- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 386 ผู้ชำนาญ
ตอนที่ 386 ผู้ชำนาญ
ตอนที่ 386 ผู้ชำนาญ
"ผู้ใดบังอาจรังแกสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนของข้า"
น้ำเสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจอย่างยิ่งยวดของชายชราดังก้องกังวานไปทั่วทั้งเมืองจงยวี่ในฉับพลัน ทำให้ทุกคนล้วนจิตใจสั่นสะท้าน!
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับการฝึกฝนต่ำต้อย ร่างกายยิ่งสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้ มันคือความหวาดกลัวและยำเกรงต่อผู้ที่อยู่เหนือกว่า
ขณะเดียวกันนั้น เหนือศูนย์บัญชาการเซิ่งเป่าและศูนย์บัญชาการซานชิงเต้า ล้วนแผ่กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งออกมา ปรากฏร่างของชายชราสองคนอยู่เหนือศูนย์บัญชาการเซิ่งเป่า และชายชราสามคนอยู่เหนือศูนย์บัญชาการซานชิงเต้า
พวกเขาล้วนเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของทั้งสองขุมกำลัง แม้ความแข็งแกร่งจะไม่อาจเทียบเคียงกับปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวน แต่ก็ถือเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้า!
ผู้อาวุโสสูงสุดท่านหนึ่งของซานชิงเต้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
"จ่วนเซิงเทียนและเทียนเหมิน ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง ถึงกับกล้าก่อสงคราม!"
ส่วนหลินจิ้น ประมุขเทียนเหมินในยามนี้ยังคงอยู่ที่ศูนย์บัญชาการซานชิงเต้า เขาประมือกับเจ้าสำนักซานชิงเต้า ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บสาหัส ทว่ายังไม่รู้ผลแพ้ชนะ!
ทางฝั่งเซิ่งเป่า หลังจากที่หลี่ซวงเยว่ ประมุขประตูลับต่อสู้กับประมุขเซิ่งเป่า ทั้งคู่ก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ในเวลาต่อมา ประมุขแห่งจ่วนเซิงเทียนก็ปรากฏตัวขึ้น เพื่อรับช่วงต่อจากหลี่ซวงเยว่ในการเข้าห้ำหั่นกับประมุขเซิ่งเป่า!
ประมุขจ่วนเซิงเทียนสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับประมุขเซิ่งเป่า หากไม่ใช่เพราะเหล่าผู้อาวุโสของเซิ่งเป่าเข้ามาช่วยเหลือไว้ได้ทันท่วงที ประมุขเซิ่งเป่าคงถูกประมุขจ่วนเซิงเทียนสังหารไปแล้ว
มาบัดนี้ ปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวน ผู้อาวุโสสูงสุดสามท่านของซานชิงเต้า และผู้อาวุโสสูงสุดสองท่านของเซิ่งเป่าได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว สงครามแย่งชิงอำนาจระหว่างขั้วอำนาจนี้ได้ดำเนินมาถึงจุดเดือด!
ประมุขจ่วนเซิงเทียนเป็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าหล่อเหลาเอาการ ยามนี้ใบหน้าของเขาซีดเผือดเล็กน้อย เมื่อเห็นสถานการณ์อันวุ่นวายในปัจจุบัน เขาก็รีบทะยานร่างขึ้นไปเหยียบย่างอยู่กลางอากาศ และร่ายลัญจกรเวทอย่างรวดเร็ว
ในชั่วพริบตา แสงสว่างจากลัญจกรเวทก็เจิดจ้าขึ้น!
"ขอเชิญผู้อาวุโสสูงสุด ปรากฏกาย!"
เขาตวาดเสียงต่ำ
ในทิศทางของศูนย์บัญชาการจ่วนเซิงเทียน เพียงชั่วอึดใจเดียว กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งก็ระเบิดออก กวาดม้วนเข้ามาดั่งขุนเขาถล่มทะเลทลาย
ตู้ม!
"เซี่ยโหวฟู่เวย ความแค้นในอดีตก็เอามาสะสางให้จบสิ้นกันไปในคราวนี้เสียเลย!"
เสียงของหญิงชราผู้หนึ่งดังแว่วมาพร้อมกับกลิ่นอายอันดุดันเกรี้ยวกราด
เมื่อเพ่งมองดู ก็เห็นเพียงร่างสามร่างปรากฏขึ้นเหนือศูนย์บัญชาการจ่วนเซิงเทียน หญิงชราผู้เป็นผู้นำสวมชุดคลุมสีขาวนวล ท่วงท่าของนางยังคงตั้งตรงผ่าเผย แม้ผมจะหงอกขาวไปทั้งศีรษะ ทว่าแววตายังคงสว่างไสวเปล่งประกายคมปลาบ แรงกดดันที่นางแผ่ออกมาทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกยำเกรง
และเบื้องหลังของนาง ยังมีชายชราอีกสองคน พวกเขาล้วนเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของจ่วนเซิงเทียน!
ทิศทางที่หญิงชราจับจ้องอยู่ คือที่ตั้งของสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวน สายตาของนางราวกับทะลุทะลวงผ่านสรรพสิ่ง ไปหยุดอยู่ที่ชายชราผมดำรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่ง เขาดูไม่แก่ชรานัก ทว่าอายุที่แท้จริงของเขานั้นปาเข้าไปสามร้อยกว่าปีแล้ว
ชายชราผมดำผู้นี้ก็คือปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวย เซี่ยโหวฟู่เวย! ทั้งยังเป็นท่านปู่ของเซี่ยโหวตวน ผู้ดำรงตำแหน่งประมุขคนปัจจุบัน!
เซี่ยโหวฟู่เวยขยับร่างเพียงคราเดียว ก็ขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ เขาไม่ได้เก็บงำแรงกดดันของตนเองเลยแม้แต่น้อย มอบความรู้สึกกดดันอันมหาศาลแก่ผู้คน
เขาปรายตามองไปทางหญิงชราแวบหนึ่ง ก่อนจะหันศีรษะไปมองยังทิศทางของประตูเมือง และเพียงปราดเปรียวก็เห็นเซี่ยโหวตวน ตลอดจนสถานการณ์การสู้รบที่ใต้กำแพงเมือง
เซี่ยโหวฟู่เวยหรี่ดวงตาอันขุ่นมัวของคนแก่ลง เมื่อนึกถึงเรื่อง 'แดนต้านอวิ๋น' ที่เซี่ยโหวตวนเคยกล่าวถึง นัยน์ตาของเขาก็ลึกล้ำขึ้น พลันมีรอยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาความหมายผุดขึ้นที่มุมปาก
เซี่ยโหวฟู่เวยหัวเราะ น้ำเสียงของเขาดังพอที่จะได้ยินไปทั่วทั้งเมืองจงยวี่
"แค่จ่วนเซิงเทียนกับเทียนเหมินกระจ้อยร่อย ถึงกับกล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนของพวกเรา ดูท่า พวกเจ้าคงรนหาที่ตายนัก!"
หญิงชราแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"เซี่ยโหวฟู่เวย เจ้าอย่าได้โอหังให้มากนัก! สมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนของพวกเจ้าทำเรื่องชั่วช้าสารเลวมามากมายนัก ทั้งยังยั่วยุและกีดกันจ่วนเซิงเทียนของพวกเราอยู่หลายครั้ง ไม่ใช่พวกเราที่อยากตาย แต่เป็นพวกเจ้าต่างหากที่รนหาที่ตาย!"
สิ้นเสียง สายตาของทั้งสองก็ปะทะกันกลางอากาศ ปลดปล่อยกลิ่นอายอันทรงพลังที่มองไม่เห็นออกมาในพริบตา กลิ่นอายนี้ราวกับปราณกระบี่อันดุดันสองสายที่พุ่งเข้าห้ำหั่นกัน อากาศโดยรอบคล้ายกับถูกฉีกกระชากออก
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศโดยรอบก็กลายเป็นตึงเครียดอย่างผิดปกติ ทุกคนล้วนสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่แผ่ซ่านออกมาระหว่างคนทั้งสอง
แววตาของเซี่ยโหวฟู่เวยหม่นทะมึนลง
"รนหาที่ตาย!"
เขาทะยานร่าง พุ่งตรงไปยังทิศทางของหญิงชราในทันที
หญิงชราไม่เพียงไม่ถอยร่น กลับพุ่งทะยานไปข้างหน้า เข้าปะทะกับเซี่ยโหวฟู่เวยโดยตรง!
ทั้งสองห้ำหั่นกันกลางอากาศ เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แทบไม่มีใครสามารถจับวิถีการเคลื่อนไหวของพวกเขาได้ทัน
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสสูงสุดอีกสองท่านของจ่วนเซิงเทียน ก็ถูกผู้อาวุโสสูงสุดสามท่านของซานชิงเต้าล้อมเอาไว้
ผู้อาวุโสสูงสุดท่านหนึ่งของจ่วนเซิงเทียนมองดูพวกเขาพลางกัดฟันกรอด
"รู้จักกันมาหลายปี พวกเจ้าคิดจะร่วมหัวจมท้ายกับสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนจริงๆ อย่างนั้นหรือ?"
คนของซานชิงเต้าผู้หนึ่งถอนหายใจกล่าวว่า
"จะร่วมหัวจมท้ายหรือไม่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ตาแก่ยายแก่อย่างพวกเราจะตัดสินใจได้ พวกเราเพียงรู้ว่าต้องปกป้องขุมกำลังของตนเอง หากจ่วนเซิงเทียนของพวกเจ้าต้องพ่ายแพ้ นั่นก็เป็นไปตามกระแสธารแห่งชะตากรรมจะไปโทษผู้อื่นไม่ได้!"
ผู้อาวุโสสูงสุดอีกท่านของซานชิงเต้าแค่นหัวเราะเยาะเย้ย
"จะโทษก็ต้องโทษที่จ่วนเซิงเทียนของพวกเจ้าตัดสินใจผิดพลาด ปีกหางยังไม่ทันงอกงาม ก็ริอ่านก่อความวุ่นวาย เอาสองไปสู้กับสาม พวกเจ้าคิดว่าจะมีโอกาสชนะจริงๆ หรือ? ยิ่งไปกว่านั้น เทียนเหมินเพิ่งก่อตั้งมาไม่ถึงสามสิบปี รากฐานยังตื้นเขิน ทั้งยังไม่มีผู้อาวุโสสูงสุดคอยคุมเชิง การที่จ่วนเซิงเทียนของพวกเจ้าไปดึงเอาพันธมิตรแบบนี้มา ช่างเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดเสียจริง!"
ผู้อาวุโสสูงสุดสองท่านของจ่วนเซิงเทียนหันมามองหน้ากัน
เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดจริงๆ หรือ?
ไม่เลย! เซิ่งเป่าและซานชิงเต้าโอนเอียงไปทางฝั่งสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนตั้งนานแล้ว และสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนก็มองจ่วนเซิงเทียนของพวกเขาเป็นหนามยอกอกมาโดยตลอด แทบจะอดรนทนไม่ไหวที่จะกำจัดจ่วนเซิงเทียนให้สิ้นซาก ดังนั้น หากจ่วนเซิงเทียนของพวกเขาไม่ดึงเทียนเหมินซึ่งเป็นขุมกำลังสุดท้ายมาเป็นพวก เมื่อถึงเวลา พวกเขาก็ต้องตกอยู่ในสภาวะโดดเดี่ยวไร้การช่วยเหลือ!
ระหว่างจ่วนเซิงเทียนกับสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนย่อมต้องเกิดสงครามขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่ ตอนนี้มันเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดก็เท่านั้น!
"เช่นนั้นก็ไม่มีอันใดต้องพูดกันอีก!"
ผู้อาวุโสสูงสุดของจ่วนเซิงเทียนสีหน้าเคร่งเครียด พุ่งเข้าโจมตีผู้อาวุโสสูงสุดของซานชิงเต้าทันที
ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสสูงสุดสองท่านของเซิ่งเป่า ก็เข้าปะทะกับหลินจิ้น ประมุขเทียนเหมิน และประมุขจ่วนเซิงเทียนตามลำดับ ดังคำกล่าวที่ว่า จับโจรต้องจับหัวหน้า!
การต่อสู้ของเหล่ายอดฝีมือระดับแนวหน้าเหล่านี้ ดำเนินจากบนพื้นดินทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ และจากกลางอากาศร่วงหล่นลงมาฟาดฟันกันบนพื้นดินอีกครั้ง
เสียง ครืนๆ ดังสนั่นหวั่นไหว มองเห็นสิ่งปลูกสร้างจำนวนไม่น้อยถูกแรงกระแทกอันรุนแรงทำให้แตกร้าว พังทลาย กระทั่งกลายเป็นผุยผง
ส่วนภายในค่ายกลป้องกันของสำนักศึกษาจงยวี่เวลานี้ เหล่าลูกศิษย์จำนวนมากต่างมีสีหน้าตกตะลึง พวกเขาไม่เคยเห็นภาพเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อนในชีวิต!
ศิษย์บางคนที่ระดับการฝึกฝนยังไม่ถึงขอบเขตระดับสวรรค์ เมื่อจ้องมองฉากการต่อสู้นานเข้า ก็จะรู้สึกหน้ามืดตาลาย ทะเลวิญญาณปวดแปลบขึ้นมา จนต้องรีบหลับตาลง
ทันใดนั้น เสียง ตู้ม ก็ดังกึกก้อง
ค่ายกลป้องกันของสำนักศึกษาจงยวี่ถูกคลื่นกระแทกสายหนึ่งพุ่งชน จนค่ายกลสั่นสะเทือนอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ลูกศิษย์จำนวนไม่น้อยก็เริ่มตื่นตระหนก
"ค่ายกลนี้คงไม่ถูกทำลายหรอกนะ?"
"หากค่ายกลนี้พังลง พวกเราก็ต้องเดือดร้อนไปด้วยแน่!"
เนื่องจากสำนักศึกษาจงยวี่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองจงยวี่ การที่ยอดฝีมือระดับแนวหน้าจำนวนมากมาเปิดศึกสายเลือดกันเหนือน่านฟ้าแห่งนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นสิ่งปลูกสร้างบริเวณใจกลางเมืองจงยวี่ ซึ่งรวมถึงสำนักศึกษาจงยวี่ด้วย
อิ๋งฉีแววตาหรี่แคบลง
"ดูเหมือนว่า ฝั่งจ่วนเซิงเทียนกับเทียนเหมินจะพละกำลังไม่เพียงพอ เกรงว่าคงต้องพ่ายแพ้แล้ว"