- หน้าแรก
- ระบบไม่ปลื้ม: ผมใช้บัคอัปเกรดของฟรีจนเป็นเทพ
- บทที่ 120 - ข้าขอตัวก่อนนะ ไว้คราวหน้าจะมาอุดหนุนใหม่!
บทที่ 120 - ข้าขอตัวก่อนนะ ไว้คราวหน้าจะมาอุดหนุนใหม่!
บทที่ 120 - ข้าขอตัวก่อนนะ ไว้คราวหน้าจะมาอุดหนุนใหม่!
บทที่ 120 - ข้าขอตัวก่อนนะ ไว้คราวหน้าจะมาอุดหนุนใหม่!
ณ เมืองเสี่ยวซาน การเข่นฆ่าสังหารของปิงซวงและกองทัพภัยพิบัติยังคงดำเนินต่อไป
ภายใต้การรุกรานของคลื่นอันเดดมหาศาล แม้แต่กองทหารรักษาเมืองก็เริ่มล้มตายให้เห็น
ถึงเลเวลของทหารพวกนี้จะสูงลิบ แต่คุณสมบัติหายนะของซูมู่ไป๋ก็ขี้โกงเกินพิกัดเช่นกัน
เมื่อต้องมารับมือกับโครงกระดูกสายตีไกลทั้งสองประเภทที่สามารถเจาะทะลุเกราะกายภาพและเกราะเวทได้ สิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถพึ่งพาได้ก็คือหลอดเลือดอันมหาศาลที่ได้มาจากเลเวลอันสูงส่งเท่านั้น
บางคนอาจจะมองว่าซูมู่ไป๋เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างเลือดเย็นเกินไป
แต่สำหรับคนที่เคยเฉียดตายมาแล้วอย่างซูมู่ไป๋ เขาไม่สนหรอกว่าใครจะมองเขายังไง
หนทางเดียวที่จะฟาร์มแต้มวิญญาณได้ไวที่สุด ก็คือการไล่ฆ่าคนนี่แหละ
มาอาละวาดที่อาณาจักรซากุระมันก็ยังดีกว่าไปไล่ฆ่าคนในจักรวรรดิเสินหลงไม่ใช่หรือไง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพรมแดนในดินแดนต้องห้ามของทวยเทพเปิดออก จักรวรรดิไม่กี่แห่งที่หลงเหลืออยู่บนแผ่นดินใหญ่ย่อมต้องก้าวเข้าสู่สงครามเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่
นี่คือกฎเกณฑ์ที่เกมหมื่นภพกำหนดไว้ มีเพียงโลกที่รวมเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติก้าวเข้าสู่เกมหมื่นภพได้อย่างแท้จริง
มิฉะนั้นก็เตรียมตัวรอรับการรุกรานจากโลกอื่นได้เลย!
เพราะฉะนั้น อาณาจักรซากุระก็คือศัตรูตัวฉกาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การลดทอนกำลังรบของพวกมันตั้งแต่ตอนนี้ ก็ถือเป็นการรับผิดชอบต่อผู้เล่นของจักรวรรดิเสินหลงไม่ใช่หรือ
ดังนั้นซูมู่ไป๋จึงไม่มีความรู้สึกผิดบาปใดๆ ทั้งสิ้น ชีวิตของพวกซากุระน้อยมันจะไปสำคัญเท่ากับการอัปเกรดความแข็งแกร่งของเขาได้ยังไงกัน
ในเกมหมื่นภพที่มีความเป็นความตายเป็นเดิมพันแบบนี้ ถ้าไม่ทำเพื่อตัวเอง ฟ้าดินก็ลงทัณฑ์พอดี
ส่วนปิงซวงน่ะเหรอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันไม่ใช่คนอยู่แล้ว ยิ่งฆ่ามันก็ยิ่งคึก
"ไอ้สัตว์เดรัจฉาน อาณาจักรซากุระไม่มีทางปล่อยแกไว้แน่!"
ซงเปิ่นรุ่นเบิกตาโพลงมองกองทัพภัยพิบัติไล่ต้อนสังหารคนในเมืองอย่างเลือดเย็น ในขณะที่ตัวเองก็ยังไม่สามารถเอาชนะปิงซวงได้ ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความคับแค้นและโทสะ
"น้ำหน้าอย่างพวกแกน่ะเหรอ"
ปิงซวงปรายตามองซงเปิ่นรุ่นอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะพ่นลมหายใจมังกรใส่ ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบสนองอย่างฉับไวด้วยการเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว
วิ้ง~
ในขณะเดียวกัน แสงสว่างจ้าก็เริ่มกระพริบถี่ยิบที่ลานเทเลพอร์ต นั่นหมายความว่ากองกำลังเสริมจากเมืองรอบนอกเดินทางมาถึงแล้ว!
"มาไวจริงแฮะ"
เปลวเพลิงวิญญาณของปิงซวงสั่นไหว มันรีบกระพือปีกพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที
ช่องอัญเชิญถูกเปิดออกเพื่อดูดเอาทัพอันเดดที่อยู่ใกล้เคียงกลับเข้าไปจนเกือบหมด
ส่วนพวกที่อยู่ไกลออกไปก็ช่างหัวมันเถอะ
เผ่นก่อนดีกว่า
"ข้าขอตัวก่อนนะ ไว้คราวหน้าจะมาอุดหนุนใหม่"
ประโยคทิ้งท้ายนี้ทำเอาซงเปิ่นรุ่นโกรธจนควันออกหู
แกเห็นเมืองฉันเป็นซ่องหรือไงวะ นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไปเนี่ยนะ!
"ไอ้เดรัจฉาน แน่จริงก็อย่าหนีสิวะ!"
ซงเปิ่นรุ่นแผดเสียงคำรามลั่น ร่างของเขากลายสภาพเป็นประกายดาบพุ่งทะยานทะลุฟ้า ไล่กวดปิงซวงไปติดๆ
กำลังเสริมก็มาถึงแล้ว ถ้าเขาปล่อยให้มันลอยนวลไปได้ แล้วใครจะรับผิดชอบความเสียหายครั้งใหญ่นี้ล่ะ
ทว่าปิงซวงกลับไม่แยแสการโจมตีของซงเปิ่นรุ่นเลยแม้แต่น้อย
มันปลดปล่อยแรงกดดันระดับราชันมังกรออกมาข่มขวัญศัตรูอย่างเต็มที่ พร้อมกับกระพือปีกอย่างแรง พลังเวทน้ำแข็งรอบกายก็ควบแน่นในชั่วพริบตา
วงแหวนน้ำแข็งสามวงซ้อนระเบิดแผ่ขยายออกไปรอบทิศทางอย่างรุนแรง
[น้ำแข็งจองจำต่อเนื่อง]!
แกร๊กๆๆ...
ซงเปิ่นรุ่นที่พุ่งพรวดเข้ามาเป็นเป้าแรกถูกแช่แข็งกลางอากาศทันที
แต่ด้วยความห่างชั้นของระดับพลัง วงแหวนน้ำแข็งจึงสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของเขาได้ไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำ
แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว หลังจากอัปเลเวลทะลุ 30 ปิงซวงก็ปลดล็อกสกิลเวทสายน้ำแข็งมาอีกเพียบ
และเวทน้ำแข็งก็ขึ้นชื่อเรื่องสกิลหยุดการเคลื่อนไหวอยู่แล้ว
ทันทีที่ซงเปิ่นรุ่นกระเทาะน้ำแข็งที่เกาะตามตัวออก เขาก็โดนสกิลเวทบทต่อไปแช่แข็งซ้ำอีกระลอก
แกร๊ก...
แกร๊ก...
กว่าเขาจะดิ้นหลุดจากการจองจำได้ ปิงซวงก็เร่งสปีดจนสุดเหวี่ยงบินหนีหายออกไปจากเมืองเสี่ยวซานแล้ว
เมื่อไร้การควบคุมจากผู้เป็นนาย กองทัพภัยพิบัติที่ตกค้างอยู่ในเมืองก็หยุดนิ่งเป็นหุ่นกระบอกทันที
นี่แหละคือข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างสัตว์อัญเชิญกับสิ่งมีชีวิตในพันธสัญญา
ต่อให้พวกมันจะมีค่าสเตตัสทั้งสี่สายสูงส่งปานใด หรือมีหน้าต่างสเตตัสโกงแค่ไหน พวกมันก็เป็นได้แค่หุ่นเชิดเท่านั้น
และในบรรดาสิ่งมีชีวิตในพันธสัญญาด้วยกันเองก็ยังมีความแตกต่างกันอีกด้วย เพราะสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นโดยเกมหมื่นภพย่อมมีสติปัญญาน้อยกว่าปิงซวงหลายขุม
นั่นก็เป็นเพราะปิงซวงคือสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่จริงในเกมหมื่นภพน่ะสิ!
ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็มองว่ามันคือผู้เล่นเผ่าอันเดดจากโลกแห่งความตายที่ถูกแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลก็ได้
ย้อนกลับไปตอนที่ปิงซวงถูกอัญเชิญออกมาครั้งแรก ถ้าไม่ได้กฎของเกมหมื่นภพคอยกดหัวไว้ มันก็คงคิดจะเชือดผู้อัญเชิญทิ้งไปแล้ว
และท้ายที่สุด เหตุผลเดียวที่ปิงซวงยังคงจงรักภักดีแบบเต็มร้อย ก็เพราะสายอาชีพของซูมู่ไป๋คือ [จ้าวแห่งความตาย] นั่นเอง
ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้เล่นคนอื่น ต่อให้มีพรสวรรค์ระดับ SSS อยู่ในมือ การอัญเชิญตัวอันตรายแบบนี้ออกมาในช่วงต้นเกมก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปหรอกนะ
"บัดซบเอ๊ย!!!"
ซงเปิ่นรุ่นเต้นเร่าๆ ด้วยความเดือดดาล แต่เขาก็รู้ดีว่าตอนนี้ไล่ตามไม่ทันแล้ว
เมื่อความโกรธเกรี้ยวพุ่งถึงขีดสุด เขาก็ทำได้แค่มาระบายอารมณ์ใส่โครงกระดูกที่ยืนเป็นเป้านิ่งอยู่ในเมืองแทน
"ซงเปิ่นรุ่น ไป๋เยี่ยมันอยู่ไหน"
น้ำเสียงเย็นเยียบดังก้องขึ้น ทว่ามองไปรอบๆ กลับไร้ซึ่งเงาของผู้พูด
ซงเปิ่นรุ่นเผลอตัวสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ เขารีบละล่ำละลักตอบ "ผมไม่รู้ว่าไป๋เยี่ยมันเล่นลูกไม้ไหน มันไม่ได้โผล่หัวมาที่นี่เลย ตัวที่บุกมาตีเมืองเสี่ยวซานคือสัตว์ขี่ของมันต่างหากครับ"
"แกจะบอกว่า ไป๋เยี่ยมันส่งสัตว์ขี่มาแค่ตัวเดียว ก็ตีเมืองเสี่ยวซานแตกได้งั้นเหรอ"
น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เจือปนไปด้วยโทสะอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านครับ โทษผมไม่ได้จริงๆ นะ ถ้าท่านลองโจมตีไอ้โครงกระดูกพวกนี้ดู ท่านก็จะเข้าใจเองแหละครับ"
ซงเปิ่นรุ่นตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ เขาก็อยากจะปกป้องเมืองให้ได้เหมือนกัน แต่มันสุดวิสัยจริงๆ นี่นา
"หึ ไอ้สวะเอ๊ย"
แสงเย็นเยียบวาบขึ้นพร้อมกับเสียงแค่นหัวเราะ คุไนเล่มหนึ่งก็พุ่งปักเข้ากลางเบ้าตาของโครงกระดูกนักรบที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าในชั่วพริบตา
-78,364!
"อะไรกันเนี่ย!"
ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง ร่างในชุดรัดรูปก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายซงเปิ่นรุ่น นัยน์ตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
ถึงแม้จะเป็นแค่การปาคุไนแบบชิลล์ๆ แต่ตัวเลขดาเมจที่แสดงผลก็ทำเอาเขาถึงกับอึ้งไปเลย
ทันทีที่ซงเปิ่นรุ่นเห็นหน้าผู้มาเยือน ม่านตาของเขาก็หดเกร็ง
อีเฮ่อต้วน!
นินจาที่เก่งกาจที่สุดในรุ่นเยาว์ของสมาคมลับอินเหริน ฝีมือของเขาเป็นรองแค่พวกระดับผู้อาวุโสเท่านั้น!
หรือเผลอๆ ฝีมือของเขาอาจจะทัดเทียมกับผู้อาวุโสอันดับรั้งท้ายแล้วด้วยซ้ำ
"โซเดสเนะ (เป็นอย่างนี้นี่เอง)"
สายตาเย็นชาของอีเฮ่อต้วนกวาดมองโครงกระดูกรอบๆ เพียงปราดเดียวเขาก็มองทะลุปรุโปร่ง
"นี่มันผลของ สัญญาแห่งความตาย! เป็นแค่ผู้เล่นแท้ๆ แต่กลับมีสกิลระดับนี้เชียวหรือ!"
สาเหตุที่เขาทำดาเมจได้สูงขนาดนี้ ก็เป็นเพราะปิงซวงเพิ่งจะดูดกองทัพอันเดดส่วนใหญ่กลับไปก่อนจะเผ่นหนีนั่นเอง
จำนวนอันเดดที่ตกค้างอยู่ในเมืองตอนนี้ก็เหลือแค่ประมาณสองหมื่นตนเท่านั้น
ระยะทำการสูงสุดของ [สัญญาแห่งความตาย] ก็คือระยะควบคุมสัตว์อัญเชิญของซูมู่ไป๋
นั่นก็แปลว่า ดาเมจที่เกิดจากคุไนของอีเฮ่อต้วนถูกหารเฉลี่ยให้ทัพอันเดดสองหมื่นกว่าตนรับเคราะห์แทน
แค่นี้ก็พอบอกได้แล้วว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของอีเฮ่อต้วนมันน่ากลัวขนาดไหน!
"ถ้าเป็นแบบนี้ ก็คงจะไปโทษนายไม่ได้จริงๆ"
อีเฮ่อต้วนปรายตามองซงเปิ่นรุ่น ก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนหายไปจากจุดนั้น
"ฉันจะรายงานเรื่องนี้ให้สมาคมทราบ นายรีบจัดการเก็บกวาดไอ้โครงกระดูกพวกนี้ให้เรียบร้อยซะ"
ซงเปิ่นรุ่นพยักหน้ารับคำสั่ง เขารีบระดมพลทหารรักษาเมืองที่เหลือรอดมาเคลียร์พื้นที่ เก็บกวาดกองทัพภัยพิบัติที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นกระบอก
กองทหารเสริมจากเมืองใกล้เคียงก็รีบกุลีกุจอเข้ามาช่วยเก็บกวาดสนามรบ
สำหรับพวกเขาแล้ว การที่ไม่ต้องออกไปรบราฆ่าฟันก็นับเป็นเรื่องดีงามสุดๆ
นอกเหนือจากอีเฮ่อต้วนแล้ว ในบรรดากำลังเสริมที่ตามมาทีหลังก็ยังมียอดฝีมือที่เหนือชั้นกว่าซงเปิ่นรุ่นปะปนอยู่อีกหลายคน
ถ้าปิงซวงโดนสกัดเอาไว้ได้ ดีไม่ดีอาจจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นจริงๆ ก็ได้
เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าในเกมหมื่นภพที่เต็มไปด้วยกลไกซับซ้อนนี้ จะมียอดฝีมือชาวซากุระคนไหนซ่อนไพ่ตายที่สามารถสกัดการเรียกสัตว์ขี่กลับคืนของซูมู่ไป๋ได้หรือเปล่า
ผู้เล่นนับไม่ถ้วนที่ทยอยฟื้นคืนชีพขึ้นมา ต่างก็ยืนมองสภาพเมืองเสี่ยวซานที่พังพินาศและเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมด้วยสายตาเหม่อลอย
ไป๋เยี่ย ทำไมถึงได้น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้กันนะ
[จบแล้ว]