- หน้าแรก
- หลังผูกแอปฟาร์ม ชีวิตผมก็กลายเป็นคนดังโดยไม่รู้ตัว
- บทที่ 19 อวดปลาตัวเขื่อง
บทที่ 19 อวดปลาตัวเขื่อง
บทที่ 19 อวดปลาตัวเขื่อง
บทที่ 19 อวดปลาตัวเขื่อง
หลี่จี้เผิงปาดเหงื่อบนหน้าผาก ในที่สุดเขาก็ปลอบภรรยาให้สงบลงได้สำเร็จ ถ้าขืนหล่อนรู้ว่าเขาตกปลาจนลืมเมียเข้าล่ะก็ มีหวังได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟจนเขาคงง้อไม่ไหวแน่ๆ
แต่เขาจะไปซื้อกับข้าวจากร้านไหนกลับไปดีล่ะ? ร้านอาหารในตัวตำบลนี้พวกเขาก็กินมาแทบจะครบทุกร้านแล้ว ยังไม่เห็นร้านไหนที่รสชาติดีพอจนคนต้องเข้าแถวรอคิวเลยสักร้าน ถ้าจะขับรถเข้าตัวอำเภอตอนนี้ กว่าจะซื้อเสร็จแล้วกลับมาถึงบ้านก็คงเลยเวลามื้อค่ำไปไกลแล้ว แล้วเรื่องปลาจะเอายังไงดี? เขาอุตส่าห์ตกปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ได้ทั้งที จะให้ปล่อยไปก็ตัดใจไม่ลง แต่จะหิ้วกลับไปทื่อๆ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นสงครามประสาทในครอบครัวได้ปะทุขึ้นอีกรอบแน่ ในขณะที่กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่นั้น...
เขาก็หันไปเห็นป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า 'หลี่ซานฟาร์มสเตย์' เขาตบหน้าผากตัวเองดังปึ้ง! นี่มันร้านอาหารไม่ใช่หรือไง? ปกติฟาร์มสเตย์พวกนี้มักจะมีบริการรับปรุงอาหารจากวัตถุดิบที่ลูกค้าหามาเองอยู่แล้ว เขาแค่ส่งปลาตัวนี้ให้พวกจัดการให้ก็สิ้นเรื่อง
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าฝีมือพ่อครัวของฟาร์มสเตย์แห่งนี้จะเป็นอย่างไร เขาเพิ่งจะโม้กับภรรยาทางโทรศัพท์ไปหยกๆ ว่าเจอร้านเล็กๆ ที่ทำอาหารอร่อยจนต้องต่อคิว ถ้ารสชาติออกมาแย่กว่าฝีมือปลายจวักของภรรยาเขาเองละก็ คงได้อับอายขายหน้าแย่
เขาเกาหัวพลางคิดว่า 'ช่างเถอะ จัดการที่นี่ให้เสร็จๆ แล้วรีบไปดีกว่า ถ้าไม่อร่อยก็แค่บอกไปว่าทางร้านจ้างหน้าม้ามาเข้าคิวสร้างกระแสเอาเอง เป็นความผิดของร้านที่โฆษณาเกินจริง ไม่ใช่ความผิดของเขาสักหน่อย'
เมื่อหาข้ออ้างให้ตัวเองได้แล้ว เขาก็รีบเก็บข้าวของแล้วหิ้วปลาที่เพิ่งตกได้เดินตรงเข้าไปทันที
โดยที่หลี่ซีซีซึ่งยังไม่กลับมานั้น ไม่รู้เลยว่าร้านของเธอได้ต้อนรับลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนเสียแล้ว
...
“ตกลงตามนี้ครับอาจารย์ รบกวนช่วยปรุงให้เร็วหน่อยนะครับ ผมรีบแพ็กกลับบ้าน!” หลี่จี้เผิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดปัญหานี้ก็คลี่คลายเสียที
เฮ้อ น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถโพสต์รูปปลาตัวใหญ่ที่เพิ่งตกได้ลงในไทม์ไลน์เพื่ออวดใครต่อใครได้ สาเหตุหลักคือไทม์ไลน์ของเขากับภรรยามีเพื่อนร่วมกันเยอะมาก ถ้าเขาเผลอลืมบล็อกใครไปสักคน แล้วเพื่อนคนนั้นดันไปพูดเข้าหูภรรยาเขาเข้า คงได้เกิดรอยร้าวในครอบครัวแน่ ไม่ดีแน่ๆ แบบนั้น
แต่ถ้าได้ของดีมาแล้วไม่ได้อวด มันก็รู้สึกอึดอัดใจกระวนกระวายชอบกล เขาจึงตัดสินใจโพสต์ลงในกลุ่มคนรักการตกปลาในท้องถิ่นแทน คนในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่รู้จักหน้าค่าตากันดี พอเห็นหลี่จี้เผิงโพสต์รูปปลาตัวใหญ่ปุ๊บ เพื่อนฝูงที่รู้ฝีมือของเขาดีต่างก็เข้ามาคอมเมนต์ถามทันที:
'รองเท้าที่วางข้างปลานั่นเป็นโมเดลจิ๋วรุ่นใหม่หรือเปล่าจ๊ะ? ขอลิงก์หน่อยสิ วางเทียบแล้วดูปลาตัวใหญ่ขึ้นเป็นกองเลย'
หลี่จี้เผิงรีบสวนกลับทันควัน 'ไม่ใช่ว้อย! นั่นมันรองเท้าที่ฉันใส่อยู่นี่แหละ ฉันเพิ่งให้คนช่วยชั่งน้ำหนักมา ตัวนี้หนัก 6.3 จิน (ประมาณ 3 กิโลกรัมกว่า) เป๊ะๆ เลย'
พูดจบเขาก็รีบแนบรูปถ่ายตอนกำลังชั่งน้ำหนักปลาส่งเข้าไปในกลุ่มอีกรูปเป็นการยืนยัน
ผลที่ได้คือเสียงสบประมาทจากเพื่อนอีกหลายคนตามมา:
'ไม่ได้ไปซื้อมาจากตลาดสดหรอกนะจี้เผิง? ตกไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอก อย่าฝืนเอาหน้าเลยเพื่อน'
'นั่นสิ ดูจากในรูป (รูปตอนชั่งปลา) นี่มันอยู่ในร้านอาหารชัดๆ นายไปตกปลาแถวไหนกันแน่เนี่ย?'
'ถ้าตกได้ตัวใหญ่ขนาดนี้จริง ไม่เห็นชวนพวกพี่น้องไปกินที่บ้านอวดหน่อยล่ะ? วันนี้ฉันเกือบจะตกปลาใหญ่ได้ในอ่างเก็บน้ำเหมือนกันนะ โถ่เอ๊ย ตัวยาวเกือบเท่าแขนแน่ะ แต่มันแรงเยอะจนเบ็ดเกือบหักหลุดไปได้เสียก่อน สงสัยต้องอัปเกรดอุปกรณ์ใหม่เสียแล้ว!'
'ไอ้อ้วนหวัง เลิกขี้คุยเถอะ มีรูปไหมล่ะ? อย่างน้อยจี้เผิงเขาก็ยังมีรูปมาโชว์ แต่นายน่ะดีแต่ปาก!'
'นั่นสิ เฮ้ จี้เผิง ถ้าวันหน้าถ้านายตกปลาใหญ่ขนาดนี้ได้ต่อหน้าพวกเราจริงๆ ฉันจะเลี้ยงข้าวนายมื้อหนึ่งเลย เป็นไง?'
เมื่อเห็นว่าบรรดาพี่น้องในกลุ่มไม่เชื่อน้ำยาว่าเขาจะตกปลาใหญ่ได้ขนาดนี้ (เมื่อเทียบกับปลาซิวปลาสร้อยตัวละสองสามขีดที่เขาเคยตกได้ก่อนหน้านี้ ก็นับว่าพัฒนาขึ้นมาก) เขาจึงตัดสินใจจะจัดนัดรวมตัวกันเพื่อชวนเพื่อนๆ มาตกปลาที่นี่ให้เห็นกับตา เพราะเขาไม่อยากให้ใครมาดูถูกฝีมือการตกปลาของเขาอีกต่อไป
ดังนั้นเขาจึงนัดแนะกับพี่น้องที่สนิทกันในกลุ่มว่าจะมาตกปลาที่นี่ด้วยกันในวันเสาร์หน้า
หลังจากนัดแนะกับเพื่อนเสร็จได้ไม่นาน อาหารที่เขาสั่งไว้ก็แพ็กใส่กล่องเรียบร้อยพอดี
“เร็วทันใจจริง ทั้งหมดเท่าไหร่ครับ เดี๋ยวผมสแกนจ่าย” หลี่จี้เผิงเพิ่งจะจ่ายเงินเสร็จก็เห็นภรรยาโทรตามอีกรอบ เขาจึงรีบคว้าถุงอาหารแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมา:
“จ้ะเมียจ๋า อาหารเกือบเสร็จแล้วจ้ะ เดี๋ยวพี่จะรีบกลับเดี๋ยวนี้แหละจ้ะ แต่แหม... ทางข้างนอกดูเหมือนรถจะติดนิดหน่อย ไม่รู้จะถึงบ้านกี่โมง ถ้าหนูหิวก็หาอะไรกินรองท้องไปก่อนนะจ๊ะ...”
หลี่จี้เผิงรีบเร่งอย่างสุดชีวิต จนในที่สุดก็กลับถึงบ้านก่อนจะมืดค่ำ ภรรยาของเขานั่งรออยู่ที่โซฟาพลางเอ่ยขึ้นด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย:
“ไปซื้อกับข้าวถึงไหนกันเนี่ย? ฉันหิวจนจะขาดใจตายอยู่แล้ว ในตำบลเรามีร้านเล็กๆ ที่ดังขนาดนั้นเลยเหรอ? คุณออกไปตั้งนานเท่าไหร่แล้ว?”
หลี่จี้เผิงยิ้มประจบ “โถ่เมียจ๋า ทำไมไม่กินอะไรก่อนล่ะจ๊ะ พี่ได้กับข้าวเสร็จก็รีบบึ่งกลับมาทันทีเลยนะ ร้านนี้ตั้งอยู่ในที่ลับตาคนสุดๆ พี่หาตั้งนานกว่าจะเจอ!”
ภรรยาของเขาเลิกคิ้วมองอย่างจับผิด “ลับตาขนาดนั้นเลยเหรอ? แล้วไหนคุณบอกว่าคนเยอะจนต้องต่อคิวนานไง?”
เขาตอบเลี่ยงๆ ไปว่า “บางทีเจ้าของร้านอาจจะจ้างหน้าม้ามาก็ได้ ใครจะไปรู้ล่ะจ๊ะ? มาๆ รีบกินข้าวกันเถอะ หนูคงหิวแย่แล้ว พี่อุตส่าห์ให้ที่ร้านเขาทำซุปปลาให้เป็นพิเศษเลยนะ ปลาคันนี้... เอ้ย ตัวนี้เพิ่งจะฆ่าสดๆ รับรองว่าหวานแน่นอน!”
หลี่จี้เผิงกุลีกุจอจัดวางกล่องอาหารบนโต๊ะอาหารแล้วทยอยเปิดออกทีละอย่าง “นี่ยังร้อนๆ อยู่เลยนะเนี่ย กลิ่นหอมเชียว รีบกินเถอะจ้ะ!”
หลี่จี้เผิงเป็นคนแรกที่ใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาขึ้นมา นี่คือปลาที่เขาตกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง รสชาติย่อมแตกต่างจากปลาทั่วไป เขากล่าวอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องว่า “เป็นไงจ๊ะเมียจ๋า ปลาตัวนี้สดมากใช่ไหมล่ะ?”
ภรรยาของเขาหันมามองแล้วพูดว่า “ปลานี่ดีนะ เนื้อไม่มีกลิ่นคาวเลยสักนิด แต่ทำไมคุณต้องดูมีความสุขขนาดนั้นด้วย?”
“พี่... พี่มีความสุขก็เพราะได้เห็นหน้าหนูไงจ๊ะ!”
“ปากหวานนักนะ!” ภรรยาของเขาเมื่อเห็นว่าเขาลำบากไปต่อคิวซื้ออาหารมาให้ จึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรอีก
...
อีกด้านหนึ่ง หลี่ซีซีได้เซ็นสัญญากับผู้ใหญ่บ้านและจ่ายเงินค่าเช่าไปด้วยความรู้สึกปวดใจเล็กน้อย ตัวเลขเงินในบัตรธนาคารที่ค่อยๆ ลดน้อยลงทีละนิดทำให้หลี่ซีซีเริ่มรู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องเร่งหารายได้
ในเมื่อภูเขาด้านหลังตกเป็นของเธอแล้ว เธอจะปล่อยให้มันเสียเปล่าไม่ได้เด็ดขาด เธอจึงไปหาลุงหวังกับป้าหวัง เพื่อวานให้พวกเขาช่วยหาชาวบ้านมาช่วยถางหญ้าบนภูเขาหลังบ้านและล้อมรั้วให้เรียบร้อย
“ป้าหวังคะ รบกวนช่วยถามให้หน่อยนะคะว่ามีใครอยากมาช่วยหนูทำงานบ้าง? หนูจะให้ค่าแรงเป็นรายวัน วันละหนึ่งร้อยหยวน พร้อมอาหารกลางวันหนึ่งมื้อ ป้าคิดว่ายังไงคะ?”
“ไม่ต้องเสียเงินหรอกจ้ะ งานแค่นี้พวกเราทำให้สบายมาก เลี้ยงข้าวสักมื้อก็พอแล้ว หนูเป็นคนใจกว้างเกินไปนะ ในหมู่บ้านเราถ้าขอแรงคนมาช่วยปกติเขาก็ให้กันแค่ห้าสิบหกสิบหยวนเอง แต่นี่หนูให้ตั้งเท่าตัว มันสูงไปนะลูก”