อครู่นี้เป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น” หลี่ซวีกล่าว

“อุบัติเหตุจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”

“จะหลอกเจ้าไปทำไมกัน?” หลี่ซวีตบหลังนางเบา ๆ ค่อย ๆ เลื่อนมือไปที่ศีรษะของนาง ลูบขยี้ศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมสีเงินของนาง พลางกล่าวว่า

“ข้าเป็นคนจริงจังนะ จะไปทำเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไร?”

“จริงจังกับผีสิ”

ต๋าฉี่กลอกตาบน

หูจิ้งจอกสีขาวทั้งสองข้างขยับดุ๊กดิ๊ก ไม่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ นางปัดมือของเขาออกจากศีรษะของตนเอง พลางกล่าวว่า

“ท่านอาจารย์ ข้าจะเริ่มบำเพ็ญแล้ว อย่ามารบกวนข้านะเจ้าคะ”

“ได้” หลี่ซวียื่นมือออกไปบีบพวงแก้มยุ้ย ๆ ของนาง พลางกล่าวว่า “หากมีปัญหาอันใด ก็ถามข้าได้เลย ข้าจะคอยมองดูเจ้าอยู่ข้าง ๆ นี่แหละ”

ต๋าฉี่พยักหน้า เริ่มฝึกหมัดต่อไป

นางพยายามจะเรียนรู้วิชามรรคระดับสามที่หลี่ซวีสอนให้สำเร็จภายในหนึ่งวัน จากนั้นจะปิดด่านตระหนักมรรค เพื่อพยายามตระหนักรู้สามหมัดให้ได้อย่างรวดเร็ว

หลี่ซวีกระโดดขึ้นไปนอนบนกิ่งไม้ต้นหนึ่ง ดื่มสุราไปพลางมองดูนางไปพลาง

ตอนนี้นางกำลังเท้าเปล่า นิ้วเท้าขาวผ่องดุจต้นหอมเหยียบย่ำอยู่บนกลีบดอกท้อ หมัดที่ชกออกไปนั้นกว้างขวางทรงพลัง

“นิ้วเท้าช่างงดงามยิ่งนัก”

สายตาของหลี่ซวีจับจ้องไปที่นิ้วเท้าของนางตลอดเวลา ลอบถอนหายใจในใจ

“เมื่อครู่นี้เพียงแค่จูบไปทีเดียว ยังไม่ทันได้สัมผัสให้ดี นางก็กระโดดขึ้นมาเสียแล้ว ไม่รู้ว่าระบบจะประเมินผลอย่างไร”

เขามองเข้าไปในสมุดภาพวิจิตรในห้วงสมอง เห็นเพียงสมุดภาพวิจิตรค่อย ๆ เปิดออก

[ภารกิจสำเร็จ]

[ภารกิจที่ 4 หยุดเวลา เนื่องจากสาเหตุการถูกระงับบัญชี จึงไม่เปิดให้ใช้งานอีกต่อไป ข้ามโดยอัตโนมัติ ไม่มีรางวัล ตอนนี้กำลังเปิดภารกิจที่ 5 ประจำเดือนนี้]

[ธีมห้องลับ: คุมขังมิอาจจองจำ]

[จำนวนคนทำภารกิจ: ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง]

[ภูมิหลังภารกิจ: ในยุคฟ้าบุพกาลวิญญาณเทพสามพัน จักรวาลเคยให้กำเนิดสมบัติเวทมิติชิ้นหนึ่งขึ้นมา

มิตินี้มีขุนเขาแม่น้ำผืนปฐพี ทิวทัศน์งดงาม ผู้คนสามารถอาศัยอยู่ด้านในได้ ต่อมาเกิดสงครามปวงเทพ เทวตำนานแตกสลาย สมบัติเวทชิ้นนี้จึงถูกโลหิตเทพปนเปื้อน

ท่ามกลางมุมลึกลับของสมบัติเวทมิติ มีคุกจองจำอยู่แห่งหนึ่ง ภายในคุกจองจำกักขังดวงจิตไร้ร่างนับหมื่นดวงที่ไม่อาจชำระล้างได้

เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไป เมื่อสมบัติเวทถูกโลหิตเทพปนเปื้อน ดวงจิตไร้ร่างก็กลายเป็นวิญญาณอาฆาต คุกก็ถูกเถาวัลย์อันน่าสะพรึงกลัวชนิดหนึ่งกัดกร่อนเช่นกัน

เถาวัลย์ค่อย ๆ มีรูปลักษณ์ของชีวิต บนเถาวัลย์งอกดวงตาของมนุษย์ขึ้นมา มีจิตสำนึกเป็นของตนเอง ค่อย ๆ กลืนกินคุกจองจำไปจนหมดสิ้น หมายจะกลืนกินพลังของวิญญาณอาฆาตมาเป็นของตนเอง...]

[หลังจากเปิดภารกิจ เจ้าและต๋าฉี่จะถูกดึงเข้าไปในมิติของสมบัติเวท สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำก็คือการถอนรากถอนโคนวิญญาณอาฆาต และถอนรากถอนโคนเถาวัลย์]

[ภารกิจสำเร็จ เจ้าจะได้ครอบครองสมบัติเวทม้วนภาพขุนเขาท้องทะเลชิ้นนี้]

[เจ้าเพียงแค่ใช้แต้มขยัน ก็สามารถสร้างสายน้ำน้ำตกและศาลาเก๋งหออยู่ด้านในได้ตามใจปรารถนา สามารถอาศัยอยู่ด้านในได้อย่างยาวนาน]

[หมายเหตุ: อัตราส่วนเวลากับโลกภายนอกคือหนึ่งต่อหนึ่ง]

ข้อความที่ปรากฏขึ้นบนสมุดภาพวิจิตรนั้นช่างเหลือเชื่ออยู่บ้าง หลี่ซวีกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นว่า “ถึงกับเป็นม้วนภาพขุนเขาท้องทะเล”

[หมายเหตุ: นี่คือม้วนภาพขุนเขาท้องทะเลที่ถูกปนเปื้อน ตอนนี้สิ่งเดียวที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ก็คือโครงสร้างมิติที่อยู่ด้านใน]

“พลังอื่น ๆ ข้าไม่ต้องการ ข้าต้องการเพียงมิติที่อยู่ด้านในก็พอแล้ว” หลี่ซวีดื่มสุราไปหนึ่งอึก ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ตอนนี้ในเต้าโจว มีผู้คนมากมายที่สามารถสร้างมิติแห่งหนึ่งขึ้นมาได้ ทว่าสิ่งมีชีวิตกลับไม่สามารถเข้าไปได้

ม้วนภาพขุนเขาท้องทะเลสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หากต้องออกเดินทางไปข้างนอก ต้องบอกเลยว่าสะดวกสบายยิ่งนัก ยามค่ำคืนก็เข้าไปพักผ่อนในม้วนภาพขุนเขาท้องทะเลได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องไปพักตามโรงเตี๊ยมหรือภัตตาคารพรรค์นั้นเลยแม้แต่น้อย

ทั้งยังสามารถประหยัดเงินทองไปได้ไม่น้อยเลย

แม้จะเป็นม้วนภาพขุนเขาท้องทะเลที่ถูกปนเปื้อน แต่หลี่ซวีกลับรู้สึกว่าสมบัติเวทชิ้นนี้ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

[เมื่อเปิดใช้งาน เจ้าจะถูกดึงเข้าไปในม้วนภาพขุนเขาท้องทะเล เริ่มต้นภารกิจคุมขังมิอาจจองจำ ต้องการเปิดใช้งานหรือไม่]

หลี่ซวีมองดูร่างเล็ก ๆ ของต๋าฉี่ที่กำลังเท้าเปล่าเหยียบย่ำอยู่บนกลีบดอกไม้เพื่อฝึกหมัด พลางกล่าวว่า “ภารกิจยังไม่ต้องรีบเปิดใช้งาน”

“รอนางเตรียมตัวให้พร้อมก่อนค่อยว่ากัน” หลี่ซวีคำนึงถึงความรู้สึกของเสี่ยวต๋าฉี่

ตอนนี้นางกำลังฝึกหมัด มองออกเลยว่านางตั้งใจเป็นพิเศษ หยาดเหงื่อสาดกระเซ็นอย่างเต็มที่ นางเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างตั้งใจมากทีเดียว

มองดูนางอย่างเงียบ ๆ ไม่ทันไรยามพลบค่ำก็มาเยือน

เป็นไปตามที่ตนเองคาดการณ์ไว้จริง ๆ ต๋าฉี่บอกกับเขาว่านางต้องการปิดด่าน ดังนั้นจึงเดินเข้าไปในจวนถ้ำ เริ่มตระหนักรู้วิชามรรคแขนงนี้

เมื่อนางออกมา เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปราวห้าวันแล้ว

วันนี้ หลี่ซวีเบื่อหน่ายจนต้องนั่งเหม่อลอยอยู่ในศาลาพักร้อน ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงรีบวิ่งไปยังจวนถ้ำบำเพ็ญ เห็นเพียงจวนถ้ำปริแตก ฝุ่นควันตลบอบอวล

ร่างสีขาวบอบบางร่างหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน ร่างกายถูกพันธนาการด้วยพลังสีฟ้าอ่อนและสีแดงเพลิง

หลี่ซวีสามารถสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอันร้อนระอุของเปลวเพลิง และยังมีพลังอันหนาวเหน็บที่พุ่งเข้ามาโจมตี การตระหนักมรรคออกมาในครั้งนี้นางแข็งแกร่งขึ้นแล้ว มีร่องรอยว่าจะเข้าใกล้ระดับสี่อยู่ลาง ๆ

ฟิ้ว

วินาทีต่อมา ต๋าฉี่ก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าหลี่ซวี กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยแตะจมูก นางเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้มว่า “ท่านอาจารย์ มาสู้กับข้าสักตั้งเถิดเจ้าค่ะ”

นางอยากจะลองทดสอบพลังของสามหมัดดู

“ได้” หลี่ซวีมองนาง พลางกล่าวว่า “เข้ามาสิ ข้าจะดูว่าการตระหนักมรรคของเจ้าในช่วงหลายวันนี้มีความก้าวหน้าขึ้นบ้างหรือไม่?”

“ระวังนะเจ้าคะ ข้าจะลงมือแล้ว”

ต๋าฉี่กล่าวพลางชกหมัดออกไป ในครั้งนี้ พลังหมัดของนางแตกต่างจากการทุบตีสะเปะสะปะก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง นางใช้วิชามรรคสามหมัด

หมัดอันเกรี้ยวกราดพุ่งเข้ามาดุจกระสอบทราย ลมหมัดพวยพุ่ง พัดพาเสื้อผ้าของหลี่ซวีจนปลิวไสว

“ตู้ม!” หมัดกระแทกเข้าที่ร่างของหลี่ซวี

“แรงเยอะจริง ๆ”

หลี่ซวีรู้สึกว่าร่างกายของตนเองถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง หมัดของนางนำพาพลังน้ำแข็งและอัคคีทั้งสองชนิดมาสู่เขา ราวกับกำลังแผดเผากายเนื้อของเขาอยู่

พลังวิญญาณของหลี่ซวีปะทุออกไป ซัดนางจนถอยร่นไปหลายสิบก้าว

ต๋าฉี่เปลี่ยนความเร็วอย่างฉับพลัน เส้นผมสีเงินปลิวไสว ชกสองหมัดออกไปพร้อมกัน ด้านซ้ายคือเหมันต์ ด้านขวาคืออัคคีสวรรค์ หมัดที่ชกออกไปราวกับหยินหยางกำลังแปรเปลี่ยน

นางบุกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ความเร็วและพละกำลังล้วนบรรลุถึงขีดสุด

หลี่ซวีต้านทานพลังของต๋าฉี่อย่างใจเย็น พลางกล่าวว่า

“ไม่เลว เวลาเพียงสั้น ๆ กลับก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วดุจเทพเจ้า ตอนนี้ข้าอยากจะเห็นอานุภาพของสามหมัดที่ซ้อนทับกันของเจ้าแล้ว”

“ได้เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ เช่นนั้นท่านก็ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ”

ต๋าฉี่กล่าวพลาง โจมตีหลี่ซวีต่อไป นางอาศัยความเร็วและเงาร่างอันคล่องแคล่วว่องไว โจมตีเข้าใส่ร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง

หมัดที่หนึ่ง

หมัดที่สอง

หมัดที่สาม

มือขวาของนางใช้อานุภาพของวิชามรรคระดับสามสามหมัดออกมาอย่างต่อเนื่อง สามหมัดที่ต่อเนื่องกันนี้แทบจะสูบพลังวิญญาณของนางไปจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา

สามหมัดซ้อนทับกันอย่างต่อเนื่อง ในมิติปรากฏตราประทับหมัดนับพันขึ้นมา ตราประทับหมัดหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ ปราณวิญญาณโดยรอบราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น

เห็นชัด ๆ ว่าชกออกไปเพียงสามหมัด ทว่ากลับรู้สึกราวกับมีตราประทับหมัดนับไม่ถ้วนพุ่งเข้ามาสังหารจากรอบด้าน

ตราประทับหมัดขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ผสมผสานกับพลังแห่งเหมันต์และอัคคีสวรรค์ ทำให้อานุภาพเพิ่มสูงขึ้นถึงสองเท่า พลังร่วงหล่นลงบนร่างของหลี่ซวี

หลี่ซวียืนอยู่กับที่ ปล่อยให้พลังของต๋าฉี่พุ่งเข้าปะทะร่างกายและแขนขาของตนเองอย่างเต็มที่

พลังวิญญาณของต๋าฉี่แทบจะเหือดแห้ง นางจับเข่ามองหลี่ซวี บนหน้าผากเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ อ้าปากหอบหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเฮือกใหญ่

“ท่านอาจารย์ พลังวิญญาณของข้าล่ะเจ้าคะ? ข้าชกพลังที่แข็งแกร่งที่สุดออกไปแล้ว เหตุใดท่านจึงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลยแม้แต่น้อย”

“ข้าใช้กายเนื้อต้านทานการโจมตีของเจ้า พลังที่เจ้าชกออกมาอยู่ในร่างกายของข้า ทว่าข้าสามารถใช้การสลายพลังเพื่อปลดปล่อยมันออกมาได้”

หลี่ซวีกล่าวพลางกดพลังลงต่ำ

พลังของต๋าฉี่ถูกเขาปลดปล่อยออกมา กระแทกลงบนพื้นดิน

บนพื้นดินปรากฏรอยร้าวขึ้นนับไม่ถ้วน จากนั้นก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พังทลายลงมาทั้งหมด

ปรากฏหลุมยักษ์ขนาดสิบจั้งขึ้นมา ภายในหลุมยักษ์เต็มไปด้วยตราประทับหมัด ด้านบนหลงเหลือพลังของมรรคอัคคีสวรรค์น้ำแข็งเหมันต์เอาไว้

ต๋าฉี่มองดูตราประทับหมัดบนพื้นดิน อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง มองดูพื้นดินด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ท่านอาจารย์ วิชามรรคสามหมัดช่างแข็งแกร่งยิ่งนักเจ้าค่ะ”

“ก็พอใช้ได้” หลี่ซวีเดินไปข้างกายนาง อดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปลูบศีรษะของนาง พลางกล่าวว่า “เพิ่งจะออกจากปิดด่านมา หิวหรือไม่”

“หิวเจ้าค่ะ” ตอนนี้ต๋าฉี่รู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปทั้งตัว หากหลี่ซวีผลักเบา ๆ เกรงว่าคงจะล้มลงไปกองกับพื้นได้เลย

“ไปเถอะ จะพาเจ้าไปกินข้าว”

หลี่ซวีพยุงนาง เดินไปยังห้องอาหาร ครึ่งชั่วยามต่อมา ต๋าฉี่ก็จัดการอาหารบนโต๊ะจนหมดเกลี้ยง

นางพิงเก้าอี้ ลูบท้องกลมป่องของนาง กินจนอิ่มแปล้เลยทีเดียว

หลี่ซวียังไม่ทันได้เอ่ยปาก ต๋าฉี่ก็กล่าวต่อว่า “ท่านอาจารย์ วิชามรรคสามหมัดข้าเรียนรู้แล้ว ข้ายังอยากเรียนรู้วิชามรรคผลาญสวรรค์ต้มสมุทร กระแสน้ำจันทรา และโทสะอัสนีบาตด้วยเจ้าค่ะ”

มุมปากของหลี่ซวีกระตุก “เจ้าไม่พักผ่อนสักหน่อยหรือ?”

เพิ่งจะออกมาก็คิดจะเริ่มบำเพ็ญวิชามรรคเสียแล้ว ช่างไม่ยอมว่างเว้นเลยแม้แต่นาทีเดียวจริง ๆ

ต๋าฉี่ส่ายหน้า “ไม่ต้องเจ้าค่ะ”

ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ตอนนี้นางอยากจะเรียนรู้วิชามรรคที่ท่านอาจารย์ครอบครองอยู่ให้หมดสิ้น ถึงเวลาจะได้ใช้ความแข็งแกร่งกดข่มเขา

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพละกำลังหรือบนเตียง

จุ๊ จุ๊ จุ๊

“จะพักผ่อนไปทำไมกัน เวลาเป็นเงินเป็นทองนะเจ้าคะ ท่านอาจารย์ ข้าอยากจะพยายามเรียนรู้วิชามรรคระดับสองและระดับสามของท่านให้สำเร็จก่อนกลับชิงชิวเจ้าค่ะ” ต๋าฉี่กล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง กว่านางจะสามารถบำเพ็ญเพียรได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงเวลาจะต้องให้ท่านแม่ได้เห็นความก้าวหน้าของตนเอง

หลี่ซวีกล่าวว่า “ระหว่างทางไปชิงชิว พวกเราก็เดินทางไปพลางเที่ยวเล่นไปพลาง เมื่อพวกเราไปถึงชิงชิว เจ้าจะต้องเรียนรู้วิชามรรคเหล่านี้สำเร็จอย่างแน่นอน”

ต๋าฉี่ได้สติกลับมา “ก็จริงนะเจ้าคะ”

การเดินทางไปชิงชิวนั้นยาวไกล ระหว่างทางก็สามารถเรียนรู้วิชามรรคเหล่านี้ได้สำเร็จ ถึงเวลาจะได้ไปโอ้อวดต่อหน้าท่านแม่ให้เต็มที่

ทำให้นางต้องตกตะลึง

นางคิดไปคิดมา มุมปากก็เผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

หลี่ซวียื่นมือออกไปเช็ดคราบน้ำแกงที่มุมปากของนางเบา ๆ พลางกล่าวว่า “วันนี้เจ้าก็พักผ่อนให้สบายเถิด พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปสถานที่แห่งหนึ่ง”

“สถานที่ใดหรือเจ้าคะ?”

“สถานที่ที่แสงแดดสดใส ทิวทัศน์งดงาม”

“ครั้งก่อนท่านก็บรรยายถึงสุสานไร้ชื่อเช่นนี้เหมือนกัน แต่พอไปถึงกลับพบว่ามีปราณหยินลึกล้ำ ปราณผีพัวพัน ท่านน้าของข้าและอันจืออวี๋แทบจะตกใจร้องไห้เลยนะเจ้าคะ”

“ฮ่าฮ่าฮ่า” หลี่ซวีปิดปากหัวเราะ

“หัวเราะอันใดกัน รีบบอกมาสิเจ้าคะว่าเป็นสถานที่ใด”

“เก็บไว้เป็นความลับก่อน พรุ่งนี้ค่อยบอกเจ้า”

“ท่านอาจารย์บ้า ไม่สนใจท่านแล้ว”

ต๋าฉี่ลุกขึ้นยืน ลูบท้องกลมป่องของนาง เดินออกจากห้องอาหาร นางต้องการจะเดินเล่นไปรอบ ๆ เพื่อย่อยอาหาร

ทันใดนั้น นางก็นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ การออกจากการปิดด่านในครั้งนี้ของตนเอง มีเพียงท่านอาจารย์เท่านั้นที่มาต้อนรับนาง แล้วคนอื่น ๆ หายไปไหนกันหมด

เดินไปเดินมา นางก็เห็นเต่าสีเขียวตัวหนึ่ง เต่าตัวนี้กำลังหมอบอยู่บนก้อนหิน ขีด ๆ เขียน ๆ ลงบนตำราเล่มหนึ่ง

เมื่อต๋าฉี่เดินเข้าไปใกล้ ลวี่อูก็เก็บตำราเล่มนั้นไป

ต๋าฉี่มีใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เอ่ยถามว่า “ช่วงนี้ข้ามักจะเห็นเจ้าขีด ๆ เขียน ๆ อยู่เสมอ เจ้าทำอันใดอยู่หรือ? เจ้านี่กำลังเขียนตำราแต่งหนังสืออยู่หรือ?”

“อืม” ลวี่อูพยักหน้า

“ให้ข้าดูหน่อยสิ” ต๋าฉี่ยื่นมือออกไปพลางกล่าว

ลวี่อูส่ายหน้า

ล้อเล่นอันใดกัน นี่คือประสบการณ์อันล้ำค่าของเขาในหอฉะน่าเชียวนะ ตัวอักษรด้านในนั้นอุจาดตาเกินกว่าจะทนดูได้ จะเอาไปให้ต๋าฉี่ผู้แสนใสซื่อและบริสุทธิ์เช่นนี้ดูได้อย่างไร

หากหลี่ซวีรู้เข้า เกรงว่าจะต้องสับตนเองเป็นชิ้น ๆ แล้วเอาไปให้สุนัขกินแน่

ต๋าฉี่เอ่ยถาม “เจ้าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดจึงจะเขียนเสร็จ?”

“เจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไม?”

“ข้าสามารถสนับสนุนเงินทุนให้เจ้าตีพิมพ์ได้นะ”

ต๋าฉี่ชื่นชมผู้ที่เขียนนิยายเป็นพิเศษ เมื่อเห็นลวี่อูขยันขันแข็งแต่งหนังสือถึงเพียงนี้ในช่วงนี้ คิดว่าในอนาคตจะต้องเป็นผลงานชิ้นเอกอย่างแน่นอน

นางไม่อยากให้ผลงานชิ้นเอกต้องถูกลืมเลือน จึงตั้งใจจะสนับสนุนเงินทุนให้เขาสักสองสามเหรียญ

“ไม่ต้อง เด็ดขาดเลยนะอย่ามาสนับสนุนข้า ข้าไม่เอา”

ลวี่อูรู้ดีอยู่แก่ใจ ของพรรค์นี้ก็เทียบเท่ากับไดอารี่นั่นแหละ

ยังจะตีพิมพ์อีก เบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร

หากแพร่งพรายออกไป หอฉะน่าจะต้องสังหารเขาอย่างแน่นอน เพราะในหนังสือเล่มนี้มีเขาเป็นตัวเอกชาย และมีหญิงสาวมากมายในหอฉะน่าเป็นตัวเอกหญิงที่ถูกวาดลวดลายเอาไว้

“ก็ได้ ตามใจเจ้า” ต๋าฉี่ลูบศีรษะ เอ่ยถามว่า “เจ้าเห็นท่านน้าของข้าหรือไม่? ข้าหานางไม่พบ นางอยู่ที่ใดหรือ?”

ลวี่อูครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “นางน่าจะกำลังจับปลาอยู่นะ?”

ต๋าฉี่ขมวดคิ้วเอ่ยถามประโยคหนึ่ง “จับอันจืออวี๋หรือ?”

ลวี่อูถึงกับชะงักงันไปในทันที ครู่ต่อมาจึงกล่าวว่า “พวกนางสองคนเดินออกจากสถาบันไท่ซวีไปตั้งแต่เช้าตรู่ บอกว่าจะไปจับกุ้งจับปลาในแม่น้ำสายนั้นที่เชิงเขา คาดว่าตอนนี้ก็น่าจะยังอยู่ที่นั่น”

ลวี่อูกล่าวพลาง ต๋าฉี่ที่อยู่ตรงหน้าก็หายตัวไปอย่างกะทันหัน เขาส่ายหน้าอย่างจนใจพลางกล่าวว่า “วิ่งเร็วจริง ๆ”

เขาล้วงตำราเล่มหนึ่งออกมา มองดูรอบด้านว่าไม่มีผู้ใด จึงแต่งหนังสือต่อไป

สถาบันไท่ซวี

เชิงเขา

มีแม่น้ำสายเล็กที่ใสสะอาดสายหนึ่ง ในแม่น้ำมีปลา และก็มีกุ้งด้วย

ต๋าฉี่มองเห็นเงาร่างสองร่างอยู่ในแม่น้ำแต่ไกล เงาร่างใหญ่หนึ่งเล็กหนึ่ง กำลังค้อมเอวจับกุ้งในโคลนตมอยู่

ต๋าฉี่เอามือไพล่หลังเดินมาถึงที่นี่ มองดูตะกร้าปลาของพวกนาง พบว่าในตะกร้าปลามีปลาเพียงไม่กี่ตัว กุ้งไม่กี่ตัวยังคงกระโดดโลดเต้นอยู่ด้านใน

“ต๋าฉี่ ในที่สุดเจ้าก็ตระหนักมรรคออกมาแล้ว” ท่านน้าและอันจืออวี๋มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า

“ฮี่ฮี่” ต๋าฉี่ถลกแขนเสื้อขึ้นในทันที แล้วเข้าร่วมกับพวกนางโดยตรง

ดังนั้นหญิงสาวทั้งสามจึงเล่นไปพลางจับปลางมกุ้งไปพลางในแม่น้ำสายเล็ก มองไปมองมา ไม่นานก็ถึงช่วงบ่าย พวกนางจึงได้ขึ้นมาจากแม่น้ำแล้วกลับบ้าน

หลี่ซวีว่างจนเบื่อหน่ายมาโดยตลอด นั่งอ่านคัมภีร์ชุนชิวอยู่ในลานกว้าง

เมื่อเห็นพวกนางกลับมา ก็รีบเก็บมันไปอย่างรวดเร็ว สายตาจับจ้อง พบว่าพวกนางล้วนทำตัวเลอะเทอะไปด้วยโคลนตมไปทั้งตัว

ที่สะดุดตาที่สุดคงต้องยกให้ต๋าฉี่

นางสวมเสื้อผ้าสีขาว ด้านบนเต็มไปด้วยโคลนตม บนใบหน้าและเส้นผมสีเงินของนางล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมมากมาย

เส้นผมสีเงินแทบจะถูกย้อมจนกลายเป็นสีเหลือง

อีกสองคนก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าใดนัก

บนสะดือของปานรั่วจูมีโคลนตมติดอยู่ ขาที่ขาวดุจหิมะก็เปรอะเปื้อนโคลนตมไปไม่น้อย

บนกระดูกไหปลาร้าของอันจืออวี๋มีโคลนตมติดอยู่จาง ๆ สาบเสื้อของนางเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นความขาวผ่องเล็กน้อย หลี่ซวีกล้าคาดเดาเลยว่าด้านในจะต้องมีโคลนตมอยู่อย่างแน่นอน

“เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่ทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนกลับมา ราวกับมนุษย์โคลนก็มิปาน” หลี่ซวีไม่รู้ว่าจะค่อนขอดอย่างไรดี

“ปัญหาเล็กน้อยเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ พวกเราไปแช่น้ำพุร้อนกันแล้ว” ต๋าฉี่วางตะกร้าปลาลง เดินเข้าไปในโถงตำหนัก อันจืออวี๋และปานรั่วจูก็เดินตามไปพร้อมกัน

“ปัง”

ประตูโถงตำหนักปิดลง หน้าต่างปิดลง

ไม่นาน เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กสาวทั้งสามก็ดังแว่วออกมา ทำเอาหลี่ซวีไม่สามารถสงบสติอารมณ์อ่านคัมภีร์ชุนชิวได้เลย จึงตัดสินใจกลับห้องไปนอน

วันที่สอง

ตอนเช้า

สิบเอ็ดโมง

หลี่ซวีที่กำลังนอนหลับอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง “อี๊อี๊อ๊าอ๊า...” ดังแว่วมา เขาลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ ก็เห็นเด็กสาวผมสีเงินคนหนึ่งยืนอยู่บนร่างของตนเอง

นางก็คือเสี่ยวต๋าฉี่นั่นเอง

นางยืนอยู่บนผ้าห่ม กำหมัดเล็ก ๆ สีชมพูอ่อน หูตั้งชันขึ้น กระโดดโลดเต้นอยู่บนร่างของเขา

“ข้ายังไม่ตื่นใช่หรือไม่?” หลี่ซวีรีบหลับตาลง เขายังคิดว่าตนเองกำลังดูอนิเมะอยู่ บริการปลุกจากเด็กสาวผมสีเงินคนหนึ่ง

“ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์...”

“ไม่ใช่ความฝัน” หลี่ซวีลืมตาขึ้น “เจ้ามาเหยียบอยู่บนร่างของข้าทำไมกัน?”

“ก็ใครใช้ให้ท่านไม่ยอมตื่น เอาแต่นอนตื่นสายอยู่ได้ ไม่ใช่ตกลงกันแล้วหรือว่าวันนี้จะพาข้าไปสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่งน่ะ?”

“เหมือนจะมีเรื่องนี้อยู่จริง ๆ”

ในที่สุดหลี่ซวีก็จำเรื่องนี้ขึ้นมาได้ หากต๋าฉี่ไม่เตือน ชั่วขณะหนึ่งตนเองก็คงจะนึกไม่ออกจริง ๆ

เมื่อเห็นท่านอาจารย์ได้สติกลับมาในที่สุด ต๋าฉี่จึงกระโดดลงมาจากร่างของหลี่ซวี พลางกล่าวว่า “รีบไปล้างหน้าบ้วนปาก กินข้าว แล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ”

หลี่ซวีลุกจากเตียง ล้างหน้าบ้วนปาก จากนั้นก็ไปกินข้าว พบว่าบนโต๊ะอาหารมีเด็กสาวสองคนกำลังจ้องมองตนเองเขม็ง

พวกนางก็คือปานรั่วจูและอันจืออวี๋นั่นเอง

พวกนางนั่งอยู่ทางซ้ายและขวาของเขา จ้องมองเขากินข้าวอย่างไม่เกรงใจเช่นนี้ มองไปมองมา ระยะห่างก็ยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

หลี่ซวีสามารถได้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของพวกนาง

ต๋าฉี่ที่อยู่ไกลออกไปมีใบหน้าไร้คำจะกล่าว ยอมใจท่านน้าและอันจืออวี๋จริง ๆ

หลี่ซวีถูกพวกนางจ้องมองจนรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ จึงกล่าวว่า

“พวกเจ้าอย่าเอาแต่จ้องมองข้าสิ หากหิวก็ไปหยิบชามมากินเองสิ? อย่ามาจ้องชามของข้านะ เฮ้”

“...” ทว่าพวกนางก็ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ยังคงจ้องมองหลี่ซวีเขม็ง

“พวกเจ้ามีเรื่องขอร้องข้าใช่หรือไม่?” หลี่ซวียังคงเห็นพวกนางแสดงสีหน้าเช่นนี้ ราวกับต้องการจะมองทะลุตัวเขา เขารู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง

“ข้าได้ยินต๋าฉี่บอกว่าพวกเจ้าจะไปสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง ข้าก็อยากไปเหมือนกัน” ปานรั่วจูและอันจืออวี๋แทบจะเอ่ยปากออกมาพร้อมกัน

“ข้าก็นึกว่าเรื่องอันใดเสียอีก?” หลี่ซวีเริ่มกินข้าวคำโต ก็แค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ทำเอาตึงเครียดไปได้

หญิงสาวทั้งสองกล่าวว่า “พูดเช่นนี้แสดงว่าท่านสามารถพาพวกเราไปได้”

หลี่ซวีส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าอยากพาไปนะ แต่ข้อกำหนดของสถานที่แห่งนั้นคือสามารถเข้าไปได้เพียงสองคนเท่านั้น”

ดวงตาของต๋าฉี่เป็นประกาย ยังมีเรื่องดีเช่นนี้ด้วย

หากท่านน้าและอันจืออวี๋ไม่อยู่ ก็จะยิ่งสะดวกต่อการที่ตนเองจะลงไม้ลงมือกับหลี่ซวี

หากพวกนางอยู่ กลับจะไม่ค่อยสะดวกนัก

นางเผยรอยยิ้มออกมา

หญิงสาวทั้งสองต่างรู้สึกเสียดาย

“ตกลงแล้วเป็นสถานที่ใดกัน ถึงอนุญาตให้เข้าไปได้เพียงสองคนเท่านั้น?” ปานรั่วจูรู้สึกว่าหลี่ซวีมีปัญหาใหญ่ จ้องมองหลี่ซวีเขม็ง เอ่ยถามว่า

“เป็นห้องลับหรือ?”

“พรวด...” หลี่ซวีพ่นข้าวออกมาโดยตรง “ท่านน้า ท่านกำลังพูดเรื่องอันใดอยู่?”

“อย่ามาเรียกข้าว่าท่านน้า ท่านน้าใช่สิ่งที่เจ้าเรียกได้หรือ?”

คำเรียกขานว่าท่านน้านี้ถูกต๋าฉี่ผูกขาดไปแล้ว

มีเพียงต๋าฉี่เท่านั้นที่เรียกได้ เจ้าเรียกไม่ได้ ปานรั่วจูกลอกตาบนมองหลี่ซวี

ท่านน้าของต๋าฉี่ก็ไม่ใช่ท่านน้าของตนเองหรอกหรือ?

ห่างเหินกันจริง ๆ

หลี่ซวีส่ายหน้า กินไปพลางกล่าวไปพลางว่า “ไม่ต้องรีบร้อน วันหน้าหากมีโอกาสข้าจะพาพวกเจ้าเข้าไปเที่ยวเล่นสักหน่อย”

ขอเพียงเขาทำภารกิจสำเร็จ ม้วนภาพขุนเขาท้องทะเลก็จะตกมาอยู่ในมือ ส่วนคุมขังมิอาจจองจำก็เป็นเพียงมุมลึกลับมุมหนึ่งของม้วนภาพขุนเขาท้องทะเลเท่านั้น

ถึงเวลาอยากจะเข้าไปอย่างไรก็เข้าไปได้อย่างนั้น?

อยากจะเล่นอย่างไรก็เล่นได้อย่างนั้น?

อันจืออวี๋เอ่ยถาม “ท่านยังสามารถเข้าไปเป็นครั้งที่สองได้อีกหรือ?”

ขอเพียงครอบครองม้วนภาพขุนเขาท้องทะเล จะร้อยครั้งก็ย่อมได้ เงื่อนไขคือต้องทำภารกิจคุมขังมิอาจจองจำให้สำเร็จเสียก่อน

อันจืออวี๋ยิ่งอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก สะกิดข้อศอกของหลี่ซวี “ตกลงแล้วเป็นสถานที่ใดกัน?”

“เป็นมิติของสมบัติเวทชิ้นหนึ่ง” หลี่ซวีกล่าว

“มิติสมบัติเวทยังสามารถให้สิ่งมีชีวิตเข้าไปได้ด้วยหรือ?”

ปานรั่วจูเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก นางอยู่ในแคว้นชิงชิวมาหลายร้อยปี เคยเห็นฉากใหญ่โตมามากมาย ทว่ากลับไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าสมบัติเวทของผู้ใดจะสามารถให้สิ่งมีชีวิตเข้าไปได้

หลี่ซวีกล่าวว่า “ได้สิ”

ต๋าฉี่ก็ขยับเข้ามาใกล้ มีความสนใจเป็นอย่างยิ่ง อยากรู้ว่าเป็นสมบัติเวทชิ้นใด ทว่าหลี่ซวีกลับไม่ยอมบอก

ทำเอาพวกนางกัดฟันกรอด ล้วนอยากจะทุบตีหลี่ซวี

กินข้าวเสร็จ

หลี่ซวีวางตะเกียบลง ลุกขึ้นยืน มองไปยังอันจืออวี๋ “รบกวนเจ้าช่วยข้าล้างชามหน่อย ข้าจะพาเสี่ยวต๋าฉี่เข้าไปสำรวจเส้นทางสักหน่อย”

“ฮึ ไม่พาข้าไปยังจะให้ข้าล้างชามอีก” อันจืออวี๋อยากจะเตะหลี่ซวีสักทีจริง ๆ เตะให้ตายไปเลยยิ่งดี

“...”

หลี่ซวีไม่รู้ว่าจะตอบนางอย่างไรดี สายตามองไปยังเสี่ยวต๋าฉี่ ส่งสัญญาณให้นางออกมา

ต๋าฉี่เดินตามเขาออกมา

ปานรั่วจูและอันจืออวี๋ชะโงกหน้าออกมามองดูหลี่ซวี เพราะเขามักจะทำตัวลึกลับซับซ้อนอยู่เสมอ ทำราวกับว่ามีเรื่องใหญ่โตอันใดก็มิปาน

“เตรียมตัวพร้อมหรือยัง?” หลี่ซวีมองดูเสี่ยวต๋าฉี่ที่ยืนอยู่ข้างกายตนเอง

“อืม” ต๋าฉี่จับชายเสื้อของหลี่ซวีไว้ด้วยความตึงเครียด นางไม่รู้ว่าหลี่ซวีจะพานางไปที่ใด ทว่าก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่ง

เริ่มอยากรู้อยากเห็นมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

นางอยากรู้ว่าตกลงแล้วเป็นสิ่งใดกันที่ทำให้หลี่ซวีต้องทำตัวลึกลับซับซ้อนถึงเพียงนี้ ถามเขาก็ไม่ยอมบอก ท่านอาจารย์บ้า ขี้เหนียวจริง ๆ

หลี่ซวีมองเข้าไปในห้วงสมอง จากนั้นตัวอักษรบรรทัดหนึ่งก็ลอยออกมา

[ต้องการเปิดภารกิจหรือไม่]

“ใช่”

หลี่ซวีให้คำตอบกับระบบ

จากนั้นในมิติก็ปรากฏกระแสน้ำวนสีน้ำตาลขึ้นมา

อันจืออวี๋และปานรั่วจูต่างก็ตกใจ กระแสน้ำวนนี้ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า ทำได้อย่างไรกัน เพราะหลี่ซวียังไม่ได้ร่ายมุทราหรือใช้พลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย

กระแสน้ำวนก็โผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า

ทำเอาอดที่จะตื่นตะลึงไม่ได้

“ไปกันเถอะ”

หลี่ซวีดึงมือของต๋าฉี่ขึ้นมา ทั้งสองคนเดินเข้าไปในกระแสน้ำวนสีน้ำตาล จากนั้นกระแสน้ำวนก็หายวับไป สถาบันไท่ซวีกลับคืนสู่ความสงบ

หลี่ซวีและต๋าฉี่รู้สึกว่าภาพตรงหน้าสั่นไหว ปรากฏตัวขึ้นบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย

บนเส้นทางสายนี้แผ่ซ่านกลิ่นเหม็นเน่าออกมา กลิ่นเหม็นรุนแรงมาก ต๋าฉี่ที่มีประสาทสัมผัสการดมกลิ่นเฉียบแหลมแทบจะสลบไป นางรีบใช้สองมือปิดจมูกและปากเอาไว้

หลี่ซวีกลั้นหายใจ แต่ก็ยังทนไม่ไหว กลิ่นนี้มันทนยากจริง ๆ

กลิ่นลอยมาจากสถานที่ที่อยู่ไกลออกไป ไม่ใช่ว่าสภาพแวดล้อมโดยรอบมีสิ่งของเน่าเหม็น

หลี่ซวีสร้างเขตอาคมพลังวิญญาณขึ้นมา ปกคลุมตนเองและเสี่ยวต๋าฉี่เอาไว้ ตัดขาดอากาศอันเน่าเหม็นภายนอกออกไป ต๋าฉี่จึงรู้สึกเหมือนได้มีชีวิตกลับมาอีกครั้ง

ด้านหน้ามีสิ่งใดอยู่กันแน่?

หลี่ซวีอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับสามารถแผ่ซ่านกลิ่นอันน่าตกใจออกมาได้

หลี่ซวีเพิ่งจะคิดเดินเข้าไปดู ก็เห็นสิ่งของเล็ก ๆ ที่กำลังเคลื่อนที่เรียงรายเป็นแถวปรากฏขึ้นบนถนน เมื่อมองดูอย่างละเอียด เห็ดเข็มทองแต่ละต้นถึงกับกำลังเข้าแถวเดินอยู่

ด้านหลังสุดของขบวนเห็ดเข็มทอง มีเถาวัลย์อยู่หนึ่งเส้น

บนข้อต่อของเถาวัลย์งอกหนวดหนวดออกมามากมาย

บนหนวดมีดวงตาอยู่ทีละดวง

จบบทที่ ระบบศิษย์ขยัน 165 ภารกิจที่ 5 ธีมห้องลับ: คุมขังมิอาจจองจำ

คัดลอกลิงก์แล้ว