- หน้าแรก
- เมื่อผมขอศิษย์พี่หญิงบำเพ็ญคู่สองชั่วโมง ด้วยหินวิญญาณเพียงห้าสิบก้อน
- บทที่ 50 เรื่องแบบนี้ใครจะไม่อิจฉาบ้างล่ะ
บทที่ 50 เรื่องแบบนี้ใครจะไม่อิจฉาบ้างล่ะ
บทที่ 50 เรื่องแบบนี้ใครจะไม่อิจฉาบ้างล่ะ
บทที่ 50 เรื่องแบบนี้ใครจะไม่อิจฉาบ้างล่ะ
เรื่องความสวยความงามของผู้หญิง เป็นสิ่งที่ผู้ชายหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
ในสำนักหยินหยาง มีผู้ชายสักกี่คนกันที่จะไม่สนใจความสวยของผู้หญิง อย่างน้อยก็ไม่มีทางเจอในหมู่ศิษย์ขั้นรวบรวมลมปราณแน่ๆ
ก็เพิ่งจะเริ่มฝึกเซียนกันทั้งนั้น จะไปหวังให้พวกเขามีสภาวะจิตใจมั่นคงดั่งขุนเขาได้ยังไง
ต่อให้เป็นพวกศิษย์ระดับแนวหน้าของฝ่ายนอก ที่ปกติตีหน้านิ่ง ไม่แยแสต่อศิษย์หญิงหน้าตาสะสวย ทำตัวเป็นผู้ที่ไม่หลงใหลในอิสตรี
แต่ถ้าลองให้เซียนหญิงระดับโม่เซียงหลิง ซูเหยาเยว่ หรือฉู่เมิ่งโยว มาเปลื้องผ้าต่อหน้าพวกเขาดูสิ รับรองว่าวิ่งแจ้นเข้าไปหาเร็วยิ่งกว่าหมาเสียอีก
กลุ่มศิษย์ชายนั่งดูลาดเลาอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักของซูเหยาเยว่ รอคอยให้หลี่ชวนโดนถีบกระเด็นออกมา
ความจริงพวกเขาก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับหลี่ชวนหรอก แต่พอเห็นหลี่ชวนมาวุ่นวายกับซูเหยาเยว่ พวกเขาก็เกิดความรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาทันที
ยังไงเสีย ซูเหยาเยว่ก็คือเทพธิดาที่พวกเขาไม่มีวันเอื้อมถึง พวกเขาย่อมไม่อยากให้ใครหน้าไหนมาเด็ดดอกฟ้าไปครอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์น้องแก่ๆ ที่มีระดับพลังแค่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสี่ แถมยังไร้ซึ่งพรสวรรค์แบบนี้ แค่คิดฝันถึงเทพธิดาของพวกเขา พวกเขาก็ถือว่าเป็นการลบหลู่แล้ว
เกลียดคนมี เยาะเย้ยคนจน ใช้ได้กับทุกที่จริงๆ
ทว่า เมื่อประตูเปิดออก และร่างอันงดงามไร้ที่ติของซูเหยาเยว่ปรากฏขึ้น สิ่งที่พวกเขาคาดหวังกลับไม่เกิดขึ้น ซ้ำยังเกิดเรื่องที่พวกเขาไม่อยากเห็นมากที่สุดอีกต่างหาก
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย วันนี้ศิษย์พี่ซูดูแปลกๆ ไปนะ"
"อา ข้ารู้สึกว่ารังสีอำมหิตของศิษย์พี่ซูลดลงไปเยอะเลย..."
รังสีอำมหิตของซูเหยาเยว่นั้นสัมผัสได้อย่างชัดเจน มีเพียงศิษย์ที่เคยยืนอยู่ต่อหน้านางเท่านั้นถึงจะรู้ซึ้งว่ามันน่าหวาดกลัวเพียงใด
ต่อให้อยู่ในระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สิบเหมือนกัน ก็ยังมีคนที่ยอมถอยหนีเพราะความกลัว
ศิษย์ที่มุงดูอยู่ตรงนี้ เคยเจอซูเหยาเยว่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน บางครั้งที่บังเอิญเดินผ่านนาง ก็ยังอดสั่นสะท้านไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็เพราะรังสีอำมหิตของนางนั่นแหละ
ถ้าไม่ใช่เพราะซูเหยาเยว่มีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านขนาดนี้ หน้าบ้านของนางคงเต็มไปด้วยผู้คนที่มาขอเป็นคู่บำเพ็ญ จนต้องต่อคิวไปถึงหน้าประตูสำนักแล้วแน่ๆ
แต่ตอนนี้หน้าบ้านนางกลับเงียบเหงา เพราะคนที่คิดจะจีบนาง ถ้าไม่โดนนางขู่จนขวัญหนีดีฝ่อ ก็โดนนางอัดจนต้องเผ่นกระเจิงไปหมดแล้ว
จู่ๆ กลุ่มศิษย์ที่นั่งดูลาดเลาก็ลุกพรวดขึ้นพร้อมกัน
"สวรรค์ ศิษย์พี่ซูนาง นางยิ้ม!!"
"ข้าก็เห็น แม้จะเป็นแค่รอยยิ้มบางๆ แต่นางก็ยิ้มจริงๆ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย หลายปีมานี้ จำนวนครั้งที่ศิษย์พี่ซูยิ้มแทบจะนับนิ้วได้ ทำไมนางถึงยิ้มให้ศิษย์น้องแก่คนนี้ล่ะ"
"จบกัน จบสิ้นกันแล้ว พอศิษย์พี่ซูยิ้ม ข้ารู้สึกเหมือนสภาวะจิตใจกำลังจะแตกสลายเลย..."
"ศิษย์น้อง ศิษย์พี่ซูไม่ได้ยิ้มให้เจ้าสักหน่อย จะไปตื่นเต้นทำไม... แม่เจ้าโว้ย ศิษย์น้องแก่คนนั้น เขา เขา เขาจับมือศิษย์พี่ซูเหรอเนี่ย???"
หลายคนเบิกตากว้าง จ้องมองหลี่ชวนที่จับมือซูเหยาเยว่เดินเข้าไปในบ้านด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ทันทีที่ประตูบ้านปิดลง หัวใจของพวกเขาก็เหมือนถูกกระบี่แทงทะลุเป็นรูโหว่
"นะ นี่มัน นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย??" ชายหนุ่มที่พูดขึ้น ขยี้ตาตัวเองแรงๆ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
นั่นคือศิษย์พี่ซูผู้สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของพวกเขานะ ในสายตาพวกเขา ต่อให้เป็นศิษย์ชายอันดับหนึ่งของฝ่ายนอกก็ยังไม่คู่ควรกับนางเลย
คนที่จะคู่ควรกับนางได้ ก็คงมีแต่คนระดับผู้กุมอำนาจของสำนักสาขาอย่างท่านเจ้าสำนักเท่านั้นแหละ แม้แต่พวกผู้อาวุโสก็ยังไม่คู่ควร
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของพวกเขา แต่ก็บ่งบอกได้ถึงสถานะของซูเหยาเยว่ในใจพวกเขาได้เป็นอย่างดี
"ศิษย์น้องแก่คนนี้มาจากไหนกัน ทำไมเมื่อก่อนไม่เคยเห็นหน้าเลย" มีคนถามขึ้นด้วยความไม่พอใจ
"เขาอยู่แค่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสี่ ศิษย์ฝ่ายนอกมีตั้งหลายพันคน ไม่เคยเห็นหน้าก็ไม่แปลกหรอก" ชายหนุ่มระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เก้าเป็นคนตอบ
สีหน้าของเขาดูแปรปรวน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ดวงตาเริ่มแดงก่ำ แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจและอิจฉาริษยา
"ไม่ได้การแล้ว เราจะปล่อยให้ศิษย์พี่ซูถูกหลอกไม่ได้ พวกเราต้องไปขัดขวางนาง" จู่ๆ เขาก็โพล่งขึ้นมา
เมื่อคิดว่าตัวเองไม่ได้ลิ้มรส แล้วทำไมคนอื่นถึงได้ลิ้มรส ในใจเขาก็รู้สึกหงุดหงิดเป็นล้านเท่า
"หา จะขัดขวางยังไงล่ะ" คนอื่นๆ มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ แม้ในใจพวกเขาจะอิจฉาตาร้อนเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยคิดจะไปขัดขวางอะไรเลย
การทำแบบนั้นมันสร้างศัตรูได้ง่ายๆ แถมพูดออกไปก็ไม่น่าฟังด้วย
"ไป ไปหาศิษย์พี่ซูกัน" ชายหนุ่มไม่ได้คิดหน้าคิดหลังอะไรให้มากความ พูดจบก็เดินตรงดิ่งไปที่บ้านของซูเหยาเยว่ทันที
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็พบว่าไม่มีใครตามมาเลย
"ทำไมพวกเจ้าไม่ไปล่ะ" เขาหันมาถามด้วยความไม่พอใจ
แต่คนอื่นๆ กลับหัวเราะแห้งๆ เฉไฉเปลี่ยนเรื่องคุย ทำเอาชายหนุ่มโมโหจัด
เทพธิดาไม่ได้เป็นของเขาคนเดียวเสียหน่อย เป็นของทุกคนต่างหาก
เวลาแบบนี้ ควรจะร่วมมือร่วมใจกันสิ
เขาแค่นเสียงฮึดฮัด ไม่สนใจคนพวกนั้นอีก หันหลังเดินหน้าต่อไป
ความจริงที่เขานั่งไม่ติดเก้าอี้แบบนี้ ก็มีอีกเหตุผลหนึ่งเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ เขาก็เคยหอบหินวิญญาณไปหาซูเหยาเยว่มาแล้ว
ตอนนั้นเขาเตรียมหินวิญญาณไป 2,000 ก้อน
2,000 หินวิญญาณ เพื่อขอเป็นคู่บำเพ็ญของซูเหยาเยว่เป็นเวลาหนึ่งเดือน ถือว่าหรูหรามากแล้ว
เพราะโอสถสร้างรากฐานเม็ดหนึ่ง ก็แค่ 5,000 หินวิญญาณเท่านั้นเอง
2,000 หินวิญญาณต่อเดือน ปีหนึ่งก็ 24,000 หินวิญญาณ นี่มันรายได้มหาศาลเลยนะ ไม่เพียงแต่จะใช้ฝึกตนได้อย่างสบายใจแล้ว ยังมีเหลือเก็บอีกด้วย
แต่ตอนที่ไปยืนอยู่ต่อหน้าซูเหยาเยว่ ภายใต้สายตาที่เรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิต เขาก็ทำได้แค่ทำความเคารพอย่างนอบน้อมแล้วเรียก "ศิษย์พี่ซู" คำเดียว ไม่กล้าปริปากพูดเรื่องนี้กับนางเลย
ใช่แล้ว เขาไม่กล้าพูด!
ตอนนั้นเขาอกสั่นขวัญแขวน หายใจแทบไม่ออก จะไปกล้าพูดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง
แต่พอเห็นท่าทีที่ซูเหยาเยว่มีต่อหลี่ชวนเมื่อครู่นี้ รังสีอำมหิตจางหายไป แถมยังมีรอยยิ้มบางๆ เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าตอนนั้นซูเหยาเยว่ทำท่าทางแบบนี้กับเขา เขาก็คงกล้าพูดออกไปแล้ว
แล้วเรื่องนี้ ก็คงสำเร็จไปแล้ว
ดังนั้นเขาจึงแค้นใจนัก ทำไมหลี่ชวน ศิษย์น้องแก่ๆ ที่อายุขัยใกล้จะหมด แถมมีระดับพลังแค่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสี่ ถึงได้รับการปฏิบัติดีๆ จากซูเหยาเยว่ล่ะ
เขาก็มีหินวิญญาณเหมือนกัน ทำไมเขาถึงทำไม่ได้
แน่นอนว่าตอนนี้หินวิญญาณ 2,000 ก้อนของเขาใช้ไปหมดแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความตั้งใจที่เขาไม่อยากเห็นหลี่ชวนสมหวัง
ถ้าหลี่ชวนรู้ความคิดของชายหนุ่มคนนี้ คงจะขำจนฟันร่วง แล้วด่ากลับไปสองคำว่า "ไอ้จั๊ดง่าว"
มีตั้ง 2,000 หินวิญญาณ แต่ดันมาขอเป็นคู่บำเพ็ญตั้งเดือนนึง
หินวิญญาณแค่นี้ ต่อให้ไปหาหูหมิ่น ศิษย์พี่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด ที่ไม่ได้ติดอันดับท็อปเท็นสาวงาม นางยังไม่ชายตามองเลย
ช่างฝันกลางวันเสียจริง
หลี่ชวนเพิ่งจะหย่อนก้นนั่งลงในห้องของซูเหยาเยว่ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
"ใครวะเนี่ย" เขาบ่นอย่างหัวเสีย แต่พอพูดจบถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า นี่มันไม่ใช่ห้องเขานี่หว่า
เมื่อกี้พอเข้ามาในห้อง เขาก็คว้ามือซูเหยาเยว่มากุมไว้ แต่ซูเหยาเยว่คงยังไม่ชินกับการถูกจับมือถือแขน ก็เลยสะบัดออก
แต่นั่นยิ่งทำให้หลี่ชวนคาดหวังกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปมากขึ้นไปอีก
กำลังจะเริ่มก้าวต่อไป จะอุ้มซูเหยาเยว่เข้ามาไว้ในอ้อมกอดอยู่แล้วเชียว ก้นยังไม่ทันอุ่น ก็มีคนมาขัดจังหวะ จะไม่ให้เขาโมโหได้ยังไง
ซูเหยาเยว่ไม่ได้ว่าอะไร หันหลังเดินไปเปิดประตู
ประตูเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่ม
หลี่ชวนมองชายหนุ่มด้วยความสงสัย แอบคิดในใจว่า นี่คงไม่ใช่คู่บำเพ็ญของซูเหยาเยว่หรอกมั้ง เพราะไม่เคยได้ยินข่าวลือเรื่องที่ซูเหยาเยว่มีคู่บำเพ็ญเลย
แล้วก็ได้ยินชายหนุ่มพูดขึ้นว่า "ศิษย์พี่ซู ช่วงนี้ผู้ฝึกตนมารกำเริบเสิบสานหนัก ดูเหมือนว่าจะมีผู้ฝึกตนมารแฝงตัวเข้ามาในสำนักของเราด้วยนะขอรับ"
เมื่อเห็นสายตาของชายหนุ่มมองมาที่ตน หลี่ชวนก็อึ้งไปเล็กน้อย
หมายความว่ายังไง จะหาว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนมารงั้นหรือ
หลี่ชวนรู้สึกว่า การที่คนเที่ยงธรรม (และหื่นกาม) อย่างเขาถูกสงสัยว่าเป็นผู้ฝึกตนมารนั้น มันช่างเป็นการดูถูกกันชัดๆ