- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1403 น่าเกลียด อย่าพูดออกมาสิ
ตอนที่ 1403 น่าเกลียด อย่าพูดออกมาสิ
ตอนที่ 1403 น่าเกลียด อย่าพูดออกมาสิ
รถเทียมอสูรทั้งแปดคันทยอยมาจอดที่บริเวณหน้าประตูใหญ่ของเนินสูง
บริเวณหน้าประตู หยู่ฉินหลานสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าคราม ผมยาวสีฟ้าครามของเธอถูกเกล้าเป็นมวยไว้ด้านหลัง โดยมีปิ่นปักผมที่ดูราวกับหยกสองอันเสียบประดับไว้
ปิ่นปักผมมีความยาวประมาณยี่สิบเซนติเมตร ปลายด้านหนึ่งมีเครื่องประดับห้อยระย้า ซึ่งทำมาจากผลึกสัตว์อสูรและเกล็ดของปลาอัญมณี ส่วนปลายสุดเป็นแก้วหลากสีรูปหยดน้ำ
"ในที่สุดก็มาถึงกันแล้ว"
นัยน์ตาสวยงามของหยู่ฉินหลานเป็นประกาย เครื่องประดับที่ห้อยอยู่บนปิ่นปักผมแกว่งไกวเบา ๆ ยามที่เธอก้าวเดิน
เธอเผลอยกมือขึ้นจับมวยผมตามสัญชาตญาณ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอใช้ปิ่นปักผมในการเกล้ามวย จึงอดกังวลไม่ได้ว่ามันจะหลุดลุ่ยลงมา
เดิมทีหยู่ฉินหลานไม่ได้แต่งตัวแบบนี้หรอก แต่มู่เหลียงนึกสนุกขึ้นมา จึงใช้เวลาตั้งครึ่งชั่วโมงเพื่อจัดแจงให้เธอออกมาเป็นแบบนี้ โดยบอกว่ามันเข้ากับบุคลิกที่สง่างามและเรียบร้อยของเธอมากกว่า
อันที่จริง หยู่ฉินหลานก็ชอบการแต่งกายแบบมาก ราวกับว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ ทุกท่วงท่าที่ขยับเขยื้อนดูสูงส่งและสง่างามขึ้นมาอีกหลายส่วน
แอ๊ด
ทหารรักษาเมืองเปิดประตูห้องโดยสารออก ผู้คนที่อยู่ภายในรถทยอยก้าวลงมา
"ทุกท่านเหน็ดเหนื่อยกันมามากแล้ว"
หยู่ฉินหลานกวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะเอ่ยอย่างสง่างามว่า
"ฉันคือเลขาของเมืองเต่าทมิฬ ขอเป็นตัวแทนของท่านเจ้าเมืองกล่าวต้อนรับพวกท่านทุกคนค่ะ"
"ตำแหน่งเลขา คือตำแหน่งอะไรหรือ?"
เจินฮ่วนเอ่ยถามขึ้น
หยู่ฉินหลานตอบอย่างสง่างามว่า
"เลขา ก็คือผู้ช่วยคอยจัดการดูแลกิจการน้อยใหญ่ของเมืองเต่าทมิฬค่ะ"
เฉียวเอ๋อบ่นพึมพำว่า
"นั่นมันก็เจ้าเมืองไม่ใช่หรือไง?"
หยู่ฉินหลานเมินเฉยต่อคำพูดของเฉียวเอ๋อ เธอผายมือเชิญชวน
"ทุกท่านตามฉันมาเถอะค่ะ งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว"
"ตกลง"
ฉีเอ่อร์น่าก้าวเดินนำไปข้างหน้า
แววตาของกษัตริย์แห่งอาณาจักรไห่ถิงเป็นประกายวูบไหว เขารีบก้าวตามไปติด ๆ เพราะไม่อยากล้าหลังกษัตริย์แห่งอาณาจักรซีไถ
กษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งแห่งอาณาจักรเอ้ามี่มีราชีนีนามน่าหย่า ซึ่งมีท่วงท่าที่สูงส่งและสง่างามเช่นกัน เพียงแต่ชุดขุนนางที่สวมใส่ซ้อนทับกันหลายชั้นนั้นดูเทอะทะและไม่สบายตัวเอาเสียเลย
"ตามไป"
น่าหย่าเอ่ยเสียงเย็น
"เพคะ ฝ่าบาท"
นางกำนัลรับคำอย่างนอบน้อม
"สวยจังเลย"
น่าหย่ามองตามแผ่นหลังของหยู่ฉินหลาน สายตาของเธอจับจ้องไปที่มวยผมอันประณีตและปิ่นปักผมนั้น เธออยากจะเข้าไปถามใจจะขาดว่าทำผมทรงนั้นได้อย่างไร
เฉียวเอ๋อยื่นมือไปดึงเจินฮ่วนเอาไว้ แล้วกระซิบเสียงเบาว่า
"ลูกพี่ พวกเราเดินรั้งท้ายกันเถอะ"
"ทำไมล่ะ?"
เจินฮ่วนมองเด็กสาวด้วยความไม่เข้าใจ
"ลูกพี่ เมื่อกี้ฉันลองสังเกตดูแล้ว คนพวกนี้ล้วนเป็นเชื้อพระวงศ์กับขุนนางทั้งนั้น ไม่ใช่คนที่พวกเราจะไปตอแยด้วยได้ ระวังตัวไว้หน่อยดีกว่านะ"
เฉียวเอ๋อพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
เจินฮ่วนกลอกตาบน ก่อนจะเอ่ยอย่างเย่อหยิ่งว่า
"จะขุนนางอะไรก็ช่างเถอะ ฉันไม่ใช่ประชาชนของพวกเขาสักหน่อย มายุ่งอะไรกับฉันไม่ได้หรอก"
"ลูกพี่ ระวังตัวไว้หน่อยเถอะนะ"
เฉียวเอ๋อมองด้วยสายตาอ้อนวอน
"ยุ่งยากจริง ๆ"
เจินฮ่วนยกมือขึ้นเขกหัวเด็กสาวไปหนึ่งที ก่อนจะเดินรั้งท้ายด้วยใบหน้าดำทะมึน
"โดนทุบอีกแล้ว..."
เฉียวเอ๋อกุมหัวตัวเอง เดินตามไปด้วยใบหน้าสุดแสนจะน้อยใจ
ทุกคนเดินตามหยู่ฉินหลานเข้าไปในเนินสูง ก่อนจะโดยสารลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นที่แปดของเนินสูง
ในเวลานี้ เนินสูงถูกสาดส่องด้วยแสงสว่างจากอาณาเขตแห่งชีวิตจนสว่างไสวไปทั่วบริเวณ
กษัตริย์ทั้งสามพระองค์ลอบสังเกตสภาพแวดล้อมของเนินสูงอย่างเงียบ ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการทำความรู้จักเมืองเต่าทมิฬให้มากขึ้น
ลิฟต์โดยสารมาหยุดอยู่ที่ชั้นแปดของเนินสูง หยู่ฉินหลานเดินนำออกไปเป็นคนแรก
"สวยจังเลย"
ดวงตาของหลิงเซียงเป็นประกายวาววับ ขณะที่กวาดสายตามองสำรวจตำหนักเนินสูง
"ที่นี่คือพระราชวังของเมืองเต่าทมิฬงั้นเหรอ..."
เฉียวเอ๋อพึมพำเสียงเบา
คนอื่น ๆ เองก็รู้สึกตกตะลึงเช่นกัน พวกเขาลอบสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างเงียบ ๆ ทว่าความสนใจส่วนใหญ่กลับพุ่งเป้าไปที่ลำต้นอันใหญ่โตของต้นไม้แห่งชีวิตที่อยู่ด้านหลังพระราชวัง
พวกเขาเหม่อมองต้นไม้แห่งชีวิตอันใหญ่โต สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งชีวิตที่เข้มข้น ทำให้รู้สึกผ่อนคลายไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
"ทุกท่าน เชิญตามฉันมาทางนี้ค่ะ"
เสียงของหยู่ฉินหลานเรียกสติของทุกคนให้กลับคืนมา
"ตกลง"
ฉีเอ่อร์น่าตอบรับด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
เขาละสายตาจากต้นไม้อย่างแสนเสียดาย ก่อนจะเดินตามหยู่ฉินหลานเข้าไปในพระราชวัง
ภายในห้องโถงใหญ่ของพระราชวัง มีโต๊ะยาวสิบกว่าตัวตั้งกระจายอยู่รอบ ๆ ห้อง
บนโต๊ะยาวเต็มไปด้วยอาหารรสเลิศนานาชนิด กลิ่นหอมที่โชยมาทำเอาทุกคนถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
"หอมจังเลย"
ลูกกระเดือกของเจินฮ่วนขยับขึ้นลง เธออดไม่ได้ที่จะกัดริมฝีปากล่างพลางเขย่งปลายเท้า สายตาจดจ่ออยู่ที่อาหารบนโต๊ะอย่างตาละห้อย
เฉียวเอ๋อกลืนน้ำลายลงคอ เอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาว่า
"ลูกพี่ อาหารพวกนี้น่ากินจังเลย"
เจินฮ่วนพยักหน้า
"เดี๋ยวก็รู้แล้วว่าอร่อยไหม"
"ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานเลี้ยงของเมืองเต่าทมิฬนะครับ"
มู่เหลียงเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ เอ่ยทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง
ฮู่เตียนเดินตามอยู่ข้างกายเขา ร่วมต้อนรับแขกไปพร้อมกัน
หยู่ฉินหลานเอ่ยอย่างสง่างามว่า
"นี่คือท่านมู่เหลียง เจ้าเมืองเต่าทมิฬของเราค่ะ"
กษัตริย์แห่งอาณาจักรไห่ถิงฉีกยิ้มกว้าง เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานว่า
"ท่านมู่เหลียงเป็นคนเชิญ ต่อให้ยุ่งแค่ไหนก็ต้องมาให้ได้สิ"
"ท่านมู่เหลียง ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ"
ฟู่หลิงน่าส่งยิ้มอ่อนหวาน เอ่ยทักทายอย่างเป็นธรรมชาติและสง่างาม
น่าหย่าและฉีเอ่อร์น่ารู้สึกตกใจอยู่ลึก ๆ ไม่คิดเลยว่ากษัตริย์แห่งอาณาจักรไห่ถิงจะมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าเมืองเต่าทมิฬถึงเพียงนี้
มู่เหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
"เชิญนั่งก่อนเถอะครับ อย่ามัวแต่ยืนกันอยู่เลย"
เมื่อเหล่าสาวใช้ได้ยินดังนั้น ก็รีบเดินเข้าไปเชิญให้ทุกคนทยอยกันนั่งลง
กษัตริย์ทั้งสามพระองค์ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะยาวใกล้กับที่นั่งประธาน ถัดมาจึงจัดลำดับที่นั่งตามยศฐาบรรดาศักดิ์ของขุนนาง ส่วนเจินฮ่วนนั้นได้นั่งรั้งท้ายสุด
ถึงแม้เธอจะไม่ค่อยสบอารมณ์นัก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะความสนใจทั้งหมดถูกดึงดูดไปด้วยอาหารเลิศรสบนโต๊ะไปจนหมดสิ้น
ฮู่เตียนและหยู่ฉินหลานนั่งขนาบข้างมู่เหลียง คนหนึ่งคอยคีบอาหารให้ ส่วนอีกคนคอยรินน้ำชาและเหล้าให้
"ท่านมู่เหลียงช่างมีวาสนาดีเสียจริงนะ"
น่าหย่าเอ่ยขึ้นมาอย่างมีนัยยะแอบแฝง
มู่เหลียงเพียงแค่ยิ้มรับ แต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
ฮู่เตียนยกยิ้มมุมปาก เผยรอยยิ้มงดงามราวกับดอกไม้บาน เอ่ยว่า
"ทุกท่าน เชิญตามสบายนะคะ ทานอาหารกันก่อนเถอะค่ะ"
"ตกลง"
ทุกคนตอบรับอย่างไม่ใส่ใจนัก พวกเขาไม่หลงเหลือมาดใด ๆ อีกต่อไป รีบหยิบตะเกียบและช้อนขึ้นมา เอื้อมไปตักอาหารจานที่ดึงดูดใจตัวเองมากที่สุด
ง่ำ ง่ำ ง่ำ
เจินฮ่วนตักมะเขือเทศผัดไข่คำโตขึ้นมาจ่อที่จมูกเพื่อสูดดมกลิ่นก่อนเป็นอันดับแรก กลิ่นเปรี้ยวอมหวานทำให้ต่อมรับรสทั้งหมดเปิดรับในทันที
เธอยัดมะเขือเทศผัดไข่เข้าปาก หรี่ตาสวยงามลงเล็กน้อย ลิ้มรสชาติของอาหารอย่างตั้งใจ
"ลูกพี่ นี่มันอร่อยเกินไปแล้ว"
เฉียวเอ๋ออุทานเสียงเบาด้วยความตกตะลึง
"อื้อ อร่อย"
เจินฮ่วนแก้มตุ่ย เคี้ยวตุ้ย ๆ จนพูดจาอู้อี้ฟังไม่ค่อยถนัดนัก
คนอื่น ๆ เองก็มีสภาพไม่ต่างกัน พวกเขาเอาแต่เอ่ยชมอาหารบนโต๊ะไม่ขาดปาก อาหารแต่ละจานล้วนนำมาซึ่งงานเลี้ยงแห่งรสชาติที่แตกต่างกันออกไป
หลิงเซียงร้องอุทานออกมา
"ท่านพ่อ อร่อยมากเลยค่ะ"
"อืม ๆ รีบกินเข้าเถอะ"
ฉีเอ่อร์น่าตอบรับอย่างขอไปที ขณะที่มือก็ยังคงขยับไม่หยุด
ฮู่เตียนมองดูท่าทางการเคี้ยวคำโต ของทุกคนแล้ว ก็แทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่
"คนพวกนี้คือเชื้อพระวงศ์กับขุนนางจริง ๆ งั้นเหรอ?"
เธอหันไปกระซิบถามมู่เหลียง
ดวงตาของหยู่ฉินหลานแฝงไปด้วยรอยยิ้ม เธอขยับเข้าไปกระซิบข้างหูของมู่เหลียงว่า
"ทำตัวเหมือนไม่ได้กินอะไรมาทั้งชีวิต ยังไงยังงั้นแหละ"
"เมื่อก่อนพวกเธอเองก็เหมือนจะเป็นแบบนี้นะ"
มู่เหลียงเอ่ยตอบกลับไปลอย ๆ
"น่าเกลียด อย่าพูดออกมาสิ"
ฮู่เตียนหน้าแดงระเรื่อ ก่อนจะตวัดสายตาค้อนใส่มู่เหลียงไปหนึ่งวง
"นั่นสิ"
หยู่ฉินหลานเบ้ปาก ยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้นมาจิบชาอุ่น ๆ
เพียงไม่นาน อาหารในจานของแขกเหรื่อก็ร่อยหรอไปกว่าครึ่ง
หยู่ฉินหลานหันกลับไปสั่งว่า
"น้องหลัน ยกอาหารที่เหลือออกมาได้เลย"
"ค่ะ"
เว่ยหยูหลันพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะนำเหล่าสาวใช้เข้าไปในครัว แล้วยกอาหารที่เตรียมเอาไว้ออกมาจนหมด
"ยังมีอีกเหรอเนี่ย!"
ดวงตาสวยงามของเจินฮ่วนเป็นประกายวาววับขึ้นมาอีกครั้ง
เฉียวเอ๋อยกแก้วเหล้าขึ้นมา พร้อมกับเอ่ยแนะนำอย่างกระตือรือร้นว่า
"ลูกพี่ ลองชิมเหล้าแก้วนี้ดูสิ อร่อยมากเลยนะ"
"ได้"
เจินฮ่วนรับแก้วเหล้ามา ก่อนจะกระดกเหล้าสีชมพูอ่อนในแก้วรวดเดียวจนหมด
กลิ่นหอมของลิ้นจี่แผ่ซ่านไปทั่วช่องปาก รสสัมผัสแรกที่แตะลิ้นคือความหวานละมุน จากนั้นกลิ่นหอมก็ตลบอบอวลไปทั่วทั้งปาก ก่อนที่ท้องจะเริ่มรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา
"เหล้าดี!"
เจินฮ่วนอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
เธอเป็นคนรักเหล้าดั่งชีวิต เรียกได้ว่าเสพติดเลยก็ว่าได้ หากวันไหนไม่ได้ดื่มจะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไปหมด
ทว่าแม้เธอจะเคยดื่มเหล้ามามากมายนับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่อาจเทียบกับเหล้าแก้วที่เพิ่งกลืนลงคอไปเมื่อครู่นี้ได้เลยแม้แต่น้อย